Wednesday, 15 July 2026
NEWS

‘ปชป.’ ถ่อมตัวผลสำรวจไลน์ทูเดย์โหวต ‘เฉลิมชัย’ ครองใจประชาชนอันดับ 3 รองจาก ‘เศรษฐา-พิธา’ ‘อลงกรณ์’ เผย 5 ตัวแปรดันหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตีตื้นขึ้นท็อปทรี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า ผลโหวตสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของนักการเมืองในปัจจุบันของไลน์ ทูเดย์(Line Today)ประจำเดือนกรกฎาคมยกให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ติดอันดับที่ 3 รองจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับพรรคประชาธิปัตย์หลังจากเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าผลสำรวจมีขึ้นมีลง วันนี้ขึ้นพรุ่งนี้ลงเป็นธรรมชาติของการเมืองที่มีความไม่แน่นอน มีแต่ทำงานหนักเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไปเท่านั้นจึงจะได้รับโอกาสจากประชาชน นายอลงกรณ์ให้เหตุผล 5 ประการที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประชาชนโหวตให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่

1.ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรค มุ่งปรับพรรคให้ทันสมัยทันโลก มองอนาคตก้าวข้ามอดีตและการเมืองแบบเก่า
2.การทำงานในฐานะฝ่ายค้านทั้งในและนอกสภาอย่างเข้มแข็ง
3.การสื่อสารการเมืองแบบดิจิตอล คอมมิวนิเคชั่นโดยศูนย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการสื่อสารที่ตั้งขึ้นใหม่รับผิดชอบโดย ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
4.การขับเคลื่อนพรรคอย่างมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคกำหนดวิสัยทัศน์ จุดยืน ทิศทางและแนวนโยบายใหม่มีหัวหน้าพรรคเป็นประธานด้วยตัวเอง
5.การเปิดพรรคกว้างสร้างเครือข่ายและเปิดรับคนรุ่นใหม่

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ข้อความขอบคุณในเฟสบุ๊คและทุกดิจิตอลแพลตฟอร์มของพรรคดังนี้ “พรรคขอขอบคุณที่ได้โหวตให้กับหัวหน้าพรรค คนของพรรคประชาธิปัตย์ จากผลโพลดังกล่าวจะเป็นกำลังใจให้พวกเราได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถต่อไป”
สำหรับLine Today ได้เปิดเผยผลโหวตสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของนักการเมืองในปัจจุบัน ประจำเดือนกรกฎาคมซึ่งเปิดโหวตตั้งแต่วันที่ 1-20 ก.ค.2567 ที่ผ่านมา ในห้วข้อ “คุณคิดว่าใครมีบทบาท ผลงานโดดเด่น หรือถูกใจคุณที่สุด” ปรากฏผลการสำรวจ 10 อันดับแรก 10 อันดับแรก ดังนี้ อันดับ 1 ได้แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 8,742 คะแนน หรือคิดเป็น 40.13% อันดับที่2 คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้คะแนน 7,427 คะแนน คิดเป็น 34.09% อันดับ ที่ 3 คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ได้มา 1,966 คะแนน หรือ 9.02% และอันดับ 4 คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ 565 คะแนน คิดเป็น 2.59% อันดับที่ 5 ได้แก่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มีคะแนน 479 คะแนน คิดเป็น 2.2%

อันดับที่ 6 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 471 คะแนน คิดเป็น 2.16 % อันดับที่ 7 ได้แก่ น.ส.จิราพร สินธุไพร ได้ 204 คะแนน คิดเป็น 0.94% อันดับที่ 8 ได้แก่ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ได้ 191 คะแนน คิดเป็น 0.88 % อันดับที่ 9 ได้แก่ นายชวน หลีกภัย ได้ 190 คะแนน คิดเป็น 0.87 % อันดับที่ 10 ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม ได้ 182 คะแนน คิดเป็น 0.84% 

‘นักธุรกิจฟาร์มปลาสวยงาม’ ไขกระจ่างปมเจอปลาเทราต์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ชี้!! เติบโตในน้ำอุณหภูมิไม่เกิน 24 องศา โอกาสรุกรานระบบนิเวศไทยมีน้อย

(23 ก.ค. 67) นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nitipat Bhandhumachinda’  ระบุว่า…

กรณีปลาเทราต์ที่มีคนกล่าวว่าพบเจอหลุดในแหล่งธรรมชาติ และกังวลว่าจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศ โดยมีการอ้างอิง IUCN ว่าเป็นชนิดปลาที่สามารถรุกรานรุนแรงสายพันธุ์หนึ่งนั้น

