Sunday, 30 August 2026
NEWS

‘มาสด้า’ ใส่เกียร์เดินหน้า ลุยกีฬา สานฝันเด็กไทย ให้ตีไกลถึง ‘อเมริกา’ เปิดให้เยาวชน เข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟ เพื่อก้าวเป็น ‘นักกีฬามืออาชีพ’ 

(21 ก.ค.67) มาสด้าส่งเสริมเติมความฝันเยาวชนไทยสู่เส้นทางโปรกอล์ฟระดับโลก มอบโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าและครอบครัวผู้ใช้รถยนต์มาสด้า เพื่อคว้าสิทธิ์ในการเดินทางไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศเชิญชวนเยาวชนไทยทั้งชายและหญิงอายุระหว่าง 12-19 ปี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟรอบคัดเลือก ที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาผู้ที่ทำผลงานดีที่สุดเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายร่วมกับนักกอล์ฟเยาวชนที่เดินทางมาจากทั่วโลก 128 คน ในโครงการ ‘MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024’ ซึ่งเป็นโครงการชั้นแนวหน้าระดับสากลที่เฟ้นหาและผลักดันเยาวชนกอล์ฟดาวเด่นให้ไปโลดแล่นบนเวทีระดับโลก ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันรอบสุดท้ายจะได้เดินทางไปร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลายรายการในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีโอกาสที่จะได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางนักกอล์ฟมืออาชีพอีกด้วย นับเป็นโครงการดีๆ ที่เยาวชนไทยผู้รักในกีฬากอล์ฟไม่ควรพลาด

อีกหนึ่งในกิจกรรมสุดพิเศษที่จัดขึ้นพร้อมกัน มาสด้ามอบเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ามาสด้าและครอบครัว เพื่อร่วมสนุกออกรอบเล่นกอล์ฟเป็นก๊วน พร้อมด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ มากมายตลอดงาน กับโครงการ ‘MAZDA EXCLUSIVE TOURNAMENT 2024’ ณ สนาม Alpine Golf Club โดยเปิดรับสมัครนักกอล์ฟสมัครเล่นลูกค้าเจ้าของรถยนต์มาสด้า จำนวน 32 คัน จำนวนนักกอล์ฟ 64 คน เข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟเพื่อสัมผัสประสบการณ์ความสนุกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความ สัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับมาสด้า เป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่มาสด้าต้องการส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน เพื่อให้แบรนด์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้า และสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ สนามกอล์ฟ Alpine Golf Club จังหวัดปทุมธานี 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมเพื่อให้การสนับสนุนเยาวชนที่มีความสามารถในด้านกอล์ฟครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ ‘MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024’ ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจของมาสด้าที่ต้องการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนที่มีใจรักในกีฬากอล์ฟ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่บนสนามแข่งขันชั้นนำระดับโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็น Challenger Spirit ที่มีอยู่ในสายเลือดของนักกีฬาทุกคน เฉกเช่นเดียวกับแนวคิดหลักของแบรนด์มาสด้าที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ พร้อมผลักดันขีดความสามารถตนเองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง มาสด้าเชื่อในศักยภาพของคนไทยที่มากฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลก และมาสด้าต้องการผลักดันเยาวชนไทยให้มีโอกาสได้เปล่งประกายประดับวงการกีฬา เพื่อก้าวสู่การเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพระดับโลก และนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศไทยต่อไปในอนาคต

การสมัครเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟสำหรับเยาวชนชายและหญิง
MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024

เอกสิทธิ์พิเศษนี้ มาสด้าจัดขึ้นสำหรับลูกค้าและครอบครัวมาสด้า โดยเปิดรับสมัครทั้งประเภทเยาวชนชายและหญิง ที่มีอายุระหว่าง 12 – 19 ปี จำนวน 64 คน แบ่งเป็นเยาวชนชาย 32 คน และเยาวชนหญิง 32 คน รวม 64 คน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ‘รอบคัดเลือก’ ในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ สนาม Alpine Golf Club จังหวัดปทุมธานี ค่าสมัครเพียง 2,500 บาทต่อคน (รวมค่ากรีนฟรี รถกอล์ฟ และแคดดี้) ซึ่งผู้ชนะเลิศและทำผลงานดีที่สุด 16 อันดับแรกของแต่ละประเภท จะได้รับสิทธิ์เข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายในโครงการ ‘MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024’ ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ณ สนามกอล์ฟ Lotus Valley Golf Resort จังหวัดฉะเชิงเทรา 

โดยมีโค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาเดินทางมาร่วมสังเกตุทักษะฝีมือการเล่นของแต่ละบุคคล ซึ่งเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นมีโอกาสได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ และผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย จำนวน 32 คน ในครั้งนี้ จะได้รับสิทธิ์ในการเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ผู้ที่สนใจสามารถ สมัครเข้าร่วมการแข่งขันสำหรับกอล์ฟเยาวชนได้ที่นี่

https://m.mazda.co.th/PR-GPTP-0724
 

โซเชียลวิจารณ์ ยับ!! โกยขยะทิ้งลงจากระเบียง ไม่สนใครจะเดือดร้อน ทั้งที่ข้างห้องมี ‘ผ้าซักสะอาด’ ตากอยู่ ชี้!! เป็นพฤติกรรมที่ไร้จิตสำนึก

(21 ก.ค.67) วิจารณ์สนั่น ไม่แคร์ โกยขยะทิ้งลงจากระเบียง ไม่สนใครจะเดือดร้อน เอาสะดวกตัวเอง โลกออนไลน์มีการแชร์ต่อ และวิพากษ์วิจารณ์คลิปที่ผู้พักอาศัยรายหนึ่ง ได้ถ่ายคลิปพฤติกรรมของผู้พักอาศัยอีกราย ที่โกยโกยเศษขยะลงมาจากระเบียง

โดยไม่สนใจผู้พักอาศัยด้านล่าง ซึ่งจากคลิปมีการทั้งปัดฝุ่น ปัดสิ่งสกปรกลงมา โดยในคลิปมีการระบุว่า ‘สงสารคนที่อยู่ของเขาดีๆ’

คลิปดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกโซเชียลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้พักอาศัยรายนี้ ซึ่งในคลิปมีการบรรยายพฤติกรรมที่ปัดกวาดสิ่งสกปรกลงมา เอาสะดวกตัวเอง

โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็ได้มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ คนส่วนใหญ่ ไม่เคยตรวจสอบ ‘คำนำหน้าชื่อ’ แต่ให้เกียรติ ยกย่อง!! เป็นบุคคลพิเศษ ให้ความเคารพ เชื่อถือ 

(21 ก.ค.67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “คำนำหน้านามนั้น สำคัญไฉน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับคำนำหน้านาม การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงการให้ความสำคัญเมื่อเห็นชื่อบุคคลที่มีคำนำหน้านาม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ค่อนข้างให้ความสำคัญ รองลงมา ร้อยละ 28.56 ระบุว่า ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ร้อยละ 26.18 ระบุว่า ไม่ให้ความสำคัญเลย และร้อยละ 15.11 ระบุว่า ให้ความสำคัญมาก

สำหรับการให้เกียรติบุคคลที่มีคำนำหน้านามประเภทต่าง ๆ เมื่อพบเจอกัน พบว่า

ผู้มีคำนำหน้านามตามฐานันดรศักดิ์ เช่น หม่อมหลวง หม่อมราชวงศ์ เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 43.28 ระบุว่า ให้เกียรติมาก รองลงมาร้อยละ 36.41 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ ร้อยละ 12.14 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 4.27 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 3.90 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามตามวิชาชีพ เช่น นายแพทย์ แพทย์หญิง เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 43.75 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 43.05 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 9.01 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 3.66 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามตามตำแหน่งวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 43.97 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 35.27 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 12.37 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้ที่มีคำนำหน้านามตามวุฒิการศึกษา เช่น ดอกเตอร์ เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 41.76 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 32.67 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 14.96 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 2.82 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามตามยศ เช่น พลเอก พลตำรวจเอก เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 44.12 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 29.47 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 17.25 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 7.63 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ผู้มีคำนำหน้านามสตรีที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เช่น คุณหญิง ท่านผู้หญิง เป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 39.01 ระบุว่า ค่อนข้างให้เกียรติ รองลงมา ร้อยละ 29.31 ระบุว่า ให้เกียรติมาก ร้อยละ 17.56 ระบุว่า ไม่ค่อยให้เกียรติ ร้อยละ 9.01 ระบุว่า ไม่ให้เกียรติเลย และร้อยละ 5.11 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

สำหรับการตรวจสอบบุคคลที่มีคำนำหน้านาม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 89.54 ระบุว่า ไม่เคยตรวจสอบใด ๆ เลย ขณะที่ ร้อยละ 10.46 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านาม เมื่อสอบถามตัวอย่างที่เคยตรวจสอบผู้ที่มีคำนำหน้านาม (จำนวน 137 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับประเภทของคำนำหน้านามที่เคยตรวจสอบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.64 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามวุฒิการศึกษา รองลงมา ร้อยละ 46.72 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามยศ ร้อยละ 40.88 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามวิชาชีพ ร้อยละ 40.15 ระบุว่าเคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามตำแหน่งวิชาการ ร้อยละ 16.06 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามตามฐานันดรศักดิ์ และร้อยละ 11.68 ระบุว่า เคยตรวจสอบผู้มีคำนำหน้านามสตรีที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าเคยตรวจสอบผู้ที่มีคำนำหน้านาม (จำนวน 137 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับผลการตรวจสอบบุคคลที่มีคำนำหน้านาม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.91 ระบุว่า ไม่เคยเจอว่าเป็นการแอบอ้างใช้คำนำหน้านาม รองลงมาร้อยละ 32.85 ระบุว่า เคยเจอว่าเป็นการแอบอ้างใช้คำนำหน้านาม และร้อยละ 18.24 ระบุว่า ตรวจแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการแอบอ้างใช้คำนำหน้านามหรือไม่

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.63 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.35 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.37 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.24 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 24.81 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 95.50 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.36 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.14 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.18 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.14 สมรส และร้อยละ 1.68 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 13.97 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 28.63 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.09 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 39.77 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 9.54 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 13.66 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 19.54 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.52 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.24 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 10.85 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.61 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.58 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 17.71 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 13.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 27.86 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 7.86 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 9.62 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 10.46 ไม่ระบุรายได้ 

‘ยามาฮ่าเอ็กซ์แม็กซ์’ จัดชุดแต่งครบทั้งคัน ‘คาร์บอนไฟเบอร์’  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ผู้ที่ชอบแต่งรถ ในสไตล์ของตัวเอง

(21 ก.ค.67) ยามาฮ่าเอ็กซ์แม็กซ์ ส่งอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากยามาฮ่าจัดเต็มครบทั้งคันกับชุดแต่ง YAMAHA XMAX Connected ใหม่ กับ 3 ไอเทมคาร์บอนไฟเบอร์ของแท้คุณภาพเยี่ยม เพิ่มความหล่อแบบเต็มแม็กซ์ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถในสไตล์ของตัวเอง โดยราคาเริ่มต้นที่ 1,200 บาท ได้แก่ 

ชิ้นฝาครอบถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ ราคา 1,200 บาท 

ชิ้นชิลหน้าเพียวคาร์บอนไฟเบอร์ทรงสปอร์ต งานดี น้ำหนักเบา คุณภาพอัดแน่น ในราคา 3,500 บาท 

ชิ้นครอบไฟท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ หล่อเท่ดูสปอร์ตเต็มขั้น ราคา 2,600 บาท 

โดยยามาฮ่าคัดเกรดคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณภาพ กับงานเพียวคาร์บอนที่ผลิตจากช่างทำคาร์บอนไฟเบอร์ฝีมือดีอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ผลิตชิ้นงานได้อย่างประณีต และมีคุณภาพ พร้อมกับของแต่งแท้ต่างๆ ของ YAMAHA XMAX Connected มากกว่า 23 รายการ เอาใจสายการตกแต่งในสไตล์สปอร์ต และสไตล์ทัวร์ริ่ง 

สาวกเอ็กซ์แม็กซ์ สามารถเลือกชมสินค้าได้ทางออนไลน์ที่ https://bit.ly/Yamaha-XMAX-Accessories หรือที่ YAMAHA Premium Service ถ.ศรีนครินทร์ และโชว์รูมจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ

‘ราชกิจจานุเบกษา’ เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-มหาวชิรมงกุฎ’ แก่ ‘นายกรัฐมนตรี’

เมื่อวานนี้ (20 ก.ค.67) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า ...

