Sunday, 30 August 2026
NEWS

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมในโอกาส สัปดาห์วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567 เมื่อวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2567 ณ บริเวณลานหน้าตึกมหิดล สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่พระคุณและบทบาทของแม่ที่มีต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ กล่าวอาศิรวาท พร้อมทั้งเปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวเปิดงาน  

กิจกรรมในวันงานประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมถวายพานพุ่มถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการจัดเลี้ยงอาหารพระราชทานแก่เด็ก เยาวชน คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส จำนวน 300 คน

มุกดาหาร-ตำรวจน้ำมุกดาหาร​ CIB​ ยึดหมูแช่แข็ง 600 กก ขณะลักลอบนำเข้าข้ามแม่น้ำโขง

เมื่อเวลา18.30 น วันที่ 2 สิงหาคม 2567 พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.3 กก.10 บก.รน. (สถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบนำชิ้นส่วนสุกรแช่แข็งเข้ามาทางเรือข้ามแม่น้ำโขงมาที่ท่าน้ำบ้านบางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงได้เรียกชุดสืบสวนสถานีตำรวจน้ำ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมประชุมชี้แจงและวางแผนในการทำงาน โดยได้แบ่งกำลังเป็นเป็น 4 ชุด คือ ชุดที่ 1 นำโดย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ สุระสะ รอง สว.(ป.ทางน้ำ)  ประจำจุดซุ่มบริเวณป่าวัดบางทรายใหญ่ ชุดที่ 2 นำโดย พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.  ประจำจุดซุ่มบริเวณป่าบ้านบางทรายใหญ่ ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำโขง ชุดที่ 3 นำโดย ด.ต.วุฒินันท์ จันทรเสนา ผบ.หมู่ ประจำจุดซุ่มบริเวณป่าด้านหลังที่ทำการประมงจังหวัดมุกดาหารติดกับฝั่งแม่น้ำโขงปากห้วยบางทราย และชุดที่ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อยู่บริเวณพื้นที่วงนอกโดยรอบ ต.บางทรายใหญ่ 

ในเวลาต่อมา พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ ได้สังเกตเห็นเรือต้องสงสัยมีสิ่งของลักษณะเป็นกระสอบอยู่บนลำเรือได้แล่นจากฝั่ง สปป ลาว ข้ามแม่น้ำโขงตรงเข้ามายังท่าน้ำบ้านบางทรายใหญ่ จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่น 3-4 ได้เข้ามาช่วยกันยกกระสอบสีเขียวและสีดำ จำนวนหลายกระสอบลงจากเรือมาไว้ที่ริมตลิ่ง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดที่ 1 , 2 และ 3 เข้าทำการตรวจสอบ ขณะเดียวกันกลุ่มชายวัยรุ่น 3-4 คนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้พากันวิ่งหลบหนีไป ส่วนเรือที่มาส่งของก็ได้หันหัวเรือแล่นกลับไปฝั่ง สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจสอบกระสอบที่ถูกทิ้งไว้รวมจำนวน 33 กระสอบ พบว่าภายในเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลบรรจุชิ้นส่วนและหนังสุกร แช่แข็ง จึงได้ ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พิพัฒน์ ส่งโฆษก พบเครือข่ายแรงงานอิสระเมืองสุพรรณฯ สร้างการมีส่วนร่วม ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมสู่ผู้ประกันตน

(2 ส.ค.67) นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มแรงงานอิสระ เพื่อประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมสู่ผู้ประกันตน จึงได้มอบหมายให้ผมเป็นประธานกล่าวเปิดโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วม เผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมสู่ผู้ประกันตน ประจำปี 2567 โดยมี ประกันสังคมจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้อำนวยการเสริมสร้างความั่นคงแรงงานนอกระบบ เครือข่ายประกันสังคมจังหวัดสุพรรณบุรี ณ วัดใหม่เพชรรัตน์ ตำบลศรีสำราญ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

นายภูมิพัฒน์ กล่าวว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมสู่ผู้ประกันตน ประจำปี 2567 ในวันนี้ กระทรวงแรงงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างหลักประกันทางสังคมสู่แรงงานภาคอิสระ ให้มีความมั่นคงในชีวิต ที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับทุกช่วงวัยและทุกกลุ่ม ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน “ทักษะดี มีงานทำ หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ “การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ” ซึ่งกล่าวได้ว่า การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการสร้างหลักประกันทางสังคมในพื้นที่ เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

นายภูมิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในการดำเนินโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมสู่ผู้ประกันตน ประจำปี 2567 ในครั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวน พระภิกษุ สามเณร 
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และประชาชนทั่วไป ที่มาร่วมโครงการให้สามารถรับรู้สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่ได้รับความคุ้มครอง กรณีเงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีชราภาพ และกรณีสงเคราะห์บุตร รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับพระภิกษุ สามเณร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ประชาชนทั่วไปได้เข้ำถึงสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสังคมมาตรา 40 เพิ่มมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล

“กระทรวงแรงงาน ขอกราบขอบพระคุณคณะสงฆ์ รวมถึงขอขอบคุณผู้สนับสนุน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ทำให้การจัดโครงการในวันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน และทุกสาขาอาชีพ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมต่อไป” นายภูมิพัฒน์ กล่าว

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ร่วมพลังบุญถวายทุนแด่พระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรรม 9 ประโยค ประจำปี พ.ศ.2567 ปีที่ 3 ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

เมื่อวันที่ (31 ก.ค.67) อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม เป็นตัวแทนกัลยาณมิตร นำปัจจัย 30,000 บาท ร่วมบุญเจ้าภาพภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป และพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค จำนวน 76 รูป และ เข้าร่วมพิธี ถวายทุนแด่พระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญ 9 ประโยค โดยมี พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา (28 กรกฎาคม 2567) ณ ห้องพินิตประชานาถ ในศาลาว่าการกลาโหม 

ขอน้อมส่งผลบุญบารมี แด่กัลยาณมิตรผู้ร่วมบุญ และปวงชนชาวไทยทั้งปวง

อานิสงส์จากการถวายภัตตาหารและจตุปัจจัยไทยธรรม

1. เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอายุ จะเป็นผู้มีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
2. เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยวรรณะ มีผิวพรรณนาวรรณะผ่องใส เป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจ เป็นที่รักชอบใจของผู้พบเห็น อันเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย
3. เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสุข มีความสุขทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งอารมณ์ แจ่มใส เบิกบาน ร่าเริงอยู่เป็นนิตย์
4. เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยพละ คือ มีเรี่ยวแรงมหาศาล เป็นที่เคารพยำเกรงของคนทั้งหลาย
5. เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยปฏิภาณ มีสติปัญญาที่ฉลาด หลักแหลม รอบรู้ในสรรพวิชชาทั้งปวง
6. เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เดินทางไป ณ สถานที่แห่งใด ย่อมได้รับการต้อนรับ อำนวยความสะดวกสบาย
7.  เป็นผู้มีกำลังใจในการสร้างบารมีไม่มีที่สิ้นสุด ประดุจดั่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย นับตั้งแต่ปัจจุบันชาติ ไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม

กราบอนุโมทนาสาธุบุญ

'พัชรวาท' เชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า 3 หน่วยงานผนึกกำลังร่วมจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก

เมื่อวันที่ (31 ก.ค.67) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก (World Ranger Day) 31 กรกฎาคม 2567 พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหารจากทส. โดยมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมพิธีวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก (World Ranger Day) ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ 

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นหน่วยงานซึ่งมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ปฏิบัติงานเป็นแนวหน้าในการอนุรักษ์คุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ทั้งพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ทางทะเล ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอยู่ประมาณ 21,000 คน โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 11 ราย ประกอบด้วย กรมอุทยานฯ 8 ราย กรมป่าไม้ 3 ราย ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ตลอดจนเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้ง 3 หน่วยงาน จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลกขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 มีการจัดงานครั้งแรกที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา และล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 จัดงานที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

สำหรับการดูแลขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯได้รับการอนุมัติจากสำนักงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2568 ให้ปรับอัตราค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า จาก 9,000 บาท เป็น 11,000 บาท โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป นอกจากนั้นแล้ว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังได้มีโครงการจัดหาวัสดุสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 และสาขาทุกสาขา จัดหาวัสดุจำนวน 15 รายการ ที่จำเป็นสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน เช่น เปลนอนประกอบมุ้ง ถุงนอน ฟลายชีท ผ้าใบกันฝน กระบอกกรองน้ำแบบพกพา ฯลฯ เพื่อส่งมอบให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในสังกัด 8,875 คน ในวงเงิน 9,210,000 บาท 

ด้านการจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในปีนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำหนดจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดี และการทำงานอันเสียสละของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ในการปกป้องรักษาทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ทั้งบนบกและท้องทะเล  อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า 

ส่วนกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การเชิดชูเกียรติ โดยการกล่าวสดุดีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า กิจกรรมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ การมอบอุปกรณ์ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อีกทั้งยังมีกิจกรรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า การแสดงสมรรถนะของรถยนต์ปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับ (UAV) สำหรับเฝ้าระวังและติดตามการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ การแสดงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พร้อมรถโมบายและอุปกรณ์เพื่อปฏิบัติงานนอกสถานที่

เจ้าหน้าที่ 3 หน่วยงานกระทรวงทส. ผนึกกำลังจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก 31 ก.ค.67 เพื่อเชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ด้านงานวันเสือโคร่งโลก ประจำปี 2567

กรมอุทยานแห่งชาติฯ กำหนดจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิดหลัก 'Go Goal Tigers : ก้าวต่อไป...Tigers' วันที่ 25 – 27 กรกฎาคม 2567

(24 ก.ค.67) นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รองปลัด ทส.) เป็นประธานแถลงข่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ทส. ผู้บริหารของกรมอุทยานแห่งชาติฯ และสื่อมวลชน ร่วมแถลงข่าวในประเด็น 1.วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก (World Ranger Day) 2.วันเสือโคร่งโลก ประจำปี 2567 ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 3 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กทม. 

