Saturday, 18 July 2026
NEWS

'พ.ต.อ.ทวี' ไม่ทิ้งภาคใต้ เตรียมคืนความเป็นธรรมชาวมูโนะ มอบเงินเยียวยาเหยื่อโกดังพลุระเบิดนราธิวาส 346 ราย กว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมเปิดเวทีให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ มีแผนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ในวันเสาร์ที่ 14 ต.ค.66 เพื่อเป็นประธานทำพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีโกดังพลุระเบิด อ.มูโนะ จ.นราธิวาส โดยพิธีจะจัดขึ้นบริเวณโรงเรียนบ้านมูโนะ ภายใต้กิจกรรม “คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม” 

สำหรับเงินเยียวยาที่จะมอบแก่ผู้เสียหาย จำนวน 346 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,241,888 บาท

กิจกรรมครั้งนี้จะมีการชี้แจงทำความเข้าใจความคืบหน้าในการช่วยเหลือเยียวยาของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในมิติอื่นๆ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายอีกด้วย 

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังมีกำหนดการร่วมพบปะและรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ประชาชน ในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ที่โรงเรียนสอนศาสนาตาดีกาดารุลฮูดา หมู่ 1 ต.กาวะ อ.สุไหงปาดี และจะเดินทางไปในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส อีกด้วย

กสทช.-กตป.จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

กสทช.-กตป.จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ‘Public Hearing’ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารถึงกันจากทุกภาคส่วน โดยกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานฯ ร่วมกับที่ปรึกษา ม.บูรพา ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง

วันที่ 12 ต.ค.2566 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องประชาสโมสร บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พรบ. กสทช. และ กตป. ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวเปิดงานประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566 พร้อมด้วย ดร.ณฐาภพ สมคิด หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต บุคลากรจากสถาบันการศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้นำชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน 

หลังเปิดงานอย่างเป็นทางการแล้ว ภาคเช้า พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร ได้บรรยายสรุป บทบาทหน้าที่และภารกิจของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ศ.ดร.สุมาลี วงษ์วิฑิต คณะที่ปรึกษาโครงการและเป็นวิทยากรด้านกฎหมาย ได้บรรยายสรุปแนวทางการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566  และนายสัญญา กระจ่างศรี ผู้อำนวยการของสำนักงาน กสทช. ภาค 2 ร่วมเป็นวิทยากร บรรยายถึงบทบาทหน้าที่และภารกิจของสำนักงาน กสทช. ภาค 2 ภาคบ่ายได้มีการจัดกลุ่มย่อย 6 กลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) จากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกัน และก่อประโยชน์สูงสุด

พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร เปิดเผยว่า “การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดย กตป.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) และที่ปรึกษา ม.บูรพา จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566 ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น”

โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จะได้รับทราบบทบาทหน้าที่ และผลการดำเนินการในปี 2566 ของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินการด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ที่สำคัญ คือ ทาง กตป.และที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา จะได้รับทราบปัญหาขัดข้อง และข้อเสนอแนะในการติดต่อสื่อสารของประชาชนในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ เพื่อรวบรวมไปวิเคราะห์และรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ทั้งนี้ มิติหลักในการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ดำเนินการโดย กสทช. นั้น คือ การดำเนินการหลักเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม  มีการแข่งขันอย่างเสรี รวมทั้งประชาชนได้สิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ จากการใช้วงโคจรดาวเทียม อันเป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งประชาชนทุกภาคส่วน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสในทุกพื้นที่ รวมถึงในท้องถิ่นทุรกันการของประเทศไทยมีสิทธิในการรับบริการด้านการสื่อสารขั้นพื้นฐาน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่รัฐบาลจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน

ผบ.ทร.นำกำลังพลทำบุญตักบาตรและจัดกิจกรรม เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันที่ 12 ต.ค.66 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมจัดกิจกรรม ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จัดพิธีทำบุญตักบาตร พระภิกษุ และสามเณร จำนวน 89 รูป พิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ บริเวณลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 