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่ง ช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สั่งกำลังพล ตชด.ลงพื้นที่เร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม พื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด 

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) สั่งการด่วนถึง ผบก.ตชด.ภาค 2 และ ผกก.ตชด.22-23 ให้จัดกำลังเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ หลังเกิดเหตุมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาของชาวบ้านในพื้นที่บ้านท่าม่วง ต.โพนสูง อ.ปทุมรัตน์ และบ้านดอนแคน ต.ฝาง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

ผบช.ตชด. กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจใส่ใจดูแลบรรเทาทุกข์ของประชาชนให้ทันท่วงที จึงได้สั่งการตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ระดมกำลังเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าวโดยเร่งด่วน พร้อมติดตามสภาพอากาศซึ่งได้มีการแจ้งเตือนร่องมรสุมกำลังแรงพัดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลับ เพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที

‘นายกฯ’ ติดตามใกล้ชิด สถานการณ์ความรุนแรงในบังกลาเทศ แนะ!! ‘คนไทย’ ที่นั่น ติดตามข่าวสถานทูตและคำแนะนำต่อเนื่อง

(20 ก.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ถึงสถานการณ์ในประเทศบังกลาเทศ โดยระบุว่า…

“ผมรู้สึกกังวลใจอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในบังกลาเทศ ซึ่งติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดนี้อย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้น เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยสันติวิธี ขอแสดงความเสียใจกับทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้พี่น้องคนไทยในพื้นที่ ติดตามประกาศต่าง ๆ และคำแนะนำของสถานทูตอย่างใกล้ชิด”

สำหรับคนไทยในบังกลาเทศ สามารถติดต่อเบอร์ Hotline สถานทูตฯ ธากา ได้ที่ 
(+880 17) 0964 0808 ตลอด 24 ชั่วโมง 

I am deeply concerned about the escalating situation in Bangladesh. I am closely monitoring the rising tension.  We call on all parties concerned to exercise restraint and come to a peaceful resolution. Our thoughts are with all those affected. Thai nationals in Dhaka are to stay alert and follow updates and guidance from the Thai Embassy closely.

For Thais in Bangladesh, please contact the Embassy's hotline at (+880 17) 0964 0808 for any assistance

'วิทยุการบินฯ' ชี้!! 'ไอทีล่มทั่วโลก' ไม่กระทบบริการจราจรทางอากาศ เหตุ!! ใช้เทคโนโลยีแบบระบบปิด ที่มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด

(20 ก.ค.67) ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตามที่นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตาม สั่งการ และตรวจสอบการปฏิบัติงานของวิทยุการบินฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแล กรณีเกิดเหตุการณ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) ของ Microsoft จำนวนมาก เกิดอาการ 'จอฟ้า' (Blue Screen of Death: BSOD) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคาร สายการบิน สถานีโทรทัศน์ ร้านค้า และทุกภาคส่วนทั่วโลก โดยมีสาเหตุมาจากการอัปเดตระบบที่เรียกว่า 'คราวด์สไตรต์' (CrowdStrike) นั้น

ในส่วนของวิทยุการบินฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และยังคงสามารถให้บริการจราจรทางอากาศได้ตามปกติ เนื่องจากระบบอุปกรณ์ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATM System) เป็นระบบปิด และมีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ส่วนคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ Windows อื่นที่ใช้งานอยู่ ก็ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด 

ด้าน ดร.ณพศิษฏ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสำรอง/ยืนยันที่นั่ง ซึ่งต่อเชื่อมข้อมูลให้ระบบตรวจรับผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Check-in System) ของบางสายการบิน ไม่สามารถใช้การได้ โดยแต่ละสายการบินต้องทำการตรวจรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องแบบ Manual Check-in ทำให้เกิดผลกระทบต่อการล่าช้าของเที่ยวบิน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 20 เที่ยวบิน ๆ ละ 1-2 ชั่วโมง 

ส่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีจำนวน 8 สายการบิน ที่ได้รับผลกระทบและมีจำนวน 8 เที่ยวบิน เกิดการล่าช้าของเที่ยวบิน ๆ ละ 1-2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม วิทยุการบินฯ ได้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับทางสายการบิน และท่าอากาศยาน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารและอากาศยาน ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ให้นโยบายเรื่องการอำนวยความปลอดภัยให้ประชาชน

‘ปอป้อ’ โต้!! ‘คกก.โอลิมปิค’ ปม ‘ชุดพิธีการ’ โอเวอร์ไซซ์ โพสต์!! ไม่ได้ขออะไรเลย ลั่น!! พร้อมสู้สุดใจในการแข่งขัน

(20 ก.ค. 67) จากกรณีดรามาเกี่ยวกับชุดพิธีการ ของนักกีฬาทีมชาติไทย ที่เดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะงานออกแบบที่ถูกโลกโซเชียล วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กระทั่ง คณะกรรมการโอลิมปิคฯ นำโดย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ต้องตั้งโต๊ะแถลงถึงกรณีดราม่าที่เกิดขึ้น ขอน้อมรับความผิด

ทว่า พล.อ.วิชญ์ ระบุตอนหนึ่งว่า "ชุดที่ปรากฏนั้น ในส่วนของ ปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันทีมชาติไทย นั้น เราได้สอบถามไปยัง ทรงสมัย ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะชุดพระราชทานควรจะเข้ารูป แต่ มาทราบว่า ทรัพย์สิรี บอกให้เอาแขนยาว ตัวยาว มันก็เลยออกมาแบบนี้ ผมได้ถามทรงสมัยอีกที เขาก็พยายามชี้แจง"

ล่าสุด 'ปอป้อ' ได้แชร์ข่าวดรามาดังกล่าว พร้อมโพสต์ข้อความว่า “ไม่ได้ขออะไรเลย… ขอเป็นกำลังใจจากทุกคนแทนนะคะ พร้อมสู้สุดใจในการแข่งขัน” รวมถึงแนบอีโมจิ 🙀🙀🙀

นพ.ครรชิต แนะ 5 ข้อ แก้รากเหง้าปัญหาในสังคม 'หยุดโกง-หยุดขอ-เพิ่มทักษะ-ช่วยเหลือ-เก็บออม'

(20 ก.ค.67) จากเฟซบุ๊ก 'ครรชิต ช่อหิรัญกุล' ได้โพสต์ข้อความเตือนสติคนไทยให้ร่วมกันแก้ปัญหารากเหง้าในประเทศเพื่อให้ผ่านพ้นสิ่งเลวร้ายไปด้วยกัน ดังนี้...

