Wednesday, 15 July 2026
NEWS

‘ปปง.’ แจ้ง!! 'เหยื่อคอลเซ็นเตอร์' เริ่มยื่นคำร้องขอทรัพย์สินคืนได้ หลังยึดทรัพย์ ‘แก๊งมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน’ ได้แล้วร่วมหมื่นล้านบาท

(5 ก.ค. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงประชาชนคนไทยโอนเงินมูลค่าเสียหายนับแสนล้านบาทนั้น ล่าสุดจากข้อมูลพบว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์เป็นของกลางแล้ว ดังนี้

- เงินสดรวมได้ประมาณ 6,000,000,000 บาท

- อสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนหนึ่งประมาณ 4,000,000,000 บาท

- รวมกันแล้วประมาณ 10,000,000,000 บาท

สำหรับทรัพย์สินยึดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้องเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย หลังจาก ปปง. ยึดทรัพย์มาแล้ว โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ภายใน 90 วัน เพื่อให้ประชาชนมายื่นคําร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิ ซึ่งผู้เสียหายจะได้รับเงินชดใช้คืนเมื่อศาลมีคําสั่งหรือคําพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้คืนแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

สำหรับผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถยื่นคําร้องขอคุ้มครองสิทธิ ผ่าน 3 ช่องทาง

1.ยื่นด้วยตนเอง ณ สํานักงาน ปปง.

2.ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนส่งถึง สำนักงานป้องกันและปราบการฟอกเงิน เลขที่ 422 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โดยวงเล็บ 2 มุมซองด้านบนว่า “ส่งแบบคําร้องขอ คุ้มครองสิทธิรายคดี….”

3.ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทาง https://khumkrongsit.amlo.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-219-3600 หรือ โทร 1710

นายคารม เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 มิ.ย.67 ผลการแจ้งความออนไลน์ ผ่าน https://www.thaipoliceonline.com รวม 35,379 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 3,437,689,020 บาท เฉลี่ย 114,589,643 บาทต่อวัน ผลการอายัดบัญชี 10,713 บัญชี ยอดขออายัด 1,404,539,300 บาท ยอดอายัดได้ 719,057,785 บาท

สำหรับประเภทคดีออนไลน์ที่มีการแจ้งความมากที่สุด 5 อันดับแรก ดังนี้

1.หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ไม่เป็นขบวนการ) มูลค่าความเสียหาย 160,929,368 บาท

2.หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 583,012,851 บาท

3.หลอกให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 145,768,931 บาท

4.หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,427,157,157 บาท

5.หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น มูลค่าความเสียหาย 235,952,533 บาท

ทั้งนี้ จากรายงานข้อมูลดังข้างต้น ยังมีประชาชนหลงกลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอประชาชนระมัดระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่เชิญชวน ชักชวนโดยวิธีการต่างๆ หากถูกหลอก สามารถแจ้งความออนไลน์ที่ https://www.thaipoliceonline.com หรือสอบถามที่เบอร์ 1441 หรือ 081-866-3000

‘ร้านคาเฟ่’ โต้!! หลังโดนลูกค้ารีวิว 1 ดาว เพราะเลี้ยงหมาในร้าน แจง!! น้องเกิด-โตที่นี่ แถมพิการซ้ำไม่ทำร้ายใคร ขาประจำจะรู้ดี

(5 ก.ค. 67) ในปัจจุบัน สถานที่ต่าง ๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ อนุญาตให้ลูกค้านำสัตว์เลี้ยงไปด้วยมากขึ้น หรือบางแห่งก็มีสัตว์เลี้ยงของเจ้าของอยู่ภายในร้านด้วย โดยปกติลูกค้าก็มักไม่มีปัญหาอะไร หากเจ้าของระมัดระวังเรื่องความสะอาด

แต่เจ้าของร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง แถมป้อมปราบศัตรูพ่าย กลับต้องหัวเสีย เมื่อโดนลูกค้ารีวิว 1 ดาว เนื่องจากเขาเลี้ยงสุนัขไว้ภายในร้าน ทางร้านจึงแคปรีวิวนั้นแล้วโพสต์ลงเพจเฟซบุ๊กของร้าน

ลูกค้ารายนี้ระบุว่า “ขายของกินแต่เลี้ยงสุนัขไว้กลางร้าน คือไม่ได้เกลียดสุนัขนะ แต่มันไม่เหมาะที่จะเอามาเลี้ยงไว้กลางร้าน ใครจะอยากนั่งกิน..”

เจ้าของร้านจึงมาตอบว่า “ไม่อยากนั่งก็ไม่ต้องนั่งครับ เพราะคุณไม่ได้ตั้งใจมานั่งตั้งแต่แรก มีพยาน สั่งอเมริกาโน่ร้อน 1 แก้ว 65 บาท (กลับบ้าน) เพื่อมาดิสเครดิตร้าน ส่วนน้องหมาก็ไม่ได้ไปเห่าหรือกัดทำร้าย น้องนอนเฉย ๆ น้องหมาของเราชื่อถ้วยฟู น้องเกิดและโตที่นี่ อยู่มากับร้านตั้งแต่เปิด

น้องอายุมาก แก่แล้วตาบอด ขาพิการ ผมดูแลถ้วยฟูอย่างดี ถ้วยฟูชินในพื้นที่ตั้งแต่เด็กยันแก่ครับ ลูกค้าประจำจะรู้และเอ็นดูน้อง ส่วนผมรักถ้วยฟูเป็นสมาชิกในครอบครัว ผมเจ้าของร้าน คุณหัดรู้จักเปิดใจหรือสอบถามก่อนก็ได้ ไม่ใช่แต่สักจะรีวิวมันไม่น่ารัก
เพราะถ้วยฟูเขาน่ารักกว่าคุณเยอะครับ มีแต่ความรัก ถ้าไม่สะดวกก็ไม่ต้องมาอุดหนุน” พร้อมยืนยันว่า ทางร้านจะมีน้องถ้วยฟูอยู่ตรงที่เขาอยู่แบบเดิมและตลอดไป

โพสต์นี้ของร้านมีคนแชร์มากถึง 3 พันครั้ง และเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยส่วนใหญ่เห็นใจเจ้าของร้านและสงสารน้องหมา หลายคนบอกว่าเป็นสิทธิ์ของร้าน ถ้าลูกค้าไม่สะดวกใจเห็นหมาแล้วจะเดินออกก็คงไม่มีใครว่า

บางคนก็บอกว่าเห็นรีวิวใหญ่โต นึกว่าเป็นน้องหมาพันธุ์ใหญ่ ที่แท้ตัวนิดเดียว แถมพิการอีก พร้อมส่งกำลังใจให้ทางร้านและน้องหมา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ร่วมเปิด “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ต่อเนื่องปีที่ 2 มุ่งหวังให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเพิ่มขึ้น

วันนี้ (5 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร , คุณพรรณี ปิติกุลตัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พร้อมด้วยภาคเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน ประกอบด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศปวถ.) คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)  สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ  สำนักงาน สสส. บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด  บริษัท โตโยต้าประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีเปิดโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย (ปีที่ 2) พ.ศ.2567” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับ “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โดยได้สนับสนุนเงินรางวัลรวมเป็นจำนวนเงิน 4,000,000 บาท เป็นโครงการต่อเนื่องปีที่ 2 ระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงธันวาคม 2567 โดยให้สถานีตำรวจในสังกัดทั่วประเทศทั้ง 1,484 สถานี พัฒนาให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จราจรทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก 5S อันได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส) , SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี) , SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ) , SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ) และ STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน)

พร้อมทั้งให้หน่วยงานระดับกองบัญชาการ และกองบังคับการ ควบคุมกำกับดูแลให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลงได้มากกว่าร้อยละ 5 หรือ 10 คนขึ้นไป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี มีการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5  จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี และผลการการบังคับใช้กฎหมาย (หมวก/เมา/เร็ว : ไม่สวมหมวกนิรภัย/เมาแล้วขับ/ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามประเมินผล เพื่อพิจารณาคัดเลือก “สุภาพบุรุษจราจร”ประเภทบุคคล กองบังคับการละ 2 นาย แบ่งเป็น ระดับชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และชั้นประทวน 1 นาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 190 นาย และคัดเลือก “สุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน” ในสังกัดแต่ละกองบัญชาการที่ชนะเลิศ 1 หน่วยงาน  รองชนะเลิศ 2 หน่วยงาน รวมทุกกองบัญชาการจำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมอบรางวัล 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 (เดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม 2567) มอบรางวัลเดือนกันยายน 2567 และครั้งที่ 2 (เดือน กันยายน ถึงธันวาคม 2567) มอบรางวัลเดือนมกราคม 2568

