Tuesday, 14 July 2026
NEWS

‘รวมไทยสร้างชาติ’ นำคนไทย ‘บริจาคเลือด’ ถวายในหลวง ร.10 พร้อมส่งมอบเลือดบริจาคให้แก่สภากาชาดไทยสำเร็จลุล่วง

(23 ก.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายถาวร เสนเนียม หัวหน้าสถานียุติธรรม พรรครวมไทยสร้างชาติ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน, ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายปรเมษฐ์ จินา สส. จ.สุราษฎร์ธานี, นายสัญญา นิลสุพรรณ สส. จ.นครสวรรค์, นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ, ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายทินกร ปลอดภัย หัวหน้าคณะทำงานสถานียุติธรรม, อดีตผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมโครงการ ‘เลือดรวมไทย’ ถวายในหลวง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ ห้องประชุมครองราชย์ 60 ปี โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) กรุงเทพมหานคร

โครงการ ‘เลือดรวมไทย’ ถวายในหลวง จัดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยการนำของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า “โครงการ ‘เลือดรวมไทย’ ถวายในหลวง ที่จัดขึ้นโดยพรรครวมไทยสร้างชาติในวันนี้ เป้าหมายหลักของเราคือถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และการช่วยเหลือแบ่งปันให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน รวมถึงการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย ที่มีความรัก ความสามัคคี ที่เป็นพื้นฐานอันดีภายในจิตใจของคนไทย สมกับที่มีเลือดเดียวกัน ‘เลือดรวมไทย’ ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นกุศลและการให้ที่ยิ่งใหญ่ครับ” 

พร้อมกันนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้แสดงความขอบคุณ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน, โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล), ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย, สำนักงานเคหะชุมชนห้วยขวาง, สำนักงานเขตดินแดง, ผู้อำนวยการเขตดินแดง, สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง, มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

ในการนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นตัวแทนมอบโล่ขอบคุณ ให้กับหน่วยงานและผู้สนับสนุนที่ร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้ พร้อมทั้งได้มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน และเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ (ROBOLAB) โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) อีกด้วย

ด้านนางสาวอรพินทร์ เพชรทัต กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ‘เลือดรวมไทย’ ถวายในหลวง ในวันนี้ ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกท่านเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีเรื่องต้องสานต่อความช่วยเหลือโรงเรียนสามเสนนอกฯ ตามที่ขอการสนับสนุนอีกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้าในโรงเรียน ซึ่งเป็นนโยบายพลังงานเพื่อประชาชนของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และจะผลักดันความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ เช่น การสร้างโรงอาหารเพื่อรองรับนักเรียนจากที่ปัจจุบันไม่สามารถรองรับนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้น และปรับปรุงสระว่ายน้ำ โดยได้ขอการสนับสนุนไปยังหน่วยงานในพื้นที่ เบื้องต้นได้ประสานไปยังสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตดินแดง เพื่อสนับสนุนให้กับทางโรงเรียนในด้านอุปกรณ์ในการเรียนรู้ของนักเรียน อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้ความรู้และสอนวิธีปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น หรือ การทำ CPR อย่างถูกต้อง เพื่อที่เวลาเจอสถานการณ์คับขัน จะได้ช่วยผู้ประสบเหตุให้ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งนิทรรศการผลงานต่าง ๆ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 

สำหรับกิจกรรมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ ได้ส่งมอบให้กับสภากาชาดไทยเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยในการรักษาพยาบาล รวมถึงนำไปช่วยเหลือทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ตะลึง!! อิทธิฤทธิ์ 'หมอคางดำ' ไม่จบแค่ทางน้ำ-ทางบก แต่พบมาทางอากาศจากนกกินปลา สำรอกสู่แหล่งน้ำใหม่

(23 ก.ค. 67) นายสมยศ จันทร์เกษม อายุ 67 ปี อดีตกำนัน ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้เปิดเผยว่า การระบาดอย่างรวดเร็วของปลาหมอคางดำในประเทศไทยตามที่กำลังตกเป็นกระแสข่าวใหญ่อยู่ในขณะนี้ นอกจากการแพร่ระบาดจะมาจากคนที่เป็นตัวการนำเข้ามาแล้ว ยังพบว่าการแพร่กระจายเข้ามายังในพื้นที่ ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นั้น มีการไหลมาตามกระแสน้ำในลำคลองที่เชื่อมต่อถึงกัน จากในเขตพื้นที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ รวมถึงยังมีชายฝั่งทะเลอยู่ติดกันอีกด้วยนั้น