รากเหง้าปัญหา อยู่ที่เจตคติ ของทุกคนในสังคม การแก้

1. หยุดโกง ขยัน หารายได้ด้วยสุจริต แก่ตนเองและครอบครัว
2. หยุดขอ อย่าเลือกพวก ที่บอกว่า เลือกแล้วแจก จงเลือกคนที่ให้โอกาส ทำงาน เพิ่มรายได้ 
3. เพิ่มทักษะ เพื่อสามารถ ตอบสนองต่อ ตลาดแรงงาน เพราะเพิ่มค่าตัวเราเอง 
4. ช่วยเหลือ กันเอง ซื้อของผลิตในประเทศ 
5. เก็บออม

'ครูสาว' แจ้งจับนักการเมืองพรรคก้าวไกล 'กระโดดถีบ-ด่าหยาบ-ท้าแจ้งความ' ปวดใจคดี 5 ปีไม่คืบ!! ซ้ำร้าย!! จนท.บอก "รู้ไหมคนที่คุณแจ้งความเป็นใคร"

(20 ก.ค.67) จากกรณี 'ครูเอ' (นามสมมติ) อายุ 42 ปี ครูสาวท่านหนึ่งแจ้งว่าถูกนักการเมืองดังในอยุธยา (ปัจจุบันเป็นผู้สมัครนายก อบจ.อยุธยา ในนามพรรคก้าวไกล) ทำร้ายร่างกายเมื่อหลายปีก่อน โดยมีการถ่ายคลิปหลักฐานเก็บไว้ และเคยแจ้งตำรวจไปแล้ว แต่คดีไม่คืบ จนได้เห็นนักการเมืองผู้นี้ออกสื่ออีกครั้งและจำได้ จึงต้องการทวงความเป็นธรรมที่ค้างคานานมาร่วม 5 ปี

ทั้งนี้ ครูเอ ได้เล่าว่า ต้นเรื่องวันนั้นตนได้พาเด็กไปทำกิจกรรมทางนาฏศิลป์ในงานแห่งหนึ่ง แล้วทางนักการเมืองคนนี้มาคุยใกล้ๆ เวที ซึ่งครูเอก็แนะนำว่าอย่าคุยกันตรงนี้ เพราะมีน้องๆ ผู้หญิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัวชุดไทยกันอยู่ น้องๆ กำลังโป๊ ซึ่งนักการเมืองคนดังกล่าวก็เดินหายไป แต่พักหนึ่งก็เดินกลับมาพร้อมกับพูดว่า "รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?" 

จากนั้นพอเริ่มเปิดการแสดงไปไม่ถึง 1 นาที นักการเมืองคนดังกล่าว ก็ขึ้นไปบนเวทีและสั่งหยุดการแสดง และเกิดการพูดจาโวยวายทะเลาะกัน สุดท้ายมาจบที่ครูเอไปยืนตรงหน้าศาลาที่พัก แล้วก็โดนนักการเมืองคนดังกล่าวกระโดดถีบ และท้าให้ไปแจ้งความ ซึ่งเธอก็ไปแจ้งความ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าจากตำรวจในพื้นที่ แถมยังถูกตอบกลับมาด้วยว่า "รู้ไหมคนที่คุณแจ้งความเป็นใคร"

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (19) ครูสาวคนดังกล่าวได้เข้าให้ปากคำตำรวจที่ สภ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา โดยครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากแนวร่วมทั้ง 'เค สามถุยส์' และ 'เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' ซึ่งครูสาวยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ด้าน เค สามถุยส์ หลังจากได้ผมพาครูสาวคนดังกล่าวไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้สมัครนายก อบจ.ท่านนี้แล้ว ก็ได้เปิดเผยว่า ตอนนี้ทาง เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ สส.ก้าวไกล ได้รีบออกมาชี้แจงว่า นักการเมืองคนดังกล่าวที่เป็นผู้สมัคร อบจ.นั้น ทางพรรคก้าวไกลไม่ได้ส่งลงสมัคร

"สรุปว่าคุณเทเขาอีกแล้วเหรอ ถ้าบอกว่าไม่ใช่ตามที่ปากพูดจริง รบกวนเพชรไปแจ้งความ เอาผิดผู้สมัครท่านนี้สิครับ ว่าจงใจให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นพรรคก้าวไกล ทั้งสี ทั้งโลโก้ ทั้งชื่อกลุ่ม รวมถึง สส.ที่มาสนับสนุนก็ก้าวไกลทั้งนั้น กล้าดำเนินคดีไหมเพชร" เค สามถุยส์ กล่าว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เสียงอีกด้านจากคนสนิทนักการเมืองคนดังกล่าว ได้เปิดเผยกับสื่อ โดยอ้างว่าเรื่องดังกล่าวผ่านมานานแล้ว ผ่านมาตั้ง 5 ปี ทำไมเพิ่งมาเร่งคดีตอนนี้ ครูสาวไปรับงานใครมาหรือเปล่า เกมการเมืองหรือไม่

ดูคลิปต้นเรื่อง: https://www.facebook.com/share/v/quXKGCtsT8ensHft/?mibextid=oFDknk

'สมเด็จพระสังฆราชฯ' ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา แนะ!! คนไทยปลูกฝังสั่งสมค่านิยมในการครอง 'สัมมาอาชีวะ'

(20 ก.ค.67) เฟซบุ๊กเพจ ‘สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช’ โพสต์ข้อความว่า ‘เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก’ ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2567 ความว่า…

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่สาธุชนจักได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นการเริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็น ‘พระรัตนตรัย’ ซึ่งเป็นสรณะนำทางชีวิตของพุทธบริษัท ให้มุ่งหน้าดำเนินไปสู่หนทางดับเพลิงกิเลสกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

ปฐมเทศนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น คือ ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’ ทรงประกาศวิถีทางดับทุกข์ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบัน อันเต็มไปด้วยมิจฉาชีพ มีการฉ้อโกง หลอกลวง ประทุษร้ายกัน ประกอบกับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มิจฉาชีพจึงสบช่องทำอันตรายต่อผู้คนในสังคมทุกระดับอย่างรวดเร็วและร้ายแรงมากขึ้น 

ท่านทั้งหลายควรเร่งหันมาศึกษาพิจารณาธรรมะหมวด ‘อริยมรรค’ โดยดำเนินไปบนหนทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุประการหนึ่ง กล่าวคือ การปลูกฝังสั่งสมให้สมาชิกในสังคม มีค่านิยมในการครอง ‘สัมมาอาชีวะ’ ซึ่งหมายถึง ‘การเลี้ยงชีพชอบ’ ไว้ให้ได้อย่างมั่นคง ขอให้ช่วยกันเชิดชูสุจริตชนผู้แสวงหาปัจจัยมาบริโภคโดยชอบ ขอให้งดเว้นการคิดคดโกง หลอกลวง ประจบสอพลอ บีบบังคับขู่เข็ญ และต่อลาภด้วยลาภโดยไม่ประกอบด้วยความเพียร ไม่อาศัยกำลังกายและกำลังปัญญาของตน ขอให้หยุดและเลิกการกระทำบนพื้นฐานของความโลภที่เกินประมาณ ถึงขั้นทำลายวัฒนธรรม ศีลธรรมอันดีงาม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสวัสดิภาพของส่วนรวม อันจัดเข้าข่ายว่าเป็นมิจฉาชีพทั้งสิ้น

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังอาจเตือนใจให้ทุกท่าน ตระหนักแน่วแน่ในอริยมรรคข้อ ‘สัมมาอาชีวะ’ เพราะฉะนั้น หากท่านประสงค์ให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข จงหมั่นเพียรศึกษาอบรมและปฏิบัติธรรม มีน้ำใจกล้าหาญที่จะละทิ้งความเป็นมิจฉาชีพ แล้วสู้อุตสาหะประกอบสัมมาชีพด้วยกันทุกคน เพื่อให้ทุกครอบครัว และทุกชุมชน เป็นสถานที่ปลอดจากทุจริตชน นับเป็นการเกื้อกูลตนเอง และสรรพชีวิตทั่วหน้า ให้สามารถพ้นจากภยันตราย ได้สมตามความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแท้จริง อนึ่ง ขอความเจริญงอกงามในพระสัทธรรม จงพลันบังเกิดมีแด่สาธุชนผู้เลี้ยงชีพชอบ โดยทั่วหน้ากัน เทอญ

‘นายกฯ’ พร้อมเดินหน้า 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติในนามรัฐบาล ครอบคลุม ‘ดิน-น้ำ-ป่า-คน’ เพื่อคนไทย ตามรอยพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน

(20 ก.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ตอนพิเศษ เนื่องในโอกาสปีมหามงคล ถึงการจัดทำ 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติในนามรัฐบาล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ว่า ในภาคที่เป็นนักธุรกิจเป็นเอกชน หรือเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ติดตามข่าว ช่วงเวลา 20.00 น. จะได้ทราบว่ามีโครงการอะไรบ้าง แต่พอลงพื้นที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีหลากหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริ

ได้รับทราบในเชิงลึก ทำให้เราทราบถึงความยากลำบากที่ต้องใส่ใจและใส่เงิน คิดถึงผลกระทบต่อประชาชนเชิงบวก ทั้งเรื่องปากท้อง การเปลี่ยนแปลงอาชีพ เปลี่ยนจากเรื่องถูกกฎหมายมาเป็นถูกกฎหมาย เรื่องของที่ดินทำกิน

นายเศรษฐา กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 พระองค์เสด็จลงพื้นที่เยอะมาก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นห่วงประชาชนที่มีความลำบาก ไกลความเจริญชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรต้องพึ่งพาการเกษตร ไม่ใช่การทำมาหากินเพียงอย่างเดียว การประกอบอาชีพไม่เหมือนกัน ฉะนั้นในเรื่องน้ำ การปลูกป่า ระบบสาธารณสุขและการศึกษาสามารถร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกันและทำให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

นายกฯ กล่าวว่า เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม ถือเป็นโอกาสที่ดีที่พสกนิกรจะร่วมกันเฉลิมฉลองในปีมหามงคลโดยที่เราจะน้อมนำโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องดิน น้ำ ป่า คน มาบรรจุเข้าไปในโครงการที่รัฐบาลทำขึ้นร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ มีการพูดคุยและคัดเลือกกว่า 600 โครงการ มาเป็น 10 โครงการหลัก ส่วนอีก 500 กว่าโครงการ ยังทำอยู่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับป่า น้ำ คน

ในส่วนของป่า มีการยกระดับบึงหนองบอน และ Pocket Park 72 แห่ง โดยบึงหนองบอน ติดกับสวนหลวง ร.9 รัฐบาลได้เข้าไปสำรวจและพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะใหญ่ เนื่องจากพื้นที่มีต้นไม้และสระน้ำใหญ่ พร้อมในการพัฒนาให้เป็นศูนย์สุขภาพ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับประชาชน ที่ปัจจุบันที่มีที่อยู่อาศัยคับแคบให้มีที่ผ่อนคลายและออกกำลังกาย มีสวนสาธารณะและสนามกีฬาเล็ก ๆ ให้เด็กและเยาวชนได้ออกกำลังกาย Pocket Park 72 แห่ง

นอกจากนั้น ยังมีโครงการ 72 ล้านต้นพลิกฟื้นผืนป่า ที่แจกต้นกล้าในหน่วยงานต่าง ๆ นำไปปลูกทุกจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีการทำไร่เลื่อนลอยซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขตรงนี้ควบคู่ไปกับการทำมาหากินเมื่อมีการตัดป่าก็ต้องปลูกทดแทน เพื่อให้ระบบนิเวศสมบูรณ์รักษาหน้าดินและทำให้เกิดฝนธรรมชาติ