ก็ต้องเรียนว่า ปลาเทราต์ในโครงการหลวงดังกล่าวนั้น เป็นปลาที่มีการนำเข้ามาทั้งในรูปแบบเพาะเลี้ยงจากไข่ปลา และมีการพัฒนาวิจัยจนสามารถเพิ่มจำนวนลูกปลาได้ด้วยการผสมเทียมในอุณหภูมิน้ำที่ประมาณ ๑๒ องศา

ส่วนการเลี้ยงดูให้เติบโตจนขายได้นั้น ปลาชนิดนี้ต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่อุณหภูมิไม่เกิน ๒๔ องศาตลอดทั้งปี โดยยิ่งอุณหภูมิต่ำกว่านั้นโอกาสรอดก็ยิ่งสูง

ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประชาชนชาวเขาในพื้นที่ให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังสร้างประโยชน์ในการลดปริมาณการนำเข้าเนื้อปลาชนิดเดียวกันซึ่งประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศนิยมรับประทาน

จากการศึกษาเบื้องต้นแล้วโอกาสที่ปลาชนิดนี้จะขยายพันธุ์ในแหล่งธรรมชาติของไทยไม่ว่าจะภาคไหน ๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบนิเวศของไทยไม่ได้มีความพร้อมใด ๆ ต่อทั้งพฤติกรรมในการผสมพันธุ์อีกทั้งไม่มีภูมิประเทศที่เหมาะสมใด ๆ ต่อการขยายพันธุ์เลย

การจะอ้าง IUCN ซึ่งน่าจะหมายถึงการรุกรานรุนแรงในระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะนำมากล่าวได้ในแหล่งนิเวศที่แตกต่างกันขนาดนี้

แต่ในขณะเดียวกัน หากมีการที่ลูกปลาหลุดไปเติบโตอยู่ในแหล่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะหลุดมาในจำนวนมากน้อยอย่างไร

ทางเจ้าหน้าที่ของโครงการก็สมควรต้องตระหนักและหามาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมดูแลให้โอกาสที่ปลาจะหลุดรอดออกไปได้นั้น มีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยให้ได้เช่นกันนะครับ

ผมก็คงต้องเรียนไปตามข้อเท็จจริงเช่นนี้นะครับ

’อนุทิน‘ กร้าว!! ปม ‘ขายพาสปอร์ต‘ ไม่ว่าประเทศไหน ก็ผิดกฎหมาย พร้อมจี้ขยายผลหาตัวการเอี่ยว ‘กลุ่มธุรกิจสีเทา-ผู้มีอิทธิพล’ หรือไม่

(23 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงาน ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง กรณีการปิดประกาศป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ขายพาสปอร์ต และรับทำสัญชาติบางประเทศ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง ว่า ตนสั่งกรมการปกครอง ให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้ดำเนินการติดตาม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องป้ายดังกล่าว การประกาศขายพาสปอร์ต ไม่ว่าประเทศอะไรก็ผิดกฎหมายทั้งนั้น 

จากนี้จะขยายผลว่ามีเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือไม่ หรือเข้าข่ายกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการทำผิดกฎหมายหรือไม่ เราต้องเร่งปราบปรามโดยใช้ความเป็นเจ้าพนักงาน เรื่องนี้เป็นการทำเกินไป จึงสั่งปลดป้ายทันที ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งนั้น ตนตื่นขึ้นมาพอทราบข่าวก็สั่งอธิบดีกรมการปกครองให้ไปดำเนินการทันที ซึ่งเขาทำไปก่อนแล้ว และทางเจ้าของป้ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 

เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวจะกลายเป็นไฟไหม้ฟาง พอกระแสหายเรื่องก็จะเงียบใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันอยู่ที่ว่าเราเข้มงวดกวดขันแค่ไหน การกวดขันผับบาร์ต่าง ๆ ก็ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง รวมถึงการกวดขันปราบปรามยาเสพติด ยืนยันเราไม่ได้รังเกียจคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย แต่เรารังเกียจคนต่างชาติที่เข้ามาแล้วทำผิดกฎหมายในประเทศเรา สำหรับตนมองว่าเป็นการย่ำยี ฉะนั้นก็ไปจัดการคนผิด และไล่มันออกไปจากประเทศนี้เท่านั้นเอง ส่วนคนที่เป็นนักธุรกิจทำถูกต้องเราก็อำนวยความสะดวก ให้เขาได้มั่นใจว่าประเทศไทยเรานั้นปลอดภัย และขยายตัวทางเศรษฐกิจได้

‘วราวุธ’ วอน!! ปชช. ‘หยุดให้เงินขอทาน’ ชี้!! ยิ่งให้เท่ากับยิ่งหนุนขบวนการ ‘ผิดกฎหมาย’

