Saturday, 18 July 2026
NEWS

'ดร.หิมาลัย' โพสต์ยินดี 'พล.ต.ท.ไตรรงค์' นั่งผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตอกย้ำ!! อุดมการณ์คนทำงาน ภายใต้ภารกิจยึดตามพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

(17 ต.ค. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

“ความยุติธรรมต้องไม่มีธง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน”

หลังจากคำสั่งของ ตร.ให้อรรถ (พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ) ไปปฎิบัติราชการแทน ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผมได้โทรไปแสดงความยินดีและพูดคุยกันหลายเรื่อง สุดท้ายผมก็ถามอรรถว่า ย้ายไปอยู่ตำแหน่งใหม่ รู้สึกอย่างไรบ้าง คำตอบของอรรถฟังแล้วน่าปลื้มใจแทนพ่อ วันนี้ พ่อไม่อยู่แล้ว ผมก็ได้แต่ภูมิใจและยินดี ในสิ่งที่พ่อสอนสั่งเขามา ทำไมเป็นอย่างนั้น ลองมาฟังคำตอบที่น้องชายผมตอบกันนะครับ

พี่อ๊อด ในความคิดอรรถ ตำแหน่งทุกตำแหน่ง เป็นเกียรติและศักดิ์ศรี ของตำรวจทุกคน เป็นโอกาสที่จะได้ทำงานตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เลี้ยงดูและสั่งสอนอบรมเรามา ตอนอรรถได้มาเป็น ผู้บัญชาการกองกฏหมายและคดี อรรถภูมิใจมาก เวลาทำงานเหมือนมีพ่อมาอยู่ใกล้ ๆ 

อาชีพของพ่อ นอกจากเป็นตำรวจแล้ว จะบอกว่าพ่อมีอาชีพเป็นพนักงานสอบสวนก็ได้ พ่อภูมิใจที่ได้เป็นพนักงานสอบสวนดีเด่นของ ตร. อรรถก็ภูมิใจที่ได้เป็น ผบช.กมค. ซึ่งถือเป็นเหล่าแม่ เป็นบ้านของพนักงานสอบสวน ในอุดมคติของอรรถ “ความยุติธรรม ต้องไม่มีธง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน” จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมี 2 สิ่งประกอบกันคือ พยานและหลักฐาน จึงสามารถให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดได้ 

พยานหลักฐานนอกจากจะได้มาจากการสืบสวนและสอบสวนแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดอีกส่วนก็คือ การพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากแค่ไหน การนำพยานหลักฐานที่ได้มาตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวผู้กระทำความผิด หรือนำพยานหลักฐานมาเชื่อมโยงเพื่อพิสูจน์เหตุการณ์ หรือคำให้การของผู้เกี่ยวข้องกับคดี ว่าจริงหรือเท็จ ซึ่งส่วนนี้ศาลจะให้น้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะวัตถุพยาน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือทางเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นพยานที่ไม่พูดเท็จ ไม่กลับคำให้การ ดังนั้นสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ต้องเป็นจรวดนำวิถีให้กับพนักงานสอบสวน คือต้องรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าเป้า เป็นไม้ตายของกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

การที่ผู้บังคับบัญชา ไว้วางใจให้อรรถมาอยู่ตรงนี้ (ผบช.สพฐ.) อรรถตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด อรรถมีหลาย ๆเรื่องที่อยากจะทำ กำลังพลที่นี่ดีมาก อรรถเคยสัมผัสมาตอนเป็น ผบก.ทว. เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอุดมการณ์ ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่น เขาจะได้ค่าตอบแทนมากกว่าเป็นตำรวจ แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับเรา อรรถตั้งใจว่า เราจะมาช่วยกันพัฒนาหน่วยให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นที่ไว้วางใจและเชื่อถือของประชาชน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 'เบนจา-สมยศ-ณัฐชนน' ผิดข้อหาดูหมิ่นศาล หลัง 'ชุมนุม-มั่วสุม' หนุนแม่เพนกวิน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก'เบนจา-สมยศ-ณัฐชนน'ผิดข้อหาดูหมิ่นศาล จากการชุมนุมให้กำลังใจ ‘แม่เพนกวิน‘ หน้าศาลอาญา โดยสองรายแรกรวมโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 30,100 บาท แต่ศาลให้รอการลงโทษ 2 ปี ขณะที่'สมยศ'คุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน ก่อนศาลให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

เมื่อวานนี้ 17 ต.ค. 66 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ณัฐชนน ไพโรจน์, เบนจา อะปัญ, และสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ฐานดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198, ชุมนุมมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายและไม่เลิกชุมนุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215-216, ฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการชุมนุมเมื่อ 30 เม.ย. 2564 เพื่อให้กำลังใจมารดาของ ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวพริษฐ์ที่ศาลอาญา ซึ่งขณะนั้นพริษฐ์อดอาหารประท้วงในเรือนจำเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 เฉพาะจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่รับอนุญาต

พิพากษาจำคุกณัฐชนนและเบนจา ฐานดูหมิ่นศาล คนละ 2 ปี ปรับ 30,000 บาท ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท ฐานใช้เครื่องขยายเสียงฯ ปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ต่อกาารพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 30,100 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคมตามที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร

ส่วนสมยศเพิ่มโทษจากคดีก่อนหน้าหนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกเฉพาะข้อหาดูหมิ่นศาล 2 ปี 8 เดือน ลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาหนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน โดยไม่รอลงอาญา

