Tuesday, 14 July 2026
NEWS

สิ้น ‘หลวงปู่เฉลิม’ เทพเจ้าแห่งเขาฉกรรจ์ มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 80 ปี

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 67) หลวงปู่เฉลิม ผลปญฺโญ หรือ พระครูวินิต ปัญญาคุณ วัดพวงนิมิต ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว หรือที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาขนานนามท่านว่า ‘เทพเจ้าเขาแห่งฉกรรจ์’ เกจิชื่อดังทางด้านเครื่องรางของขลัง ได้มรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลเขาฉกรรจ์ สิริอายุรวม 80 ปี 55 พรรษา ท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการมรณภาพ หลวงปู่เฉลิมมีอาการช็อกหมดสติไป 2-3 ครั้ง หลังจากเดินทางกลับจากการเข้าร่วมพิธีปลุกเสกที่จังหวัดลำปาง ลูกศิษย์จึงได้นำตัวท่านส่งโรงพยาบาลเขาฉกรรจ์ ก่อนการมรณภาพอย่างสงบ ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว 

สำหรับหลวงปู่เฉลิมจัดเป็นเกจิชื่อดังและมีชื่อเสียงทางด้านเครื่องรางของขลัง เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาจากทั่วสารทิศ เครื่องลางของขลังที่จัดสร้างไว้มีมากมาย อาทิ เขี้ยวหมูป่าแกะเสือนั่งแท่น รุ่นพยัคฆ์นั่งแท่น หลวงพ่อเฉลิม ผลปัญโญ เทพเจ้าแห่งเขาฉกรรจ์ วัดพวงนิมิต อานุภาพของเขี้ยวหมูป่า ยอดทางมหาอุดหยุดลูกปืน คงกระพัน ป้องกันภัย มหาอำนาจ ได้สารพัด ตลอดจนพระเครื่อง เหรียญรุ่นต่าง ๆ จำนวนมาก

นายจรัญ ขำสุขเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เขาสามสิบ ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะศิษยานุศิษย์ได้นำร่างของหลวงปู่เฉลิมกลับมาที่วัดพวงนิมิตแล้วเพื่อเตรียมจัดพิธีรดน้ำศพ ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. และอยู่ระหว่างขอพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ รวมทั้งทางบรรดาศิษยานุศิษย์เตรียมจัดงานสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ตั้งคืนวันที่ 20 ก.ค.67 เป็นต้นไป เพื่อน้อมส่งหลวงปู่เฉลิมสู่นิพพาน

‘ธนารักษ์’ เตรียมจำหน่าย ‘เหรียญที่ระลึก’ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ตั้งแต่ 24 ก.ค.นี้

(19 ก.ค. 67) นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติดังกล่าวขึ้น

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเต็มเปี่ยมที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกรให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรและความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดิน และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก

สำหรับการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ครั้งนี้ ประกอบด้วย

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 5 ชนิด
1.เหรียญทองคำขัดเงา
-ชนิดราคา 20,000 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 50,000 บาท

2.เหรียญเงินขัดเงา
-ชนิดราคา 1,000 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท

3.เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล)
-ชนิดราคา 50 บาท จ่ายแลกราคาเหรียญละ 50 บาท 

4.เหรียญโลหะสีขาวขัดเงา (ทองแดงผสมนิกเกิล)
-ชนิดราคา 20 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 200 บาท 

5.เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล)
-ชนิดราคา 20 บาท จ่ายแลกราคาเหรียญละ 20 บาท

โดยเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ทั้ง 5 ชนิด มีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เบื้องล่างมีข้อความบอกราคาว่า ๒๐๐๐ บาท / ๑๐๐๐ บาท / ๕๐ บาท และ ๒๐ บาท ตามลำดับ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’ เบื้องล่างมีข้อความว่า ‘ประเทศไทย’ โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างข้อความเบื้องบนกับเบื้องล่างทั้งสองข้าง

เหรียญที่ระลึก 3 ประเภท
1. เหรียญทองคำ ราคาเหรียญละ 60,000 บาท มีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’

2. เหรียญเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาเหรียญละ 10,000 บาท มีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ด้าน

ข้างพระบรมรูปทั้งสองข้างมีโต๊ะเคียงทอดเครื่องราชูปโภค โต๊ะเคียงด้านขวาทอดพานพระขันหมาก โต๊ะเคียงด้านซ้ายทอดพระมณฑปรัตนกรัณฑ์ เบื้องล่างด้านซ้ายทอดพระสุพรรณราช เบื้องหลังพระบรมรูปมีพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ’ เบื้องล่างมีข้อความว่า ‘๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๗’

3. เหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาเหรียญละ 3,000 บาท มีลวดลายเช่นเดียวกับลวดลายของเหรียญที่ระลึกชนิดเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ

ขณะที่ เหรียญที่ระลึกชนิดเงินรมดำพ่นทรายพิเศษเหรียญเฉลิมพระเกียรติ (เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ) เหรียญเงิน ชนิดบุรุษและชนิดสตรี จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,600 บาท โดยมีลวดลาย ดังนี้

ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’

ขอบนอกเหรียญ ด้านหน้าเบื้องบนมี เลข ๑๐ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องหลังประดิษฐานพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เบื้องล่างด้านขวามีเลข ‘๗’ ด้านซ้ายมีเลข ‘๒’ หมายถึง พระชนมพรรษา 72 พรรษา ด้านหลังขอบนอกเหรียญมีห่วงสำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบ กว้าง 32 มิลลิเมตร สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าว ผูกเป็นรูปแมลงปอ

โดยความหมายของแพรแถบ แพรแถบกว้าง 32 มิลลิเมตร พื้นของแพรแถบเป็นสีขาวนวล หมายถึง น้ำพระราชหฤทัยอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาที่เปี่ยมล้นที่พระองค์มอบสู่ประชาชนของพระองค์ ทั้งสองข้างมีริ้วสีเหลืองข้างละ 2 ริ้ว สีเหลือง เป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ และมีริ้วสีม่วงข้างละ 1 ริ้ว สีม่วง เป็นสีประจำวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงเคียงคู่บุญบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายจำเริญ โพธิยอด อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมธนารักษ์กำหนดเปิดจำหน่ายจ่ายแลก และรับจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ (เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ) ณ สถานที่ดังต่อไปนี้

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เริ่มจำหน่าย จ่ายแลก วันที่ 24 กรกฎาคม 2567