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า โครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดทำเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงาน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจจราจร สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน หน่วยงานภาคีเครือข่าย และตำรวจ เพื่อประสานขับเคลื่อนนโยบายลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนของประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเพิ่มขึ้น

จากนั้น พล.ต.ท.ประจวบฯ เป็นประธานการประชุมบริหารงานจราจรและคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย พ.ศ.2567 กำชับทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปนน้ำทวมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ให้เตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความพร้อม และเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อยดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นลงไปควบคุม กำกับ ดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด การใช้กริยาวาจากับประชาชน ต้องมีความสุภาพเรียบร้อย พร้อมเน้นย้ำในการใช้ยานพาหนะทุกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด ระมัดระวังมิให้เกิดอุบัติเหตุ และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกนาย หมั่นตรวจเช็คสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจให้แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา

‘รัดเกล้า’ เผย รัฐบาลเตรียมแผนรับมือหน้าฝน ปี 67 จ่อป้องกัน-แก้ปัญหา ‘อุทกภัย’ ไม่ให้กระทบประชาชน

(5 ก.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ติดตามและรายงานความคืบหน้าการเกิดสถานการณ์สาธารณภัยที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 โดยเพื่อให้การเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยตลอดช่วงฤดูฝน ปี 2567 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและแผนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงให้สอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดดำเนินการ ดังนี้ 1.การเตรียมความพร้อม ทั้งการติดตามสภาพอากาศ การจัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัย การตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงสถานที่ใช้กักเก็บ/กั้นน้ำ การระบายน้ำและการเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ และการแจ้งเตือนภัย 2.การเผชิญเหตุ เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ให้ดำเนินการตามแนวทาง คือจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับจังหวัด อำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเมื่อเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ให้มอบหมายฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และประชาชนจิตอาสา เฝ้าระวังพื้นที่ชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สถานที่สำคัญต่าง ๆ

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การจัดชุดปฏิบัติการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพตามวงรอบอย่างต่อเนื่อง ให้รายงานสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางตามช่องทางที่กำหนด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ และเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในการตัดสินใจ สั่งการในเชิงนโยบายต่อไป

ส่วนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครดำเนินการ ดังนี้ 1.การเตรียมความพร้อม โดยเฝ้าระวังติดตามข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำท่วมที่อาจส่งผลให้เกิดอุทกภัยในช่วงฤดูฝน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเผชิญเหตุ ตลอดจนการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การตรวจสอบพื้นที่เขตชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก พร้อมทั้งเร่งเปิดทางน้ำโดยการดูดเลน ขุดลอกท่อระบายน้ำ ทำความสะอาดร่องน้ำเพื่อเตรียมรองรับน้ำฝน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ขณะที่พื้นที่คู คลอง แหล่งน้ำต่าง ๆ ที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำและเส้นทางระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายต่างๆ ให้เร่งกำจัดวัชพืช ขยะ สิ่งกีดขวางทางน้ำอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำให้สามารถรองรับน้ำฝน และน้ำจากท่อระบายน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อใช้ในการเผชิญเหตุให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เสี่ยงในแต่ละเขตพื้นที่ พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัยไว้ในพื้นที่เสี่ยงเป็นการล่วงหน้า โดยให้ประสานการปฏิบัติการร่วมกับจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกับกรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ และเตรียมแผนสำรองในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินอื่นๆ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า 2.การเผชิญเหตุ เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้จุดชุดปฏิบัติการเร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณผิวการจราจร หรือตามเขตชุมชน พร้อมทั้งทำการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อการกีดขวางการระบายน้ำทันที หากเกิดกรณีน้ำท่วมขังบนผิวการจราจร ให้บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่อาจประสบปัญหาเครื่องยนต์ดับบนผิวจราจรที่มีน้ำท่วมขัง ส่วนในช่วงของการเกิดฝนฟ้าคะนอง และฝนตกหนักให้กำกับเจ้าหน้าที่ประจำจุดสูบน้ำดำเนินการตามแผนอย่างต่อเนื่อง หากเกิดปัญหาระหว่างการปฏิบัติงานให้เร่งทำการแก้ไขตามแผนสำรอง และประสานการปฏิบัติร่วมกับชุดปฏิบัติการของการไฟฟ้านครหลวงอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้กับประชาชน

“โดย มท. ได้เสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ ซึ่งเรื่องนี้เข้าข่ายที่ต้องนำเสนอ ครม. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4(1) เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี หรือให้ต้องเสนอ ครม. และ เรื่องที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินนอกเหนือจากที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม” นางรัดเกล้า ระบุ

“มะระขี้นก” โกอินเตอร์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้เกษตรกรและโกยเม็ดเงินเข้าประเทศ

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ต่อยอดสมุนไพร Herbal Champions 15 รายการ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2566-2570  ค้นพบพืชสมุนไพรเศรษฐกิจตัวใหม่ “มะระขี้นก” สร้างรายได้เม็ดงามวางเป้าหมายผลักดันสู่ตลาดโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ที่ได้มีการประกาศสมุนไพร Herbal Champions 15  รายการ ตามแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2566-2570 มะระขี้นกซึ่งเป็น 1 ในสมุนไพร Herbal Champions มีตลาดทั่วโลกมูลค่ารวมกว่า 28,000 ล้านบาท กำลังมีแนวโน้มของตลาดกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ข้อมูลเชิงลึกที่สำรวจประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีการส่งออกมะระสูงสุดในโลกมีมูลค่า 17,000 ล้านบาท  ขณะที่ประเทศไทยส่งออกมะระขี้นกเพียง 18 ล้านบาท  สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสของมะระขี้นกในตลาดโลกสามารถจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

การศึกษาวิจัยหลายฉบับบ่งชี้ว่ามะระขี้นกมีสารสำคัญที่ชื่อว่า ชาแรนติน (Charantin) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้   ประกอบกับเทรนด์การรักสุขภาพของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาสนใจผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและสมุนไพรมากขึ้นจึงทำให้มะระขี้นก เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้รักสุขภาพในหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยจึงมีการพัฒนาสายพันธุ์สาเกต 101  ของมะระขี้นกขึ้นใหม่เพื่อให้ได้สารสำคัญในปริมาณที่มากขึ้น เพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งมีการนำร่องให้เกษตรกรจังหวัดมหาสารคามนำไปขยายพันธุ์ปลูกและเกิดการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวนมูลค่า 250 ล้านบาท เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

ทางด้าน ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อํานวยการกองสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการทำโมเดล การเกษตรต้นน้ำมูลค่าสูงของมะระขี้นก เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน โดยเป็นการพัฒนาสายพันธุ์มะระขี้นก เพื่อให้ได้สารสำคัญคือ Charantin ในปริมาณที่สูงขึ้น ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าสายพันธุ์ใหม่ ที่พัฒนาทำให้มะระขี้นกใหญ่ขึ้น และสามารถให้สาร Charantin มากกว่าเดิม ประมาณ 2 เท่า ซึ่งส่งผลให้ราคามะระขี้นก  เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมกิโลกรัมละ 30 บาท เป็นกิโลกรัมละ 50 บาท เป็นการยกระดับรายได้ของคนในจังหวัด สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการแปรรูปมะระขี้นกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ  ที่มีมูลค่า ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ มะระขี้นกแบบน้ำสกัดเข้มข้น ซุปมะระขี้นกแบบผง มะระขี้นกดองกิมจิ 3 รส  เป็นต้น เป็นการผลักดันให้เกิดเกษตรมูลค่าสูงสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ  ที่มีความมุ่งมั่น ในการผลักดันสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการแปรรูปสมุนไพรให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐาน ผลักดันจากการขายส่งวัตถุดิบเปลี่ยนเป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ  ที่มีมูลค่าสูงเพื่อสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สมุนไพร เป็นการต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของสมุนไพรไทย

การจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ และการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ครั้งที่ 21 ในปีนี้ จัดภายใต้แนวคิด “นวดไทย สปาไทย สมุนไพรไทยสู่เวทีโลก” ระหว่างวันที่ 3-7 กรกฏาคม 2567 ฮอลล์ 11 - 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานจะมีการจัดแสดงสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ “มะระขี้นก” พร้อมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับมะระขี้นกสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ได้สาร Charantin ในปริมาณที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมและงานวิจัยล่าสุด รวมถึงกิจกรรมการสาธิตการปลูกและ แปรรูปสมุนไพร ร่วมกันสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งด้วยสมุนไพรไทย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก              โทร. 0-2591-7007, อินสตาแกรม, TIKTOK, Facebook Fanpage มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติหรือ Website: https://natherbexpo.dtam.moph.go.th ,Line ID  : @DTAM

เจนกิจ นัดไธสง  รายงาน

'ภูมิธรรม' นำทัพดาราไทย บุกมาเลย์ ดึง 'ปันหยี I Sea You' โชว์ Soft Power เชื่อมวัฒนธรรม พร้อมนำ 18 บริษัทร่วมงานอาหารเครื่องดื่ม Food and Drinks Malaysia by SIAL คาดโกยเงินเข้าประเทศกว่า 650 ล้านบาท

ภูมิธรรม นำนักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ไทย “ปันหยี I Sea You”  เยือนมาเลเซีย เพื่อโปรโมทหนัง และสร้างความร่วมมือด้านสื่อบันเทิงไทยละหว่าไทยกับมาเลเซีย ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดคอนเทนต์บันเทิงไทยสู่ตลาดมาเลเซีย และการแลกเปลี่ยนกันในวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ถือเป็นการสอดแทรก Soft Power ของไทยในภาพยนต์ ทั้งยังนำ 18 ผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าสินค้าของไทย ร่วมงานแสดงสินค้าด้านอาหาร Food and Drinks Malaysia by SIAL เพื่อขยายตลาดอาหารและเครื่องดื่มในมาเลเซีย

วันที่ 4 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.00 น.(เวลาไทย) ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลง ระหว่าง บริษัท Final Draft Creation จำกัด ผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิงชั้นนำของไทย กับ Banyak Bagus Entertainment Sdn. Bhd. (บริษัท บายะ บากุส เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด) บริษัทสื่อบันเทิงจากมาเลเซีย โดยมี นายอรินชัย รัตนขวิจิตร กรรมการบริหาร บริษัท Final Draft Creation จำกัด เป็นตัวแทนฝ่ายไทยในการลงนาม ขณะที่ฝ่ายมาเลเซียมี Mr. David Chua Boon Ghe กรรมการผู้จัดการ Banyak Bagus Entertainment Sdn. Bhd. เป็นผู้ลงนาม โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นาย Yb Senator Tengku Datuk Seri Utama Zafrul Tengku Abdul Aziz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้าและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมบันเทิงระหว่างสองประเทศ สร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน โดยมีการทำแคมเปญการตลาดและประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานเพลง โดยศิลปินไทยและมาเลเซียที่ผสมผสานสไตล์ดนตรี ภาษา และวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนภาพยนตร์เรื่อง 'ปันหยี ไอ ซี ยู' (Panyi I Sea You) ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่สะท้อนความงดงามของประเทศไทย วิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมและอาหารไทยผ่านเรื่องราวบนเกาะปันหยี ซึ่งอยู่ในระหว่างการถ่ายทำและคาดว่าจะออกฉายสู่สายตาสาธารณชนในเดือนมีนาคม 2568 ผ่านความสำเร็จจาก MOU ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ภายในงานมีการแสดงเพลงประกอบภาพยนตร์ (OST) โดยเฟม โนอาห์ และตัวอย่างของภาพยนต์ 'ปันหยี ไอ ซี ยู' (Panyi I Sea You) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและขยายฐานแฟนภาพยนตร์ในภูมิภาค

นายภูมิธรรม กล่าวว่า “โดยความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดคอนเทนต์บันเทิงไทยสู่ตลาดมาเลเซียซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 132,000 ล้านบาทในปี 2565 และยังเป็นประตูสู่ตลาดอินโดนีเซียที่มีขนาดใหญ่กว่า เนื่องจากมีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม อีกทั้งมาเลเซียมีความสนใจในความบันเทิงและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างมาก จึงเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศผ่านสื่อบันเทิงรูปแบบต่างๆ การร่วมกันครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริม Soft Power ของรัฐบาลไทย และได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ณ
กรุงกัวลาลัมเปอร์” 

หลังเสร็จสิ้นการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวรองนายกรัฐมนตรีฯ นายภูมิธรรมได้เดินทางไปยังงานแสดงสินค้าด้านอาหาร Food and Drinks Malaysia by SIAL จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 4 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การแสดงสินค้านานาชาติ มาเลเซีย โดยภายในงานได้มีการนำผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้ามาเลเซียจำนวน 18 บริษัท มาร่วมออกคูหาแสดงสินค้าอาหารครอบคลุมหลากหลายประเภท อาทิ ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง และพร้อมรับประทาน ตลอดจนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนวัตกรรมต่าง ๆ 

“โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการค้าของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มไทยภายในงานไม่น้อยกว่า 650 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยตามนโยบายครัวของโลก และการผลักดันซอฟท์พาวเวอร์อาหารไทยสู่ตลาดต่างประเทศตามนโยบายรัฐบาล“ นายภูมิธรรม กล่าว

งานแสดงสินค้า Food and Drinks Malaysia by SIAL ในปีนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย มีผู้เข้าร่วมงานรวม 326 บริษัท 370 คูหา คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน ไม่น้อยกว่า 10,000 รายจาก 50 ประเทศทั่วโลก โดย SIAL ถือเป็นแบรนด์เครือข่ายงานแสดงสินค้าอาหารและ
เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงระดับโลก กระจายการจัดงานอยู่ในภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มศักยภาพของภูมิภาค

'นักวิชาการ’ ชี้!! ‘คนเกาหลี’ ที่เหยียด ‘ลิซ่า’ คือกลุ่มเล็กๆ มีไม่ถึง 10% แถมคนส่วนใหญ่มัก ‘ชื่นชม-ยกย่อง’ ให้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ

'นักวิชาการด้านเกาหลี’ เผย เกาหลีที่เหยียดลิซ่าเป็นแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ มีไม่ถึง 10% ขณะที่ชาวเกาหลีส่วนใหญ่ชื่นชมลิซ่า โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นถึงขั้นยกให้เป็นไอดอล ชี้!! 'สำนักข่าว OSEN' ที่แซะลิซ่า เป็นแค่สื่อโนเนม พบ!! ปรากฏการณ์ 'ร็อคสตาร์' ทำเกาหลีตีกันเอง

(5 ก.ค.67) ทันทีที่ ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินสาวชาวไทย ออก MV เพลงร็อคสตาร์ เพลงแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวจากค่าย LLound ที่เธอเป็นเจ้าของ ก็เกิดปรากฏการณ์ ‘ลิซ่าฟีเวอร์’ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลิซ่า และ MV ร็อคสตาร์ ล้วนถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเพลงของเธอขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งและอันดับต้น ๆ ในหลายประเทศ ลิซ่ากลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทยอย่างเต็มตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีกระแสเหยียดลิซ่าจากคนเกาหลีบางส่วน และสื่อเกาหลีบางสำนักที่แซะในทำนองว่าลิซ่าออกจากวงการเคป็อบเพื่อมาดังแค่ในประเทศไทย ส่งผลให้แฟนคลับชาวไทยไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนเกิดกระแสแบนเกาหลีลุกลามไปทั่ว จนหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็น ‘จุดจบ’ ของความนิยมเคป็อบในไทย