โดยในเวลา 07.10 น. พลเรือเอก อะดุง  พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร พระภิกษุและสามเณร โดยนิมนต์พระสงฆ์จาก วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร จำนวน 50 รูป วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จำนวน 20 รูป และวัดชิโนรสารามวรวิหาร จำนวน 19 รูป รวมทั้งสิ้น จำนวน 89 รูป ณ ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมี นางกีรตา พันธุ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมภริยา เข้าร่วมพิธี

ต่อมาในเวลา 08.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้นำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมภริยา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มีพระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น ในเวลา 09.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลต่อพสกนิกรชาวไทย กองทัพเรือ นับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทรงมีพระราชดำริให้กองทัพเรือ สร้างเรือยนต์รักษาฝั่งไว้ใช้ได้เองโดยไม่ต้องจัดหา

จากต่างประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2510 กรมอู่ทหารเรือ สามารถสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งได้จำนวน 1 ลำ คือ เรือ ต.91 โดยพระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำในการสร้างเรื่อยมาจนกระทั่งการต่อเรือเสร็จสมบูรณ์ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พระองค์ได้มีพระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “บรรดาเรือรบที่ใช้ในราชการ เป็นเรือที่สั่งทำจากต่างประเทศ การที่ราชการกองทัพเรือ สามารถเริ่มการต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้นใช้ในราชการ ได้เช่นนี้ จึงควรเป็นที่น่ายินดี และน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง นับว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือ”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนพระทัยและทรงเอาใจใส่ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสมและสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม” กองทัพเรือ จึงได้น้อมรับใส่เกล้าฯ และนำไปดำเนินการจนเกิดเป็นโครงการเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.991 ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติของกองทัพเรือ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

พระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรือของพระองค์ท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่กำลังพลกองทัพเรือ นับตั้งแต่เริ่มโครงการ เรือ ต.91 จนถึงเรือ ต.991 พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้แก้ไขแบบลายเส้น และรูปทรงของเรือ ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณเป็นไปตามที่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณเดิม ปรากฏว่า เรือ ต.991 มีความเร็วเพิ่มขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 6 ทั้งนี้ กองทัพเรือได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ ไปทรงวางกระดูกงูเรือ ต.991 ที่กรมอู่ทหารเรือด้วยพระองค์เอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือชุดถัดไป หลังจากนั้นในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2550 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเป็นประธานพิธีปล่อยเรือ ต.991 ลงน้ำ อันเป็นความปลื้มปีติแก่เหล่าทหารเรืออย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งทำให้กองทัพเรือสามารถพัฒนาศักยภาพการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.994 (ต.994 - ต.996) และชุดเรือ ต.997 (ต.997 - ต.998) รวมถึงเรือลำอื่น ๆ ที่ใช้ในราชการกองทัพเรือต่อมาตราบจนปัจจุบัน

ประชุมเพื่อหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กับคณะทำงานด้านการค้ามนุษย์จาก (J/TIP)

​พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย กับคณะผู้แทนจาก สำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ((J/TIP)

​วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2566 เวลา 13.30 น.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์  หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สันติ์ สุขวัจน์ ที่ปรึกษา ศพดส.ตร.,พล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ที่ปรึกษา ศพดส.ตร.,พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์  สุริยฉาย ผบก.สอท.4 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดย พ.ต.ต.สิริวชญ์ ชาญเตชะสิทธิ์กุล ผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์,นายสุวัฒน์ ณ นคร ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการคดีพิเศษ กองคดีการค้ามนุษย์,นายยศสันธ์ เรืองสรรงามศิริ รองผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และ น.ส.กรรณิการ์ สุขสมนิล ผู้อำนวยการส่วนคดีละเมิดทางเพศเด็ก ให้การต้อนรับ Ms. Alexandria Boling Reports and Political Affairs, J/TIP และ Mr.Greg Borgstede Deputy Senior Coordinator in the Reports and Political Affairs, J/TIP คณะผู้แทนจาก สำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ((J/TIP) เพื่อร่วมประชุมหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีผู้เสียหายเป็นเด็ก การป้องกันปราบปรามการร่วมละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต (TICAC) ณ ห้องประชุม ชั้น 7 ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลากร และสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ศูนย์พิทักษเ์ด็ก สตรีครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่า จากการประชุม คณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TIP) รับทราบสภาพปัญหาและการดำเนินการแก้ไขปัญหาการ ค้ามนุษย์ของศูนย์ พิทักษเเด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ที่มีการดำเนินการอย่างจริงจังมีผลปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สร้างความพึงพอใจและได้รับคำชื่นชมจากคณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TIP) จากนั้น พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล ได้นำ คณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา (J/TIP) เยี่ยมชม ศูนย์ พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง  สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ชั้น ๗ อาคาร ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ คณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา (J/TIP) รับทราบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย อย่างจริงจัง

ตำรวจท่องเที่ยว เร่งเครื่อง! เพิ่มความเชื่อมั่นการดูแลนักท่องเที่ยว กระชับสัมพันธ์ต่างประเทศ-เอกชน

เมื่อวานนี้(12 ต.ค.2566) พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา, Ph.D. รองผู้บัญชาการรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เดินหน้าพูดคุยกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ กับหน่วยงานทั้งต่างประเทศและภาคเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลนักท่องเที่ยว

โดยช่วงเช้า เวลา 10.00 น. Ms.Jane Ohlsson นายตำรวจประสานงานตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ประกอบด้วย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และไอซ์แลนด์ เดินทางมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความปลอดภัยและกระชับความร่วมมือที่มีต่อกัน 

เวลาต่อมา ทีมงานนายตำรวจประสานงานจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Mr.Yuichiro Doi และ Mr.Kobayashi Satoshi ได้เดินทางมาเยือนกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อกระชับความร่วมมือและหารือร่วมกันถึงมาตรการที่จะดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยในช่วง high season ที่จะถึงนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย พล.ต.ต.อภิชาติ ยังได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ (Consortium of Creative Collaboration) ของกลุ่มเอกชนภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และไอที เพื่อสนับสนุนบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคต อีกทั้งยังร่วมแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในอนาคต ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทั้งกับหน่วยงานต่างประเทศและภาคเอกชนในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำว่า “นักท่องเที่ยวจะต้องปลอดภัยตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงก้าวสุดท้าย” เมื่อเดินทางมาประเทศไทย และภายใต้การอำนวยการของ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เร่งสร้างความร่วมมือกับตำรวจต่างประเทศ และประชาสัมพันธ์เน้นย้ำกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณะชนได้รับทราบถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยช่วง high season ที่จะถึงนี้ รวมถึงหลังจากนี้ด้วย ซึ่งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจะดำเนินการเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้มีความปลอดภัยตลอดไป

'เพจดัง' สะท้อนมุมมองเวที Miss Universe ในยุค 'แอน JKN' ผู้หญิง 'ไม่ควรตกเป็นความบันเทิง-ถูกล้ำเส้นจากผู้ชาย'

(12 ต.ค.66) จากเพจ 'บุญรอด เนล ปีเตอร์ จิระอนันต์' ได้โพสต์ข้อความสะท้อนนิยามเวที Miss Universe ในยุคของที่คุณแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เป็นเจ้าของเวทีแห่งนี้ ไว้ว่า...