-กรมธนารักษ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2278 5439, 0 2618 6340
-พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2282 0820
-พิพิธบางลำพู ถนนพระสุเมรุ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2281 9812
-พิพิธตลาดน้อย ซอยภาณุรังษี เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2233 7390
-พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0 5322 4237 - 8
-พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น โทร. 0 4330 6167
-พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา โทร. 0 7430 7071
-Online : www.treasury.go.th

'ชัชชาติ' โชว์ฟาดเต็มคำ 'หมอคางดำ' ฝีมือ 2 เชฟเก่ง ชู!! กำจัดด้วยการเพิ่มมูลค่า อีก 6 เดือนมาดูกันอีกที

(19 ก.ค. 67) ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำคณะผู้บริหาร กทม. คณะผู้บริหารเขตบางขุนเทียน และสื่อมวลชนร่วมกิจกรรม BKK Food Bank และสาธิตการทำเมนูอาหารด้วยปลาหมอคางดำ จากนายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) และนายเมธัส ปาทาน (เชฟชีส) 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติได้แจกสิ่งของให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ผ่านโครงการ BKK Food Bank ซึ่งประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงเมนูอาหารที่ทำจากปลาหมอคางดำ และปลาสดเพื่อให้ชาวบ้านนำไปประกอบอาหาร จากนั้นได้ชมการสาธิตการทำเมนูอาหารจากฝีมือทั้ง 2 เชฟ และได้ชิม พร้อมกับให้คะแนนปลาหมอคางดำทอดเกลือ 10 เต็ม 10 ซึ่งได้เชิญชวนสื่อมวลชนร่วมรับประทานด้วย โดย 5 เมนู ได้แก่ ปลาหมอคางดำราดซอสเปรี้ยวหวาน ปลาหมอคางดำทอดเกลือ ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ แกงส้มปลาหมอคางดำ และปลาร้าจากปลาหมอคางดำ 

ทั้งนี้ เชฟชุมพล รังสรรค์เมนู Fine Dining ปลาหมอคางดำราดพริกสมุนไพร และเชฟชีส เมนู Fine Dining ปลาหมอคางดำราดซอสมะขาม

นายชัชชาติกล่าวว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ บางบอน และพื้นที่ปริมณฑล ตามนโยบายของกรมประมงที่ออกมา 6 มาตรการ คือการกำจัด การปล่อยปลาผู้ล่า การเพื่อมูลค่า การแบ่งแยกโซน การหาแนวร่วม และการใช้เทคโนโลยีอย่างการทำหมัน  ในวันนี้ได้มากำจัดปลาหมอคางดำ 3 ใน 6 มาตรการหลัก ได้แก่ กำจัดจากแหล่งน้ำ สร้างเพิ่มมูลค่า และหาแนวร่วมภาคเอกชน โดยมีเอกชนในพื้นที่ช่วยซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 20 บาท จำนวน 1 ตัน มาทำเมนูต่างๆส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง  รวมถึงแจกปลาสดให้กับ 4 ชุมชน 

“การไปเรียกว่าเอเลี่ยนสปีชี่ส์ฟังแล้วดูน่ากลัว คนไม่กล้ากิน แต่พอกินแล้วก็อร่อยเหมือนปลาธรรมดา เป็นการเร่งการบริโภค สร้างแรงจูงใจในการเพิ่มมูลค่า และอีก 6 เดือนจะมาดูกันอีกครั้งเพราะได้หมักปลาร้าเอาไว้” นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติกล่าวว่า ในพื้นที่เขตอื่น ๆ ก็ให้สำรวจเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม แต่ไม่ระบาดเยอะมากเหมือนในพื้นที่บางบอน ทุ่งครุ บางขุนเทียน ส่วนในบึงมักกะสัน ที่ชาวบ้านจับปลากันนั้น พบปลาหมอคางดำเพียงแค่ 20% ซึ่งหากจะตัดต้นตอของปลาหมอคางดำ ก็ทำได้ยาก เพราะในแหล่งน้ำมีปลาทุกชนิด แต่ตอนนี้ถ้าช่วยกันจับ ก็จะช่วยลดประชากรของปลาหมอคางดำไปได้

สำหรับในพื้นที่เขตบางขุนเทียน มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ลงทะเบียนไว้ 800 ราย จากทั้งหมด 900 ราย ซึ่งรอการจัดสรรงบประมาณเงินเยียวยาจากทางกรมประมง เนื่องจากว่ามีการแพร่ระบาดในหลายจังหวัด 

ด้านนายชุมพล แจ้งไพร หรือ เชฟชุมพล กล่าวว่า ปลาหมอคางดำเหมือนปลานิล แต่เนื้อกระด้างกว่า เพราะมีความต้านทานสูง มีโปรตีนสูง ปลาตัวเล็กสามารถทำปลาร้าได้ และเชื่อว่าอีก 3 เดือนหาจับไม่ได้ และราคาจะขึ้นด้วย

ด้านนายเมธัส ปาทาน หรือ เชฟชีส กล่าวว่า ปลาหมอคางดำกินได้ แม้จะมีรสชาติน้อยกว่าปลาทั่วไป แต่คนไทยปรุงรสชาติเข้มข้น จัดจ้าน ก็สามารถทานได้เหมือนกับปลานิล ปลากะพง และจากการสังเกตปลาตัวใหญ่จะเป็นปลาตัวเมีย ส่วนปลาตัวผู้ ตัวจะเล็กกว่า

นายกรัฐมนตรีสั่งการเร่งด่วนศูนย์ไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนไทย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน เข้ามาหลอกลวง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” โดยปฏิบัติการร่วมกับสำนักงาน กสทช. , ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่าย AIS  DTAC TRUE  NT และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยให้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้อง ของไทยทั้งหมดที่คนร้ายลักลอบนำมาใช้ในการเข้ามาหลอกลวง ที่คนร้ายลักลอบลักลอบนำมาใช้ในการเข้ามาหลอกลวง อย่างเด็ดขาด  