ส่วนว่าข้อเท็จของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบอะไรต่อเกาหลีบ้างนั้น คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้รู้

นายเสกสรร อานันศิริเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมไทยคดีศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Korean Association of Thai Studies : KATS) ชี้ว่า จริง ๆ แล้วคนเกาหลีที่เหยียดลิซ่านั้นมีแค่บางกลุ่ม ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่คนเหล่านี้มักมาโพสต์ในโซเชียลทำให้กลายเป็นกระแสที่นำไปสู่ความขัดแย้ง เท่าที่ได้สัมผัสคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบและชื่นชมลิซ่า ลิซ่าเป็นไอดอลของเขา โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ที่ผ่านมาลิซ่าได้รับการยกย่องจากเกาหลีอย่างมาก เวลาข้าราชการเกาหลีพูดถึงความสัมพันธ์กับไทยก็จะพูดถึงลิซ่าว่าเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ที่สำคัญเขาพูดถึงลิซ่าในฐานะที่เป็นคนไทย ไม่ใช่ในฐานะเคป็อป

การที่ลิซ่าไม่ต่อสัญญาศิลปินเดี่ยวกับวายจีก็เป็นสิ่งที่คนเกาหลีเข้าใจและยอมรับได้ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าต้นสังกัดเดิมไม่ค่อยเป็นธรรมกับลิซ่านัก เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัด ส่วนลิซ่าเมื่อออกไปสร้างผลงานระดับสากลก็สามารถนำเอาเคป็อปไปต่อยอดโดยใส่ความเป็นไทยเข้าไป เพราะนี่คือความเป็นลิซ่าที่สามารถหลอมรวมวัฒนธรรมและสร้างแบบฉบับการเต้นและดนตรีของตัวเองขึ้นมาทำให้คนทั่วโลกชื่นชอบ

“ถ้าลองเสิร์ชคำว่า How You think about Lisa ในยูทูบ จะพบว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ตอบว่าเขาชอบลิซ่า เขามองว่ารูปร่างและสีผิวของลิซ่าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกาหลีอยากเป็น ส่วนคนที่ไม่ชอบลิซ่านั้นมีน้อยมาก ไม่ถึง 10% แต่คนพวกนี้ปากแจ๋ว ชอบแสดงความเห็นตามสื่อโซเชียล และสำนักข่าว OSEN ที่เป็นต้นเหตุดรามาก็เป็นสำนักข่าวโนเนม ไม่ใช่สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือได้รับความนิยมแม้แต่ในกลุ่มแฟนคลับเคป็อป ต่างจาก Dispatch ซึ่งเป็นสื่อที่คนใช้อ้างอิงเวลามีข่าวสำคัญ ดังนั้นเราไม่ควรนำความเห็นของคอลัมนิสต์หนึ่งคนจากสำนักข่าวบันเทิงเล็ก ๆ ที่มุ่งแสวงหากำไรมาทำลายบรรยากาศของความสัมพันธ์และความรู้สึกดีต่อกันที่มีมานาน บางที 'ชาวเน็ต' ที่พูด ๆ กันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน สำนักข่าวนี่ล่ะครับตัวดี อยากได้ยอด Engagement” นายเสกสรร กล่าว

อย่างไรก็ดี นายเสกสรร ชี้ว่า กระแสเหยียดลิซ่าของเกาหลีแม้จะเป็นแค่กลุ่มคนเกาหลีเล็ก ๆ แต่มันไปกระทบความรู้สึกของบรรดาแฟนคลับลิซ่าที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะแฟนคลับคนไทย ประกอบกับก่อนหน้านี้ไทยเกิดกระแสแบนเกาหลีจากความไม่พอใจกรณี ตม.เกาหลีที่เลือกปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเที่ยวเกาหลี ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาของทางเกาหลีซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการคัดกรองคนเข้าประเทศ ทำให้คนที่ตั้งใจเข้าไปเที่ยวแต่ถูก ตม.ส่งกลับได้รับความเสียหาย ขณะที่แรงงานไทยก็อาจจะเข้าไปสร้างปัญหาให้เขาเหมือนกัน เมื่อเกิดความไม่เข้าใจกันในกรณีของลิซ่าก็เลยลุกลามกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวซึ่งขยายผลไปใหญ่โต

“มีคนเกาหลีที่พูดภาษาไทยได้ เขาบอกว่าเขาเสียใจนะที่มีคนเกาหลีบางคนมาโพสต์เหยียดลิซ่า เขาก็อยากอธิบายว่าคนเกาหลีเสียใจและอยากให้คนไทยกับเกาหลีเข้าใจกัน แล้วก็มีคนเกาหลีบางส่วนโพสต์ต่อว่าคนเกาหลีที่โพสต์เหยียดลิซ่าด้วย ซึ่งวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของเกาหลีคือ ถ้าเขาเห็นไม่ตรงกัน เขาจะโต้เถียงจัดการกันเอง เราไม่ต้องทำอะไรเลยให้เขาจัดการกันเอง ไม่ต้องไปตีกับเขา เราไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ผมคิดว่าสิ่งที่สร้างลิซ่าขึ้นมาก็คือตัวของลิซ่าเองนี่ล่ะครับ สิ่งที่พวกเราชาวไทยทำได้ก็คงเป็นการแสดงความยินดีในฐานะเพื่อนร่วมชาติและช่วยสนับสนุนน้องในทุกผลงานต่อจากนี้ ส่วนมิวสิกวิดีโอล่าสุดที่น้องออกมาก็อาจเป็นไปได้ที่คนจะมองว่าแซะเกาหลี แต่ผมเชื่อว่าเกาหลีคงไม่มีโกรธเคือง เพราะหนึ่งในความเป็นเกาหลีก็คือความกล้าพอที่จะเปิดให้คนข้างนอกมาวิพากษ์มาท้าทาย” นายเสกสรร ระบุ

'เพจดัง' เผย!! ออโรร่าบอกพระมารดา ขอยุติกับทาร์ซานเอง วอน!! หยุดให้ร้ายทาร์ซานว่าเลือกพระมารดากันได้แล้ว

(5 ก.ค. 67) จากกรณีเพจดัง ‘เจ๊มอย108 V1’ ได้โพสต์ถึงตอนจบนิทานทาร์ซาน พระมารดา และ ออโรร่าพร้อมวอนหยุดให้ร้ายทาร์ซาน โดยระบุว่า…

“หยุดให้ร้ายทาร์ซานว่าเลือกพระมารดา เพราะทาร์ซานยังไม่ทันได้เลือกอะไรเลย แต่ออโรร่าเลือกที่ไปบอกพระมารดาเองว่า… ข้าขอยุติกับทาร์ซานนะเจ้าคะ”

“ทาร์ซานได้แต่เคารพการตัดสินใจของออโรร่า เพราะคงคิดมาดีแล้ว คงต้องปล่อยกันไปทั้งที่ยังรัก… แค่นั้นเอง นิทานจบแค่นี้พอ”

“พวกสนมนางในก็เพลา ๆ กันหน่อย เคารพการตัดสินใจของออโรร่าและทาร์ซานด้วย เรื่องนี้ทั้ง 3 พระองค์รู้ดีสุดว่าเหตุอันใดถึงไปกันไม่รอด เล่าไปกูก็อาจจะโดนโบยยยยย #อิพิมพ์เมียทาร์ซาน”

ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์สนั่น บ้างก็ได้แต่ส่งกำลังใจกันรัว ๆ บ้างก็บอกเข้าใจออโรร่า อาทิ 

“ฟังจากสัมภาษณ์ที่บอกฝ่ายหญิงเป็นคนแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากกว่าตัวเอง คิดว่าออโรร่า คงไม่อยากให้คนที่ตัวเองรักลำบากใจ เลยเลือกที่จะจบและเจ็บเองดีกว่า ยุติตอนนี้ ก่อนมันจะแย่ไปมากกว่านี้ เจอกันในอนาคต อาจจะยังจูนกันได้ เป็นเพื่อนกันได้”

“ออโรร่าเป็นคนดีจิตใจดีไม่อยากให้คนรักลำบากใจ เลยเลือกจบแบบเจ็บ ๆ ดีกว่า เป็นต้น”