ปลาหมอคางดำยังสามารถแพร่กระจายเข้ามาทางอากาศได้ด้วย จากนกกินปลา ทั้งนกกระยางและนกกาน้ำที่สามารถดำดิ่งลงไปงมจับปลาจากได้น้ำขึ้นมากินได้ ก่อนที่จะคาบนำบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า และในขณะที่กำลังลอยอยู่บนอากาศ นกตัวที่กินอิ่มมากจนเต็มท้องแล้ว ยังมีการสำรอกหรือขย่อนตัวปลาที่ยังไม่ตายออกมา จนปลาหลุดจากปากที่กำลังคาบอยู่ ตกลงไปยังในแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของชาวบ้าน จึงทำให้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำสามารถกระจายตัวไปได้กว้างไกลมากยิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ไข่ของปลาหมอคางดำ ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวกันว่าที่ จ.สมุทรสงคราม เกษตรกรตากบ่อปลาทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานกว่า 2 เดือนแล้ว ยังสามารถฟักออกมาเป็นตัวได้อีก จึงเชื่อว่าปลาหมอคางดำที่ถูกนกกระยาง และนกกาน้ำ ซึ่งเป็นนกที่มีอยู่ในพื้นที่ อ.บางปะกง นั้น กินเข้าไปแต่ในตัวปลายังมีไข่อยู่ในท้องด้วย เมื่อนกถ่ายมูลออกมาลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือชายฝั่งทะเลในบริเวณนี้แล้ว ไข่ปลาอาจจะยังไม่ตายและฟักเป็นตัวออกมาก็อาจเป็นไปได้ จึงถือเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดกระจายตัวไปได้ไกลเพิ่มมากขึ้น อีกทางหนึ่งด้วย

โดยเฉพาะพื้นที่ในตำบลสองคลองนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่เกือบทุกครัวเรือน ล้วนแต่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับทางด้านประมง และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงมีแหล่งน้ำทั่วไปอยู่เต็มพื้นที่ และอาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาหมอคางดำที่ลอยมาจากบนฟ้าได้ด้วย ซึ่งชาวบ้านแถวนี้เคยพบเห็นกันบ่อยในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่มักจะมีปลาหลงเข้ามาปะปนอยู่ในบ่อเลี้ยง ทั้งที่ไม่ได้เลี้ยงปลา หรือปล่อยปลาลงไปในบ่อเลี้ยง เช่น บ่อเลี้ยงหอยแครง บ่อเลี้ยงกุ้ง จึงเรียกปลาที่หลุดเข้ามาในบ่อจากทางอากาศว่า ‘ปลาลอยฟ้า’

“และเมื่อนำปลาหมอคางดำที่จับมาได้ นำมาผ่าท้องดู แม้จะเห็นว่าเป็นปลาหมอคางดำตัวขนาดเล็กแค่เพียงประมาณ 3 นิ้ว ในท้องก็ยังพบว่ามีไข่อยู่เต็มท้องแล้ว” นายสมยศ กล่าว

สิ้น ‘โนริโกะ โอฮาระ’ นักพากย์การ์ตูนชื่อดัง ต้นตำรับเสียง ‘โนบิ โนบิตะ’ ในวัย 88 ปี

(23 ก.ค.67) โนริโกะ โอฮาระ (ชื่อจริง โนริโกะ โทเบะ) นักพากย์สาว ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการพากย์เสียง ‘โนบิ โนบิตะ’ การ์ตูนชื่อดังอย่าง ‘โดราเอมอน’ เสียชีวิตลงแล้วในวัย 88 ปี จากรายงานของ 81 Produce ต้นสังกัดของเธอ

“นักพากย์ของเรา (โนริโกะ) เสียชีวิตแล้ว หลังจากที่เธอต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยมาระยะหนึ่ง แม้จะเข้ารับการรักษามาอย่างต่อเนื่อง โดยพิธีการถูกจัดขึ้นเงียบ ๆ เป็นการส่วนตัวในหมู่ญาติ ตามความปรารถนาของครอบครัวเธอ เราจึงขอแจ้งข่าวเศร้านี้ให้แฟน ๆ ของเธอได้รับทราบ” ต้นสังกัดเธอ ระบุ