พล.ต.ท.ธัชชัย ฯ กล่าวว่า จะเริ่มกดปุ่มปฏิบัติการแรก 'ระเบิดสะพานโจร' ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งคนร้ายได้มีฐานปฏิบัติการในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ บริเวณโดยรอบคิงส์โรมัน ประเทศลาว โดยปัจจุบัน คิงส์โรมันเป็นสถานบันเทิงครบวงจรพร้อมมีสนามบินรองรับนักท่องเที่ยวจากไทย ลาว และเมียนมา ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสุจริตชนตามแนวชายแดนไทย นอกจากนี้ จะมีการขยายผลจับกุมดำเนินคดีกับผู้ให้บริการที่ผิดกฎหมาย เช่น ตู้ซิมที่ช่วยเหลือกลุ่มคนร้ายในการลงทะเบียนซิมมาหลอกลวงประชาชน รวมทั้งจัดการกับกลุ่มคนร้ายที่เป็นชาวต่างชาติและคนไทยที่ร่วมกันมาหลอกลวงทำร้ายคนไทยด้วยกันให้ถึงที่สุด

‘โอลิมปิคแห่งประเทศไทย’ รับผิด!! สื่อสารเรื่องชุดพิธีการผิดพลาด เคาะ!! ให้นักกีฬาสวมชุดจากแกรนด์สปอร์ต ร่วมพิธีเปิดโอลิมปิก 2024

หลังจากที่เกิดกระแสเกี่ยวกับชุดพิธีการของนักกีฬา ทีมชาติไทย ที่เดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะงานออกแบบที่ถูกโลกโซเชียล วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด (19 ก.ค. 67) ที่สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย นัดแถลงข่าว

จากการที่มีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับภาพนักกีฬาสวมชุดไทยพระราชทาน ผมพบว่าความเข้าใจผิดในวงกว้าง จึงขอนุญาตชี้แจง ข้อเท็จจริงกี่ยวกับประเด็นต่างๆดังกล่าว

ในวันนี้ผมในฐานะตัวแทน คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ต้อง
ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น และน้อมรับฟังทุกความคิดเห็น เพราะประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่
จะออกความเห็นร่วมกันอย่างเท่าเทียม ภายใต้ความสุภาพและเคารพกันในฐานะคนไทยด้วยกัน
และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้สำหรับความเข้าใจผิด และข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากทีมงานไม่ว่าจะใน
ส่วนไหน เนื่องด้วยที่ผ่านมาทางโอลิมปิค มิได้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าชุดไหนใช้สำหรับงานช่วงใดใน
โอลิมปิคครั้งนี้

เนื่องจากทางคณะกรรมการโอลิมปิค และทีมงาน มีความตั้งใจในการเผยแพร่ ศิลปะ วัฒนธรรม ร่วมขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทยเรา ผ่านวัฒนธรรมผ้า และสิ่งทอไทย จึงได้มอบหมายให้ทีมออกแบบของแต่ละแบรนด์ ทำมาเสนอ ซึ่งก็จะมีในส่วนของ ชุดกีฬา แจ๊คเก็ต

ชุดไทยพระราชทาน รองเท้า กระเป๋า ต่าง ๆ ซึ่งทางคณะกรรมการโอลิมปิค เป็นผู้คัดเลือกออกแบบตัดเย็บเอง ภายใต้ชื่อแบรนด์ ทรงสมัย ทางคณะกรรมการโอลิมปิค ดำเนินการคัดเลือกผ้าเอง ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด การออกแบบตัดเย็บ เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการโอลิมปิค ทั้งหมดไม่มีหน่วยงานใด ๆ เกี่ยวข้องทั้งสิ้นครับ จากเหตุการณ์ทั้งหมด ทางคณะกรรมการโอลิมปิค ขอรับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ ในส่วนของชุดไทยพระราชทานสีฟ้าที่ปรากฏนั้น ทางคณะกรรมการได้กำหนดให้นักกีฬาใช้สวมใส่ ในวาระโอกาส งานพิธี ที่เป็นทางการ

ส่วนชุดที่จะใช้ในพิธีเปิด จะเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินจากแกรนด์สปอร์ต ในการประชุมผมและคณะกรรมการได้ย้ำคอนเซปต์กับทางทีมผู้ออกแบบและตัดเย็บ ว่าขอให้เป็นผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่อึดอัด เข้ากับสภาพอากาศ แต่ต้องแฝงด้วยเรื่องราวและอัตลักษณ์ความเป็นไทย มีความทันสมัยและเป็นสากล ซึ่งมองว่าทางแกรนด์สปอร์ตทำออกมาได้ดี

ในตอนแรก ผมยังคิดอยากนำเสื้อลายช้างที่เป็นที่รู้จักและนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยว ๆ ต่างชาติ ให้ทัพนักกีฬาสวมใส่ ขึ้นเรือ เพราะเห็นว่าเนื้อผ้าใส่สบายมีความพลิ้วไหวดี แต่ก็กังวลจะเกิดประเด็นว่าไม่เหมาะสมดูสบาย ๆ ไป จึงได้คิดใหม่ ทำใหม่อย่างระมัดระวังมาโดยตลอด

สุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกท่านร่วมมือกันแสดงพลังความรัก ความสามัคคี ที่มีในคนไทยทุกภาคส่วน ร่วมมือกันรักษา สืบสาน ขับเคลื่อนศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ต่อยอดสิ่งดี ๆ ประสบการณ์ดี ๆ ของคนรุ่นก่อน ๆ ประเทศไทยประกอบไปด้วยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ทุกเพศทุกวัย และทรัพยากรพร้อมในทุกอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ กำลัง ความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ ก็จะสามารถช่วยกันผลักดันนำพา Soft Power อันดีงาม คงความเป็นอัตลักษณ์ไทย มีความเป็นสากล ทันสมัย ให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกได้

ที่ผ่านมามองว่าการแต่งกายที่ออกแบบในโอลิมปิกเกมส์ระดับนานาชาติ ตั้งแต่ ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ โอลิมปิกเกมส์ เราใช้สูทธรรมดา สากล ปีนี้เป็นปีที่เรามองว่าเป็นสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของคนไทยจริง ๆ หลายประเทศใส่ชุดพื้นเมืองต่าง ๆ เยอะแยะไป สามารถมองต่างมุมได้ ยอมรับว่าบางครั้งอาจจะมองในภาพที่สวยหรูเกินไป หรือ มองในภาพที่ผิดไป ก็ต้องขอรับผิดชอบในสิ่งนี้ด้วย