(23 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สื่อมวลชน นำเสนอข่าว กลุ่มขอทานต่างด้าว 10 กว่าราย มีทั้งเด็กทารกแรกเกิด เด็กเล็ก คนพิการ และผู้เฒ่าผู้แก่ นั่งนอนขวางถนน ขอทานผู้ใจบุญตามจุดต่าง ๆ ในงานวัดชัยมงคลพระอารามหลวง พัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี 

และสื่อรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาจัดการ แต่เมื่อทิ้งช่วงไป กลุ่มขอทานต่างด้าวจะกลับเข้ามาในพื้นที่อีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขอทานต่างด้าวกลุ่มเดิม ๆ ที่เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปทำประวัติ แล้วกลับมาขอทานซ้ำอีก 

เมื่อคืนวันที่ 21 ก.ค. 67 ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ พม. ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน จังหวัดชลบุรี (ศรส.จังหวัดชลบุรี) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี และฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย สำนักปลัดเมืองพัทยา ลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบผู้ทำการขอทานในเมืองพัทยา 3 แห่ง คือ 

1) วัดชัยมงคลพระอารามหลวง พัทยาใต้
2) บริเวณชายหาดพัทยา และ
3) บริเวณถนนพัทยาสาย 2 

พบผู้ทำการขอทาน ทั้งหมด 11 คน พร้อมผู้ติดตาม ประกอบด้วย คนไทย 3 คน และคนสัญชาติกัมพูชา จำนวน 8 คน โดยมีการนำเด็กมานั่งทำการขอทานด้วย เด็กอายุต่ำสุด 1 ปี 2 เดือน และเด็กอายุสูงสุด 9 ปี

ทีม ศรส.จังหวัดชลบุรี พร้อมทีมสหวิชาชีพได้ดำเนินการสอบประวัติ และทำบันทึกจับกุมตาม พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 พร้อมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย 

โดยได้ลงบันทึกประจำวัน ถูกเปรียบเทียบค่าปรับ และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง 8 รายที่เป็นสัญชาติกัมพูชา และคนไทย 3 ราย ถูกเปรียบเทียบปรับและทำบันทึกตักเตือน พร้อมทั้งจะลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่กลับมาทำการขอทานซ้ำอีก

สำหรับผลการดำเนินงานจากระบบฐานข้อมูลจัดระเบียบคนขอทาน ประจำปีงบประมาณ 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 มิถุนายน 2567 พบผู้ทำการขอทานจำนวนทั้งสิ้น 467 ราย เป็นคนไทย 307 ราย และเป็นคนต่างด้าว 160 ราย โดยมีสัญชาติกัมพูชามากที่สุดถึง 130 ราย รองลงมาเป็นเมียนมา 18 ราย สปป.ลาว 4 ราย จีน 5 ราย และไร้สัญชาติ 3 ราย  

สำหรับจังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่พบขอทานเป็นอันดับ 2 คือจำนวน 39 ราย รองลงมาจากกรุงเทพมหานคร จำนวน 156 ราย รวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ 21 ราย และจังหวัดภูเก็ต 19 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นจังหวัดใหญ่และเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก นับเป็นแหล่งรายได้สำคัญของขอทาน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยังมีขอทาน คือ การให้ เมื่อมีผู้ให้ เพราะความสงสาร นำมาซึ่งการมีขอทานในสังคม ซึ่งขอทานมักมีพฤติการณ์ที่น่าสงสาร มีข้อจำกัดด้านร่างกายและจิตใจ มีความพิการ และบางส่วนเกิดกระบวนการค้ามนุษย์ เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรง 

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าหากพบเห็นขอทาน เราไม่ควรให้เงิน ด้วยความสงสาร เพราะการขอทานเป็นการกระทำผิดกฎหมาย 

หากพบเห็นขอให้พี่น้องประชาชนโทรแจ้งมาที่ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. กระทรวง พม. ผ่านสายด่วน 1300 บริการตลอด 24 ชั่วโมง

สมุทรปราการ-ครบรอบ 62 ปี สส.คนดัง!! สมุทรปราการ 'ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร' นักธุรกิจ กลุ่มผู้สูงอายุ นักเรียน กว่า 1,000 คน ร่วมอวยพร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ภายในโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ชั้นมัธยมสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ ทางคณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ชั้นมัธยม คณะครู นักเรียน คณะผู้บริหารเทศบาลตำบลแพรกษา คณะสมาชิกสภาเทศบาล 

ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุจำนวนมากได้จัดงานอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 62 ปี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา โดยมี นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย คณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา คณะครู นักเรียน นักธุรกิจ กลุ่มผู้สูงอายุ ร่วมร้องเพลงอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้กับท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

ในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด ครบ 62 ปี อีกทั้ง ทางคณะครู นักเรียน และกลุ่มผู้สูงอายุที่เดินทางมาร่วมงานได้มอบดอกกุหลาบสีแดงให้กับท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดนี้อีกด้วย ประกอบกับ ภายในงานยังได้จัดซุ้มอาหารจำนวนมาก นำมาแจกจ่ายเลี้ยงต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ได้ทานฟรีอีกด้วย

ชัยภูมิ-สพม.ชัยภูมิ เร่งอบรมเชิงปฏิบัติการ 'ยุวมัคคุเทศก์' แก่ครูผู้สอน ขยายผลสู่นักเรียน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.ชัยวัฒน์ ตั้งพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ (สพม.ชัยภูมิ) เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชัยภูมิยุวมัคคุเทศก์ พัฒนาการเรียนรู้ เชิงรุก ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ มุ่งสู่มาตรฐานสากล (Chaiyaphum Smart Guide Enhance Active Learning through Resources Development for international Learning Pathway ) ประจำปี2567 แก่ครูภาษาอังกฤษจากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ  โรงเรียนละ 2 คน จำนวนทั้งสิ้น 74 คน มีระยะเวลาในการจัดโครงการ 1 วัน ใน วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ 

ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ เพื่อให้ความรู้และพัฒนาทักษะ ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ผ่านกิจกรรมมัคคุเทศก์แก่ครูสู่การพัฒนานักเรียนในสังกัด สพม.ชัยภูมิ เป็นการสนองนโยบายเร่งด่วน ของท่าน รมว.ศึกษาธิการ ด้านการประชาสัมพันธ์ soft power สถานที่สำคัญ แหล่งท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา สินค้าอื่น ๆ ของจังหวัดชัยภูมิ เป็นภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เป็นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยผ่านกิจกรรมมัคคุเทศก์ในท้องถิ่น สู่การจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากล และที่สำคัญต้องการพัฒนาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศจากการปฏิบัติงาน (Best Practice) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนภาษาต่างประเทศผ่านกิจกรรมด้านมัคคุเทศก์ 

ด้าน นายประทีปแสง พลรักษา รองผู้อำนวยการ สพม.ชัยภูมิ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชัยภูมิยุวมัคคุเทศก์ พัฒนาการเรียนรู้ เชิงรุก ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้มุ่งสู่มาตรฐานสากล (Chaiyaphum Smart Guide Enhance Active Learning through Resources Development for international Learning Pathway ) ประจำปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก และใช้สื่อสารกันได้ทั่วโลก ประกอบกับการจัดการเรียนรู้ต้องให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยความสุข และเกิดทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริง ประกอบกับการจัดการเรียนรู้ของครูต้องให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ความสุข เกิดทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริงและ กระบวนการพัฒนาเข้าสู่ห้องเรียน เชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นsoft Power ของจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นการพัฒนาการศึกษาภาษาต่างประเทศภายใต้กิจกรรมชัยภูมิ ยุวมัคคุเทศก์ ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้

ทั้งนี้ ได้รับความการสนับสนุนร่วมมือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ธิเช่น สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยภูมิ  โรงพยาบาลชัยภูมิรวมแพทย์ มัตสุบายาชิ และอื่นๆ เนื่องจากจังหวัดชัยภูมิ เป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เช่น น้ำตกตาดโตน มอหินขาว พระธาตุชัยภูมิ และแหล่งท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน ทั้ง 2 แห่ง ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และอุทยานแห่งชาติไทรทอง และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกมากมาย

ราชนาวิกสภา บริจาคเงิน เพื่อจัดซื้อรถเข็นนั่งสำหรับผู้ป่วย

พลเรือโทวสันต์ สาทรกิจ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ นายกกรรมการราชนาวิกสภา ในนามของคณะกรรมการราชนาวิกสภา มอบเงินบริจาต จำนวน 100,000 บาท ให้กับศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เพื่อจัดซื้อ รถเข็นนั่งใช้กับผู้ป่วย สำหรับข้าราชการ กองทัพเรือ และครอบครัว ในบริเวณ กองบัญชาการกองทัพเรือและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถยืมใช้งานได้ 

โดยมี น.อ.หญิง ผุสดี หิรัญอัศว์ รองผอ.รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ และ ผอ.ศูนย์สุขภาพ (คลองมอญ) เป็นผู้รับมอบ เมื่อ19 ก.ค.67

ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เป็นเครือข่าย ของศูนย์ปันน้ำใจสาธุ ซึ่งได้ร่วมกับโรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดตั้งเครือข่ายให้ยืมอุปกรณ์เครื่องใช้สอยทางการแพทย์ รวมทั้งรถเข็น เตียงผู้ป่วย สำหรับข้าราชการกองทัพเรือ และครอบครัว และจะเพิ่มการให้บริการกัยประชาชนทั่วไป ในโอกาสต่อไปด้วย

‘สาว’ อวดแชตคุยกับ ‘เพื่อนตำรวจ’ ช่วยเคลียร์ค่าปรับ 500 บาท หลังโดนข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อก โว!! ใช้งานให้เป็นประโยชน์

เมื่อวานนี้ (22 ก.ค.67) เพจ ‘Red skull’ โพสต์ภาพสตอรี่ของสาวรายหนึ่ง โดยเป็นแชตที่เจ้าตัวถูกใบสั่งในข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อก ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดคุยกับเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยบอกว่าตนเองโดนจับ ให้ไปเสียค่าปรับจำนวนเงิน 500 บาท โดยเพื่อนที่เป็นตำรวจได้ตอบกลับไปว่า ให้เอาใบสั่งมาให้ตนเอง ทั้งนี้ สาวเจ้าของโพสต์ได้ระบุข้อความว่า…

“เพื่อนโดนจับหมวก ก็ใช้งานตำรวจให้เป็นประโยชน์ซะเลย“

ทั้งนี้ พบว่ามีชาวเน็ตต่างเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสาวรายนี้เป็นจำนวนมาก

'กองทัพเรือ' โดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ช่วยเหลือประชาชน จากอุทกภัย

เมื่อวานนี้ (22 ก.ค.67) พลเรือโทสมรภูมิ จันโท ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ สั่งการให้ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน จัดกำลังพล เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ณ บริเวณ ตลาดเจริญสุข ต.ท่าช้าง อ.เมือง จว.จันทบุรี 

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ได้กำหนดเป็น "มอตโต้" แนวทางในการปฏิบัติงานของกำลังพลทุกระดับไว้คือ "เทิดทูนสถาบัน ยึดมั่นระเบียบวินัย ประชาชนภูมิใจ ทะเลไทยมั่นคง" Fit for the Future

‘ตำรวจ’ แจง!! ป้ายโฆษณาจีนชวนซื้อพาสปอร์ตย้ายประเทศ ‘ไม่ผิดกฎหมาย’ เหตุไม่ได้เชิญชวนให้เปลี่ยนเป็นสัญชาติไทย ชี้!! ทุกประเทศซื้อขายเป็นปกติ

(23 ก.ค. 67) จากกรณีป้ายโฆษณาภาษาจีน พบเป็นการชวนซื้อพาสปอร์ตย้ายประเทศถูกติดตั้งอยู่บริเวณแยกห้วยขวาง จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล ต่อมาพบว่าเจ้าหน้าที่เขตห้วยขวางทำการรื้อป้ายดังกล่าวออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด มีรายงานเพิ่มเติมว่า พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า ข้อสงสัยที่ว่าการติดตั้งป้ายดังกล่าวทำได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่าทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และไม่ใช่การโฆษณาว่าจะเปลี่ยนสัญชาติไทย โดยในป้ายจะเห็นได้ว่าทุกประเทศมีการซื้อขายกันปกติ

'ชาวอบต.เกาะยอ' ขอบคุณ!! 'เจือ ราชสีห์' ลุยติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ ช่วยลดต้นทุนพลังงานผลิตน้ำประปาหมู่บ้านลงถึงจุดละ 12,000 บาท

(23 ก.ค.67) นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่พร้อมด้วยตัวแทนพลังงานจังหวัดสงขลาและตัวแทน อบต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา ลงพื้นที่ดูสถานที่ตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่น้อยกว่า 20 kw เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานสำหรับระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านหมู่ที่ 7 - หมู่ที่ 9 ตำบลเกาะยอ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ (งบพัฒนาจังหวัด) ประจำปี 2569 จำนวน 470,000 บาท สำหรับติดตั้งเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ Solar cell on-grid ขนาดไม่น้อยกว่า 20 กิโลวัตต์ เพื่อลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า

ด้าน ตัวแทน อบต.เกาะยอ กล่าวว่า "ผมขอขอบคุณนายเจือ ราชสีห์ และพลังงานจังหวัดสงขลา ที่ได้ประสานและจะดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลเกาะยอในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วง ซึ่งปัจจุบัน อบต.เกาะยอต้องแบกรับจ่ายค่าไฟฟ้าสำหรับการจ่ายน้ำแต่ละจุดประมาณ 12,000 บาทได้ หลังจากที่นายเจือ ราชสีห์ ประสานงบประมาณมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ แล้วค่าไฟฟ้าจะลดลงเป็นอย่างมากและพี่น้องประชาชนกว่า 500 ครัวเรือนจะได้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงขอขอบคุณนายเจือ ราชสีห์ อีกครั้งหนึ่งครับ"