สำหรับ โนริโกะ เกิดวันที่ 2 ต.ค. 1935 ที่กรุงโตเกียว เธอเริ่มพากย์เสียง โนบิ โนบิตะ ตั้งแต่ปี 1979-2005 ก่อนที่จะเป็น เมงุมิ โอฮาระ ที่รับไม้ต่อจากเธอพากย์เสียง โนบิตะ มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากโนบิตะแล้ว โนริโกะ ยังพากย์เสียงตัวละครอื่น ๆ อีกมากมายตลอดอาชีพของเธอ รวมถึง โคนันในเรื่อง Future Boy Conan เป็นต้น

‘เชอรีน’ แจ้งความ 'อดีตสามี' ทำร้ายร่างกาย ลั่น!! ไม่หยุดคุกคาม 'ดำเนินคดีตามกฎหมาย'

(23 ก.ค. 67) หลังจากที่อดีตนักแสดงสาว เชอรีน ณัฐจารี หรเวชกุล พร้อมทนายแก้ว มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจและให้ปากคำเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ได้ออกมาเปิดใจอีกครั้ง ถึงข้อหาที่แจ้งดำเนินคดีอดีตสามี บอส อัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล ที่ สน.ทองหล่อ 

โดย ทนายแก้ว เผยว่า “หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฟังเรื่องจากผมและคุณเชอรีนแล้ว ทางตำรวจขอนำเรื่องไปปรับดูรายละเอียดก่อน เพราะวันนี้มีเจ้าหน้าที่ นักสังคมสงเคราะห์มาฟังด้วย มีนัดครั้งต่อไป เป็นตามที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกซึ่งเป็นการนัดมาไกล่เกลี่ยก่อน เพราะเป็นไปตามพรบ.การไกล่เกลี่ยความรุนแรงภายในครอบครัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้ง 3 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 295 ทำร้ายร่างกาย ได้รับอันตรายทั้งกายและใจ, ความผิดความรุนแรงในครอบครัว และการข่มขู่คุกคามทำให้ปราศจากเสรีภาพ สำหรับแชทตำรวจขอไปไล่เอารายละเอียดทั้งหมดมาเพิ่ม นัดหมายว่าจะมีการส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม”

>> หลังจากนี้ถ้าเกิดทางอดีตสามีต้องการไกล่เกลี่ยพร้อมไหม? 
เชอรีน – “อยากไกล่เกลี่ยค่ะ เพราะอยากให้เรื่องมันจบ เป็นห่วงลูก ไม่อยากให้มีข่าวกระทบกระทั่งกันรุนแรง สุดท้ายแล้วเราก็อยากให้จบลงด้วยดี เป็นพ่อและแม่ที่ดีของลูกดีกว่า”

>> สำหรับเรื่องความปลอดภัยของเรา ทางตำรวจว่าอย่างไรบ้าง? 
ทนายแก้ว – “ตำรวจบอกว่ามาตรการของเรื่องการที่จะมาข่มขู่คุกคาม ตำรวจจะเรียกเขาเข้ามาซักถาม และมากำหนดนโยบายว่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร นักสังคมสงเคราะห์เขาบอกว่าขอไปดูรายละเอียดก่อน”

>> ส่วนตัวตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงไหม? 
เชอรีน – “ถ้าต้องกลับคอนโดฯ ที่เกิดเรื่องคิดว่าไม่น่าจะกลับไป ขออยู่บ้านให้เคลียร์เรื่องเรียบร้อยก่อน ถ้าเขาติดต่อมาให้ทนายคุย สำหรับข้อตกลงในการเลี้ยงลูก มีข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก ค่าเทอมเขาเป็นคนดำเนินการ ส่วนค่าใช้จ่ายภายในบ้านเชอเป็นคนดูแล”

>> เราอยากไกล่เกลี่ยมากกว่าเป็นคดีในศาล? 
ทนายแก้ว – “เรื่องคดีก็มีการดำเนินไป ในส่วนของการไกล่เกลี่ยควบคู่กันไปได้ เป็นเรื่องที่ตำรวจบอกว่าให้ลองไกล่เกลี่ยกันก่อน ส่วนเรื่องคดีทางตำรวจก็ต้องดำเนินการต่อไปอยู่แล้ว”

>> ถ้าเขาไม่หยุดคุกคาม? 
เชอรีน – “ดำเนินตามกฎหมาย”