“สิ่งที่เราได้พยายามทำ ทำเพื่อประเทศ และชื่อเสียงประเทศเท่านั้นไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่เคยมีผลประโยชน์ตอบแทน มีแต่เพียงสนับสนุนกีฬาเท่านั้น ที่เราต้องการแสดงออกว่าประเทศไทยไม่ใช้ประเทศที่ไม่มีความสามารถ เราเป็นหนึ่งในโลกที่สามารถแข่งขันกับใครก็ได้ เราผ่านควอลิฟายถึง 51 คน จาก 17 กีฬา อยากให้ร่วมใจให้กำลังใจกับนักกีฬาที่เป็นตัวแทนไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกดีกว่าที่จะมานั่งมองถึงปัญหานี้”

“ในส่วนของชุดดังกล่าว ในช่วงโอลิมปิกเกมส์ มีงานพิธีอีกหลายงานระหว่าง 26 ก.ค.-11 ส.ค. เราต้องมีชุดต่าง ๆ ที่ใส่ในงานเพื่อความเหมาะสมต่าง ๆ รวมถึงพิธีปิด โอลิมปิกเกมส์ 11 ส.ค. จะให้ ธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาเป็นผู้พิจารณา”

“พูดตรง ๆ ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ เห็นว่าให้นโยบายไปกับ ธนา ไชยประสิทธิ์ ชุดที่ใส่ไปก็ควรแสดงอัตลักษณ์เพราะเป็นการแข่งขันที่ 4 ปีมีครั้ง แล้วออกแบบมาเป็นชุดพระราชทานเท่านั้นเอง และคณะทำงาน เห็นชอบ ร่วมกับ รวมทั้งสีต่าง ๆ ที่เลือกกัน เห็นว่าควรจะใส่ในพิธีเปิด แต่มีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นเรื่อง สถานการณ์ต่าง ๆ อากาศร้อน จึงจะเปลี่ยนไปใช้ชุดแจ็กเก็ตนักกีฬา ต่อข้อถามเรื่องกระบวนการของเสื้อผ้าชุดพิธีการนั้น ทางเราเห็นชอบในด้านการออกแบบ ส่วนตั้งแต่กระบวนการตัดเย็บนั้น เป็นทรงสมัย ที่จัดการทั้งหมดกระทั่งส่งถึงมือนักกีฬา แต่ส่วนตัวผมดูแล้ว ไม่ได้เป็นเสื้อผ้าที่ไม่มีเอกลักษณ์ มองต่างมุม ไม่ใช่แค่ใส่แต่สูทอย่างเดียว

ส่วนประเด็นปัญหาเรื่องของทรงของชุดนักกีฬา ในเรื่องของการตัดเย็บที่ไม่เข้ากับรูปร่างของนักกีฬานั้น ในส่วนนี้ ทรงสมัยรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการตัดเย็บ หนหน้าจะพิจารณาว่าควรต้องทำอย่างไรให้ไม่มีปัญหา เพราะรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย “พร้อมเปิดกว้างใช้ เอไอ เจเนเรตก็ได้ หรือถ้ามีร้านที่ตัดสวยก็แนะนำมาได้

ส่วนชุดที่ปรากฏนั้น ในส่วนของ ‘ปอป้อ’ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันทีมชาติไทยนั้น เราได้สอบถามไปยัง ทรงสมัย ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะชุดพระราชทานควรจะเข้ารูป แต่ มาทราบว่า ทรัพย์สิรี บอกให้เอาแขนยาว ตัวยาว มันก็เลยออกมาแบบนี้”

‘สนธิ’ ปั้น!! ‘Thaitimes’ โซเชียลคนไทย ใช้งานได้เหมือน ‘เฟซบุ๊ก’ ไม่ปิดกั้นข้อมูลดี แต่ผู้ไม่หวังดีต่อ ‘ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์’ บล็อกเรียบ

(19 ก.ค.67) จากช่วงหนึ่งของรายการ SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง EP.251 ได้เปิดเผยว่า…

กำลังทำแอปพลิเคชันที่ฟังชันเหมือนเฟซบุ๊กทุกประการ แต่มีอิสระมากกว่า สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี แอปพลิเคชันนี้มีชื่อว่า ‘Thaitimes’ หรือเวลาของคนไทย โดยทีมพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปิดกั้นอิสระ เพราะทุกวันนี้ถูกผูกขาด ปิดกั้นจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ แต่แพลตฟอร์ม Thaitimes จะไม่มีเรื่องพวกนี้ โดยสามารถพูดเรื่องวัคซีน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่หากใครมีข้อมูลลึก ๆ จากต่างประเทศก็สามารถเผยแพร่ได้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือความจริงจะปรากฏในแอปพลิเคชันชื่อ ‘Thaitimes’

สำหรับกฎการใช้แอปพลิเคชัน Thaitimes มีอยู่ข้อเดียวคือรัก ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ใครที่ไม่หวังดีต่อพระมหากษัตริย์หรือสถาบันกษัตริย์ มาใช้ Thaitimes ไม่ได้ 

นายสนธิระบุว่า “ตอนนี้เราพร้อมแล้ว พร้อมจริง ๆ อยากให้ลองเข้ามาใช้กันได้แล้ว ดาวน์โหลดที่แอปสโตร์และเพลย์สโตร์ ฟรี ค้นหาคําว่า Thaitimes จากนั้นใช้แค่อีเมลในการสมัครเข้าใช้จะเป็น Hotmail หรือ Gmail ก็ได้” 

สำหรับฟังชันของแอปฯ Thaitimes ใช้งานได้เหมือนเฟซบุ๊กทุกประการ ทั้งโพสต์รูป โพสต์วิดีโอ หรือท่านใดอยากขายของ ก็สามารถมาขายได้เลย เพราะเรามีฟังชัน คอมเมนต์ อีโมจิ อินบ็อกซ์ หรือหากพบข้อบกพร่อง ที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ก็แจ้งกลับมาได้เลย เรามีทีมเทคนิคพร้อมแก้ปัญหาตลอดเวลา

นายสินธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้แล้ว ผมยังลงคลิปพิเศษจากรายการความจริงมีหนึ่งเดียว ครั้งที่ 2 ณ หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ท่านผู้ชมดาวน์โหลดลงทะเบียนใน Thaitimes แล้วสามารถเสิร์ชหาเพจ SONTHIX ได้เลย”