ร่วมวิสัยทัศน์ “Digital Tourism” ติดอาวุธ AI ให้ผู้บริหาร ททท. โซนยุโรป รุกตลาดท่องเที่ยวโลก

กรุงเทพมหานคร (13 กรกฎาคม 2567) – ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ อดีตผู้บริหารองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลกและ AI Advocate ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ได้รับเกียรติจาก นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ การปรับตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยภายใต้บริบทดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแม่นยำ ให้แก่กลุ่มผู้บริหารและผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานในโซนยุโรป เพื่อยกระดับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสู่ระดับสากล

โดยไฮไลต์สำคัญจากการบรรยาย ได้แก่ 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ (The 4 Strategic Pillars) ซึ่งทางดร. มนธ์สินี ได้นำเสนอแนวทางเชิงรุกสำหรับ ททท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่:

  1. Online Influencer Marketing: การใช้ Micro-influencers ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม (Niche) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการมีส่วนร่วมผ่านแคมเปญที่โต้ตอบได้จริง
  2. Video & Short-Form Content: เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ผ่าน TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts รวมถึงการทำ Live Streaming เพื่อสร้างความต้องการท่องเที่ยวแบบฉับพลัน
  3. OTA Advancement: การใช้ AI-powered virtual assistants และเทคโนโลยีล่าสุดบนแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ไร้รอยต่อและตรงใจผู้ใช้งาน
  4. Data Analytics & AI: การเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Approach ไปสู่ Data-driven Strategy โดยใช้ Google Big Query และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ "User Propensity Score" เพื่อทำนายพฤติกรรมและแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบ Hyper-segmentation

เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวด้วยการสร้าง "Customer Propensity" และการวัดค่า CLV

ดร.มนธ์สินี เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวสมัยใหม่คือการรู้จักลูกค้าให้ลึกซึ้ง (Know Your Consumers) ผ่านการวิเคราะห์ Data Profile ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย, ฤดูกาลที่มีผลต่อการตัดสินใจ และการคำนวณ Customer Lifetime Value (CLV) เพื่อให้ ททท. สามารถออกแบบแคมเปญการตลาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

"การปรับเปลี่ยนสู่กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่เราตอบคำถามสำคัญๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายและประเทศต้นทาง หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง เพื่อให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ดร.มนธ์สินี กล่าว

 

 

สถาบันอนุรักษ์และวิจัยสัตว์ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดการฝึกอบรบ 'การจัดทำสัตว์สตัฟฟ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก'

เมื่อวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สถาบันอนุรักษ์และวิจัยสัตว์ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้จัดฝึกอบรม 'การจัดทำสัตว์สตัฟฟ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก' โดยได้รับเกียรติจากนายวัชระ สงวนสมบัติ, นางสาวฐิติมา ภู่มาก และ นางสาวภัทรียา สร้อยอินทร์ เป็นวิทยากรจากศูนย์บริหารคลังตัวอย่างทาง ธรรมชาติและสัตว์สตัฟฟ์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

การอบรมในครั้งนี้มีพนักงานและลูกจ้างขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 25 คน

โดยมีจุดประสงค์ให้พนักงานและลูกจ้าง เสริมสร้างทักษาะและพัฒนาเทคนิคในการสตั๊ฟฟ์สัตว์ เพื่อจัดการและรักษาซากหลังการชันสูตร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร และนำไปสร้างคุณค่าแก่การเรียนรู้และการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายากแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

‘เพจดัง’ แจง!! ปมต่างชาติโจมตีเรื่องใช้ ‘แรงงานเด็กทอผ้า’ ชี้!! เป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในเวลาหลังเลิกเรียน

เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘ผ้าทอมือหมักโคลนบัวแดงชายคิม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอหัวข้อ 
‘โดนต่างชาติโจมตีเรื่องการใช้แรงงานเด็ก​ เราจะอธิบายอย่างไรดี?’ โดยระบุว่า…

ตอนนี้เราอยู่กับ ‘น้องแก้ม’ ซึ่งหลายต่อหลายคนต่างคอมเมนต์เข้ามาว่าทําไมถึงให้น้องทํางานหนัก หรือทำไมถึงต้องใช้แรงงานเด็ก…โดยขอเรียนแจ้งแบบนี้ อันนี้คือเป็นเวลาว่างหลังจากเลิกเรียนและเลิกเล่นแล้ว ซึ่งเป็นการจัดการเวลาของน้องเองเพื่อให้เป็นการสืบสานภูมิปัญญาไปด้วย ซึ่งเด็กสมัยนี้ถ้าอายุ 13 ขวบ เขาจะเล่นมือถือเป็นส่วนใหญ่ในประเทศไทยของเรา และการมีกิจกรรมที่เป็นการสืบสานทางภูมิปัญญาแบบนี้มาให้ทุกท่านได้เห็นกัน ซึ่งปกติเขาก็จะไม่ถ่ายทำลงในโซเชียล แต่เราอยากให้มองในเรื่องของการเรียนรู้ อยากให้มองถึงเรื่องการสืบสานการทอผ้าไว้ให้ลูกหลานหรือคนไทยทั่วประเทศได้รับชมกัน

ถ้าหากเราไม่ได้หัดหรือไม่ได้ฝึกกันไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ แบบนี้ เขาก็คงไม่มาทำให้เรา ถ้าหากจะให้เขาเรียนจบมาแล้วค่อยมาทํา เขาก็จะไปทํางานตามโรงงาน ตามโรงแรม ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นเงินเดือน หรือเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ ณ ที่นี่ เราอยากให้เห็นว่าทํางานอยู่ที่บ้านมันก็สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับตัวเขาเอง และก็จะเป็นการปลูกฝังให้เขาได้ทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องห่างไกลจากครอบครัว นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเขาเองได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราจะสอนและปลูกฝังไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ แบบนี้

อย่างไรก็ตาม ฝากเป็นกําลังใจให้พวกเราด้วย เพราะตอนนี้โดนโจมตีค่อนข้างเยอะเหมือนกัน  เพราะมีชาวต่างชาติเข้ามาโจมตีในเรื่องของการใช้แรงงานเด็ก แต่ถ้าคนไทยด้วยกัน เราก็จะรู้ว่าเราทําเพื่ออะไร

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า เราไม่ได้บังคับ ให้ทํางานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแบบนั้นก็คงจะไม่ใช่

ทั้งนี้ หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปต่างมีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น อาทิ…

- โบราณว่า ‘ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก’ การจะฝึกฝนอะไรก็ต้องฝึกฝนตั้งแต่ที่สมองสามารถรับรู้ได้เต็มที่ จึงมีเด็กในวัยอ่อนตั้งแต่ 2-3 ขวบขึ้นไปหลายคน มีทักษะที่น่าทึ่งหลาย ๆ อย่าง ที่บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราเองก็ยังทำไม่ได้ในช่วงวัยเดียวกัน ซึ่งมันก็เป็นทักษะพื้นฐานที่ดีที่คนจะต้องเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็ก ๆ จึงจะทำให้พลเมืองเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพค่ะ จากเรื่องราวนี้จะเห็นว่าน้องมีความสามารถในการทำกิจกรรมและสืบทอดภูมิปัญญาของท้องถิ่น รักษาศิลปะวัฒนธรรมของชาติได้อย่างดีทีเดียวค่ะ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากกว่า อะไรที่เป็น ๆ เรื่องดีงามเราก็ต้องส่งเสริม

- เป็นงานหัตถกรรมที่เกิดความคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก เป็นรากเหง้าของคนในท้องถิ่น ที่คนไม่ได้เกิดที่นี่จะไม่เข้าใจในวัฒนธรรมตะวันออก และไม่ควรวิจารณ์แบบผิด ๆ

- ถูกค่ะ เราต้องปลูกฝังต้นกล้าน้อย ๆ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะมีเด็กสนใจเลย เก่งมากลูกสาว 

'อดีตทูตนริศโรจน์' เตือน!! อย่าหลงเชื่อบทความปลอมอ้างชื่อ ปธ.JETRO หลังพวกชังชาติ 'เขียนเอง-แชร์เอง' เพื่อดิสเครดิตไทย แนะ!! อย่าส่งต่อ

(4 ก.ค. 67) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ได้โพสต์ข้อความเตือนผ่านเฟซบุ๊ก 'Fuangrabil Narisroj' ระบุว่า…

ช่วงนี้บทความ fake เรื่องประธาน JETRO เขียนตำหนิคนไทย เวียนกลับมาอีกแล้ว หลังจากออกมาหลายปีก่อน 

ทาง JETRO ได้เคยออกมาแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2557 แล้วว่า อดีตประธาน JETRO ไม่เคยเขียน

เบื้องหลังคือ บทความนั้นเป็นคนไทยเขียนขึ้นเองเพื่อด่าคนไทยกันเอง แต่เอาชื่อและตำแหน่งของอดีตประธาน JETRO มาสวมรอยแอบอ้าง

แบบนี้เจตนาไม่ดี ไม่สมควรครับ อย่าแชร์!!