โดย ผลสำเร็จที่ประชาชนจะได้รับนอกจากจะทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยังรักษาหน้าดินมีฝนตก ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมีมิติในการดูแลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำ รัฐบาลมีเป้าหมายและมีโครงการเฉลิมพระเกียรติหลายมิติ ให้ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ รัฐบาลนี้ไม่ได้โฟกัสแค่การสร้างสาธารณูปโภค เช่น สนามบินหรือแลนด์บริดจ์ อย่างเดียว แต่ทำเรื่องน้ำ หากไม่ทำจะกระทบกับประชาชน 10 ล้านคนที่พึ่งการเกษตร เรื่องนี้ถ้าทำได้จะมีมูลค่าทั้งเศรษฐกิจมโหฬาร เราจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงน้ำบริโภค มี ‘โครงการน้ำบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ที่ต้องพึ่งพาค่อนข้างมาก เช่น ที่เชียงใหม่ ลำพูน เรื่องน้ำบาดาลจะดูเรื่องสายส่ง เพราะน้ำบาดาลไม่ใช่แค่เจาะเท่านั้น แต่สายส่งเป็นเรื่องสำคัญ บางแห่งทำมาหลายปีแต่สายส่งไม่มีเรื่องนี้ราชเลขาธิการประจำพระองค์ระบุว่ายังขาดงบประมาณ เราลงทุนเจาะน้ำบาดาลไปหลายสิบล้าน แต่เสียหายหลายร้อยล้าน หากทำได้ครอบคลุมจะทำให้มีสายส่งไปที่โรงพยาบาล และโรงเรียนได้ จึงต้องทำเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และยังมี ‘โครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน’ ที่จะปรับปรุงพัฒนาสายน้ำให้กับเกษตรกรและประชาชนคนไทยได้รับผลประโยชน์จากการมีน้ำอุปโภคบริโภค หรือการท่องเที่ยว ส่วนสายน้ำที่ตื้นเขิน ได้ทำการขุดลอกขยะและตะกอน เพื่อให้ระบายน้ำ เรามีการปรับปรุงทั้ง72สายน้ำ

นอกจากนั้นยังพัฒนา ‘10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข’ เช่น คลองเปรมประชากรมีการขุดลอกคลองและเก็บขยะโดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนริมคลองมีการพัฒนาและจัดที่อยู่อาศัยให้เป็นสัดส่วน มีที่สัญจร คลองโอ่งอ่าง ทางกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ช่วยดูแลน้ำใสมีปลา และเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว สมัยก่อนกรุงเทพเป็นเวนิสตะวันออก แต่ช่วงหลังก่อนที่พระองค์ท่านจะมีพระราชดำริดูแลเรื่องคลองน้ำใส คลองมีความขุ่นและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงเกิดโครงการนี้ทำให้คลองใสประชาชนริมคลองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีร้านอาหารเกิดขึ้นหลายแห่ง ทั้งนี้การเข้าไปปรับปรุงต้องสร้างความเข้าใจในการเข้าไปปรับปรุงและพัฒนา ต้องพูดคุยกับประชาชนเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะบางครั้งการมีชีวิตความเป็นอยู่ริมคลอง การที่ไปขอให้ขยับและไร้ที่อยู่ก็ต้องมีปัจจัยเรื่องเงินเข้าไปช่วยเหลือ จึงต้องทำความเข้าใจว่าหากทุกครัวเรือนร่วมมือร่วมใจการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นและมีรายได้เสริมที่ดีขึ้นด้วย

นายเศรษฐา กล่าวว่า หัวใจของการแก้ปัญหาเรื่องน้ำอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชนทุกคน เพราะเราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนั้น เราเข้าใจวิถีชีวิตการดำเนินชีวิตของเขา และขอความร่วมไปพร้อมกัน เช่น การทิ้งขยะ ที่ต้องช่วยกันในระยะหลังขยะน้อยลงไปมีการจัดเก็บที่ดีขึ้น ทางผู้ว่าฯ กทม.ได้ใช้อุปกรณ์นำเครื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ดูดหน้าดินที่มีแก๊สไข่เน่า นำมาเข้ากระบวนการบำบัดน้ำ แยกขยะออกจากดิน และดินนำไปทำเป็นปุ๋ย น้ำกลับคืนสู่แหล่งน้ำโดยใช้เวลาการดำเนินการ 2 เดือนต่อ 1 กิโลเมตร ทำให้สภาพแวดล้อมทุกอย่างดีขึ้นโดยยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในการทำงาน

นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่การลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับพัฒนาชีวิต กับโครงการในหมวดของคน จากการที่ตนลงพื้นที่พบว่าประชาชนสะท้อนปัญหาหลายเรื่อง เช่น สาธารณสุข ซึ่งเรามี ‘โครงการยกระดับรพ.สมเด็จพระยุพราช โรงพยาบาลชุมชน เฉลิมพระเกียรติ รพ.ชัยพัฒน์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยบริการปฐมภูมิ 72 แห่ง’ เช่น จ.สระแก้ว ได้เพิ่มอุปกรณ์และต่อเติมอาคาร นอกจากนั้นยังมี ‘โครงการหลอมรวมใจ มอบน้ำใสสะอาดให้โรงเรียน’ เนื่องจากเรื่องน้ำมีความสำคัญและค่าใช้จ่ายในการใช้น้ำดื่มค่อนข้างสูงเราจึงต้องมาทำน้ำให้ใสสามารถใช้อุปโภคบริโภคให้ได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า ขณะที่ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหามากและต้นทุนทำอะไรได้หลายอย่างขณะนี้ได้ทำงานร่วมกับกองทัพมอบที่ดิน 72,000 ไร่ให้กับประชาชนโดยจะ click ออฟที่จ.นครพนมเป็นการพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลพยายามดูคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนพิการในการหากายอุปกรณ์ให้กับผู้พิการ 72,000 ชุด นอกจากนั้นยังดูแลและซ่อมแซมอุปกรณ์มอบรถวีลแชร์ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยกระดับคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือทุพพลภาพในบางมิติ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นอกจากนั้นด้านการแพทย์ยังมีโครงการบริจาคโลหิต 10 ล้านซีซี ที่มีคนต้องการโลหิตจำนวนมาก ดังนั้นการที่เราเข้ามาให้เป็นเรื่องสำคัญโดยภาครัฐร่วมกับเอกชน ให้มีจิตสำนึกในตรงนี้ โดยจะเปิดบริจาคโลหิตไปจนถึงสิ้นปี 2567 โดยประชาชนสามารถบริจาคได้ที่โรงพยาบาลรัฐและสภากาชาดไทย