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่ปฏิบัติงานเป็นแนวหน้าในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทั้งป่าไม้และทะเล และเพื่อเป็นการรำลึกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าผู้เป็นหัวใจหลัก หรือแนวหน้าในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง ทั้ง 3 หน่วยงาน จึงได้ร่วมกันจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลกขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่มาของวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลกนั้น สมาพันธ์ผู้พิทักษ์ป่าระหว่างประเทศ หรือ International Federation Ranger (IRF) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์ป่า ผู้เป็นกำลังสำคัญในการทำหน้าที่ปกป้องพื้นที่คุ้มครองของโลก ได้มีมติในการประชุม World Congress Ranger ปี พ.ศ.2549 ที่สกอตแลนด์ ให้วันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปี เริ่มต้นในปี พ.ศ.2549 เป็นวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก 

สำหรับการจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในปีนี้ พ.ศ. 2567 กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำหนดจัดงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและการทำงานอันเสียสละของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ในการปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก และยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อีกด้วย 

ด้านการจัดงาน วันเสือโคร่งโลก ประจำปี 2567 นั้น ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศ ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญของเสือโคร่ง และยังได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำด้านการอนุรักษ์เสือโคร่ง ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งที่ประชุมให้การรับรองต่อปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง อันเป็นแนวทางปฏิบัติสำคัญของโลกเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งในปัจจุบันและในอนาคต และยังได้กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันเสือโคร่งโลก ซึ่งเสือโคร่ง ถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศปัจจุบัน จากการสำรวจโดยใช้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์และประเมินประชากรประเทศไทยมีเสือโคร่งในธรรมชาติ จำนวน 179-223 ตัว

ขณะที่ การจัดงานวันเสือโคร่งโลก ประจำปี 2567  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้จัดงานวันเสือโคร่งโลก ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 25 – 27 กรกฎาคม 2567 ภายใต้แนวคิดหลัก “Go Goal Tigers : ก้าวต่อไป...Tigers” ณ ลาน Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยมีพิธีเปิดวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 พร้อมด้วยกิจกรรมและงานเสวนาเกี่ยวกับเสือโคร่งด้วย

วิทยุการบินฯ คว้ารางวัล ITA Awards สาขาพัฒนาการสูงสุด

วิทยุการบินฯ รับรางวัล ITA Awards สาขาพัฒนาการสูงสุด ด้วยคะแนน 92.37 ได้คะแนนเพิ่มสูงสุดในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ มุ่งเน้นการให้บริการและการบริหารองค์กรด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส

ดร. ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (กอญ. บวท.)กล่าวว่า “ตามนโยบายกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ) วิทยุการบินฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งได้จัดทำแผนแม่บทด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยในปีนี้วิทยุการบินฯ ได้รับรางวัลผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment) หรือ ITA Awards สาขาพัฒนาการสูงสุด ซึ่งพิจารณาจากส่วนต่างของคะแนนปีที่แล้วกับคะแนนปีนี้ เดิมปีที่แล้วได้ 83.09 คะแนน ปีนี้ได้ 92.37 คะแนน เพิ่มขึ้น 9.28 คะแนน เป็นคะแนนเพิ่มสูงสุด ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ 51 หน่วยงาน จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของวิทยุการบินฯ และเรายังคงพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการด้านต่างๆ ขององค์กรให้ได้คะแนนที่ดียิ่งขึ้น”

ดร. ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “วิทยุการบินฯ ได้มีการทบทวนผลการดำเนินงานด้านต่างๆ รวมทั้งปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อปรับปรุงพัฒนาให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม สร้างผลประโยชน์ให้กับสังคมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดำเนินงานที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้ภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง 

โดยยังคงมุ่งเน้นภารกิจการให้บริการจรารจราจรทางอากาศที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การบินศูนย์กลางการบินภูมิภาคต่อไป”

ส่องเมนูสวัสดิการภายใน 'ทบ.' มื้อละ 10 บาท ถูกกว่าทหารเกณฑ์ จัดเต็มด้วย 'ต้ม-ผัด-แกง-ทอด' หมุนเวียน ตบท้ายด้วยของหวาน

(2 ส.ค. 67) ภายหลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในโซเชียลมีเดีย กรณีทหารกองประจำการของหน่วยทหารหน่วยหนึ่งใน กทม. อัดคลิปรีวิวอาหารเช้า ประกอบด้วย 2 เมนู ต้มจืดแตงกวาใส่ไข่ กุนเชียงทอด สภาพเหมือนอาหารบูด มีแต่น้ำ พร้อมฝากถึงผู้บังคับบัญชาเข้ามาดูแล