จากนั้น ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวสมยศระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาเวลา 16.45 น. ศาลมีคำสั่งให้ประกันสมยศ โดยเห็นว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวในชั้นพิจารณา ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนี ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 3 ชั่วคราว ในระหว่างอุทธรณ์”

ศาลให้วางหลักทรัพย์ประกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ สมยศจึงได้รับการปล่อยชั่วคราวเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไป

ก.แรงงาน ส่งเจ้าหน้าที่ชุดที่ 2 เพิ่มอีก 5 คน ขึ้นเครื่องกองทัพอากาศ ปฏิบัติภารกิจอพยพแรงงานจากอิสราเอลกลับไทย

วันที่ 18 ตุลาคม 2566 เวลา 09.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ส่งทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน เพิ่มเติมอีกจำนวน 5 คน จากชุดแรกที่ได้เดินทางไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา มุ่งหน้าสู่อิสราเอลด้วยเที่ยวบินพิเศษจากกองทัพอากาศ เพื่อสมทบการปฏิบัติภารกิจอพยพแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลกลับประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งผู้ประกอบการภาคเอกชนบริจาคสมทบให้กระทรวงแรงงานนำไปช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอลและไม่สามารถออกมาทำงานได้ เนื่องจากต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่หลบภัย โดยมี พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้การต้อนรับ

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร  ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงแรงงาน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดแรกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจรับพี่น้องแรงงานไทยกลับบ้านที่อิสราเอลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพอากาศ นั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานได้เริ่มปฏิบัติภารกิจการอพยพ ช่วยเหลือแรงงานไทยในทันทีที่เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ Ben Gurion อิสราเอล ซึ่งขณะนี้สามารถอพยพแรงงานไทยในจุดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่อันตรายมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัจจุบันมีผู้แจ้งความประสงค์ขอกลับประเทศไทยเข้ามาจำนวนมากเกือบ 8,000 คน จึงทำให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังต้องการเจ้าหน้าที่สนับสนุนภารกิจ และเป็นกำลังเสริม ดังนั้นเพื่อให้การช่วยเหลือแรงงานไทยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น กระทรวงแรงงานจึงส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดเพิ่มเติมอีก 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้มีจิตอาสาและสมัครใจไปปฏิบัติภารกิจ ที่มีเจตนารมย์เดียวกันที่ต้องการให้แรงงานไทยที่ต้องการกลับบ้านได้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยและสามารถดำเนินการอพยพให้เร็วที่สุด

นายไพโรจน์ ยังกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดที่ 2 นี้ จะไปสมทบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดแรกจำนวน 5 คน รวมเป็น 10 คน ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่จุดอพยพต่างๆ รวมทั้งที่สนามบิน เพื่อทำหน้าที่ในการประสาน อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร รวมถึงการรวบรวมแรงงานไทย นอกจากนี้ ยังได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคไปเพิ่มเติม ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ ภาคเอกชน สมาคม ตลอดจนห้างร้านต่างๆ ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานครั้งนี้ด้วย เพื่อมอบให้กับทูตแรงงานที่อิสราเอล นำไปแจกจ่ายให้กับแรงงานไทยที่พักพิงอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น 

“ ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความห่วงใยแรงงานไทยที่ไปทำงานที่อิสราเอลทุกคน และให้ความสำคัญกับภารกิจการช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในครั้งนี้  ผมและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทุกคนจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถและขอให้เชื่อมั่นว่าพวกเราจะสามารถพาแรงงานไทยทั้งหมดกลับมาได้อย่างปลอดภัย” นายไพโรจน์ กล่าวท้ายสุด

สำหรับรายชื่อทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชุดที่ 2 จำนวน 5 คน ที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในการอพยพแรงงานไทยที่อิสราเอลกลับประเทศไทยในครั้งนี้ ได้แก่1) จ่าเอก พันธ์ชิต กิจหวัง ผู้อำนวยการกลุ่มงานช่วยอำนวยการ กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน 2) นายธีระศักดิ์ อยู่เพชร นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 3) นายธนัตถ์ ช่างสาน นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ กองการเจ้าหน้าที่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4) นายเบญจรงค์ ว่องจรรยากุล หัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง สำนักงานประกันสังคมและ 5) นางสาวบุษบัญชลี ภู่แก้วเผือก นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม ของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ

วันที่ 17 ต.ค.66 เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคุณ นิภาพรรณ  สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธีเนื่องใน “วันตำรวจ” ประจำปี 2566 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งมีรายละเอียดการจัดงาน ดังนี้

• เวลา 15.15 น. พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 และถวายราชสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 9 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

• เวลา 15.40 น. พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ประจำปี 2566 ณ หอประชุมชุณหะวัณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม และประกอบ
พิธีวางพวงมาลา และตรึงหมุดแผ่นจารึกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต แท่นที่ 10 ณ อนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

• เวลา 17.00 น. พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจ และนักเรียนนายร้อยตำรวจ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผบ.ตร. มอบ “แหวนอัศวิน” ให้ รอง สวป.เข้าระงับเหตุกราดยิง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สืบต่อประเพณี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มอบแหวนอัศวิน เพื่อยกย่องข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานโดดเด่นเป็นประจักษ์ สร้างคุณประโยชน์