>> ทางครอบครัวฝ่ายชายมียื่นมือมาเป็นคนกลางไหม? 
เชอรีน – “มีบ้าง แต่ไม่สามารถหยุดเขาได้ เลยมาถึงจุดนี้ คือเขาค่อยมาคุย เจรจาให้เรื่องเบาลง แต่การกระทำของเขาทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว เราขอร้องแล้ว พูดดี ๆ แล้ว อยากให้เรื่องจบ ต่างคนต่างมีชีวิตที่ดี ถ้ามีความสุขเราก็จะเป็นพ่อแม่ที่ดีให้กับลูกได้”

ทนายแก้ว – “วันนี้มาแจ้งความเพื่อให้ตำรวจมาดำเนินการแทนไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนว่าเขารู้ข้อมูลเราได้อย่างไร เขาส่งคนมาติดตามหรือเปล่า ส่วนเรื่องการทำร้ายร่างกาย ต้องเอาเอกสารต่าง ๆ เพื่อส่งฟ้องดำเนินคดี ส่วนเรื่องการไกล่เกลี่ยก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่คุยกันก็ไม่เสียหาย แต่คดีก็ต้องเดินหน้าไปเหมือนเดิมครับ”

‘อิน-เอม’ 2 พี่น้องนักเรียนไทย รับรางวัลเหรียญทอง ในการประชุมใหญ่วิชาการระดับโลก The 27th IUPAC International Conference on Chemistry Education : ICCE 2024

ไม่นานมานี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานการนำเสนอผลงานโปสเตอร์จำนวน 209 เรื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในการประชุมวิชาการระดับโลก The 27th IUPAC International Conference on Chemistry Education : ICCE 2024 ซึ่งสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับโลก 

โดยมีเจ้าภาพร่วม ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุมรวมทั้งต้อนรับผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งแขกผู้มีเกียรติทุกท่านจากประเทศต่างๆ 56 ประเทศ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 เวลา 17:00 น. ที่ห้อง Royal Summit Chamber AB ณ Royal Cliff Hotels Group พัทยา จังหวัดชลบุรี 

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบเกียรติบัตรแก่ครูต้นแบบ (Certificate of Honor Presentation to Role-model Teachers) โครงการห้องเรียนเคมีดาว และมอบเหรียญรางวัลให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมเสนอผลงาน ตามคุณภาพงานที่นำเสนอ เป็นเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ซึ่งเป็นการผลักดัน และส่งเสริมให้นักเรียนมีกำลังใจและมุ่งมั่นในการศึกษาวิจัยต่อไป อีกทั้งเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในอนาคต  

โดยนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงได้เรียนรู้จากการลงมือทำ (Active Learning) และมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบการณ์นี้ จะช่วยให้พัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์ มีตรรกะในการแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านวิชาการ บุคลิกภาพ ตามพหุปัญหาความรู้ความสามารถของนักเรียน และ การสร้างเครือข่ายอย่างยั่งยืนในโอกาสต่อไป สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ที่กล่าวไว้ว่า “เรียนดีมีความสุข” (Happy Leaning) ซึ่งนับได้ว่าเป็นการผลักดัน และส่งเสริมให้นักเรียนมีกำลังใจและมุ่งมั่นในการศึกษาวิจัยต่อไป เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในอนาคต

ในงานประชุมนี้มีหัวข้อหลัก คือ 'Power of Chemistry Education for Advancing SDGs' ซึ่งเน้นการระดมสมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านการเรียนการสอนเคมี ให้นักเรียนและเยาวชนพร้อมรับมือกับ การเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์รุนแรงต่างๆ ของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มี Symposia และ Workshops ในหัวข้อต่างๆ ที่เป็นที่สนใจและเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้คิดแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ ที่เชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับการดำเนินชีวิตในโลกที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ 

นับเป็นโอกาสที่ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งรวมถึงครูและนักเรียนไทยทั้งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย รวมทั้งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ ได้พบกับท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนไทย จะนำเสนอผลงานโปสเตอร์จาก โครงงานวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน รวมมากกว่า 70 เรื่อง ในเวทีระดับโลกครั้งนี้ ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการนำเสนอและตอบข้อซักถามกับผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ

ทั้งนี้ นายอริณชย์ ทองแตง (อิน) อายุ 16 ปี และ น.ส.อริสา ทองแตง (เอม) อายุ 14 ปี สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง Below the Tides นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ (เหรียญทอง) ในการประชุมวิชาการระดับโลก The 27th IUPAC International Conference on Chemistry Education : ICCE 2024 ในครั้งนี้ด้วย