'ผู้ช่วยสำราญ' แถลงผลงาน ตำรวจ ปส. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สกัดจับและปฏิบัติการปิดล้อมทลายเครือข่าย ได้ผู้ต้องหา 22 คน พร้อมยึดทรัพย์กว่า 160 ล้านบาท

​ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับอย่างจริงจังทุกพื้นที่รวมทั้งการขยายผลเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้า ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ

วันนี้ 4 ก.ค.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ,พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ บช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงผลการปราบปรามยาเสพติดที่สำคัญของ บช.ปส. ในห้วงของวันที่ 9 – 30 มิ.ย.67 ดังนี้
ผลการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ

คดีที่ 1 บก.สกส.
​สืบเนื่องจากการจับกุมคดียาเสพติด 4 คดี ผู้ต้องหา 14 คน พร้อมของกลางยาบ้า 17,040,000 และ ไอซ์ 200 กิโลกรัม ตำรวจ สกส.บช.ปส. ได้ตรวจสอบพบจุดที่รับยาเสพติดและผู้ร่วมขบวนการอยู่ในพื้นที่ จว.พะเยา และ จว.เชียงราย จึงขยายผลตรวจสอบเพื่อยึดอายัดทรัพย์สิน และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นที่มาของการเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น DID ATTACK 67 จำนวน 4 เครือข่าย 10 จุดตรวจค้น เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.67 ซึ่งตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ กก.ปพ.บช.ปส. และตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังเข้าปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด รายสำคัญ 4 เครือข่าย จำนวน 10 จุดตรวจค้น ในพื้นที่ จว.พะเยา และจว.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 คน คือ น.ส.โสรยา บุคคลตามหมายจับ 3 หมายจับ, นายวันรพ บุคคลตามหมายจับ 1 หมายจับ และ นายจักรกฤษ บุคคลตามหมายจับ 1 หมายจับ ในข้อหาสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแร้งเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน สามารถตรวจยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่าย 150 รายการ อาทิ อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น จำนวน 2 คูหา, บ้านพร้อมที่ดิน 3 หลัง, ที่ดิน จำนวน 24 แปลง, รถยนต์ จำนวน 6 คัน, รถแทรกเตอร์ 1 คัน, รถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน, บัญชีธนาคาร จำนวน 10 บัญชี, ทองคำรูปพรรณ จำนวน 3 เส้น, อาวุธปืน จำนวน 2 กระบอก, กระสุนปืน จำนวน 96 นัด และ อื่น ๆ รวมมูลค่ายึดทรัพย์กว่า 115,587,000 บาท

คดีที่ 2 บก.ปส.3 ผลปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด ระหว่างวันที่ 21 - 28 มิถุนายน 2567
​1. ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “ล้างบางองค์กรยานรก” สืบเนื่องหลังจับกุมคดียาเสพติด 5 คดี ผู้ต้องหา 19 คน พร้อมยาบ้า 21,850,000 เม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม ในพื้นที่ จว.เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก สุพรรณบุรี และปทุมธานี ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 จึงขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและยึดทรัพย์สิน จนนำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย จำนวน 20 จุดตรวจค้น ในพื้นที่ ภ.5, ภ.9 และ กทม. จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 คน ของกลางยาบ้า 4,279 เม็ด, ไอซ์ 50 กรัม ยึดอายัดทรัพย์สินเป็น สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดิน 5 รายการ, รถยนต์จำนวน 3 คัน, ทองรูปพรรณ 12 รายการ, อาวุธปืน 9 กระบอก และทรัพย์สินอื่น ๆ  รวมมูลค่าทรัพย์สิน 23,687,900  บาท
 
​2. ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “ลาดตระเวนออนไลน์และโลจิสติกส์” ตำรวจ กก.1 บก.ปส.3 ได้สืบสวนกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ที่ลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และสถานบันเทิง รวมทั้งที่ลักลอบส่งยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่งและพัสดุภัณฑ์ ไปยังต่างประเทศ ซึ่งสามารถรวบรวมหลักฐานออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการได้ 3 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายเขางู จว.ราชบุรี ซึ่งจำหน่ายยาเสพติดผ่านสื่อออนไลน์, เครือข่าย “จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท” (Candy Fun) ทางสื่อโซเชียล และสถานบันเทิง และเครือข่าย “ลักลอบส่งยาเสพติดทางพัสดุไปต่างประเทศ” จนนำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ กทม. จำนวน 4 จุดตรวจค้น และพื้นที่ อำเภอเมือง จว.ราชบุรี จำนวน 4 จุดตรวจค้น รวม 8 จุดตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 4 ราย ของกลางยาบ้า 100 เม็ด รวมทั้งยึดอายัดทรัพย์สินเป็น รถยนต์ 2 คัน, เงินสกุลอังกฤษ, หุ้นทอง และเงินสดจำนวนหนึ่ง มูลค่าทรัพย์สินรวม 1,788,000  บาท
 
​3. ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “ทลายเครือข่ายนักบินชายแดน” ตามที่รัฐบาลได้กำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน พื้นที่ นบ.ยส.35 เพื่อลดปัญหาการนำเข้ายาเสพติดรุนแรงในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก 18 อำเภอ นั้น ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “ทลายเครือข่ายนักบินชายแดน” เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.67 ในพื้นที่ อ.แม่แตง, อ.เวียงแหง, อ.เชียงดาว, อ.พร้าว ของ จว.เชียงใหม่ รวม 14 จุดตรวจค้น ออกหมายจับ 12 หมายจับ และยึดอายัดทรัพย์สิน 3 รายการ คือ สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินจำนวน 2 รายการ, รถยนต์กระบะจำนวน 1 คันมูลค่าประมาณ  1,400,000  บาท
 
​4. ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “แก้ปัญหายาเสพติด และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ จว.น่าน”
ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุข ลดผลกระทบจากภัยทุกรูปแบบโดยเฉพาะยาเสพติด อาชญากรรม และความปลอดภัยในทุกด้าน โดยมีพื้นที่นำร่องในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้สืบสวนขยายผลหลังจับกุม ผู้ต้องหา 4 คน พร้อมยาบ้า 8 ล้านเม็ดเมื่อวันที่ 24 ก.ย.64 ที่ผ่านมา ล่าสุดลงพื้นที่ออกหมายจับ 10 หมายจับ จำนวน 9 คน รวม 9 จุดตรวจค้น ในพื้นที่ จว.น่าน ประกอบด้วย อ.แม่จริม, อ.เมือง, อ.ปัว, อ.เวียงสา จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ของกลางยาบ้า 9 เม็ด และยึดอายัดทรัพย์ จำนวน 850,000  บาท
 