วันนี้ (18 ต.ค.66) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบ “แหวนอัศวิน” ให้กับ ร.ต.อ.ธัญอมร หนูนารถ รอง สว.สส.ปฏิบัติหน้าที่ รอง สวป.สน.ปทุมวัน ที่เข้าระงับเหตุคนร้ายกราดยิง  เพื่อยกย่องข้าราชการตำรวจ ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น สร้างคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สังคม และประเทศชาติ  วานนี้ (17 ต.ค.66) หลังพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม  

สำหรับความเป็นมาของ “แหวนอัศวิน” สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ต้องการจะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจ ที่ทำงานเสี่ยงตาย ทำชื่อเสียงในด้านปราบปราม และงานอื่น อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายภูธร หรือฝ่ายนครบาล / จึงได้มอบเป็นแหวนทองลงยา ที่หัวแหวนเป็นตราหน้าหมวกตำรวจสีแดง โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ได้ตั้งชื่อแหวนนี้ว่า “แหวนอัศวิน”

“แหวนอัศวิน” ถือเป็นของอันทรงเกียรติ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับ และเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมา ทั้งนี้ ผบ.ตร. มีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นประเพณีการมอบ “แหวนอัศวิน” เพื่อยกย่องข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานโดดเด่นและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สังคม และประเทศชาติ จนเป็นที่ประจักษ์ ตามแนวทางของ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ให้กลับคืนมาอีกครั้ง เพราะการ  “เชิดชูคุณความดีตอนมีชีวิตดีที่สุด” ซึ่ง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจคนที่ 14 และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.คนที่ 14 เช่นเดียวกัน

โดย “แหวนอัศวิน” วงแรกมอบให้ ร.ต.อ.ธัญอมร หนูนารถ ได้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จนสามารถหยุดสถานการณ์ได้อย่างเรียบร้อย จากเหตุการณ์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2566 เพื่อเป็นเกียรติแก่ ร.ต.อ.ธัญอมรฯ และครอบครัว

สมาคมแม่บ้านตำรวจประกาศผลการตัดสินการประกวดแต่งคำกลอนและบทความ "ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ" เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566

วันนี้ (18 ต.ค.66) คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดเผยว่า หลังจากสมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดกิจกรรมประกวดคำกลอน และบทความ “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566 เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นครอบครัวตำรวจ โดยเปิดรับผลงานของบุตรหลานข้าราชการตำรวจนั้น

สมาคมแม่บ้านตำรวจได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ประกาศรางวัลการประกวดคำกลอนสำหรับระดับกองบัญชาการหรือเทียบเท่า และกองบังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานละ 3 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ จำนวนเงิน 5,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  จำนวนเงิน 3,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2  จำนวน 2,000 บาท 

ส่วนการประกวดการบทความ “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” รางวัลการประกวด ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ จำนวนเงิน 10,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวนเงิน 3,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2,000 บาท 

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดโครงการดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้บุตรหลานข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ได้แสดงความสามารถ และแสดงออกถึงความรักความภาคภูมิใจในความเป็นตำรวจของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจได้ร่วมกันคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัล ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคน ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจจะมอบเงินรางวัลให้กับหน่วยต่างๆ เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลต่อไป ทั้งนี้ สามารถติดตามประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลได้ทางเว็บไซต์สมาคมแม่บ้านตำรวจ policewives.police.go.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมแม่บ้านตำรวจ”

‘โรงเรียนนายเรือ’ เปิดรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร อายุ 16-18 ปี เข้าร่วม ‘โครงการฉลามขาว ปี 67’ พร้อมสิทธิประโยชน์เพียบ!!

‘กองทัพเรือ’ โดย ‘โรงเรียนนายเรือ’ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ใน ‘โครงการฉลามขาว ประจำปีการศึกษา 2567’ 🛳️⚓🦈

โดยต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นนักเรียนชายที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ

ต้องมีผลการศึกษาดังต่อไปนี้
- ภาคเรียนที่ 1 คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.75 และมีคะแนนเฉลี่ยวิชาพื้นฐาน ดังนี้
- วิชาคณิตศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 3.50 
- วิชาวิทยาศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 3.50 
- วิชาภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่า 3.0  
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี และไม่เกิน 18 ปี ในปีที่จะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

**ซึ่งการนับอายุให้นับตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร คือ ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่  1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551**

สิทธิประโยชน์ของนักเรียน ‘โครงการฉลามขาว’ 🦈 ได้รับทุนการศึกษาเป็นค่าใช้จ่าย ขณะศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และมีสิทธิ์สอบคัดเลือกไปศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ กลุ่มประเทศยุโรป/ สหรัฐอเมริกา/ ออสเตรเลีย รวมทั้งได้รับการพิจารณาให้ศึกษาในระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชาที่กองทัพเรือต้องการ 🛳️⚓

***สมัคร ทางไปรษณีย์เพียงช่องทางเดียวเท่านั้นโดยสามารถ/Download ใบสมัคร/ทางเว็บไซต์โรงเรียนนายเรือ http://www.rtna.ac.th หรือ http://www.admission-rtna.net หรือ เว็บไซต์กองทัพเรือ https://www.navy.mi.th 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ : 0-2475-3995, 2475-7435 ระหว่างเวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น.ทุกวันราชการ หรือ email : [email protected]

Spot ประชาสัมพันธ์ การรับสมัคร ‘โครงการฉลามขาว’ นักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของกองทัพเรือ ปี 2567 รับชมได้ที่นี่ >> https://youtu.be/zbRm4c2NmDE