อาลัย ‘ดร.ชูศักดิ์ หิมะทองคำ’ เสียชีวิตในวัย 91 ปี ผู้ริเริ่ม ‘สินเชื่อเกษตรกร’ คนแรกของแผ่นดิน

(23 ก.ค.67) นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสามีของ ปู มัณฑนา โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว hans_himathongkom

โดยระบุว่า ดร.ชูศักดิ์ หิมะทองคำ บิดา ได้จากไปด้วยโรคชราในวัย 91 ปี เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2567 เวลา 06.09 น. ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

สำหรับกำหนดการ พิธีรดน้ำศพ สวดพระอภิธรรม และพิธีฌาปนกิจ มีรายละเอียด ดังนี้…

วันพุธที่ 24 ก.ค. 2567 เวลา 16.00 น. พิธีรดน้ำศพ, เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรม
วันที่ 25 - 31 ก.ค. 2567 เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม (วันที่ 28 ก.ค. งดสวด 1 คืน)
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2567 เวลา 17.00 น. พิธีฌาปนกิจ

โดย ‘ดร.ชูศักดิ์ หิมะทองคำ’ พ่อของหาญส์นั้น เป็นผู้ริเริ่มสินเชื่อเกษตรกรคนแรกของแผ่นดิน ได้นำเอาความรู้ความสามารถที่ศึกษามาจากประเทศอังกฤษกลับมาพัฒนาแผ่นดินเกิดของตัวเองด้วยความตั้งใจจริงใจ แม้วันนี้จะเป็นวันและวัยของการพักผ่อน แต่ก็ยังเป็นผู้มากด้วยความคิดอีกมากมาย และได้รับการยกย่องจากบรรณาธิการสื่อสารมวลชนด้านเศรษฐกิจให้เป็น นายธนาคารแห่งปี เป็นคนแรก ประจำปี 2525

และได้รับทุนให้ไปบรรยายในรัฐต่าง ๆ ที่อเมริกา เป็นระยะเวลาถึง 6 เดือนพร้อมภรรยา ซึ่งเป็นโอกาสได้เข้าพบประธานาธิบดี Ronald Reagan ที่ทำเนียบขาว และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก

ขอบคุณ ส.ไลออนส์ ภาค 310 C รพ.บ้านแพ้ว รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รพ.สัตหีบ กม.10 และ จนท.ที่มอบแสงสว่างให้กับผู้ป่วยโรคต้อกระจก

ตามที่ พลเรือตรี ดนัย ปานแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ผู้ป่วยผ่าตัดโรคต้อกระจกผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สโมสรไลออนส์กรุงเทพ พระมหานคร 2018 สโมสรไลออนส์กรุงเทพ เจ้าพระยา สโมสรไลออนส์พัทยา สโมสรไลออนส์สัตหีบ ชลบุรี และทุกสโมสรไลออนส์ ในภาค 310 C  โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 ไลออน สุภา มานะธัญญา อดีตผู้ว่าการไลออนส์ สากล ภาค 310 C ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาของโครงการฯ ไลออน สุภา มานะธัญญา อดีตผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค 310 C ไลออน ลัดดา วิวัฒน์วานิช ประธานภูมิภาคที่ 1 ปีบริหาร 2566-2567 ไลออน สมหวัง อ่อนแสง ประธานภูมิภาคที่ 5 ปีบริหาร 2566-2567 ไลออน ดร.อภิณะฎา ใสไหม  นายกสโมสรไลออนส์สัตหีบ ชลบุรี ปีบริหาร 2566-2567 และสโมสรไลออนส์ ในภาค 310 C ที่มีมติร่วมกันและประสานงานในการจัดโครงการผ่าตัดโรคต้อกระจกให้กับผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ในโครงการพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้