2. ปส.2
คดีที่ 3
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 18.00 น. ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ทำการขยายผลหลังจับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมยาบ้า 3 ล้านเม็ด ได้ที่ อ.คง จว.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 มี.ค.67 ซึ่งพบว่าเครือข่ายนี้ยังคงเคลื่อนไหวและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จนวันที่ 9 มิ.ย.67 ประมาณ 01.30 น. ชุดจับกุมทราบว่าจะมีการลักลอบนำยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดน ด้าน อ.ธาตุพนม จว.นครพนม กระทั่งพบรถยนต์เป้าหมายในขบวนการลำเลียงยาเสพติด เคลื่อนตัวจาก อ.เรณูนคร จว.นครพนม มุ่งหน้า อ.นาแก จว.นครพนม ตามถนนทางหลวงหมายเลข 223 จึงสะกดรอยติดตามเมื่อมาถึงบริเวณ สามแยกไฟแดงบ้านโนนหอม ต.โนนหอม อ.เมือง จว.สกลนคร และรถจอดติดสัญญาณไฟจราจร ชุดจับกุมจึงแสดงตัวเพื่อตรวจสอบพบนายสุธิพร อายุ 24 ปี เป็นผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบ หมายเลขทะเบียน ผค 38xx ราชบุรี ภายในรถพบกระสอบ 15 กระสอบ ภายในมียาบ้า รวม 6,202,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในตู้บรรทุกสินค้า 

คดีที่ 4  
​สืบเนื่องจาก ตำรวจ กก.2 บก.ปส.2 ได้จับกุมนายนัฐพงศ์ รวมพวก 3 คน พร้อมยาบ้า 12 ล้านเม็ด ได้ที่ริมถนนมิตรภาพใกล้หน่วยบริการตำรวจทางหลวงบ้านส้ม ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา ต.ดอนชมพู อ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เมื่อ 24 ม.ค.67 ที่ผ่านมา กระทั่งวันที่ 26 มิ.ย.67 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.2 ตรวจพบรถเป้าหมายเฝ้าระวังได้ขับขี่เข้าไปในพื้นที่ จว.หนองคาย โดยใช้เส้นทางรอง จึงจัดกำลังเฝ้าติดตามผ่านพื้นที่ จว.สกลนคร – กาฬสินธุ์ - ร้อยเอ็ด – สุรินทร์ เข้าเขตพื้นที่ ต.นางรอง อ.นางรอง จว.บุรีรัมย์ พบรถกระบะ และรถยนต์ ต้องสงสัยจอดในลักษณะผิดปกติบริเวณหน้าร้านข้าวต้ม ชุดจับกุมจึงนำกำลังเข้าสกัดไว้ทันทีพบนายวิทวัส อายุ 32 ปี ขับขี่รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บห 58xx สกลนคร ตรวจสอบภายในรถพบยาบ้า จำนวน 2,700,000 เม็ด ส่วนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กฉ 7605 สกลนคร มีนายพงษ์พิชญ์ อายุ 39 ปี เป็นผู้ขับขี่ มีนายพงษ์ศักดิ์ อายุ 44 ปี โดยสารมาด้วย ทำหน้าที่ขับรถสำรวจและนำเส้นทางรถลำเลียงยาเสพติด

คดีที่ 5
​จากการขยายผลการจับกุมนายนัฐพงศ์ รวมพวก 3 คน พร้อมยาบ้า 12 ล้านเม็ด เมื่อ 24 ม.ค.67 ที่ผ่านมา   กระทั่งเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.67 ตำรวจได้ตรวจพบรถเป้าหมายขณะเคลื่อนตัวออกจาก อ.สว่างแดนดิน จว.สกลนคร จึงนำกำลังติดตาม โดยกลุ่มเครือข่ายพยายามขับรถตามเส้นทางรอง เพื่อหลบหนีการตรวจสอบป้ายทะเบียน จนสามารถจับกุมตัว นายธาดาพงษ์ หรือกอล์ฟ อายุ 32 ปี ขณะขับขี่รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ฆช 4193 กรุงเทพมหานคร ได้ที่บริเวณไร่มันสำปะหลัง ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จว.นครราชสีมา ตรวจค้นภายในรถพบยาบ้ารวมจำนวน 1,500,000 เม็ด                

คดีที่ 6
​สืบเนื่องจากการจับกุม น.ส.ณัฐภัค กับพวก 4 คน พร้อมของกลาง ไอซ์ 50 กก., เคตามีน 50 กก. ใน อ.บำเหน็จณรงค์ จว.ชัยภูมิ เมื่อ 10 พ.ค.67 ที่ผ่านมา ตำรวจ บก.ปส.2 ได้ทำการขยายผลและพบว่าเครือข่ายยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จนวันที่ 19 มิ.ย.67 ตรวจพบรถเฝ้าระวังเข้ามาในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จว.หนองคาย กำลังตำรวจจึงลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและคัดกรองรถ ที่ผ่านพื้นที่ จว.อุดรธานี - ขอนแก่น จนมาถึง ถนนมิตรภาพ กม.193 (ขาเข้ากรุงเทพฯ) ในพื้นที่ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จว.นครราชสีมา และสามารถสกัดจับรถกระบะ ISUZU DMAX หมายเลขทะเบียน ผผ 4908 อุบลราชธานี พร้อมคนขับคือนายปฏิวัติ อายุ 26 ปี และผู้โดยสารคือ นายอดิศักดิ์ อายุ 27 ปี ตรวจค้นในรถพบไอซ์ จำนวน 400 กก. ซุกซ่อนในห้องโดยสาร

3. บก.ปส.1
คดีที่ 7 จับกุมเครือข่าย “ต้า ท่าขี้เหล็ก” ตามแผนปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย 
สืบเนื่องจากตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 สืบสวนพบกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดออนไลน์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะขึ้นไปลำเลียงยาเสพติดจากทางภาคเหนือมาจำหน่าย และส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก กระทั่งวันที่ 29 มิ.ย.67 พบรถกระบะบรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน 1ฒก 81xx กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเฝ้าระวังกำลังขับลงมาจาก จว.เชียงราย ผ่าน จว.พะเยา-ลำปาง-แพร่-พิษณุโลก-พิจิตร-นครสวรรค์ พอมาถึงด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ตำรวจได้เรียกเพื่อขอทำการตรวจค้นพบนายวันชัย หรือเปา เป็นคนขับ และทำการตรวจค้นรถด้วยการใช้เครื่องเอกซเรย์ พบวัตถุต้องสงสัยอยู่ใต้พื้นกระบะ จึงทำการรื้อถอนโครงสร้างพบเป็นไอซ์ ลักษณะ  เป็นก้อนรวมจำนวน 89 กก. ซุกซ่อนไว้ในช่องลับที่ทำการดัดแปลง ด้าน นายวันชัย ยอมรับว่าเตรียมนำรถที่มียาเสพติด ไปจอดทิ้งไว้โดยจะมีนายอาทิตย์ มารับช่วงต่อ บริเวณตลาดพระปิ่น 3 อ.บางใหญ่ จว.นนทบุรี ตำรวจจึงวางแผนนำไปจอดตามนัดหมาย กระทั่งพบรถต้องสงสัยเป็นกระบะ หมายเลขทะเบียน 3ขร 69xx กทม. ลักษณะขับวนเข้า-ออก ลานจอดรถหลายรอบ ตำรวจจึงนำกำลังติดตามไปยังบริเวณลานจอดปั๊มน้ำมันเชลล์ อ.บางบัวทอง จว.นนทบุรี 

จึงแสดงตัว ขอตรวจค้น ทราบชื่อคือนายเปา หรือนายอาทิตย์ รับสารภาพว่าจะมารับรถยนต์ที่ซุกซ่อนยาเสพติด เพื่อจะนำยาไปพักไว้ที่บ้านเลขที่ 119/110 หมู่บ้านพฤกษาวิลล์ 19 หมู่ 3 ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จว.นนทบุรี ตามสั่งการ ตำรวจจึงขยายผลนำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านดังกล่าวพบยาเสพติดเพิ่มเติมเป็น ไอซ์ 35 กิโลกรัม, เฮโรอีน 5.6 กิโลกรัม และ คีตามีน 28 กิโลกรัม สอบสวน นายวันชัย ระบุว่าตนเองได้รับคำสั่งจากนายต้าให้ลำเลียงยาเสพติดจากทางภาคเหนือ มาส่งให้กับนายอาทิตย์ ทำมาแล้วจำนวน 5-6 ครั้ง ขณะที่ นายอาทิตย์ หรือเปา ระบุว่าได้รับคำสั่งจากนายต้า ให้นำรถที่บรรทุกยาเสพติดนำมาเก็บเข้าโกดัง เมื่อเสร็จแล้วก็นำรถไปคืนให้นายวันชัย เพื่อนำรถไปลำเลียงยาเสพติดในรอบต่อไป ทั้งนี้ สามารถตรวจยึดเงินสด และเงินในบัญชีหมุนเวียน จำนวน 5,000,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ตำรวจอยู่ระหว่างออกหมายจับผู้สั่งการ ผู้ร่วมขบวนการที่นำยาเสพติดกระจายในพื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และส่งออกไปยังต่างประเทศ 
 