ต่อมา กองทัพบก โดย พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ออกมายอมรับว่า ผู้บังคับหน่วยดังกล่าวได้ทราบเหตุการณ์แล้ว จึงได้พูดคุยทำความเข้าใจกับกำลังพล รวมถึงยอมรับข้อบกพร่องในการกำกับดูแลการแจกจ่ายอาหารให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์ พร้อมทั้งให้ปรับปรุงเมนูอาหาร และวิธีการแจกจ่ายอาหารให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์ ได้รับอย่างทั่วถึงพร้อมเพียงกัน 

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการหักเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนของทหารกองประจำการในส่วนราชการ สังกัดกระทรวงกลาโหม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยหน่วยที่รับผิดชอบ กำกับดูแล รวมถึงให้การสนับสนุนการฝึกทหารใหม่ สามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ตรงตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม 

กลุ่มค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องหักจากเงินเดือนพลทหาร คือ การหักค่าประกอบเลี้ยง ประมาณ 2,100 บาทต่อเดือน หรือวันละประมาณ 70 บาท หรือ มื้อละ 23 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนำไปเปรียบเทียบราคาและคุณภาพอาหาร ซึ่งเป็นสวัสดิการภายในกำลังพลในกองบัญชาการกองทัพบก พบว่า ราคาถูกกว่าเท่าตัวของมื้ออาหารทหารกองประจำการ โดยแยกเป็น ทหารชั้นสัญญาบัตร และทหารชั้นประทวน ซึ่ง กินเมนูเดียวกัน ในราคามื้อละ 10 บาท โดยแต่ละมื้อ จะประกอบด้วย ต้ม แกง ผัด ทอด หมุนเวียนกันไป ตบท้ายด้วยของหวาน

สำหรับเมนูในวันนี้ คือ ส้มตำไทย 1 จาน ต้มแซ่บหมู 1 ถ้วย ข้าวสวยพร้อมไก่ทอด 2 ชิ้น ส่วนของหวาน ลอดช่องน้ำกะทิ

ในขณะที่บุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดต่อราชการ สามารถเข้ามาใช้บริการ โดยคิดราคาคนละ 40 บาท

โดยสวัสดิการอาหารกลางวันกำลังพล ขายในกองบัญชาการกองทัพบก หัวละ 10 บาท เกิดขึ้นในยุค พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก หวังช่วยเหลือและลดค่าใช้จ่ายของกำลังพล ซึ่งเป็นการนำเงินส่วนตัวของ พล.อ.วิมล มาอุดหนุน ในส่วนต่างราคาอาหาร แต่ต่อมา เนื่องจากวัตถุดิบประกอบอาหารมีราคาเพิ่ม ทำให้กองทัพบกต้องจัดงบประมาณมาอุดหนุนจนถึงปัจจุบันนี้

‘คุณหมอศิริราช’ ขอบคุณ ‘น้องหมีเนย’ ช่วยฮีลใจเด็กป่วยโรคมะเร็ง หลังมาหาเพราะได้อ่านจดหมายจากเด็กๆ ไม่แปลกใจ!! ทำไมมีแต่คนรัก

(2 ส.ค.67) นาทีนี้ต้องยกให้เป็นขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ สำหรับ Butterbear หรือ ‘หมีเนย’ มาสคอตหมีน้อยวัย 3 ขวบ ที่ใคร ๆ ก็ต้องตกหลุมรัก

ล่าสุด ‘น้องหมีเนย’ ก็เพิ่งจะเดินทางไปทำกิจกรรมการกุศล ที่หอผู้ป่วยอานันทมหิดล 6 โรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้กำลังใจน้อง ๆ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากแฟนคลับแล้ว ก็ยังมีเสียงชื่นชมจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาเล่าเบื้องหลังสุดซึ้ง แสนประทับใจ เมื่อ รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ หัวหน้าหน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ รพ.ศิริราช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Wanatpreeya Phongsamart ระบุข้อความว่า…

“ฮีลใจ ได้เห็นความสุข แววตา และรอยยิ้มของเด็ก ๆ โรคมะเร็งที่น้องหมีเนยมามอบให้ ป้าหมอขอบคุณจากหัวใจเลยนะคะ”

“ศิริราชขอขอบคุณ น้องหมีเนย แทนผู้ป่วยเด็ก ๆ โรคเลือด และโรคมะเร็งจากหัวใจเลยนะคะ เด็ก ๆ ได้รับกำลังใจเต็มเปี่ยมเลยค่ะ เด็ก ๆ ทำกิ๊บติดผมไว้ให้น้องหมีเนย ซ้อมเต้นเพลงน่ารักไหมไม่รู้ไว้เต้นกับน้องหมีเนย และตื่นเต้นที่สุดเลยค่ะที่จะได้พบน้องหมีเนย”