โดยมี นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ คุณสุรางค์ รัตนชูวงศ์ หน.งานออกหน่วยผ่าตัดต้อกระจกเคลื่อนที่ รพ.จักษุบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร คุณ อารีย์ จำปา หัวหน้าตึกผู้ป่วยนอก รพ.สัตหีบ กม.10 ไลออน คำปัน กุดกัญญา รองผู้ว่าการไลออนส์สากลภาค 310 C คนที่ 1 ไลออน สมภพ พิชัยวงศ์ ประธานสภาผู้ว่าการไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ไลออน สิทธิชัย ศิริสุทธิวรนันท์ รองผู้ว่าการไลออนส์สากลภาค 310 C นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์ นายยุทธนา สร้อยเสนา ปลัดอาวุโสอำเภอสัตหีบ ตลอดจนสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ สมาชิกแม่บ้านมหาดไทย สมาชิกสโมสรไลออนส์ภาค 310 C และคณะทำงาน เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการจัดกิจกรรมในวันนี้ การจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่ง จากทางโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ที่จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ มาช่วยเหลือและดำเนินการในการผ่าตัดต้อกระจกให้กับผู้ป่วย โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำนวยความสะดวกสนับสนุนสถานที่ พร้อมเจ้าหน้าที่ พยาบาล และโรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 จัดกลุ่มผู้ที่รอคอยการผ่าตัดต้อกระจก เข้ารับการดำเนินการผ่าตัดในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่การคัดกรองผู้ป่วย จำนวน 225 คน เมื่อวันที่ 7 ก.ค.67 และดำเนินการผ่าตัดต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์ตา ในที่ 20 ก.ค.67 จำนวน 165 คน

ซึ่งญาติและผู้เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจก ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างหาที่สุดมิได้ และขอขอบคุณทีมงาน แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการผ่าตัดต้อกระจก และให้บริการด้านอาหารการกินในวันนี้อย่างสูงยิ่ง มา ณ โอกาสเดียวกันนี้ด้วย

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535646

‘พี่จอง-คัลแลน’ เที่ยวเกาะปันหยี ซื้อเปลือกหอยมุกอันละ 500 บาท ชาวเน็ตเมนต์แรง!! ร้านขายของแพงเกิน - เอาเปรียบนักท่องเที่ยว

(23 ก.ค. 67) โซเชียลคอมเมนต์สนั่น เมื่อยูทูบเบอร์หนุ่มเกาหลีหัวใจไทย คัลแลนและพี่จอง จากช่องยูทูบ ‘คัลแลน Cullen Hateberry’ ไปเที่ยวทริปเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

โดยในระหว่างเลือกซื้อของฝากเครื่องประดับและเปลือกหอยมุก ก็เกิดประเด็นดรามาร้านค้าขายของแพง สร้อยข้อมือ 300 บาท เปลือกหอยมุก 500 บาท รวมราคาแล้ว 800 บาท และเมื่อขอลดราคา เจ้าของร้านบอกว่า แถมไป 1 อัน รวมเป็น 1,000 บาท

หลังจากได้ดูวิดีโอนี้ ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการขายของที่ระลึกในราคานี้ มันแพงเกินเหตุไปหรือไม่?

นอกจากนี้ ชาวเน็ตก็มีการมาแชร์ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เคยไปเที่ยวเกาะแห่งนี้ และเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องราคาอาหารและสินค้า หลายเสียงพูดตรงกันว่า “ของแพงมากจริง ๆ”

โดยชาวเน็ตรายหนึ่ง ได้แสดงความคิดเห็นว่า “เราพยายามมองข้าม ราคาสินค้า ค่าเรือ และพฤติกรรม ที่ไม่ค่อยน่ารักของแม่ค้าที่นี่ แอบสงสารนักท่องเที่ยวต่างชาตินะ ดูเอาเปรียบพวกเขาเกินไป แต่ EP นี้คัลแลนกับพี่จองน่ารักตลกและสนุกมาก ๆ ยิ่งตอนเล่นกับเด็ก ๆ เราขำและรู้สึกชอบที่สุด อยากฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าบนเกาะนะคะ นักท่องเที่ยวต่างชาติเขาตั้งใจไปเที่ยว อย่าไปเอาเปรียบเค้ามากนักเลย เดี๋ยวเวลาไม่มีนักท่องเที่ยวไปพวกคุณจะแย่เอานะ เอาแต่พอดี ๆ เถอะ

ตำรวจ ร่วมกับสำนักงาน กสทช.และหน่วยงานความมั่นคง กระชับพื้นที่เชียงแสน เร่งรัดปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ของคิงส์โรมัน