​สำหรับการปราบปรามยาเสพติดของ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ 1,076 คดี / ผู้ต้องหา 1,436 คน ของกลางเป็นยาบ้า 327,433,971 เม็ด, ไอซ์ 7,326 กก., เฮโรอีน 406 กก., คีตามีน 2,109 กก. และ ยาอี 2,005 เม็ด ยึดอายัดทรัพย์สินไว้เพื่อตรวจสอบมูลค่าประมาณ 3,616 ล้านบาท 

 

'พี่วัน' สยบดรามา!! รายการตลกดังอำแรง 2 แขกรับเชิญนายตำรวจใหญ่ เผย!! 2 ท่านให้เล่นเต็มที่ ส่วนที่ตนลบโพสต์ เพราะหวั่นแฟนคลับเปิดศึก

(4 ก.ค.67) จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ ‘วัน อยู่บำรุง’ โพสต์ติง รายการตลกชื่อดัง ที่ได้ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร และ รองแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ จากนั้นไม่นานโพสต์ดังกล่าวก็ถูกลบทิ้งไป จนหลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น 

ล่าสุด ‘วัน อยู่บำรุง’ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงสาธารณสุข ได้ไลฟ์สดชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า หลังจากที่ได้ดูแล้วก็สึกเอะใจนิดนึง คือเข้าใจว่าทางรายการมีการขออนุญาตแล้วว่าจะเล่นมุกแบบนี้ แต่รู้สึกว่าอำกันแรงเกินไปหน่อย บางอันดูเลยเถิด ถามว่าเทปนี้ตลกไหม ก็ตลกนะ ส่วนตัวดูรายการนี้มาตลอด และชอบศิลปินทุกคนที่อยู่ในรายการ 

แต่ในฐานะผู้บริโภคสื่อคนหนึ่ง ก็มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ แต่หลังจากที่ตนโพสต์ข้อความออกไปนั้น มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็น 2 ทาง ทั้งที่เห็นด้วย และเห็นต่าง อีกอย่างคือจะแหย่ว่าถ้าเชิญผมไปออกแบบนี้ ผมไม่เล่นด้วย ส่วนสาเหตุที่ลบโพสต์ออกไปนั้น เพราะกลัวว่าแฟนคลับของตนทั้ง 2 ฝั่งจะตีกัน แต่ไม่ทันเพราะว่ามีข่าวออกไปก่อน และทางรายการก็ได้โทร.มา สรุปไม่มีดราม่าอะไร เพราะทั้ง 2 ท่าน บอกว่าให้เล่นเต็มที่

'เพจดัง' ชวนอ่าน!! 'อำนาจ การเมือง เรื่องลือ' ความจริงที่หายไปจากกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8

(4 ก.ค. 67) จากเพจ 'ฤๅ - Lue History' ได้โพสต์ข้อความถึงหนังสือเล่มใหม่ ในชื่อ 'อำนาจ การเมือง เรื่องลือ' - ความจริงที่หายไปจากกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ระบุว่า...

หนังสือเล่มนี้ ว่าด้วยเรื่องปริศนาเรื่องเอกของวงการประวัติศาสตร์ไทย ที่ยังเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ...

‘กรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8’

แม้ว่าในท้องตลาดจะมีหนังสือประเภทดังกล่าวอยู่จำนวนพอสมควร ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่เริ่มทยอยผลิตออกมาตั้งแต่เหตุการณ์สวรรคตบังเกิดขึ้นใหม่ ๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากกระแสเรื่องกรณีสวรรคตยังคงเป็นปริศนาและยังไม่เป็นที่ยุติโดยได้ง่าย ความกระหายใคร่อยากรู้ของประชาชนในประเด็นดังกล่าว จึงยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยจางหายแม้นเหตุการณ์วิปโยคนี้จะล่วงเลยมากว่าชั่วอายุคนแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี หนังสือเหล่านี้จำกัดอยู่เพียงแค่การเล่าถึงรูปคดีและการอธิบายทฤษฎีเบื้องลึก/เบื้องหลัง ตามหลักฐานเดิม ๆ ที่ถูกนำมาตีความใหม่ ๆ โดยผู้เขียนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยต่างมีธงหรือทฤษฎีในใจในการเขียนชี้นำผู้อ่านให้เลือกเชื่อตามแต่เจตนาของผู้เขียนอยู่แล้ว

แน่นอนว่าจำนวนเกินกว่าครึ่งของหนังสือเหล่านี้หาใช่หนังสือในรูปแบบวิชาการ หากแต่เป็นการเล่าเรื่องแนวซุบซิบ คำแก้ตัว การรวมคำพิพากษาคดีและบทวิเคราะห์ หรืองานเขียนกึ่งสารคดีทางการเมือง อันมีการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์รวมถึงกรอบทฤษฎีอย่างวิชาการน้อยมาก ทำให้ความก้าวหน้าในเรื่องกรณีสวรรคตไม่ปรากฏ ‘เป็นการพายเรือวนในอ่าง’ แต่เพียงเท่านั้น

ทางคณะผู้เขียนซึ่งเห็นตรงกัน จึงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้กรณีสวรรคต ซึ่งเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว มาใช้ประโยชน์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น การเผยแพร่ข่าวลือหรือการกล่าวหาอย่างไร้หลักฐานและไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใด ๆ ก็ตามในเรื่องนี้โดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง

พฤติการณ์เช่นนี้คือ การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ชาติ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันการใช้กรณีสวรรคตมาปลุกระดมทางการเมือง เป็นการกระทำการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นแกนกลางของกรณีสวรรคตนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คณะผู้เขียนเห็นว่าควรต้องยุติได้แล้ว

>> ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงถูกเขียนขึ้นมาด้วยเหตุข้างต้น คณะผู้เขียนตั้งใจจะฉายให้เห็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงเหตุการณ์และรายงานจากเอกสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตนับตั้งแต่ พ.ศ.2489-2500 และลงลึกไปถึงระดับจุลภาคว่ามีผู้ใดบ้างที่เกี่ยวข้องหรือเป็นผู้บงการการปล่อยข่าวลือดังกล่าว

โดยหนังสือเล่มนี้ได้เรียกเอาเอกสารชั้นต้นเท่าที่เสาะหาได้ล่าสุดในปัจจุบันมาทำการสอบปากคำอย่างละเอียดในทุก ๆ หน้ากระดาษและตัวอักษร เพื่อเค้นเอา ‘ความจริง’ ในเหตุการณ์ที่จบสิ้นไปนานแล้วออกมาให้มากที่สุด

และแน่นอน คณะผู้เขียนได้พยายามอย่างที่สุดที่จะสกัดเอาการเมืองออกไปจากความจริงแห่งยุคสมัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

*** คณะผู้เขียนหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป ผู้ที่สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย หรือเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยากทราบความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตที่มีความเบื่อหน่ายกับการใช้ข่าวลือ เรื่องเท็จ หรือความเห็นทางการเมืองมาเขียนปะปนกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้หวังใจว่าจะเป็น ‘ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่’ ในการจุดประกายสู่การนำไปต่อยอดทางวิชาการหรือวิพากษ์งานชิ้นนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อเติมเต็ม ‘ความจริง’ ที่ยังขาดตกบกพร่องในประเด็นนี้ต่อไป

จีรวุฒิ (อุไรรัตน์) บุญรัศมี, จิตรากร ตันโห และธงรบ
มิถุนายน 2567, หาดใหญ่ - พระนคร

เราจะอัปเดตความคืบหน้าของหนังสือเล่มนี้ให้ทราบเป็นระยะครับ

ช่วยเป็นกำลังใจ และร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของพวกเราได้ที่...
บัญชี. มูลนิธิสยามรีกอเดอ
ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 0398045898

ขอบคุณครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top