“วันนี้เด็ก ๆ ได้กอดน้องหมีเนยเติมพลังบวกให้สู้ต่อ ได้เห็นแววตาและรอยยิ้มแห่งความสุขของเด็ก ๆ เด็กบางคนถึงกับน้ำตาไหลเลยนะคะ ป้าหมอเห็นแล้วชุ่มชื่นหัวใจแทนเด็ก ๆ ทุกคนจริง ๆ ค่ะ”

“ขอบคุณทีมงานและน้องหมีเนยมาก ๆ นะคะ ที่มอบความสุขและฮีลใจให้เก็บเด็ก ๆ ป้าหมอเข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมใคร ๆ ถึงรักน้องหมีเนย ป้าหมอต้องขอสมัครเป็นมัมหมีอีกคนแล้วนะคะ”

พร้อมกันนี้ ทาง รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ ยังลงคลิปวิดีโอภาพบรรยากาศสุดน่ารัก และเขียนแคปชันเล่า เหตุผลที่น้องหมีเนยเดินทางมาส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยเด็กที่โรงพยาบาลศิริราช ระบุว่า…

“เมื่อน้องหมีเนยได้อ่านจดหมายจากคนไข้เด็ก ๆ ของโรงพยาบาลศิริราช ว่าอยากให้น้องหมีเดินมาหา กิจกรรมดี ๆ ในวันนี้จึงเกิดขึ้นค่ะ ขอบคุณน้องหมีเนยมาก ๆ นะคะที่มาเติมพลังบวกให้กับคนไข้เด็ก ๆ โรคมะเร็งของโรงพยาบาลศิริราชค่ะ ฮีลใจ ทั้งคนไข้เด็ก ๆ และบุคลากรทางการแพทย์ของศิริราชเลยค่ะ ป้าหมอไม่แปลกใจจริง ๆ ค่ะ ที่ทำไมใคร ๆ ถึงรักน้องหมีเนย”

ท่ามกลางคอมเมนต์ชื่นชมความน่ารักของ ‘หมีเนย’ ในโลกโซเชียล

มูลนิธิคลังสมอง วปอ. เปิดศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทย ให้ นพม.17 แถลงผลงาน วิชาการ 'ความท้าทายของประเทศไทยในการใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเข้าสู่สังคม Net Zero ในปี 2050'

เมื่อวันที่ (31 ก.ค.67) พลเอก บุญสร้าง เนียม ประดิษฐ์ ประธานคลังสมองอาวุโส วปอ. เพื่อสังคม ปวิธายุวัฒน์ เป็นประธานการเสวนาทางวิชาการ คลังสมอง วปอ. เพื่อ สังคม ครั้งที่ 1/2567 เรื่อง "สรรสร้างสังคม Net Zero ปี 2050 ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ณ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทย เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แหลมแท่น จ.ชลบุรี 

ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก พลเอก นรินทร์ แทบประสิทธิ์ ประธาน มูลนิธิคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม , คณะผู้บริหารมูลนิธิฯ ,พลโทมนัส แถบทอง ผู้อำนวยการ หลักสูตร ผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง (นพม.) พร้อมผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 17 ร่วมรับฟังการเสวนาครั้งนี้
 
อีกทั้งในวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ได้มีการแถลงผลงานทางวิชาการของผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 17 (นพม.17) ซึ่งประกอบไปด้วยกรอบวิชาการ 6 กลุ่ม คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม จากประเด็น "ความท้าทายของประเทศไทยในการใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเข้าสู่สังคม Net Zero ในปี 2050" โดยครอบคลุมทุกด้านของยุทธศาสตร์ความมั่นคง คือ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมจิตวิทยา ด้านการป้องกันประเทศ และด้านยุทธศาสตร์ ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร Convention Hall ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทยฯ แหลมแท่น จ.ชลบุรี

‘Apple’ ประกาศลบซีรีส์โฆษณา 'The Underdogs' แล้ว พร้อมขอโทษที่ไม่ได้นำเสนอวิถีชีวิตของไทยในปัจจุบัน

หลังจากเมื่อวันที่ 18 ก.ค.67 ‘Apple’ ได้ปล่อยคลิปโฆษณา The Underdogs: OOO (Out Of Office) ที่มีการถ่ายทำในประเทศไทย ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการนำเสนอเนื้อหา หลายประเด็นภายหลังจากเผยแพร่ และสร้างความไม่พอใจต่อคนไทยและต่างชาติที่รับไม่ได้กับเมืองไทยในมุมล้าหลัง ไม่เจริญ ไม่ปลอดภัย จากคลิปโฆษณาดังกล่าว

ล่าสุดทาง Apple ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวและวันที่ 2 ส.ค.67 Apple ก็ได้ทำการยุติเผยแพร่ (ลบ) โฆษณา The Underdogs: OOO (Out Of Office) แล้ว พร้อมออกแถลงการณ์ ดังนี้...