จากการที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้มีการปราบปรามกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มปฏิบัติการ 'ระเบิดสะพานโจร' ตัดสัญญาณโทรคมนาคมที่ลักลอบใช้ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ บริเวณที่ตั้งโดยรอบบ่อนคาสิโนคิงส์โรมัน ประเทศลาว และในวันนี้ (23 ก.ค.67) เป็นการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมกับ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. (ด้านกฎหมาย) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบการลักลอบนำสายสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ ไปยังบริเวณพื้นที่คิงส์โรมัน ประเทศลาว อย่างผิดกฎหมาย ทั้งจากซิม สาย เสา และออกมาตรการเข้มงวดในการผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อไม่ให้กลุ่มคนต่างชาติและคนไทยลักลอบไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในบริเวณพื้นที่รอยต่อที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ

พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้หารือกับสำนักงาน กสทช. และผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ทั้ง 3 ค่าย เพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาณรุกล้ำข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่ามีการตัดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่กระจายลุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน (คิงส์โรมัน สปป.ลาว) ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในทุกมิติ จึงลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผน รวมทั้งใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบการกระจายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และสัญญาณอินเตอร์เน็ตตามแนวตะเข็บชายแดนในบริเวณใกล้เคียง และมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าตรวจสอบและติดตามการลักลอบการติดตั้งเสาส่งสัญญาณเถื่อน เพื่อตัดรากถอนโคนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่เป้าหมายนี้

พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชิงรุกล่าสุด พบว่ามีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยใช้งานอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน (คิงส์โรมัน สปป.ลาว) ซึ่งมีข้อมูลเชื่อได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นรังใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่โทรข้ามแดนมาหลอกคนไทย จึงลงพื้นที่บูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผู้ประกอบการโทรคมนาคมทุกเครือข่าย ใช้เครื่องมือพิเศษติดตั้งบนอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตรวจสแกนตลอดแนวชายแดนของ อ.เชียงแสน เพื่อตัดสัญญาณสื่อสารข้ามโขงในทุกมิติ นอกจากนั้น ได้ร่วมกับกองกำลังผาเมืองตัดทำลายสายเคเบิ้ลใยแก้วหรือไฟเบอร์ออฟติก ส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณพื้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย

มาตรการตัดปัจจัยสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้ง ซิม เสา และสาย ที่ กสทช.ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยได้ระงับการใช้ซิมผีที่มิได้มายืนยันตนตามประกาศ กสทช. ไปแล้วมากกว่า 2 ล้านเลขหมาย ซึ่งเชื่อว่าซิมที่ถูกระงับการใช้งานนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในการถือครองของคนร้าย นอกจากนี้ เพียงครึ่งปีที่ผ่านมา กสทช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจับกุมผู้ลักลอบติดตั้งเสาและสาย ส่งสัญญาณเถื่อนตามแนวชายแดนไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้จำนวน 33 ราย ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. แต่ทำผิดเงื่อนไขการให้บริการ ได้แจ้งเตือนและสั่งให้ระงับการส่งสัญญาณโทรคมนาคม และถอดสายสัญญาณและอุปกรณ์ (ล้มเสา) จำนวน 179 จุด โดยดำเนินการแล้วใน 11 อำเภอ 9 จังหวัด ที่มีแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จ.ตาก เชียงราย มุกดาหาร หนองคาย สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระเเก้ว จันทบุรี และ จ.ระนอง ซึ่ง กสทช.ยังคงตรวจตระเวนการกระจายสัญญาณข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลของการบูรณาการระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กสทช. และหน่วยงานความมั่นคง ในการกำจัดซิมผีบัญชีม้า โค่นเสาและสายสัญญาณเถื่อน รวมทั้งตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคม ผิดกฎหมายดังกล่าว เป็นการทำลายปัจจัยสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม จะเห็นได้จากการไหลทะลักเข้าไทยของอุปกรณ์สื่อสารดาวเทียมผิดกฎหมาย (Starlink) ผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนโครงสร้างโทรคมนาคม (ซิม เสา สาย) เดิม คาดว่าคนร้ายได้รับผลกระทบและเริ่มมีการปรับตัว ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กสทช. จะได้ดำเนินการติดตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับ 17 หน่วยงานทางการศึกษา ทำ MOU การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี มุ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

วันนี้ (23 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษา 17 หน่วยงาน ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.อาคม ไตรพยัคฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษาทั้ง 17 หน่วยงาน ร่วมพิธี ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยมหิดล , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยบูรพา , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ , สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , มหาวิทยาลัยรังสิต , มหาวิทยาลัยกรุงเทพ , สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย , สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหงชาติ และสมาคมปญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ร่วมพิธี