นายเศรษฐา กล่าวว่า รัฐบาลเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนทั้ง 10 โครงการ หรือโครงการย่อยกว่า 500 โครงการ ขอเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมและขณะนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของป่า น้ำ คน ทำให้ผู้ที่ด้อยโอกาสยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองขึ้นมาได้

“รัฐบาลมีเป้าหมายพัฒนาต่อเนื่องใน 10 โครงการหลัก จะดำเนินการไปต่อเนื่องถึงปลายปีนี้ และในวาระอื่น ๆ รัฐบาลยังช่วยสนับสนุนทั้งเรื่องน้ำ เรื่องป่า และคน ต่อไป โดยน้อมนำหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ที่ทรงงานอย่างหนักลงพื้นที่และลงรายละเอียดด้วยตัวพระองค์เอง รัฐบาลได้ศึกษาและติดตามโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เมื่อตนลงไปในพื้นที่ได้เข้าถึงและเข้าใจเช่น เรื่องป่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐบาล รวมทั้งวิสาหกิจ และภาคเอกชน ให้ร่วมกันต่อยอดโครงการพระราชดำริ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้” นายเศรษฐา กล่าว

‘มูลนิธิรามาธิบดี’ ระดมทุนสร้างอาคาร ‘โรงพยาบาลรามาธิบดี-ย่านนวัตกรรมโยธี’ เพิ่มศักยภาพ การให้บริการมาตรฐานสูง รองรับสถานการณ์โรคภัยในอนาคต

(20 ก.ค.67) มูลนิธิรามาธิบดี ขอเชิญร่วมเช่าบูชา (ลดหย่อนภาษี 2 เท่า) พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อระดมทุนสร้างอาคารโรงพยาบาลใหม่ โรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี

ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้เปิดให้บริการทางการแพทย์และเป็นสถานบ่มเพาะบุคลากรด้านการแพทย์ในฐานะโรงเรียนแพทย์เป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี แต่เนื่องด้วยอาคารเดิมของคณะฯ ที่เปิดให้บริการมานาน จึงมีสภาพทรุดโทรมและแออัด โครงสร้างเดิมของอาคารและระบบสาธารณูปโภคเสื่อมสภาพและมีข้อจำกัดด้านการปรับปรุงซ่อมแซม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริการทางการแพทย์ต่อผู้ป่วยนอกที่มาใช้บริการทุกอาคาร ซึ่งปีหนึ่งมีจำนวนประมาณกว่า 2.4 ล้านคน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้ริเริ่ม 'โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี' โดยวางเป้าหมายเน้นการเพิ่มศักยภาพ และคุณภาพของการให้บริการทางการแพทย์เพื่อให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ให้พร้อมรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโรคในปัจจุบัน และในอนาคต โดยฉพาะอย่างยิ่งการเป็นต้นแบบของการรักษาโรคที่ซับซ้อน อาคารแห่งใหม่นี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพของอาคารเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวคิดการทำงานแบบบูรณาการสหสาขาวิชาชีพของทุกภาควิชา และการคิดถึงใจผู้ป่วยว่าต้องการอะไร ตามแนวคิด 'เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน' เพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพให้เข้าสู่ระดับสากล แข่งขันได้และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ด้วยแนวคิดพัฒนาการบริการและนวัตกรรมทางการแพทย์สู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กร “ย่านนวัตกรรมโยธี (Yothi Medical Innovation District) หรือ YMID” เชื่อมโยงสถาบันทางการแพทย์เป็นเครือข่ายเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม ขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า* การออกแบบและก่อสร้างให้ความสำคัญอย่างมากกับการคิดถึงใจผู้ป่วยว่าต้องการอะไร ตามแนวคิด 'เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน' เพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด มีหัวใจหลักในการให้บริการ 3 ส่วน ได้แก่...

1. การบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วย (Public Service) สามารถให้บริการผู้ป่วยนอกได้ 2.5 ล้านคนต่อปี ผู้ป่วยใน 55,000 รายต่อปี ประกอบด้วย แผนกอายุรศาสตร์ แผนกศัลยศาสตร์ แผนกกระดูกและข้อ แผนกกุมารเวชศาสตร์ แผนกหูคอจมูก แผนกสูตินารีเวช แผนกรังสีวิทยา ศูนย์มะเร็งวิทยาครบวงจร หน่วยเวชระเบียน แผนกพยาธิวิทยา แผนกผ่าตัด หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก หอผู้ป่วยในสามัญ หอผู้ป่วยพิเศษ และหอผู้ป่วยวิกฤต รวมประมาณ 1,000 เตียง (เตียงในห้องรวม ห้องเดี่ยว ห้องแยกโรคสำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ ห้องความดันลบ และห้องผู้ป่วยวิกฤต) ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายตามสิทธิ์สามัญเหมือนอาคารเดิม แต่ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ และความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ศักยภาพและคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้านการบริการทางการแพทย์ อาทิ...

- ห้องพักผู้ป่วยใน จำนวน 826 เตียง แบ่งเป็น ห้องเดี่ยวสามัญ 185 เตียง ห้องรวม 621 เตียง โดยมีจำนวนเตียงสูงสุดเพียง 4 เตียง ไม่มีห้องรวมสิบหรือยี่สิบเตียง ทำให้ผู้ป่วย มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่แออัด มีหน้าต่างขนาดใหญ่ทำให้ได้รับแสงจากภายนอกได้อย่างเพียงพอ ทำให้ไม่หดหู่ และสามารถควบคุมหรือลดการแพร่เชื้อได้ดีขึ้น และมีห้องพักเดี่ยวพิเศษ 20 เตียง

- ห้อง ICU เดิมมีประมาณ 100 เตียง ได้ปรับเป็น ICU ห้องเดี่ยวทั้งหมดจำนวนประมาณ 240 เตียง สืบเนื่องจากสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่ผู้ป่วยมีชีวิตยาวนานขึ้น โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถมองเห็นด้านนอก ตามคอนเซ็ปต์ Healing Environment ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจช่วยกระตุ้นให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

- ห้องผ่าตัด (OR) เดิมมี 44 ห้อง ได้เพิ่มเป็นประมาณ 50 ห้อง ด้วยพื้นที่มาตรฐานเน้นการบูรณาการผ่าตัดรองรับโรคซับซ้อน ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่รามาธิบดีมีความเชี่ยวชาญ เน้นการผ่าตัดที่ทุกภาควิชาใช้เครื่องมือร่วมกัน (Shared Facility) เช่น...