"สืบเนื่องจากซีรีส์โฆษณา 'The Underdogs' ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นที่ 5 ในซีรีส์นี้ ทางเรามีการทำงานใกล้ชิดร่วมกับบริษัทในประเทศไทยเพื่อดำเนินการสร้างและผลิตชิ้นงานโฆษณา ซึ่งได้ทำการถ่ายทำในประเทศไทย ทั้งนี้เรามุ่งหวังและมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรมและมุมมองความคิดในแง่ดีของประเทศไทย และเราขออภัยที่โฆษณาชิ้นนี้ไม่ได้นำเสนอวิถีชีวิตของประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างครบถ้วนและเหมาะสม ณ ตอนนี้ ทางเราได้ดำเนินการยุติการเผยแพร่โฆษณาดังกล่าวแล้ว”

'อรรถชัย สิงห์ทอง' ชนะเลิศ Microsoft PowerPoint version 2019 เวที The Microsoft Office Specialist World Championship 2024

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘MOS Olympic Thailand Competition’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

“เย้!!!!! #เฮลั่น เด็กไทยคว้าแชมป์โลก 🇹🇭 โชว์ฟอร์มเก่ง เอาชนะคู่แข่งจากทั่วโลกบนเวทีการแข่งขัน The Microsoft Office Specialist World Championship 2024 การแข่งขันทักษะการใช้งาน Program Microsoft PowerPoint

ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นในระหว่างวันที่ July 28 - 31, 2024 ณ เมือง Anaheim รัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยนายอรรถชัย สิงห์ทอง ตัวแทนนักศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เข้าแข่งขันในโปรแกรม Microsoft PowerPoint Version 2019 และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าว

ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนคนเก่ง ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยได้สำเร็จ”

‘โซเชียล’ แนะ!! 'พินไทย' ในมหกรรมกีฬา น่ารังสรรค์ตามยุคสมัย คงช้างไว้ก็ได้ แต่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ชาติอื่นน่าจะอยากขอแลก

(1 ส.ค.67) ไม่ว่าจะมีการแข่งขันมหกรรมกีฬากี่ครั้งก็มักจะมีธรรมเนียมแลกพิน รวมถึงในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2024 ก็มีธรรมเนียมการแลกพินระหว่างนักกีฬา โดยแต่ละประเทศจะมีพินที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศนั้น ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในสีสันโอลิมปิกครั้งที่ 33

ซึ่งการแลกเปลี่ยนพิน เริ่มตั้งแต่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ครั้งแรก ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในปี ค.ศ. 1896 นักกีฬาหลาย ๆ คนก็มีการรีวิวการแลกพินกับเพื่อนนักกีฬาทั่วโลก เช่น หนุ่มเฟรม ธนาคาร และเทนนิส พาณิภัค ที่ได้ทำคลิปเผยแพร่ในโซเชียล

โดยพินช้างขนาดใหญ่ของไทยจะมีการแจกเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ส่วนพินช้างสีทองขนาดเล็กจะมีแจก 30 ชิ้น ล่าสุด เกิดดรามาในโลกโซเชียลถึงประเด็นประเทศไทยควรเปลี่ยนพินบ้าง เพราะพินของประเทศไทยรังสรรค์ขึ้นตั้งแต่โอลิมปิกเอเธนส์ 2004 ซึ่งผ่านมา 20 ปีแล้ว

โดยมีคนให้ความเห็นว่า “น่าจะมีการประกวดออกแบบพินให้ดูน่ารัก น่าสะสม มากยิ่งขึ้นนะคะ” , “ควรทำสัญลักษณ์ การแข่งขันปีนั้น ๆ ติดไว้ด้วย”, “เห็นนักกีฬาต่างชาติให้คะแนนพินแต่ละชาติ ให้ไทย 4/10” , “คงช้างไว้ก็ได้ แต่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง อ้าปาก กลับหัวกลับหาง ชูงวงงี้”

“ถ้าจะชูช้างเหมือนจีนชูหมีแพนด้า อย่างแรกคือมีสัญญาดูแลช้างให้ดี เหมือนจีนดูแลหมีแพนด้า สองคือเอาช้างไปทำรูปน่ารัก ๆ ยืนกับสัญลักษณ์ประเทศที่ไปแข่ง เหมือนจีนที่เอาแพนด้าไปคู่หอไอเฟลก็ได้ ลงทุนหน่อยงานสี่ปีครั้งอะ”

แถมยังมีกระแสไวรัลที่ได้รับการรับชม 2.4 ล้านวิว โดยระบุว่า “การใช้พินแบบเดิมมา 10 ปี+ นี่มันโคตรแสดงถึงความไม่ใส่ใจของการกีฬาแห่งประเทศไทยเลย ตปท. เขามหกรรมละแบบไม่ว่า กีฬาแต่ละชนิดก็แยกแบบพินใครพินมัน เห็นแล้วเศร้าแทนนักกีฬาไทยที่ผู้ใหญ่บ้านเมืองเราไม่ได้ทำอะไรด้วย Passion เลยสักนิด”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีดรามาพินไทยมีความวินเทจ แต่เซเรน่า วิลเลียมส์ นักเทนนิสชื่อดังของโลก แชมป์แกรนด์สแลม 23 สมัย และเหรียญทองโอลิมปิก 4 สมัย ซึ่งเธอเป็นนักสะสมพินตัวยงก็ออกมาเผยพินที่เธอชอบและไม่ได้แลกกับคนอื่นเมื่อได้มาว่า “มีไม่กี่ประเทศ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น ที่ฉันจะไม่เคยคิดจะแลก ในที่สุดฉันก็คว้าพินเกาหลีเหนือ ที่ริโอได้ ดังนั้น ฉันจะไม่มีวันแลกสิ่งนี้เลย”