‘กรมราชทัณฑ์’ ปล่อยตัว ‘เจ้าสัวเปรมชัย’ ออกจากเรือนจำทองผาภูมิแล้ว หลังต้องโทษคดีเสือดำทุ่งใหญ่นเรศวร พบคนสนิทจอดรถตู้รับหน้าเรือนจำ

(17 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีข่าวลือกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ปล่อยตัวนายเปรมชัย กรรณสูต คดีเสือดำทุ่งใหญ่นเรศวรว่า หลังจากมีรถตู้และรถฟอร์จูนเนอร์ สีขาว 2 คัน ขับเข้าไปจอดที่บริเวณหน้าเรือนจำทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยมีเจ้าหน้าที่จากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และคนสนิทของนายเปรมชัย กรรณสูต ร่วมเดินทางมาด้วยนั้น ล่าสุดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.30 น.รถยนต์ตู้และรถฟอร์จูนเนอร์ได้พานายเปรมชัย กรรณสูต เดินทางออกไปจากเรือนจำทองผาภูมิแล้ว

(สุรินทร์) กอ.รมน.จังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รอง  ผอ.รมน. จังหวัดสุรินทร์ (ท.)

วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ที่ห้องประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ศาลากลางใหม่ ชั้น4 จังหวัดสุรินทร์  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รอง  ผอ.รมน. จังหวัดสุรินทร์ (ท.) ระหว่าง พ.อ.กิตติพงษ์ พุทธิมณี  ส่งมอบการบังคับบัญชาให้แก่ พ.อ.จิตรกร จันทร์สว่าง ณ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รอง  ผอ.รมน. จังหวัดสุรินทร์ (ท.)  จังหวัด สุรินทร์

โดยกระทำพิธีลงนามเอกสารรับ – ส่งหน้าที่ ทั้งนี้ พ.อ.กิตติพงษ์ พุทธิมณี   ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ได้ร่วมมือ ร่วมใจในทำงานร่มกันเป็นอย่างดี มาโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มีความรักความผูกพันธ์กับกำลังพล และหน่วย ได้เห็นถึงความจริงใจ มุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติงาน ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้จะดำรงอยู่ในจิตใจตลอดไป อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังพลทุกนายมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ เช่นนี้ตลอดไป สำหรับ รอง ผอ.รมน.จังหวัดสุรินทร์.(ท.) ท่านใหม่ ได้แก่ พ.อ.จิตรกร  จันทร์สว่าง หลังเสร็จพิธีรับ - ส่งหน้าที่ ได้ประชุมกำลังพลสังกัด กอ.รมน.จังหวัด สุรินทร์ เพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2567 โดยผลการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

(สุรินทร์) กอ.รมน.จ.สุรินทร์ บูรณาการเข้ม!!! บูรณาการตรวจห้องเย็น

วันที่ 17 ตุลาคม 2566 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดสุรินทร์ โดย พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดสุรินทร์(ท) ได้มอบหมายให้ ร้อยเอกถนัด เกิดโชค ร่วมบูรณาการตรวจห้องเย็น โดยมีนายสัตวแพทย์ อภิชัย นาคีสังข์ ปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุมแนวทางการปฏิบัติงานและลงพื้นที่บูรณาการการตรวจห้องเย็นในจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ด่านกักกันสัตว์สุรินทร์ ด่านประมงสุรินทร์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดสุรินทร์ ตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ เทศบาลเมืองสุรินทร์ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุรินทร์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ ตามนโยบายรัฐบาลในการ ป้องกันและปราบปรามการลักลอบสินค้าเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โดยดำเนินการเข้าตรวจสอบห้องเย็นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ซึ่งวันนี้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สุรินทร์ ห้องเย็นมหาชัยวาริน และบีเคห้องเย็น โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี 

#ครอบครัวปศุสัตว์ทำด้วยใจทำให้ไวทำได้จริง
ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

‘อ.เจษฎา’ ตัดมุมความเชื่อ เปิดมุมวิทยาศาสตร์  ทำไม ‘รถเทสลา’ ถึงตรวจเห็น ‘ผี’ ในสุสานได้

(17 ต.ค. 66) ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองทางวิทยาศาสตร์ ถึงไวรัลในโลกออนไลน์ ผ่านทางเพจ ‘อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์’ ความว่า “ทำไมรถเทสลา ถึงตรวจเห็น ‘ผี’ ในสุสานได้?”

มีรายงานข่าวถึงคลิปติ๊กต๊อกที่กำลังเป็นไวรัล จากการที่มีคนไปขับรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ Tesla วิ่งวนรอบเมรุเผาศพ แล้วเซ็นเซอร์ของรถตรวจเจอ ‘วัตถุบางอย่าง’ ลักษณะคล้ายคน ปรากฏอยู่ข้างๆ ตัวรถ !?… มันเป็นผี หรือเป็นความผิดปรกติของรถกันแน่ครับ?