“อยากให้ท่านผู้ชมเข้ามา เพราะอีกหน่อยในอนาคต เมื่อประชาคมของเราเพิ่มเยอะขึ้น อาจจะต้องไลฟ์ผ่าน Thaitimes ส่วนช่องทางเฟซบุ๊กก็ไว้ใช้แจ้งเตือนข่าวสาร ในเมื่อเฟซบุ๊กปิดกั้น เราก็หนีมาอยู่ที่ Thaitimes กันนะ และขอย้ำว่า การใช้ Thaitimes จะต้องไม่ใช้ในทางเรื่องลามก และไม่ทำลายชาติ ทำลายบ้านเมือง โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้สามารถโพสต์ แชร์ได้หมด” นายสนธิ กล่าวทิ้งท้าย

ดาวน์โหลดแอปฯ Thaitimesได้แล้วทั้งใน iOS และใน android
iOS : https://apps.apple.com/th/app/thaitimes-social/id6502225132
Google Play : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.thaitimes.app2&pcampaignid 

‘นันยาง’ เนียนขาย ‘รองเท้าแตะ’ ผ่านกระแสชุดพิธีการนักกีฬาไทย หยอดแคปชัน ช่วงบนมีความเห็นต่าง ช่วงล่างขอเป็น ‘ช้างดาว’

(19 ก.ค. 67) เรียกรอยยิ้มได้มากเลยทีเดียวกับโพสต์ของ ‘นันยาง’ แบรนด์รองเท้าในตำนาน หลังโพสต์ภาพช่วงล่างของ ‘ปอป้อ ทรัพย์สิรี’ ขณะสวมรองเท้านันยาง พร้อมระบุ "ช่วงบนมีความเห็นต่าง ช่วงล่างขอเป็นช้างดาว"

จากกรณีที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เปิดตัวชุดพิธีการที่จะใช้ในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีเสียงวิจารณ์จากชาวเน็ตถึงความเชย ไม่ทันสมัยในการออกแบบ คล้ายกับเครื่องแต่งกายชุดผ้าไทยของข้าราชการ หรือเปรียบได้กับชุดไปประชุมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ชุดไปงาน อบต. ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

โดยเพจ ‘นันยาง Nanyang’ ก็ไม่พลาดที่จะเกาะกระแสของชุดพิธีการที่นักกีฬาไทยต้องใส่เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 ซึ่งภาพต้นฉบับนั้นเราจะเห็นแค่ครึ่งตัวช่วงบนของ ปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มือ 1 ของไทย และมือ 6 ของโลกเท่านั้น เราจะไม่เห็นว่าช่วงล่างใส่อะไร ความหัวหมอของเพจนันยางจึงได้ตัดต่อภาพช่วงล่างที่สวมใส่รองเท้าแตะของนันยาง พร้อมระบุข้อความว่า

"ช่วงบนมีความเห็นต่าง ช่วงล่างขอเป็นช้างดาว"

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก มียอดแชร์โพสต์ไปแล้วกว่า 5 พันครั้ง พร้อมกับคอมเมนต์ชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์รองเท้าที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน

'วราวุธ' ปล่อยคาราวานจิตอาสาเพื่อประชาชน เฉลิมพระเกียรติฯ รุดเยี่ยมกลุ่มเปราะบาง 'เด็ก-ผู้สูงอายุ-คนพิการ-ผู้ด้อยโอกาส'

(19 ก.ค.67) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กทม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม 'คาราวานจิตอาสาพระราชทาน กระทรวง พม.' ภายใต้โครงการ 'พม.ร้อยดวงใจ จิตอาสาเพื่อประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567' พร้อมนำกล่าวคำปฏิญาณ ‘เราทำความดีด้วยหัวใจ’

จากนั้นเป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถตู้คาราวานจิตอาสาพระราชทาน นำโดยผู้บริหารกระทรวง พม. ออกปฏิบัติหน้าที่ลงพื้นที่ 10 ชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเยี่ยมบ้านให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส 

ในขณะที่ ส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีการจัดกิจกรรม 'คาราวานจิตอาสาพระราชทาน กระทรวง พม.' โดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. ในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด 'พม.หนึ่งเดียว' ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ศูนย์-สถาน-บ้าน-นิคมฯ รวมทั้งภาคีเครือข่ายด้านสังคมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชนทั่วไป และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) 

นายวราวุธ กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระราชทาน โครงการจิตอาสา 904 วปร. ตามแนวพระราชดำริ ‘เราทำความดี ด้วยหัวใจ’ เพื่อมุ่งหวังให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ปรองดองสามัคคี ร่วมมือร่วมใจ ประกอบกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้มีความรักความผูกพันต่อสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา  และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการส่งเสริมและสร้างบุคลากรในสังกัดกระทรวง พม. ให้เป็นจิตอาสาพระราชทาน รวมทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 

นายวราวุธ กล่าวว่า กิจกรรม 'คาราวานจิตอาสาพระราชทาน กระทรวง พม.' เกิดขึ้น เพื่อให้บุคลากรที่ได้ผ่านการฝึกอบรมจิตอาสาพระราชทาน 904 และบุคลากรที่ได้ลงทะเบียนเป็นประชาชนจิตอาสาพระราชทาน รวมจำนวน 7,200 คน เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ เกิดความตระหนักรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นจิตอาสาเพื่อประชาชน รวมทั้งเป็นการย้ำเตือนถึงเจตนารมณ์ของกระทรวง พม. ในการปฏิบัติงานด้านการพัฒนาสังคม เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคมให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 กระทรวง พม. มีเป้าหมายในปี 2567 ด้วยการปล่อยขบวนคาราวานจิตอาสาพระราชทาน ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อเยี่ยมบ้านให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม รวมจำนวน 1,072 ครัวเรือน ทั่วประเทศ และการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ รวมจำนวน 72,000 ต้นในหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ทั่วประเทศ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รับมอบโล่ห์ผู้สนับสนุนมูลนิธิขาเทียมฯ

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.67) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รับมอบโล่ห์ผู้สนับสนุนโครงการ ออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 169 จังหวัดนครปฐม จากศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงแรมเซ็นนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้เข้ารับมอบโล่ห์ในฐานะ ผู้สนับสนุนโครงการทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 169 จ.นครปฐม สำหรับใช้จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ในการผลิตขาเทียมให้แก่ผู้พิการยากไร้ทั่วประเทศ ในการจัดทำขาเทียมพระราชทานให้แก่คนพิการขาขาด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในวโรกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้รับการสนับสนุนเงินจากหน่วยงานภาคเอกชน เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การมอบเงินของมูลนิธิในครั้งนีั เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน และสังคม สำหรับการออกหน่วยขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ณ จังหวัดนครปฐม มูลนิธิขาเทียมฯ ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลนครปฐมและภาคีเครือข่าย มอบให้กับผู้พิการขาขาด เพื่อให้ผู้พิการสารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระต่อสังคมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