คุณแอนบอกว่า MU ในยุคของเธอ จะขยายขอบเขตให้ผู้หญิงทุกๆ คน จะไม่ตกเป็นความบันเทิง หรือ ถูกล้ำเส้นจากผู้ชาย คณะกรรมการ ผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะมีแต่ผู้หญิงที่ทรงพลัง การประกวดรอบชุดว่ายน้ำยังมีอยู่ แต่จะไม่โฟกัสไปที่เรือนร่าง นางงามสามารถเลือกชุดและผ้าคลุมที่เน้นสื่อสารถึงเรื่องราวของตัวเองได้ และ "จะไม่มีการคัดออก ในรอบชุดว่ายน้ำ"

ฟังดูเหมือน ฟอร์แมตเดียวกับปีที่แล้ว ที่ไม่ได้คัดตัวจากรอบชุดว่ายน้ำ ส่วนตัวชอบค่ะ นี่แหละคือการมีจุดยืน ให้เกียรติผู้หญิง และมีมาเพื่อ Empower ผู้หญิงจริงๆ 

แต่ก็จะมีคนด่าแน่นอน เพราะอยากดูแบบยุคเก่า เน้นสนุกๆ ฟาดๆ จบ ไม่เน้นแก่นอะไรมาก

ทำเพื่อแม่ ประเสริฐที่สุด!!

(12 ต.ค.66) ได้โพสต์ข้อความจาก น้องมายด์ คลื่นซัดเป็ด หรือ วรรธนะ ลือมงคล ระบุว่า...

"เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้โพสต์ว่า ผมขอบริจาคไตตัวเอง 1 ข้างให้กับแม่ ไม่อยากเห็นแม่ผู้บังเกิดเกล้าทรมานกับโรคไต 

"ตอนนี้ผมได้ผ่าตัดบริจาคไตให้แม่ 1 ข้างเรียบร้อย ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการทดแทนคุณ ให้แม่ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม

"ความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ และการคิดดี ทำดี พูดดี จะเป็นมงคลต่อชีวิตคนเรายิ่ง 

วรรธนะ ลือมงคล
ไทยภักดี NewGen

‘แรงงานไทยในอิสราเอล’ ชุดแรก 15 คน ถึงไทยแล้ว ‘กต.’ ยืนยัน!! จนท.พร้อมเร่งช่วยคนที่เหลือให้ปลอดภัย

(12 ต.ค.66) เวลาประมาณ 12.25 น. ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวการนำแรงงานไทยในอิสราเอล ชุดแรกจำนวน 15 คนแรก เดินทางกลับประเทศไทย 

กระทรวงการต่างประเทศนำแรงงานชุดแรก 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สู้รบ เดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบินพาณิชย์ ‘แอล อัล อิสราเอลแอร์ไลน์’ แบ่งเป็น 2 เที่ยวบิน เที่ยวบินแรก LY081 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 10.35 น. จำนวน 5 คน และเที่ยวบินที่สอง LY083 ถึงไทยเวลา 12.35 น. จำนวน 10 คน 

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะช่วยให้ประชาชนที่ยังเหลืออยู่ในประเทศอิสราเอลที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์กลับประเทศให้ได้กลับมาประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ซึ่งล่าสุดมีผู้แจ้งความประสงค์กลับประเทศจำนวน 5,990 คน 

นายปานปรีย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของไทยในอิสราเอลได้ทำงานตลอด และรัฐบาลได้ประสานงานกับหลายประเทศเพื่อที่จะให้ประชาชนได้กลับประเทศไทยเร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด แต่สถานการณ์การเดินทางในอิสราเอลยากลำบากมาก เพราะแรงงานไทยในอิสราเอลทำงานอยู่ในพื้นที่ที่กระจัดกระจาย อย่างไรก็ตาม ได้รับแจ้งว่ารัฐบาลอิสราเอลควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศได้แล้ว  

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต และสำหรับแรงงานที่กลับมาไทยแล้วอยากกลับไปทำงานที่อิสราเอลอีก กระทรวงแรงงานจะอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือต่อไป 

'ทนายสิทธิฯ' เผย!! 'เวหา' ทำสถิติอดอาหารได้ 49 วัน  หลังถอดใจประท้วงนิรโทษผู้ต้องขังคดีการเมืองไม่สำเร็จ