โดยผู้ใช้ติ๊กต็อก ชื่อว่า @aunnyc โพสต์คลิป ‘Tesล่าท้าผี’ โดยเธอขับเก๋งไฟฟ้าเทสล่า เข้าไปวนรอบเมรุ ณ วัดแห่งหนึ่ง จากคลิปจะเห็นว่า ระบบ Tesla Vision เทคโนโลยีเฉพาะรถยนต์เทสล่า ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุรอบคันรถเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ขึ้นโชว์ว่ามี ‘วัตถุบางอย่าง’ ลักษณะคล้ายคน ปรากฏอยู่ข้างๆ ตัวรถ ซึ่งเธอยืนยันว่า ไม่มีคนอยู่บริเวณนั้น และไม่มีการจัดฉากใดๆ ทั้งสิ้น

เรื่อง “‘รถเทสลา’ ตรวจจับวัตถุคล้ายคนได้ ทั้งที่ไม่ได้มีคนยืนอยู่ตรงนั้น” แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีรายงานข่าวและคลิปวิดีโอทำนองนี้ในต่างประเทศมาหลายครั้งแล้ว และหลายปีแล้วด้วยตั้งแต่ที่รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเทสลากลายเป็นที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา และก็มีคนเอาไปลองวิ่งตามสุสาน ตามสถานที่แปลกๆ เผื่อจะตรวจจับ ‘วัตถุลึกลับคล้ายคน’ กันได้

ที่เป็นเช่นนี้ได้นั้น ถ้าตัดความเชื่อเรื่องที่ ‘มีผีวิญญาณเฝ้าสุสาน แล้วรถเทสลามีตาทิพย์มองเห็นได้’ ออกไปแล้วนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่ารถคันนั้นมีปัญหาอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับระบบ Tesla Vision ของรถ ซึ่งประกอบด้วยกล้อง 8 ตัวและเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว

อาจมีอะไรเสียแล้วทำงานผิดพลาด หรือถ้าเซนเซอร์ปกติดี อาจเกิดจากตัวของโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ใช้ประกอบนั้น เกิดความผิดพลาดในการตรวจจับขึ้นได้

และคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มาก ก็คือ ปัญหา ‘ผลบวกปลอม’ หรือ ‘ฟอลส์โพสิทีพ’ (False Positive) ซึ่งหมายถึงการที่รถตรวจเจอสิ่งกีดขวางอันตรายทั้งที่มันไม่ได้มีอยู่ รถอาจจะตรวจจับวัตถุอะไรแถวนั้นที่กล้องมองเห็น เช่น ดอกไม้ พุ่มไม้ ป้ายหลุมศพ ฯลฯ แล้วตีความว่าเป็นสิ่งกีดขวางอันตราย

ระบบป้องกันการชนของรถเทสลานั้น ทำงานด้วยการใช้ทั้งเซนเซอร์และกล้องร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์ว่ามีอะไรอยู่รอบรถบ้าง ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งไปยังจอภาพในห้องโดยสาร ซึ่งจะแสดงเป็นภาพกราฟิกขึ้นมา แต่ไม่ใช้ภาพวิดีโอของสิ่งที่กล้องเห็นจริง

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่เกิดความผิดพลาดขึ้นในการแสดงผล เช่น แสดงหลุมศพ ด้วยภาพกราฟิกของ ‘คนเดินถนน’

ในคู่มือผู้ใช้ของรถเทสลาเอง ก็มีการแนะนำไว้เกี่ยวกับระบบป้องกันการชนของรถว่า “มีหลายปัจจัยที่สามารถลดประสิทธิภาพของระบบหรือทำให้ระบบผิดพลาดได้ และนำไปสู่การเตือนการชน ทั้งแบบที่ไม่จำเป็น เตือนผิด หรือไม่แม่นยำ”

ซึ่งในแง่ของ ‘ความปลอดภัย’ แล้ว การที่รถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ (Auto pilot) อย่าง เทสลา นั้น แสดงผลการตรวจจับผิดปรกติแบบ ‘ผลบวกปลอม’ ย่อมดีกว่าการที่มันแสดงผลแบบ ‘ผลลบปลอม’ (หมายถึง รถตรวจไม่เจอสิ่งกีดขวางอันตราย ทั้งที่มันมีอยู่จริง)

ตัวอย่างเช่น มันย่อมจะดีกว่า ที่จะเตือนผิดว่ามีเด็กวิ่งลงมาที่ถนน (ทั้งที่ไม่มี) ดีกว่าที่จะตรวจไม่เจอว่าจริงๆ แล้วมีเด็กอยู่บนถนน

ดังนั้น ‘อัลกอริทึม’ (algorithm) ของซอฟต์แวร์ที่ใช้ในรถ จึงมีแนวโน้มที่จะทำการตรวจจับแบบเซนซิทีฟให้มากไว้ก่อน ยอมที่จะตรวจผิดแบบเจอผลบวกปลอม ดีกว่าจะผิดแบบผลลบปลอม

แต่การที่รถมีผลบวกปลอม ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะมันจะเกิดปัญหาอันตรายตามมา กับรถที่สามารถ ‘เบรกเองได้’ อย่างไม่คาดคิดและทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันได้ อย่างที่บริษัทเทสลาเอง โดนฟ้องร้องต่อศาล ที่รัฐอิลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากข้อหาที่ว่ารถมีความผิดปรกติ จนทำให้เกิดการเตือนการชนด้านหน้า ‘แบบผลบวกปลอม’ ขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะนำไปสู่อันตรายได้ และก็ทำให้เทสลาเคยเรียกรถบางคันคืนไปแก้ อันเนื่องจากมันเซนซิทีฟเกินไปจนเกิดปัญหา ‘เบรกเอง จากผลบวกปลอม’ ขึ้น

ถ้าผู้ใช้รถเทสลาท่านใด เจออาการผิดปกติแบบ ‘ตรวจเจอผี’ เช่นนี้ ควรเอารถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรถของท่านว่ามีอะไรผิดปกติกับระบบเซ็นเซอร์ของรถหรือไม่ หรืออาจใช้วิธี ‘การรีบูต’ (Reboot) ซอฟต์แวร์ระบบออโต้ไพล็อตของรถ เผื่อสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ (รถเทสลาบางรุ่น เช่น Model X และ Model S จะใช้วิธีกดปุ่ม Scroll wheel ทั้งสองอันบนพวงมาลัย ค้างไว้ เพื่อรีบูต ซึ่งจะทำให้จอทัชสกรีนของรถดับลง แล้วสตาร์ตใหม่ในไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น)