เลย - รมว.กลาโหม "แถลงข่าว" ตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ 1 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2567เวลา 18.00 น. นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานแถลงข่าวตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ 1 ล้านเม็ด พร้อมด้วย นายจำนงค์ ไชยมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงกลาโหม , พล.ต.นรธิป โพยนอก ผู้บัญชาการ กกล.สุรศักดิ์มนตรี , นายกิตติคุณ บุตรคุณ  รอง ผวจ.เลย , พ.ต.อ.ยุทธวัฒน์ โชคชัย  รอง ผบก.ภ.จว.เลย , พ.ต.อ.นิพนธ์ สมานชาติ ผกก.สภ.ปากชม , นายยศวัฒน์ พัชระศักดิ์สกุล นายอำเภอปากชม , พ.ต.ท.อภิรักษ์ อังคศิริสรรพ รอง ผกก.สส.สภ.ปากชม , พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ ปราบคนชั่ว สว.สส.สภ.ปากชม , พ.อ.คมศักดิ์ พราวศรี รองผู้บังคับการควบคุมที่ 3 (ร.8) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี , พ.อ.อินทราวุธ ทองคำ ผบ.กรม.ทพ.21 , พ.ต.ต.สุเมธ พลเยี่ยม ผู้บังคับกองร้อย ตชด.ที่246 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติด ที่สถานีตำรวจภูธรปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย โดยในห้วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน จนกระทั่งเวลาประมาณ 01.30 น.วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 มีรถจักรยานยนต์ 1 คัน และรถกระบะอีซูซุ สีบรอนด์เงิน ทะเบียน ผค 9273 เพชรบูรณ์ ขับมาที่ด่านตรวจลักษณะต้องสงสัย จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น ทราบชื่อว่า นายถิรายุ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี คนขับรถกระบะ นายจีรวุธ (นามสมมุติอายุ 23 ปี นายวัชรินทร์ (นามสมมุติอายุ 20 ปี ขี่รถ จยย. จากการตรวจค้นพบยาบ้า 5 กระสอบ รวม 1,000,000 เม็ด จึงได้จับกุมตัวพร้อมของกลาง มาขยายผลที่ สภ.ปากชม

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้ถ้อยคำว่าตนได้มารับยาบ้าของกลางดังกล่าวที่เขตอำเภอปากชม เพื่อนำไปส่งที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวข้างต้น พร้อมทั้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ต้องหาทั้งสามทราบ ผู้ต้องหาทั้งสามทราบข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดโดยละเอียดแล้วให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน  สภ.ปากชม  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว นายพรพิพัฒน์  เพ็ชรสังหาร
เดวิท โชคชัย มุกดาหารรายงาน 092-5259777

กาฬสินธุ์-ชาวกาฬสินธุ์นับหมื่นรำถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แห่งแรก! จังหวัดกาฬสินธุ์รวมพลังสามัคคี ภักดี องค์ราชัน นำกลุ่มองค์กรสตรีทั้ง 18 อำเภอ และทุกภาคส่วนกว่า 1 หมื่นคน ประกาศเจตนารมณ์จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวสุนทรพจน์"ในหลวงในดวงใจ" พร้อมรำถวายพระพร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่เป็นความร่วมมือความจงรักภักดีของชาวกาฬสินธุ์

เมื่อวานนี้ (22 ก.ค.67) ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานจัดกิจกรรมโครงการ“กาฬสินธุ์ รวมพลังสามัคคี ภักดี องค์ราชัน” เพื่อเป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดี นำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 

โดยมีนายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นายอุทัย สิงห์ทอง พัฒนาการ จ.กาฬสินธุ์ นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นายจารุวัฒน์ บุญเพิ่ม นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ นักเรียน กลุ่มองค์กรสตรีทั้ง 18 อำเภอ และทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรมกว่า 10,000 คน

ทั้งนี้กิจกรรมมีการขบวนธงและพานบายศรีหลวงเดินเข้าสู่สนาม การเป่าแคนลำนำ สำนึกชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จากนั้นนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นำเหล่าพสกนิกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ประกาศเจตนารมณ์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะดำรงตนตามหลักปรัญญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการสืบสาน รักษา ต่อยอด และจะรู้รักสามัคคี สืบสานประเพณี ทำความดีทุกวัน ก่อนที่จะร่วมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชอย่างกึกก้องทั่วท้องสนาม  