สวทท.ร่วมปฐมนิเทศ The Media รุ่นที่ 5

นางสาวชุติพันธุ์ ลิมปะพันธุ์ นายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ นายสมชาย จรรยา,นางสาวเจนกิจ นัดไธสง และนางปัทมาภรณ์ ธรรมทัต ร่วมงานปฐมนิเทศ “หลักสูตร The Media (New Era) รุ่นที่ 5” ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ชั้น 19 โดยมีพลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. (ด้านกฏหมาย) เป็นประธานเปิดงานปฐมนิเทศครั้งนี้

หลักสูตร The Media รุ่นที่ 5 บริหารหลักสูตรโดยดร.ธีรพล มั่นพิริยะกุล ผอ.หลักสูตร The Media และสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร The Media ขึ้น เพื่อเสริมทักษะการใช้สื่อทั้ง online/  offline เพื่อการดำเนินธุรกิจ และการวางแผนกลยุทธ์ ที่ได้เรียนรู้จากผู้สร้างสื่อและผู้ใช้สื่อที่ประสบความสำเร็จตัวจริง ทั้งในวงการวิทยุโทรทัศน์ ในวงการ Social media และInfluencerชื่อดัง ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีชื่อเสียงชั้นนำระดับนานาชาติด้วย โดยนอกจากเนื้อหาทฤษฎีแล้วยังเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ตามโจทย์จริงที่จะได้รับจากหลักสูตร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากหลักสูตรสามารถนำไปปฎิบัติจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ในการสร้างยอดขายสินค้าและบริการ สร้างการรับรู้และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร อย่างมีประสิทธิภาพทันสมัย และถูกกฎหมาย อย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ที่จะทำให้เข้าใจกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบในภาพรวมอีกด้วย

เจนกิจ นัดไธสง สวทท.68 รายงาน 

'คนราชบุรี' การันตี!! 'เนื้อปลาหมอคางดำ' รสชาติอร่อย แนะ!! 'แดดเดียว-ต้มยำ' ยัน!! จับยังไงก็ไม่มีวันหมด

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 67) ได้รับการแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.สามเรือน อ.เมือง จ.ราชบุรีว่าพบปลาหมอคางดำจำนวนมาก ลอยคออาศัยอยู่ในลำคลองหน้าวัดโพธิ์สามเรือน หมู่ที่ 2 ต.สามเรือน ลำคลองสายนี้ยาวหลายกิโลเมตรเชื่อมต่อพื้นที่ ต.พิกุลทอง เชื่อมต่อไปออกแม่น้ำแม่กลอง เป็นแม่น้ำสายหลักไปที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งคาดว่ายังคงมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเพิ่มมากขึ้น

จากการลงสำรวจพื้นที่ลำคลองพบชาวบ้านกำลังพายเรือใช้ตาข่ายวางบริเวณลำคลอง แล้วค่อย ๆ ลากขึ้นฝั่ง พบมีลูกปลานิลติดขึ้นมาด้วย ส่วนอีกจุดชาวบ้านเหวี่ยงแหเพียง 1 ครั้ง จากนั้นค่อย ๆ ลากแหขึ้นมาริมฝั่ง พบว่ามีปลาหมอคางดำติดขึ้นมาจำนวน 7 ตัว มีทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ รวมทั้งมีปลานิลอีก 8 ตัวติดรวมขึ้นมาด้วย

ลุงสุรพล สันเกตุ ชาวบ้านที่เหวี่ยงแหจับปลาหมอคางดำชาว ต.สามเรือน กล่าวว่า คลองสายนี้ปลาหมอคางดำเข้ามา คาดว่ามากกว่าปลานิล แต่ถ้าจะให้ชัดเจนต้องมาตอนช่วงเช้าและจะเห็นปลาลอยขึ้นเป็นแพจะขึ้นอยู่ชายคลอง ที่นี่น่ามีมาประมาณ 5-6 เดือน แต่ทางพื้นที่ อ.ปากท่อ ปลาหมอคางดำอยู่มาเป็นปีแล้ว มีการปล่อยในพื้นที่ ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เขตติดต่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ประมาณ 6-7 ปีแล้ว โดยปลาชนิดนี้จะกินทำลายปลาชนิดอื่นหมด ทราบว่าจะมีการนำปลากะพงขาวมาล่าปลาหมอคางดำนั้นมองว่าหากปลาหมอคางดำ มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ปลากะพงจะไม่สามารถล่าปลาหมอคางดำได้ เพราะหัวปลาหมอคางดำมีความแข็งมากและจะกินปลากะพงแทน

ส่วนปลาที่น่าจะปราบปลาหมอคางดำได้ต้องเป็นปลาชะโด สามารถปราบปลาชนิดนี้ได้แน่ มองว่าปลานี้น่าจะออกลูกทุกเดือนถึงได้มากมายขนาดนี้ ถ้ามาตอนเช้า ๆ จะเห็นไล่ล่าปลาอื่นหนีกันจะกินเป็นอาหารหมด

"ยืนยันว่าปลาหมอคางดำนี้กินได้ รสชาติอร่อยมาก อร่อยกว่าปลานิล เนื้อไม่เหม็นขี้โคลน เนื้อนุ่ม ถ้าหากใส่เกลือลงไปนำตากแดดเดียวทำให้เนื้อปลาแข็ง แต่ถ้านำไปต้มยำสด ๆ ใส่ใบยอดมะขามอ่อนกลายเป็นเมนูเด็ดอร่อยมาก กล้าท้าว่าหากจับปลาหมอคางดำจะไม่มีวันหมด เนื่องจากเขาเป็นปลาที่ออกลูกขยายพันธุ์เร็วมาก" ลุงสุรพล กล่าว

จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่ามีอีกหลายลำคลองที่มีปลาหมอคางดำอาศัยอยู่จำนวนมากซึ่งชาวบ้านได้ใช้อุปกรณ์ดักจับนำมาแปรรูปทำเมนูอาหารมากมายหลายอย่างทั้งแกงส้ม ต้มยำ ทอดแดดเดียวและต้มยอดมะขามอ่อน ซึ่งถือว่าเป็นอีก 1 เมนูที่สามารถปรุงเป็นเมนูอาหารที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กว่าเมนูอื่น ๆ 