สรุปก็คือ ในทางวิทยาศาสตร์นั้น การที่รถสมัยใหม่ที่มีระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางอันตราย อย่างเทสลา แจ้งเตือน ‘ผี’ ได้ เป็นผลจากความผิดปกติของระบบเซ็นเซอร์และซอฟต์แวร์ที่มีแนวโน้มจะเซนซิทีฟและให้ ‘ผลบวกปลอม’ ได้ ทั้งที่ไม่มีคนอยู่บริเวณ… แต่ต้องระวังปัญหาอื่นที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น การเบรกเองอัตโนมัติเนื่องจากตรวจจับผิดพลาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ตร.  เพื่อเสริมสร้างสิริมงคล เนื่องในโอกาส “วันตำรวจ” ประจำปี 2566

วันที่ 17 ต.ค.66 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดจัดงานวันตำรวจ ประจำปี 2566 เนื่องในโอกาสวันครบรอบวันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคุณ นิภาพรรณ  สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ
คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพิธีสงฆ์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีรายละเอียดการจัดงาน  ดังนี้

• เวลา 07.00 น. พิธีบูชาพระภูมิ พระพุทธโสธร พระนิรันตราย และพระนารายณ์ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 08.00 น. พิธีสักการะรูปจำลอง พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ณ ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 08.20 น. พิธีสักการะพระบรมรูปหล่อ รัชกาลที่ 9 ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 
• เวลา 08.35 น. พิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ 
รัชกาลที่ 4 ณ ด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 09.00 น. พิธีสงฆ์ (บำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์ ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 10.15 น. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะสมาคมแม่บ้าน คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 149 ราย ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดได้แบ่งประเภทของผู้ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ดังนี้
1. ผู้บริจาคเงินและสิ่งของ จำนวน 9 ราย
2. พลเมืองดีที่ช่วยเหลืองานตำรวจ จำนวน 9 ราย
3. หน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรม 
และจรรยาบรรณของตำรวจ จำนวน 6 ราย
4. ศูนยรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ดีเด่น จำนวน 11 ราย
5. โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล (Strong Together) จำนวน 6 ราย
6. การแข่งขันการประชาสัมพันธ์คลิปวิดีโอผ่านทางโซเซียล TikTok ในหัวข้อ 
“รู้ทัน 18 กลโกง อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” จำนวน 10 ราย
7. สถานีตำรวจที่มีชุดปฏิบัติการ RTP Cyber Village ดีเด่น จำนวน 10 ราย
8. สถานีตำรวจที่ชนะเลิศการฝึก จำนวน 12 ราย
9. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนดีเด่น จำนวน 15 ราย
10. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่จราจรดีเด่น จำนวน 9 ราย
11. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ป้องกันยาเสพติดดีเด่น จำนวน 14 ราย
12. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดดีเด่น จำนวน 13 ราย
13. ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในสายป้องกันปราบปรามดีเด่น จำนวน 11 ราย
14. ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในสายงานสืบสวนดีเด่น จำนวน 14 ราย

หลังจาก เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะเดินทางเพื่อไปตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอผู้ป่วยข้าราชการตำรวจ ชั้น 11 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 4 ราย

'ศศิกานต์' ฉายผลลัพธ์อีกด้าน หากไฟเขียวสถานบันเทิงเปิดถึงตี 4 หนีไม่พ้น 'อุบัติเหตุ-พิการ' ตามฤทธิ์ความเมาที่เพิ่มขึ้นตามเวลาปิด

(17 ต.ค. 66) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตผู้สมัคร สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับกรณี ผู้ว่าฯ ขานรับนโยบายนำร่องเปิดผับถึงตี 4 และคาดว่าในกรุงเทพฯ จะเริ่มทดลอง ธ.ค.นี้ ไว้ว่า...

ขอแชร์ข้อมูลเล็ก ๆ จากประสบการณ์ที่น่าสนใจ จาก #คุณหมอใกล้ตัว นะคะ

- ปกติหลังตี 2 ใกล้ ๆ ตี 3 จะมีเคสอุบัติเหตุเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด เคสจะเยอะขึ้นผิดตา (เทียบกับช่วงโควิด)

- เคสอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากรถมอเตอร์ไซค์ รถชนคน รถชนรถ รถชนเสาไฟ ชนรั้วกั้นทาง ฯลฯ

- เคสบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากการทะเลาะวิวาท ต่อยกัน เตะกัน ยิงกัน เกิดบาดแผลต่าง ๆ แล้วแต่อาวุธที่ใช้ ทั้งศีรษะ ช่องอก ช่องท้อง   

- เคสบาดเจ็บ - คนไข้ไม่ตาย แต่วุ่นวายทั้งโรงพยาบาล…บางครั้ง หนักหน่อย คู่กรณีก็ตามมาทะเลาะกันต่อที่โรงพยาบาล ลำบากเจ้าหน้าที่ และตำรวจอีก อย่าหาทำกันนะคะ…เพราะนอกจากความเสียหายที่เกิดกับโรงพยาบาลและคนไข้คนอื่นแล้ว (คนกำลังจะตาย แต่หมอพยาบาลต้องมาวุ่นวายกับคนตีกัน) มันเป็นการผิดมารยาทสากล และเป็นคดีอาญา