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแสดงความจงรักภักดีของเครือข่ายพัฒนาชุมชนร้องเพลง “องค์เดียวในโลก” โดยนายธรีเมศท์ พลอาจทัง โรงเรียนเหล่ากลางวิทยายน การกล่าวสุนทรพจน์ หัวข้อ "ในหลวงในดวงใจ"โดยนางสาวทอฝัน อินทสอน ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ และนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ 

จากนั้นนางรำจากกลุ่มองค์กรสตรีและเครือข่ายสตรีจาก 18 อำเภอกว่า  10,000 คน ซึ่งต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยและพื้นเมืองสีเหลืองร่วมฟ้อนรำถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ ยังได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับฮีสโตรก และมีการจัดนิทรรการเฉลิมพระเกียรติ และจำหน่ายสินค้าโอทอปอีกด้วย

นายอุทัย สิงห์ทอง พัฒนาการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จ.กาฬสินธุ์ โดยภายใต้การนำของนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับองค์กรสตรี ภาคีเครือข่ายในงานพัฒนาชุมชน หน่วยงานราชการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง และผู้นำชุมชนจะจัดกิจกรรม “กาฬสินธุ์ รวมพลังสามัคคี ภักดี องค์ราชัน” เพื่อเป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดี และนำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567การ ซึ่งการจัดกิจกรรมรวมพลังในครั้งนี้ เป็นที่น่าจดจำและประทับใจ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่เป็นความร่วมมือความจงรักภักดีของชาวกาฬสินธุ์ทุกภาคส่วนที่ได้สนับสนุนการจัดงาน

มุกดาหาร -​กกล.สุรศักดิ์มนตรี ตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ 1.2 ล้านเม็ด อาวุธปืน 9 มม 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 50 นัด และโดรนบิน 1 ลำ

เมื่อวานนี้ (22 ก.ค.67) พ.อ.อุทัย นิลเนตร รองเสนาธิการ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (กกล.สุรศักดิ์มนตรี) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาพักไว้ในบ้านเลขที่ 63 ม.7 บ.ไผ่ล้อม ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ได้แจ้ง ร.อ.อนุพงษ์ พรหมส่วน ผู้บังคับกองร้อยทหารราบ กองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจังหวัดมุกดาหาร รุดไปตรวจสอบยังบ้านหลังที่ได้รับแจ้ง ขณะเข้าทำการตรวจค้น เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไม่อยู่บ้าน เจ้าหน้าที่สอบถามจากบ้านข้างเคียง ทราบชื่อเจ้าของบ้านคือนายบุญไตร​ (นามสมมุติ)ภรรยาชื่อนาง​นก เป็นชาวลาว 

จากการตรวจค้นที่ห้องนอนภายในบ้านพบกระสอบขนาดใหญ่จำนวน 6 กระสอบ เมื่อเปิดออกดูภายในพบว่าบรรจุยาบ้ากระสอบละ 200,000เม็ด รวมเป็นยาบ้าทั้งหมด 1,200,000 เม็ด นอกจากนั้นยังพบปืนพกขนาด 9 มม. ยี่ห้อ smith and wesson จำนวน 1 กระบอก กระสุน จำนวน 50 นัด พาสปอร์ตสัญชาติลาว 1 เล่ม และ โดรน Dji จำนวน 1 ตัว อยู่ภายในห้องนอนของนายอภิศักดิ์ ธิ์ (หรือแทน)​ ไหวตัวทัน หลบหนีไป ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นราธิวาส-รมช.มหาดไทย 'ชาดา' ลงพื้นที่นราฯ ชมวิสาหกิจชุมชนแฮนอินแฮนด์รือเสาะ สร้างงานสร้างคุณภาพชีวิต 200 ครอบครัว

ขณะที่ภาคประชาชนนราธิวาส ยื่นข้อเสนอเพิ่มศักยภาพสนามบินฮัจย์นราธิวาส เพิ่มเที่ยวบินลดต้นทุนสร้างเศรษฐกิจให้มั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่โรงงาน ผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน Hand in Hand Ruso (แฮนด์ อิน แฮนด์ รือเสาะ) จังหวัดนราธิวาส นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซีกรัฐบบาล จังหวัด นายวิเชษฐ์ ไทยทองนุ่ม นายกเทศมนตรีตำบลรือเสาะ และเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องและพนักงานวิสาหกิจชุมชน Hand in Hand Ruso (แฮนด์ อิน แฮนด์ รือเสาะ) ร่วมให้การต้อนรับ ทั้งนี้ รมช.มหาดไทย ได้เข้าไปรับฟัง การสร้างงานสร้างอาชีพ ของวิสาหกิจชุมชน ที่จ้างงานประชาชนในพื้นที่ จ.นราธิวาส ยะลา ปัตตานี รวม 200 ชีวิต เพื่อประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าที่ทันสมัย ออกจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ที่มีคุณภาพ ทั้งเสื้อกางเกง สูท ทำงาน เสื้อชุดกีฬา และอื่นๆ อีกจำนวน ด้วยช่างฝีมือดีเป็นคนพื้นที่ สร้างอาชีพรายได้ ได้เป็นอย่างดี

ในการนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงมือโชว์ทดลองตัดเย็บเสื้อผ้า ท่ามกลางรอมยิ้มของพนักงานอย่างเป็นกันเอง และได้ลองใส่เสื้อผ้าหลายแบบๆ ก่อนจะออกปากชมว่า เนื้อผ้าดี ตัดเย็บสวยงามประณีต ราคาจับต้องได้ เป็นวิสาหกิจที่น่าชื่นชม รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุน เพื่อให้วิสาหกิจชุมชน Hand in Hand Ruso (แฮนด์ อิน แฮนด์ รือเสาะ)  จังหวัดนราธิวาส เกิดการสร้างงานให้ประชาชนต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ นำเงินใช้จ่ายในครอบครัว ปากท้องสำคัญ ตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย “บำบัดทุกข์บำรุงสุข เพื่อประชาชน”

ขณะที่ทางด้าน ตัวแทนภาคประชาชนจังหวัดนราธิวาส ได้เข้าพบนายชาดา รมช.มหาดไทย เพื่อส่งหนังสือ ข้อเสนอแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 ด้าน ซึ่งประเด็นสำคัญ ได้หยิบยกในส่วนของค่าเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุดีอารเบีย ราคาที่แพงเกินไป จนปัจจุบันราคาอยู่ที่ 250,000 บาท ที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมให้มีเที่ยวบิน นราธิวาส ซาอุดีอารเบีย เที่วบินฮัจย์ จาก 5 เที่ยว เพิ่มเป็น 8-10 เที่ยวบิน เพื่ลดค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทาง ขึ้นที่จังหวัดสงขลา ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอกนอกพื้นที่ เป็นจำนวนรายได้มหาศาล 

ทั้งนี้นายชาดา รมช.ได้กล่าวว่า เราต้องเอาประเด็นนี้มาพูดคุยกันทำให้เกิดเอกภาพ ซึ่งต้องนำเรียนว่ารัฐบาลไทยที่ผ่านมาทุกรัฐบาล เป็นเวลาหลาย 10 ปีมาแล้วที่รัฐบาลไทยให้เงินกับชาวไทยมุสลิมสนับสนุนเรื่องการไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งผมเองรู้สึกว่าไม่ถึงมือพี่น้องมุสลิม และไม่รู้ว่าไปตกหล่นอยู่ตรงไหน อีกอย่างราคามันก็ขึ้นไปทุกปี และผมเองจะพยายามให้ราคาการไปประกอบพิธีฮัจญ์อยู่ที่ 220,000 บาท และอย่างน้อยให้อยู่ระดับนี้ 4-5 ปี แต่ถึงจะขยับไปก็ต้องดูตามสภาพของเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งถือว่าอันนี้เป็นหน้าที่ของผมในฐานะที่เป็นชาวไทยมุสลิมด้วย และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเห็นด้วยที่จะผลัดดันเพิ่มเที่ยวบินฮัจย์ที่นราธิวาส ล้วนถึง อีก 4 ข้อเสนอ ของสภาประชาชนจังหวัดจังหวัดนราธิวาส ที่ส่งเป็นหนังสือข้อเสนอ เพื่อพัฒนาและแก้ปัญหา จะนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

จากนั้นมาวันเดียวกันนายชาดา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบปะประชาชนที่สวนกาญจนภิเษก เขตเทศบาลเมืองตำบลรือเสาะ บรรยากาศเป็นกันเอง ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างคับคั่ง พร้อมกันนี้ รมช.มหาดไทย ได้ร่วมกวน อาซูรอ ร่วมกับประชาชน และมอบเงินรางวัล การแข่งประกวด อาซูรอสัมพันธ์ อ.รือเสาะ รางวัลที่ 1 จำนวน 2 หมื่น รางวัลที่ 2 จำนวน 1 หมื่นบาท และรางวัลที่ 3 จำนวน 5 พันบาท และชมเชย กว่า 20 ตำบล ชุมชนละ 200 บาท พร้อมใบประกาศจาก รมช.มหาดไทย ในส่วนกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ ต้อนรับศักราชใหม่อิสลาม ฮิจเราะห์ศักราช 1446 เป็นการสืบสานประเพณีสำคัญของมุสลิมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สืบไป  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top