(12 ต.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานความคืบหน้ากรณีนายเวลา แสนชนชนะศึก ผู้ต้องหาในคดีความผิดอาญามาตรา 112 อดอาหารประท้วงระหว่างจำคุกในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2566 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเยี่ยม ‘เวลา’ ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 18 เดือน ในคดีมาตรา 112 กรณีใช้บัญชีทวิตเตอร์ ‘ฟ้าฝา ver.เกรี้ยวกราด’ โพสต์ข้อความ และศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัว

วันที่ทนายความเข้าเยี่ยมเวลานี้ นับเป็นการอดอาหารประท้วงวันที่ 49 ของเขา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2566 มีจุดประสงค์เพื่อเคียงข้าง ‘วารุณี’ ที่อดอาหารประท้วงก่อนหน้าเขาเพียง 2 วัน และเพื่อยืนหยัดตาม 3 ข้อเรียกร้องของตนเอง ซึ่งได้แก่

1. เรียกร้อง ‘สส.’ เข้ามารับข้อเสนอ ‘ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม’ จากผู้ต้องขังในเรือนจำ 
2. เรียกร้อง ‘คณะรัฐมนตรีชุดใหม่’ ออกมาแถลงความคืบหน้าและความเป็นไปได้ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง 
3. เรียกร้อง ‘ศาล’ ให้คืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดียังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด และปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดเด็ดขาดแล้ว

ทว่าตลอดการประท้วงของเวลาและวารุณี ไม่มีผู้ต้องขังคดีการเมืองคนใดได้รับสิทธิประกันตัวจากศาลเลย รวมถึงข้อเรียกร้องของพวกเขาก็ไม่ได้มีความคืบหน้า ขณะที่ทั้งสองนั้นได้รับผลข้างเคียงจากการอดอาหารประท้วงและทุกข์ทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตลอดการอดอาหารเกือบ 50 วันที่ผ่านมาของเวลานั้น เขาปฏิเสธอาหารทุกอย่าง โดยประทังชีวิตด้วยการดื่มเพียงน้ำเปล่า นม และน้ำหวาน รวมถึงสารอาหารเหลวที่คล้ายกัน ทำให้ที่ผ่านมาน้ำหนักตัวของเขาลดลงไปกว่า 9 กิโลกรัมแล้ว ปัจจุบันเวลามีร่างกายซูบผอมมาก มีอาการอ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง ปวดท้องมาก และมีภาวะขาดสารอาหาร

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวเวหาต่อศาลอาญาเป็นครั้งที่ 3 เสนอหลักทรัพย์เป็นเงิน 200,000 บาท ต่อมา ศาลอาญาส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาสั่ง จากนั้นในวันที่ 7 ต.ค. ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ ยืนยันไม่ให้ประกันตัวเช่นเดิม โดยอ้างเหตุผลว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี มีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

เมื่อวันนี้เวลาทราบผลของคำสั่งไม่ให้ประกันตัว เขาจึงประกาศเจตจำนง ‘ขอยุติการอดอาหารประท้วง’ รวมทั้งสิ้น 49 วัน เนื่องจากเวหาเห็นว่าร่างกายของตัวเองได้รับผลข้างเคียงจากการอดอาหารเกินขีดจำกัดที่จะรับได้ไหวแล้ว โดยจะขอใช้วิธีอื่นเพื่อต่อสู้เรียกร้อง ‘การนิรโทษกรรม’ ให้กับผู้ต้องขังคดีการเมืองต่อไป

ปฏิบัติการ “Gun Clearance Operation”

เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 3 ต.ค. พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุกราดยิงประชาชนในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายราย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความรู้สึกของประชาชน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการกวาดล้างจับอาวุธปืนผิดกฎหมายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืนเถื่อน ปืนแปลง หรือแบลงค์กัน ต่อมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เรียกประชุมคณะทำงานและได้มอบหมาย พล.ต.ท.ธนา ชูวงษ์ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูแลงานสืบสวน ดำเนินการตามนโยบาย ของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ตามมาตรการเชิงรุก โดยได้กำหนดให้ ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายและระดมกำลังทั่วประเทศร่วมกันกวาดล้างอาชญากรรม ในห้วงวันที่ 9 – 11 ต.ค. 66 โดยมีเป้าหมายหลัก เป็นความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุนปืน และการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ อีกทั้ง ดำเนินมาตรการเชิงรุก เร่งปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ทุกประเภทที่มีการลักลอบซื้อขาย ดัดแปลงแก้ไข อาวุธปืนผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบัญชาการได้ร่วมกันลงพื้นที่สืบสวนหาเบาะแสผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การขออำนาจศาลออกหมายค้น และเข้าตรวจค้นผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการจำหน่าย ดัดแปลง ซื้อขาย และเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนอาวุธสงคราม กว่า 3,224 จุด จับกุมผู้กระทำผิดกว่า 1,593 คน และตรวจยึดอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายจำนวนมาก  ตั้งเป้าลดความรุนแรงของอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมาย

โดยมีผลการระดมกวาดล้าง ห้วงวันที่ 9-11 ต.ค. 66 ที่ผ่านมา มีดังนี้
1. ตรวจค้นเป้าหมายทั่วประเทศทั้งสิ้น 3,224 จุด
2. จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1,593 ราย  
3. ตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
3.1 อาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียน แบลงค์กัน และบีบีกัน จำนวน 1,789 กระบอก  
3.2 อาวุธปืน มีหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นของบุคคลอื่น (ปืนผิดมือ) จำนวน 219 กระบอก
3.3 เครื่องกระสุนปืน จำนวน 75,973 นัด/นอกจากนี้…

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ ยังได้สั่งการให้ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ที่กระทำความผิดเกี่ยวข้องกับอาวุธปืน อันเป็นช่องทางในการซื้อขายอาวุธปืนผิดกฎหมาย มีผลการดำเนินการดังนี้

​ผลการปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน
1. Facebook ​จำนวน 79 บัญชี
2. Tiktok ​​จำนวน 14 บัญชี​
3. X (Twitter) ​จำนวน 148 บัญชี
4. Youtube ​จำนวน 26 ช่อง
5. Instagram ​จำนวน 14 บัญชี

รวมจำนวนทั้งสิ้น  291   รายการ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ มีนโยบายในการให้ความสำคัญในแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจังมาโดยตลอด จึงได้มีการบูรณาการกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนพร้อมกันทั่วประเทศอยู่เสมอ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก เชื่อมั่นว่าจะทำให้ความรุนแรงของอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมายลดลง

อย่างแน่นอน อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ในความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งต่อพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักลงทุนจากต่างประเทศ อันจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจภายในประเทศ การระดมกวาดล้างอาวุธปืนทั่วประเทศจนทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดอาวุธปืนจำนวนมากในครั้งนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ซึ่งหากมีเบาะแส/เรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรม หรือเรื่องอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2566

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวันศุกร์ที่ 13 ต.ค. 66 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สำหรับในปี 2566 หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพสกนิกรชาวไทย ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมกันทั่วประเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค. 66 ทั้งนี้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป  

ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจพร้อมคณะ และข้าราชการตำรวจเข้าร่วมพิธี โดยมีกำหนดการ ดังนี้

• เวลา 07.00 น. พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล 
ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
• เวลา 08.45 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 89 รูป อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล
ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
• เวลา 09.15 น. พิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ ห้องโถง 
ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปลาบปลื้ม “หม้อแปลง BCG & Low Carbon” เจริญชัย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด 

“นวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ปี 2566” ย้ำชัด เป็นหม้อแปลง “ลดพลังงาน ลดคาร์บอน ลดต้นทุนของไฟฟ้า ลดอุณหภูมิโลก” เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA มอบรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี 2566 ให้กับหม้อแปลง BCG & Low Carbon  เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โดย คุณประจักษ์     กิตติรัตนวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด นำหม้อแปลง BCG & Low Carbon คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้านเศรษฐกิจ  จาก รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ประธานคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ในงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าว การได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ปี 2566 เป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด ในฐานะตัวแทนบริษัทฯ รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในครั้งนี้ รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด และเป็นรางวัลที่สร้างขัวญกำลังใจแก่ทุกคนในองค์กร เพื่อที่องค์กรของเราจะพัฒนา นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา อีกที่รางวัลนี้ เป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติให้กับผลิตภัณฑ์คนไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีความเป็นนวัตกรรม ที่มีความโดดเด่นและเกิดคุณค่าที่ชัดเจนต่อประเทศชาติ ในหลากหลายด้านซึ่งจะสร้างให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรม ขึ้นในทุกภาคส่วนของไทย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ในศักยภาพนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย และสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ สู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม และโดยในส่วนหม้อแปลง BCG & Low Carbon ที่บริษัทฯ ได้รับรางวัลหม้อแปลงดังกล่าวเป็นหม้อแปลงบริหารระบบจัดการพลังงาน ที่บริหารจัดการสิ้นเปลืองให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความเสถียรภาพกับการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและยั่งยืน สามารถลดค่าไฟฟ้า 5-12% (Energy Singing) และลดคาร์บอน 5-12% (Low Carbon) ลดมลพิษ (Low Emission) พร้อมเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์ยาวนานขึ้น (Long Life Equipment) เพื่อการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างคุ้มค่ายั่งยืน พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ทั้งด้านการบริโภคภายในและการส่งออก รวมทั้ง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่นำพาประเทศไปสู่สังคมฐานความรู้ด้านพลังงาน เพื่อเศรษฐกิจมั่นคง 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวว่า “การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในปีนี้แบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าเชิงพาณิชย์ และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศแบ่งประเภทตามขนาดขององค์กร ได้แก่ วิสาหกิจขนาดกลาง และวิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แบ่งประเภทตามลักษณะขององค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรเพื่อสังคมและชุมชน 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นผลงานนวัตกรรมที่นำการออกแบบมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์และบริการ แบ่งประเภทตามลักษณะผลงาน ได้แก่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการออกแบบบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร เป็นผลงานนวัตกรรมและบุคคลที่มีความสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์เนื้อหาและการสื่อสารรูปแบบใหม่ แบ่งประเภทตามลักษณะผลงาน ได้แก่ ผลงานนวัตกรรมสื่อและการสื่อสาร และผู้สื่อสารนวัตกรรม และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ระดับกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร แบ่งประเภทตามลักษณะองค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ  

สุดท้ายนี้บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ต้องขอขอบคุณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ปี และขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกองค์กรที่ให้การสนับสนุนและให้องค์ความรู้แก่บริษัทฯ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และ มหาวิทยาลัยพะเยา

'ผบ.ทอ.' มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ '2 ผู้สื่อข่าว'  หลังช่วยเหลือกำลังพลประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 66 ที่โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณผู้กระทำความดีให้แก่...

>> คุณชูชาติ แก้วเก่า ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด 
>> คุณจิตตราภรณ์ เสนวงค์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เนชั่น

โดยทั้งสองให้ความช่วยเหลือกำลังพลกองทัพอากาศ ที่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำบริเวณสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงบางจากภายในกองทัพอากาศ ณ บริเวณโถงหน้าพระรูปพระบิดาแห่งกองทัพอากาศไทย

‘2 นักศึกษาสาว’ สงสาร ‘คุณยาย’ ปั่นจักรยานเก่า-ท่าทางเหนื่อยล้า อาสาไปส่งบ้าน ก่อนพบความจริงแล้วอึ้ง เมื่อเจอประธานบริษัทตัวจริง

(12 ต.ค. 66) คลิปไวรัลที่มีคนเข้าไปแห่ดูคลิปและแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก เมื่อผู้ใช้ TikTok @kikida29 นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โพสต์คลิปวิดีโอถูกช็อตฟีลหนักมาก พร้อมระบุข้อความว่า “เมื่อยาย ทำเราอึ้ง”

โดยคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าของคลิปกับเพื่อนที่เป็นนักศึกษาพยาบาล ลงพื้นที่ชุมชนใน จ.ร้อยเอ็ด เพื่อสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพของคนในชุมชน แล้วได้ไปเจอคุณยายกับจักรยานคันเก่า สังเกตเห็นคุณยายเดินเข็นจักรยานพร้อมกระสอบข้าวสาร ท่าทางมีอาการเหนื่อยล้า เกิดความสงสาร จึงเข้าไปสอบถามและให้การช่วยเหลือ

กระทั่งไปถึงบริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่ ทำเอาอึ้งไปเลยกับบ้านที่เห็นหลังใหญ่มากยังไม่พอ ยังมีพื้นที่มีบริเวณกว้างขวางอีกด้วย เจ้าของโพสต์จึงถามว่าบ้านใคร ยายหันมาตอบว่า บ้านยายนี่แหละ ทำเอาเจ้าของโพสต์ถึงกับร้องอุทานออกมาว่า “เอ้า” น้ำเสียงอารมณ์ช็อตฟีลสุดๆ อารมณ์ประมาณเจอท่านประธานบริษัทตัวจริง เรียกว่า ผ้าขี้ริ้วห่อทองกันเลยทีเดียว

ขณะที่มีชาวเน็ตได้ดูคลิปก็ต่างช็อตฟีลไปตามๆ กัน เข้าไปคอมเมนต์สนั่น อาทิ จริงๆ แล้ว ยายคือประธานบริษัท, จริงๆ แล้วยายคือประธานบริษัทปลอมตัวมา, เอ้าาาเสียงคือสิ้นหวัง555, ยิ่งกว่าในละครสั้น, ยายทดสอบสังคม, เขาเรียกผ้าขี้ริ้วห่อทองของแท้, แปลกๆ ตั้งแต่เอาผ้าแพรไหมเช็ดน้ำหมากแล้ว555 เป็นต้น

ขณะที่ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่งแสดงตัวว่าเป็นหลานของยายคนดังกล่าว เข้ามาคอมเมนต์ด้วยว่า “ย่าเราเองค่ะ ชอบปั่นจักรยานทุกวันค่ะ” ซึ่งก็มีคนมาแซว อาทิ ย่าดังแล้วปอน55555, ยายเพิ่ลจำหลานเขยอย่างอ้ายได้บ่น้อ เป็นต้น

พร้อมรับมือ สอ.รฝ.เตรียมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ เพื่อบรรเทาสาธารณภัย

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.66 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) เตรียมความพร้อมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ร่วมพิธีตรวจความพร้อมจาก พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นาวาโท ศิวดล แปลงแดง ผู้บังคับกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 11 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นหัวหน้าชุดรับตรวจความพร้อม ประกอบด้วย กำลังพล 30 นาย ชุดค้นหาและกู้ภัย (USAR) จำนวน 15 นาย พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ รถผลิตน้ำดื่ม รถครัวสนาม รถพยาบาล พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาล 

ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์จากหน่วยต่าง ๆ ประกอบกำลังเป็นหน่วยบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ที่มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อเป็นการเน้นย้ำ สร้างการตระหนักรู้ ในหน้าที่ของกำลังพลของหน่วยบรรเทาสาธารณภัย และยุทโธปกรณ์ ที่ได้รับการตรวจทดลอง รวมทั้งซ่อมบำรุง เพื่อให้พร้อมในการบรรเทาภัยพิบัติ ตามที่กองทัพเรือ ได้สั่งการให้หน่วยต่าง ๆ เตรียมการรับคำสั่งการปฏิบัติในช่วงฤดูมรสุม ให้ความช่วยเหลือประชาชน และผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ อีกทั้งยังมีขีดความสามารถในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กำลังพลของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติได้ทันทีเมื่อมีการสั่งการ เพื่อเป็นกำลังหลักของกองทัพเรือ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top