- ความอันตรายบนท้องถนน จะเกิดขึ้นเมื่อ คนเมาขับรถย้ายร้าน ขับรถกลับบ้าน ...ง่ายๆ คือ #เมาแล้วขับ ในทุกกรณี

#ถ้าผับปิดตี4…

- คนจะเมาเยอะขึ้น และเมานานขึ้น เนื่องจากแอลกอฮอล์สะสมในกระแสเลือดนานขึ้น สติสัมปชัญญะลดลง ซึ่งอาจทำให้อุบัติเหตุจะเยอะขึ้น ความรุนแรงของแต่ละเคสมากขึ้น เคสผ่าตัดอาจจะเยอะขึ้น 

- การใส่หมวกกันน็อกควรใส่แบบเต็มใบจะดีกว่าหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบ (ที่พี่วินฯ ชอบให้ใส่) เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา หมวกกันน็อกหลุดไปก่อน สมองกระจายไม่ต่างกัน

- สมองคนเราคล้าย ๆ กับเต้าหู้ที่อยู่ในกล่องไม้ - นุ่มนิ่ม ๆ ประมาณนั้น และถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเยื่อหุ้มสมอง กะโหลก และหนังศีรษะ ...แค่นั้นเอง

- ถ้ากะโหลกแตก หรือเกิดความคมขึ้นจากรอยร้าว อาจทำให้เยื่อหุ้มสมองฉีกขาด เนื้อสมองหรือเจ้าก้อนเต้าหู้ของเราก็อาจเสียหายได้

- เนื้อสมองที่ฉีกขาดหรือกระจายออกมาแล้ว แปลว่าเสียหายถาวร ไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้

- แต่บางกรณี การบาดเจ็บที่กะโหลกไม่ร้าวหรือแตกหัก หรือเยื่อหุ้มสมองไม่ฉีกขาด สมองไม่ได้กระจายออกมา แต่ถูกเขย่า ๆ จากแรงกระแทก ทำให้เกิดการบาดเจ็บอยู่ในสมอง (เซลล์สมอง เส้นประสาทสมอง หลอดเลือดสมอง) กรณีนี้ สมองก็บาดเจ็บ หรือขาดเลือดเหมือนกัน

- 'ความตาย' ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดค่ะ ความพิการ บาดเจ็บทุพพลภาพ และนอนติดเตียง ต่างหากที่น่ากลัวค่ะ ...เพราะมันจะกระทบกับทุกคนในบ้านตลอดไปในทันที...

**ที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ได้จะมาต่อต้านนโยบาย เปิดผับถึงตี 4 นะคะ แค่อยากจะให้เห็นอีกมุมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ ...เท่านั้นเองค่ะ

ก.แรงงาน รับแรงงานชุดที่ 5 จากอิสราเอลกลับถึงไทยแล้ว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะอำนวยความสะดวกรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ

วันที่ 16 ตุลาคม 2566 นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลกลับถึงประเทศไทย จำนวน 244 คน โดยมี ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่ได้มาตั้งโต๊ะอำนวยความสะดวกให้คำแนะนำการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ณ บริเวณชั้น 2 ประตู 10 อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีความห่วงใยแรงงานไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในอิสราเอลในครั้งนี้และท่านได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ในวันนี้ผมจึงได้มอบหมายให้ นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ไปรับแรงงานไทย จำนวน 244 คน ที่เดินทางกลับมาด้วยสายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ LY 085 โดยแรงงานไทยกลุ่มนี้ถือเป็นแรงงานชุดที่ 5 ที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้กับสถานทูตฯ และเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อเวลา 21.15 น.ของวันนี้ ทันทีที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กระทรวงแรงงานได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้บริการคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

“แรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และอยู่ในความคุ้มครอง มั่นใจได้เลยว่าเบื้องต้นมีสิทธิ์รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยเนื่องจากภัยสงคราม รายละ 15,000 บาท อย่างแน่นอน หรือกรณีที่มีการรับรองจากแพทย์ว่าทุพพลภาพ จะได้รับการสงเคราะห์  เป็นจำนวน 30,000 บาท หรือกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ จะสงเคราะห์จำนวน 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่าง ประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาทด้วย นอกจากนี้ประเทศอิสราเอลยังมีสวัสดิการตามกฎหมาย (ประกันการทำงาน + นายจ้างจ่าย) กรณีบาดเจ็บ/ พิการตามการรับรองของแพทย์ แบ่งเป็น บาดเจ็บ 10-19% ได้รับเงินก้อนเดียว ประมาณ 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย กรณีเสียชีวิต ภรรยาและบุตร ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยาเป็นเงิน 34,560 บาทต่อเดือน /บุตร เป็นเงิน 5,760-11,520 บาทต่อเดือน)” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว 

ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าสถานการณ์
การให้ความช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในประเทศอิสราเอล เพิ่มเติมว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ามี แรงงานไทยที่ถูกจับไปเป็นตัวประกัน จำนวน 17 ราย เสียชีวิต จำนวน 29 ราย (รอยืนยัน) บาดเจ็บ 16 ราย (ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย) มีผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยกับทางสถานทูตฯ จำนวน 7,696 ราย จำแนกเป็น ผู้ที่ขอเดินทางกลับประเทศไทย จำนวน 7,596 ราย และ ไม่ประสงค์กลับ จำนวน 100 ราย ขณะนี้ เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วกว่า 500 ราย