>> OR Hybrid มี 2 ห้อง Vascular (หลอดเลือด) และ Neuro (เส้นประสาท)
>> Robotic Surgery (การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด) ดูแลการผ่าตัดศัลยกรรม สูตินรีเวช และหูคอจมูก (ENT)
>> Day Procedure Center ศูนย์การผ่าตัดแบบไม่นอนโรงพยาบาล รองรับแนวโน้มการบริการทางด้านสุขภาพในอนาคตที่เน้น Home Therapy เพิ่มมากขึ้น เช่น แผนกตา กระดูก สูติ หูคอจมูก

- ห้องสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cath Lab) มีห้องผ่าตัดเฉพาะทาง และห้อง CCU สำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยเฉพาะ

- หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) มี 4 ชั้น จำนวนห้องตรวจรวมประมาณ 325 ห้อง ด้วยคอนเซ็ปต์ที่นึกถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงพัฒนาจุดบริการ One Day Service สำหรับผู้ป่วยก่อนผ่าตัด จัดโซนพื้นที่ให้บริการรูปแบบใหม่

>> Imaging Center รวมเครื่อง X-ray, , Ultrasound, CT scan, MRI ให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เพื่อลดระยะเวลารอคอยการตรวจ
>> Patient Operation Center รวมศูนย์การให้บริการผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดที่ต้องพบกับแพทย์หลายด้าน เช่น วิสัญญีแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ แพทย์เฉพาะทาง เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ลดการเคลื่อนที่ของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลา
>> Intervention Center ศูนย์การให้บริการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การสวนขยายหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดส่วนอื่นๆ การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจ เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ มีจุดรับส่งผู้ป่วยที่ยาวมากถึง 140 เมตร ตอบโจทย์การคิดถึงใจผู้ป่วยที่อยากถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด มีทางเชื่อม Skywalk เข้าอาคารชั้นสอง เชื่อมต่อกับศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์และสะพานลอย ซึ่งในอนาคตมีแผนเชื่อมกับรถไฟฟ้าที่จะมาถึงด้วย

2. การเรียนการสอนบุคลากรการแพทย์ (Education) ทุกตารางนิ้วของโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนขนาดใหญ่ที่บ่มเพาะผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผลิตนักศึกษา จำนวน 950 คนต่อปี ให้พร้อมด้วยความรู้ และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยต่อไปในอนาคต โดยมีการจัดพื้นที่ให้มีการศึกษา พูดคุยระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนอย่างเหมาะสมกลมกลืนกับการปฏิบัติงาน และยังเตรียมพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องตรากตรำทำงานจนเกือบต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ภายในอาคารแห่งนี้ เช่น จัดพื้นที่ห้องทำงานแบบ Co-Working Space ห้องประชุม ห้องรับประทานอาหารและห้องพักสำหรับผู้อยู่เวรอย่างเหมาะสมเพียงพอ

3. การวิจัย (Research) โครงการนี้มุ่งส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยทุกระดับชั้น ควบคู่ไปกับการผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความรู้และเชี่ยวชาญระดับสูงให้มีศักยภาพสูงเพื่อดูแลสุขภาพของประชากรไทย ตลอดจนการผนึกกำลังกับเครือข่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (YMID) เพื่อนำมาสู่การสร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ ชีวการแพทย์ และการดูแลสุขภาพที่สามารถนำไปต่อยอดและเป็นประโยชน์ทางด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว จึงได้จัดสรรพื้นที่แห่งการวิจัย ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ (MIND CENTER), Co- Working Space, Clinical Research Center เป็นต้น

ทั้งนี้ คาดว่าโครงจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2573 ซึ่งขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมก่อสร้าง โดยทางภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังขาดงบในส่วนค่าก่อสร้างอาคารอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีอุปกรณ์การแพทย์ที่มีมูลค่าสูงเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการให้การบริการในการรองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนได้อย่างเหมาะสมนั้นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ซึ่งขาดงบประมาณอีกกว่า 3,000 ล้านบาท 

ดังนั้นคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมผ่านการให้บริการทางการแพทย์ในคลินิกต่าง ๆ และการระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ

***หมายเหตุ: อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ อาคารสูง 9 ชั้น เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน พื้นที่ใช้สอย 94,584 ตารางเมตร โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์  อาคารสูง 7 ชั้น เนื้อที่ 319 ไร่ 1 งาน พื้นที่ใช้สอย 218,825 ตารางเมตร

ติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.ramafoundation.or.th/ramagoldenbuddha?ldtag_cl=hrpQO6xyR8W56ZUd0uGpOAAA_oa

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระดมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสารอย่างเต็มที่ โดยยังคงให้บริการได้ตามปกติ หลังจากเกิดเหตุระบบไอทีล่มหลายแห่งทั่วโลก

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า จากกรณีระบบปฏิบัติการของ Microsoft ล่มทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของสายการบินและสนามบินในหลายประเทศ ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นมา ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ได้ดำเนินการตรวจสอบระบบของสนามบินอย่างละเอียดแล้ว พบว่าไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่มีสายการบินที่ประสบปัญหาในการใช้ระบบเช็กอินคือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบเช็กอินแบบ Manual แทน ส่งผลให้มีผู้โดยสารรอเช็กอินเป็นจำนวนมาก  ทชม.ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร แจกน้ำดื่ม รวมทั้งได้เปิดเคาน์เตอร์เช็กอินให้กับสายการบินไทยแอร์เอเชียเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการผู้โดยสาร 
          
และล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ระบบเช็กอินของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้มีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 16 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินขาเข้าจำนวน 6 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาออกจำนวน 10 เที่ยวบิน ซึ่งระยะเวลาที่ล่าช้าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ 
          
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ขออภัยในความไม่สะดวก ขอความร่วมมือผู้โดยสารเดินทางมาถึงท่าอากาศยานให้เร็วกว่าปกติ โดยขอให้เผื่อเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินออก ทั้งนี้ หากผู้โดยสารต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้บริการในด้านต่างๆ 

และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการติดต่อสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 5392 2000 ต่อ 2100 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top