นายอำนาจ โกมินทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.สามเรือน อ.เมืองราชบุรี กล่าวว่า ได้ประชาสัมพันธ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผ่านทางหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน หากพบปลาหมอคางดำที่ไหนก็จะแจ้งมาที่ผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นผู้ใหญ่จะแจ้งไปทาง สส.ในพื้นที่เพื่อประสานประมงจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการ ส่วนสถานการณ์ในคลองสามเรือนถือว่าอยู่ในช่วงระดับปานกลางคงต้องอาศัยทางประมงเข้ามาแนะนำวิธีการจับต่อไป

ยโสธร ผู้อำนวยการองค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึกลงพื้นที่ยโสธร

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 เวลา 14.00 น. ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พลเอก เดชนิธิศ เหลืองามชำ และคณะเดินทางไปพบปะเยี่ยมเยือนทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก ที่โรงเรียนอนุบาลตำบลกุดชุม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มีเครือข่ายแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก  มีนาง สิริภัทร เพียรสมผล รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก รับผิดชอบพื้นที่ 3 จังหวัด ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กล่าวรายงาน โดย พลเอก เดชนิธิศ เหลืองามชำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก เป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งพบปะเยี่ยมเยือนสมาชิกเกษตรกรรมทหารผ่านศึกหมู่บ้านนักรบไทย และมอบของที่ระลึกให้แก่สมาชิก ยโสธร 

ทหารผ่านศึกนอกประจำการ 8.272 นาย มีเครือข่าย 9 เครือข่าย ครบทั้ง 9 อำบล มีนาย บัวสอน มาสขาว เป็นทหารผ่านศึกนอกประจำการ / บัตรชั้น 3 อายุ 70 ปี เป็นแกนนำเครือข่ายทหารผ่านศึก ระดับอำเภอเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารผ่านศึกแล้ว ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และเพื่อรับทราบปัญหา  ความเดือดร้อน  แลกเปลี่ยนเสนอความต้องการ เพื่อที่จะให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกมีความมั่นคง เข้มแข็ง  ร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกันไว้ ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทหารผ่านศึกและครอบครัว  เพื่อให้มีสวัสดิการ ดูแลรักษาสุขภาพ อยู่คู่บ้านเมืองสังคมอย่างมีความผาสุก องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพร้อมที่จะดูแล อำนวยความสะดวกด้านสวัสดิการอย่างครอบคุม ขอให้ความมั่นใจว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน

โอกาสนี้ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกได้กล่าวว่า พี่น้องทหารผ่านศึกทุกท่านคงทราบดี ขอให้ตระหนักถึงความมั่นคง การพัฒนาของประเทศชาติของเรา ให้เกิดความรักสมัครสมานสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านยาเสพติด ช่วยกันเป็นกำลังอันสำคัญที่ดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้น  ผมจึงขอให้ พี่น้องทหารผ่านศึกทุกท่าน มีความรัก ความสามัคคี ร่วมมือกับทางราชการ ช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติ เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เกิดความสงบสุข สามัคคีมีความสัมพันธ์อันดีงามต่อกันตลอดไป
ชัยยะยโสธรรายงาน

เชียงใหม่-ททท.เชียงใหม่ ชูเสน่ห์ไทย Must Try มวยไทย ผ่านกิจกรรม “AMAZING MUAY THAI @CHIANG MAI”

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมแถลงข่าวการจัดงาน AMAZING MUAY THAI @ CHIANG MAI พร้อมด้วย นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ นายสุทธินันท์ ฤทธิ์บริรักษ์ Chief Executive Officer ONE MUAY THAI โดยมี เลขานุการนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่  ผู้อำนวยการ สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 5  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าของยิมมวย ครูมวย และผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ ลานกิจกรรมข่วงประตูท่าแพ 

นางพัศลินทร์  เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า ททท.เชียงใหม่ จับมือ กกท. ภาค 5 และ กกท.จังหวัดเชียงใหม่ และ ค่ายยิมมวยดังที่ได้มาตรฐานในจังหวัดเชียงใหม่ และแพลตฟอร์มออนไลน์ NOW MUAY THAI  จัดกิจกรรมอเมซิ่ง มวยไทย @ เชียงใหม่ (Amazing Muay Thai @ Chiang Mai)  ชูเสน่ห์ไทย Must Try มวยไทย  จัดโปรโมชั่นสำหรับ นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 กันยายน 2567  โดยมอบส่วนลดพิเศษให้กับผู้ที่ซื้อคอร์สฝึกซ้อมมวยไทยที่เข้าร่วมโครงการฯ มากกว่า 10 ค่ายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 

สำหรับกิจกรรม Amazing Muay Thai @ Chiang Mai ททท. สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการร่วมกับพันธมิตร กกท.และ NOW MUAY THAI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ออนไลน์ ดำเนินการโดยคนไทยที่รวบรวมค่ายมวยและยิมมวยในจังหวัดหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว กลุ่มความสนใจพิเศษ กลุ่มผู้ชื่นชอบกีฬามวยไทย ที่จะเดินทางมาเพื่อเรียนรู้ ฝึกซ้อมทักษะวิธีการชกมวยไทย

ซึ่งแคมเปญ Amazing Muay Thai @ Chiang Mai นี้มีเป้าหมายสำคัญที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยว มาสัมผัสประสบการณ์ของมวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมไทย กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมให้มวยไทยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับเจ้าของยิมมวยและครูมวยทุกท่าน โดยเรามุ่งเน้นที่จะขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น  

มวยไทย ยังเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬาผ่าน Sub-Culture สอดคล้องกับนโยบาย IGNITE TOURISM THAILAND ของรัฐบาล ซึ่งตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว (Tourism Hub) ผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่ระดับชั้นนำในฐานะ “High Value Destination” ที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุดในภารกิจของ ททท. คือการสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าผ่านการท่องเที่ยว ตามแนวคิดเสน่ห์ไทย 5 Must Do in Thailand 

อีกทั้งมุ่งเน้นที่จะขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น เจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ต้องการประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่สนใจการเรียนมวยอย่างจริงจังเท่านั้น ด้วยการทำให้มวยไทยเป็นกิจกรรมทางเลือกที่สร้างสรรค์และเพื่อสุขภาพ เราเชื่อมั่นว่าจังหวัดเชียงใหม่จะสามารถประกาศศักดาเป็นเมืองของมวยไทย และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสประสบการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับทุกท่านอย่างยั่งยืนและเติบโตในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประกาศให้ทุกคนได้ทราบถึงแคมเปญนี้ จะช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของยิมมวยและครูมวยที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการใช้มวยไทยเป็นตัวเชื่อมให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาสร้างรายได้ให้กับประเทศ

ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาร่วมกิจกรรม ไม่น้อยกว่า 200 คน สำหรับกิจกรรมอเมซิ่ง มวยไทย @ เชียงใหม่ (Amazing Muay Thai @ Chiang Mai)  เป็นการนำเสนอขายเสน่ห์ไทย 5 Must Do คือ (Must Taste, Must Try , Must buy ,Must seek, Must see) กีฬามวยไทย อยู่ในเสน่ห์ไทย Must Try  ของจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทาง มาเพื่อฝึกซ้อมมวยไทย หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย (expat) และยังเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงกรีนซีชั่น 

ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถคลิ๊กเข้าไปสมัครและรับส่วนลดผ่านเวปไซด์ www.nowmuaythai.com ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

นภาพร/เชียงใหม่   

“เชียงราย”ตม.เชียงรายไล่ล่าระทึกจับกุมขบวนการขนแรงงานเถือนพม่าเข้าไทย”

ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.เชียงราย ได้สืบทราบว่า นายปั่นติ๊ลุงจอยหรือตี๋ใหญ่กับพวก มีพฤติการณ์ร่วมกันแบ่งหน้าที่กันพาคนต่างด้าวเข้าสู่พื้นที่ตอนในโดยใช้รถยนต์กระบะหลายคัน หมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน จากการเฝ้าสังเกตุและจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบตรวจจับทะเบียนยานพาหนะ (LPR) ปรากฎข้อมูลยานพาหนะของกลุ่มขบวนการที่มีการใช้งานหมุนเวียนรับ-ส่ง คนต่างด้าว โดยมีการหมุนเวียนกันทำหน้าที่รับตัวคนต่างด้าวไปส่งยังจุดพักคอยและมีการนำคนต่างด้าวไปพำนักไว้ที่ ตั้งอยู่บ้านพักไม่ทราบเลขที่ ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองจ.เชียงราย ก่อนจะนำส่งไปยังพื้นที่ตอนใน โดย พล.ต.ท.อิทธิพล  อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , สั่งการให้ทำการสืบสวนจับกุมเพื่อตัดตอนเครือข่ายขบวนการดังกล่าว

กระทั่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2567 เวลาประมาณ 05.00น. พ.ต.ท.มนตรี  อินเปรี้ยว รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.กฤษณ์ สมณาศักดิ์ สว.ตม.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย ชุดสืบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 สกัดจับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อฟอร์ดสีดำทะเบียน จง-4043เชียงใหม่ โดยมีนายแขก ลุงปันอายุ33ปี เป็นผู้ขับขี่และ รถยนต์กระบะยี่ห้อรีโว่แคป สีขาวทะเบียน ยท-6515 จังหวัดเชียงใหม่มีนายจายเล็ก ไม่มีนามสกุล อายุ38ปีและรถยนต์นำต้นทางเป็นรถยนต์โตโยต้ารีโว สีดำ ทะเบียนยท-1575 เชียงใหม่ โดยมีนายปั่นติ๊ ลุงจอย อายุ51ปี ได้ที่บริเวณริมถนนบริเวณหลักทางหลวงสาย ๑๑๘  (เชียงราย-เชียงใหม่) บริเวณหลัก กม.๑๕๐ ช่องทางมุ่งหน้าจังหวัดเชียงใหม่ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จว.เชียงราย พบบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ทั้งสามคันซึ่งนั่งโดยสารอัดแน่นซ้อนทับกันบริเวณที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้า และที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังรวมจำนวนทั้ง3คันรวม25คนโดยมีเด็กผู้ติดตาม2คน

โดยในการนำส่งในแต่ละครั้งจะเก็บค่าใช้จ่ายจากบุคคลต่างด้าวเป็นเงิน 7,000บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน โดยส่วนใหญ่ยอมรับว่าจะเข้าไปทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พล.ต.ท.อิทธิพล  อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. มีนโยบายให้หน่วย ตม.ทั่วประเทศบูรณาการการปฏิบัติในการสืบสวนจับกุมกลุ่มขบวนการลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมาย อย่างเข้มงวดและจริงจัง การจับกุมเครือข่าย นายยุรนันท์ ฯ ในครั้งนี้ เป็นความสำเร็จจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติการณ์จนทราบว่า กลุ่มเครือข่ายนายยุรนันท์ฯ ร่วมกันขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยใช้วิธีการหลบเลี่ยงจุดตรวจ ด่านตรวจ และมีการปรับเปลี่ยนแผนประทุษกรรมให้ยากต่อการสืบสวนจับกุม
สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือโทร. 1178

สันติ วงศ์สุนันท์/หัวหน้าศูนย์ข่าวอำเภอแม่สาย/รายงาน

‘ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ’ เสด็จฯ เป็นนักร้องรับเชิญ 'ร้องข้ามกำแพง' ทรงร้องเพลงรักแรกของ ‘นนท์ ธนนท์’ บิ๊กเซอร์ไพรส์ที่คาดไม่ถึง

(19 ก.ค.67) ปล่อยตัวอย่างออกมาให้หลายคนได้ติดตาม สำหรับรายการ The Wall Song ร้องข้ามกำแพง EP.202 ที่จะมีการเปิดตัว ‘นักร้องเปิดกำแพง’ ที่มาเปิดรายการแบบพิเศษสุด ๆ ไม่เหมือนใคร โดยบอกว่าเป็น ‘BIG SURPRISE ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ’ ทำให้แฟนรายการต่างคาดเดาไม่น้อย

ล่าสุด รายการร้องข้ามกำแพง ที่ออกอากาศวันที่ 18 กรกฎาคม ก็เฉลยออกมาแล้ว ให้ผู้ชมทั่วประเทศได้รับชม ซึ่งก็คือ ‘ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี’ ทรงร้องเพลง รักแรก ของ นนท์ ธนนท์ จำเริญ งานนี้นอกจากแขกรับเชิญจะอึ้ง และเซอร์ไพรส์ไปตาม ๆ กัน

ทั้งนี้ รายการตอนดังกล่าว มีคนเข้ามาโพสต์จำนวนไม่น้อย และต่างก็ติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์ กลายเป็นกระแสไม่น้อย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top