หากเปิดดูในเว็บไซต์อีเบย์ก็พบว่าราคาการซื้อขาย พินของประเทศไทยมีราคา 54.99 เหรียญ หรือเกือบ 2,000 บาท

'อัษฎางค์' แนะ!! คนไทยปล่อยวางกระแสโฆษณา Apple เชื่อ!! ดูถูกหรือไม่? คนทั้งโลกรู้จักไทยวันนี้ดีพออยู่แล้ว

(1 ส.ค. 67) อัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

โฆษณาของ Apple อีกสักที

ผมอยู่เมืองนอกมานานมากพอสมควร ไอ้เรื่องฝรั่งที่มีมุมมอง ความรู้หรือทัศนคติแบบดูถูก เหยียดหยามหรือแค่เข้าใจผิด เกิดขึ้นอยู่เสมอ

แต่เวลาที่ถูกฝรั่งเข้าใจผิด หรือดูถูก เหยียดหยามก็ตาม ไม่เคยทำให้ผมโกรธจนตัวเนื้อสั่น แต่ผมกลับมีความรู้สึกเดียวคือ ไอ้ฝรั่งคนนี้ ‘กระจอก โคตรบ้านนอก ไดโนเสาร์’

เพราะอะไรถึงคิดแบบนั้น?

ก็เพราะคนเขารู้จักเมืองไทยกันทั้งโลกแล้ว แกมาจากหลังเขาลูกไหนถึงไม่รู้ว่าเมืองไทยเป็นยังไง Google Internet ใช้เป็นรึเปล่า ทำไมถึงคิดว่าเมืองไทยเป็นอย่างนั้น

คือแทนที่จะโกรธจนตัวสั่นที่ถูกฝรั่งดูถูก ผมดูถูกมันกลับไปแล้วในทันที เพราะฉะนั้น สบายตัว

ใครพูดอะไรออกมา ย่อมบ่งบอกตัวตนของเขา ‘คนโง่ก็พูดอะไรโง่ ๆ ออกมา’ เราจะต้องไปเต้นแร้งเต้นกาทำไม

Apple ทำโฆษณาแบบนี้ออกมา ก็บ่งบอกตัวของ Apple เอง บ่งบอกความเป็นอเมริกันชนของตนเอง และจะโดนฝรั่งชาติอื่น ๆ หัวเราะเยาะไปเอง

แต่ผมว่า มันคงไม่ถึงกับต้องโยน iPhone iPad Apple Watch ทิ้งแล้วแห่กันย้ายค่ายกระมัง

คือผมไม่รู้สึกอะไรเลยถ้าใครจะโกรธ Apple หรือใครจะเลิกใช้ จะย้ายค่าย อันนั้นมันเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งทำได้อยู่แล้ว และผมเคารพการตัดสินใจส่วนตัวของแต่ละคน

แต่คงไม่ต้องถึงขั้นออกมารณรงค์ ชักชวนหรือแห่กันแบน 

ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ตามความคิดเห็นหรือความรู้สึกของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม การที่มีกระแสไม่พอใจในเมืองไทยหนัก ๆ แบบนี้ ผมว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะเป็นเสียงสะท้อนที่ดังกลับไปถึง Apple และชาวอเมริกัน (บางคน) ที่เข้าใจอะไรผิด ๆ คิดว่าตัวเองนำสมัยและเป็นเจ้าโลกอยู่ฝ่ายเดียว และให้ชาวโลกได้รู้ถึงความกระจอก กับความรู้ที่ล้าสมัย และความเป็นฝรั่งบ้านนอก เป็นกบในกระลาอเมริโกย ที่ไม่เคยออกมาดูโลกว่า เขาไปกันถึงไหนแล้ว

สรุป ความเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์ของผมคือ…

1. ผมเห็นด้วยกับกระแสความไม่พอใจ ที่จะดังสะท้อนไปถึง Apple และชายอเมริกัน (บางคน) 

2. ผมเคารพในความคิดเห็นของแต่ละคนต่อ Apple หลังจากชมโฆษณาชิ้นนี้ 

3. แต่ไม่เห็นด้วยกับการตีโพยตีพายอะไรกันจนมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง 'กระแสแห่ตามกัน'