ตำรวจไซเบอร์ เตือนประชาชน CF สินค้าผ่านไลฟ์สดเฟซบุ๊ก ระวังถูกเพจปลอมสวมรอยหลอกให้โอนเงิน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ได้รับรายงานจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าที่ผ่านมายังคงมีผู้เสียหายหลายรายตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ จากการถูกหลอกลวงขายสินค้าผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของการซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า เนื่องจากผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพใช้เพจร้านค้าปลอมที่สร้างเลียนแบบเพจร้านค้าจริงติดต่อมาหลังจากที่ผู้เสียหายได้ทำการสั่งซื้อสินค้าในระหว่างการไลฟ์สดของเพจร้านค้าต่างๆ โดยผู้เสียหายจะพิมพ์รหัสสินค้าที่ต้องการจะจองสั่งซื้อ (CF, Confirm) หากผู้เสียหายเป็นผู้ได้รับสิทธิในการซื้อสินค้าดังกล่าว จะมีข้อความจากระบบตอบรับอัตโนมัติของเพจจริงแจ้งมายังกล่องข้อความ (Inbox) บัญชีเฟซบุ๊กของผู้เสียหาย เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อสินค้า แจ้งรหัสการสั่งซื้อ ราคา และช่องทางการชำระเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้มิจฉาชีพได้แฝงตัวอยู่ในเพจจริงดังกล่าว เมื่อเห็นผู้เสียหายสั่งซื้อสินค้าแล้วจะฉวยโอกาสใช้เพจปลอมติดต่อไปยังบัญชีเฟซบุ๊กผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นร้านค้าจริง ส่งหมายเลขบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) ที่เตรียมไว้ให้ผู้เสียหายทำการโอนเงิน เมื่อผู้เสียหายไม่ได้ระมัดระวัง เพราะเห็นว่าเป็นชื่อเพจ รูปโปรไฟล์เพจใกล้เคียงหรือเหมือนกับเพจจริง จึงทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเพจร้านค้าจริง จึงทำการโอนเงินชำระค่าสินค้าไปให้มิจฉาชีพ กระทั่งภายหลังทราบว่าถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ จากสถิติศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 - วันที่ 14 ต.ค.66 พบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ มีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์กว่า 137,719 เรื่อง หรือคิดเป็น 40.12% จากเรื่องการรับแจ้งความทั้งหมด สูงเป็นลำดับที่ 1 โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท สูงเป็นลำดับที่ 4 ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด รองลงมาจากการหลอกลวงให้ลงทุน การข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center) และการหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงาน

บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. โดยกำชับการขับเคลื่อนนโยบายในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงขายสินค้าหรือบริการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว มิจฉาชีพมักจะมองหาเพจขายสินค้าที่มีชื่อเสียง หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก แล้วคัดลอกภาพโปรไฟล์ ตั้งชื่อเลียนแบบ หรือตั้งชื่อคล้ายกับเพจจริง เพื่อหลอกลวงประชาชน ที่ผ่านมา บช.สอท. ได้เร่งปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง มีคดีสำคัญๆ หลายคดี สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้หลายราย ตรวจยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ถึงแม้จะมีข้อดีหลายๆ ประการ แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนโดยมิชอบ

จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ พร้อมแนวทางการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้

1.พึงระมัดระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ไม่มีหน้าร้าน ควรติดต่อซื้อจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
2.ระวังการได้รับแจ้งว่าเป็นผู้โชคดี ได้รับสิทธิพิเศษ หรือได้รับรางวัลต่างๆ แต่มีการให้โอนเงินไปก่อนถึงจะได้รับสินค้า โดยมีการอ้างว่าเป็นค่าภาษี ค่าธรรมเนียม ฯลฯ อย่าได้โอนเงินเด็ดขาด
3.ระวังช่องทางขายสินค้าปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพจเฟซบุ๊กปลอม หรือเพจลอกเลียนแบบเพจจริง โดยเพจจริงควรจะมีผู้ติดตามสูง มีการสร้างขึ้นมานานแล้ว มีรายละเอียดการติดต่อร้านชัดเจนสามารถโทรศัพท์ไปสอบถามได้
4.หากต้องการซื้อสินค้ากับเพจเฟซบุ๊กใด ให้ไปที่ความโปร่งใสของเพจ เพื่อตรวจสอบก่อนว่าเพจนั้นมีการเปลี่ยนชื่อมาก่อนหรือไม่ มีผู้จัดการเพจ หรือผู้ดูแลอยู่ในประเทศหรือไม่
5.เมื่อสนใจต้องการซื้อสินค้ากับเพจใดๆ ควรจะส่งข้อความไปยังเพจจริงนั้นก่อน ระหว่างหรือหลังการไลฟ์สดหากมีเพจใดๆ ติดต่อมาแล้วไม่มีประวัติการสนทนา เชื่อได้ว่าเป็นเพจปลอมของมิจฉาชีพอย่างแน่นอน
6.ทุกครั้งก่อนโอนชำระเงินค่าสินค้า ให้ตรวจสอบประวัติของร้าน และชื่อหมายเลขบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน ว่าเป็นช่องทางการรับเงินจริงหรือไม่ มีประวัติไม่ดีหรือไม่ โดยตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ค้นหาทั่วไป เช่น Google, Blacklistseller เป็นต้น
7.กดรายงานบัญชี หรือเพจในเฟซบุ๊กปลอม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และตกเป็นเหยื่อ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top