เพราะไอ้กระแสแห่ตามกันนี้มันอันตราย เหมือนที่เกิดขึ้นกับเรื่องการบ้านการเมืองของไทย ที่ชอบใครเกลียดใครก็แห่ตามกันจนไม่ลืมหูลืมตา แล้วมันเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะมันบ่งบอกว่าคนไทยหลอกง่าย การจะหลอกหรือจะสร้างกระแสให้ชอบหรือเกลียดใครหรืออะไรก็ทำได้ไม่ยาก เพราะถ้าจุดกระแสอะไรที่ขึ้นมาได้ คนไทยก็มักแห่ตามกัน

ผมเชื่อในแนวคิดที่ว่า ‘ถ้าเราเป็นทองแล้วมีคนเห็นเราเป็นอึ เราจะไม่มีวันกลายเป็นอึ แต่จะยังคงเป็นทองตลอดไป’

คนที่เป็นทองก็มักไม่นิยมที่จะเอา ‘พิมเสนไปแลกกับเกลือ’

โฆษณาแบบนี้ ทำให้เราคนไทยและชาวโลกได้ตาสว่างว่า คนอเมริกันหลงตัวเองอยู่ในกะลา และเป็นการเปิดเผยตัวตนออกว่าว่าตัวเองเป็น ‘ไอ้กระจอก โคตรบ้านนอก ไดโนเสาร์’

‘เป็นผู้ที่ครอบครองเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คนของตนโคตรล้าสมัย’

เห็นด้วยหรือเห็นต่างจากผมก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็แค่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวในบ้านของตัวเอง

‘สุชาติ’ หารือ ‘ทูตโมซัมบิก’ ผลักดันอุตสาหกรรม-การค้าอัญมณี เล็งแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ-วัตถุดิบในการทำเครื่องประดับ

(1 ส.ค. 67) ณ กระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย ให้การต้อนรับและหารือกับนายเบลมีรู จูแซ มาลาตี (H.E. Mr. Belmiro José Malate) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงจาร์กาตา ในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วม ‘พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗’ 

โดยโมซัมบิกเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณแอฟริกาตอนใต้ เป็นเมืองท่าสำคัญ สามารถเป็นประตูการค้าไปสู่ทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแอฟริกาตอนใต้ อาทิ แอฟริกาใต้ มาลาวี ซิมบับเว แซมเบีย และเอสวาตินี 

นอกจากนี้ โมซัมบิกยังเป็นแหล่งวัตถุดิบอัญมณีและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของไทย ขณะเดียวกัน ไทยมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าเกษตร และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งโมซัมบิกมีความต้องการใช้ภายในประเทศสูง จึงได้ฝากเชิญชวนนักธุรกิจโมซัมบิกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ Bangkok Gems & Jewelry Fair (อัญมณีและเครื่องประดับ) งาน Bangkok RHVAC and E&E (สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) และงาน THAITHAM (เครื่องจักรกลการเกษตร) เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าศักยภาพของไทยเข้าสู่ตลาดโมซัมบิก ขณะเดียวกัน โมซัมบิกได้ฝากเชิญชวนนักธุรกิจไทยเข้าร่วมงาน FACIM ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ของโมซัมบิก จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 1 กันยายน 2567 ณ กรุงมาปูโต 

“ผมได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของทั้งสองประเทศ
ซึ่งมีผลประโยชน์เกื้อกูลกัน โดยโมซัมบิกมีความประสงค์ที่จะเรียนรู้ทักษะการเจียระไนจากไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ขณะที่ไทยมีความต้องการวัตถุดิบอัญมณี โดยเฉพาะพลอยแดงและพลอยเนื้ออ่อนจากโมซัมบิก ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดพลอยคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผมจึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างกัน และในโอกาสเดียวกัน ผมได้แจ้งท่านเอกอัครราชทูตว่า ขอเรียนเชิญนายการ์โลส ซาคาเรียส (H.E. Mr. Carlos Zacarias) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรณีและพลังงานโมซัมบิก เดินทางเยือนประเทศไทย ในช่วงที่กระทรวงพาณิชย์มีการจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair ในเดือนกุมภาพันธ์และกันยายนของทุกปี เพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ด้านการค้าอัญมณีระหว่างสองประเทศต่อไป” นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โมซัมบิกเป็นคู่ค้าอันดับที่ 56 ของไทย และอันดับที่ 6 ในทวีปแอฟริกา โดยในปี 2566 การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 693.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,254.61 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปโมซัมบิก 181.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,264.90 ล้านบาท) และไทยนำเข้าจากโมซัมบิก 511.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (17,989.71 ล้านบาท) สำหรับการค้าระหว่างกันในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 มีมูลค่า 299.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (10,765.76 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปโมซัมบิก 134.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,813.16 ล้านบาท) และไทยนำเข้าจากโมซัมบิก 164.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,952.60 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ข้าว น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคหะสิ่งทอ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ อัญมณี ถ่านหิน สินแร่โลหะ และกุ้งแช่เย็นแช่แข็ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top