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา 17 หน่วยงาน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการคิดค้น แลกเปลี่ยน นวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ระบบอัตโนมัติ (Automation) เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้แก่สมาชิก เพิ่มจำนวนคุณภาพบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม , เพื่อผลิตและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้เพียงพอทั้งภาคการผลิต บริการ สังคม และชุมชน เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ของเครื่องมือและการจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างสมาชิกทุกฝ่าย สร้างความเชื่อมโยง ประสานงานกับหน่วยงานหรือเครือข่ายที่มีลักษณะคล้ายกันทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเพื่อรวบรวม จัดทำฐานข้อมูลนักวิจัยด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีระหว่างสมาชิก

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจสำคัญยิ่ง คือการปกป้อง เทิดทูน และพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการดูแลรับผิดชอบด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันสถิติการก่ออาชญากรรมด้านเทคโนโลยีมีแนวโน้มสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดค้น แลกเปลี่ยน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือเครือข่ายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งในและต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ ภายในงานบริเวณห้องประชุมแจ้งยอดสุข หน่วยงานต่างๆ ได้มาออกบูทจัดแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีด้วย โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน่วยงานที่มาจัดแสดง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ,สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ ,ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 , โรงพยาบาลตำรวจ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นอกจากนี้ ยังมีบูทจัดแสดงผลงานของ 17 สถาบันการศึกษา และในส่วนภาคเอกชนที่มาร่วมจัดแสดง ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) , บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) , บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด (HUAWEI) , บริษัท ดิจิตอล ไดอาล็อก จำกัด (Digital Dialogue) , บริษัท ไอที กรีน จำกัด (มหาชน) (IT Green) และบริษัท ซัมซุง (ประเทศไทย) จำกัด (SAMSUNG)

‘ปชป.’ ถ่อมตัวผลสำรวจไลน์ทูเดย์โหวต ‘เฉลิมชัย’ ครองใจประชาชนอันดับ 3 รองจาก ‘เศรษฐา-พิธา’ ‘อลงกรณ์’ เผย 5 ตัวแปรดันหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตีตื้นขึ้นท็อปทรี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า ผลโหวตสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของนักการเมืองในปัจจุบันของไลน์ ทูเดย์(Line Today)ประจำเดือนกรกฎาคมยกให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ติดอันดับที่ 3 รองจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับพรรคประชาธิปัตย์หลังจากเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าผลสำรวจมีขึ้นมีลง วันนี้ขึ้นพรุ่งนี้ลงเป็นธรรมชาติของการเมืองที่มีความไม่แน่นอน มีแต่ทำงานหนักเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไปเท่านั้นจึงจะได้รับโอกาสจากประชาชน นายอลงกรณ์ให้เหตุผล 5 ประการที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประชาชนโหวตให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่

1.ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรค มุ่งปรับพรรคให้ทันสมัยทันโลก มองอนาคตก้าวข้ามอดีตและการเมืองแบบเก่า
2.การทำงานในฐานะฝ่ายค้านทั้งในและนอกสภาอย่างเข้มแข็ง
3.การสื่อสารการเมืองแบบดิจิตอล คอมมิวนิเคชั่นโดยศูนย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการสื่อสารที่ตั้งขึ้นใหม่รับผิดชอบโดย ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
4.การขับเคลื่อนพรรคอย่างมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคกำหนดวิสัยทัศน์ จุดยืน ทิศทางและแนวนโยบายใหม่มีหัวหน้าพรรคเป็นประธานด้วยตัวเอง
5.การเปิดพรรคกว้างสร้างเครือข่ายและเปิดรับคนรุ่นใหม่

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ข้อความขอบคุณในเฟสบุ๊คและทุกดิจิตอลแพลตฟอร์มของพรรคดังนี้ “พรรคขอขอบคุณที่ได้โหวตให้กับหัวหน้าพรรค คนของพรรคประชาธิปัตย์ จากผลโพลดังกล่าวจะเป็นกำลังใจให้พวกเราได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถต่อไป”
สำหรับLine Today ได้เปิดเผยผลโหวตสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของนักการเมืองในปัจจุบัน ประจำเดือนกรกฎาคมซึ่งเปิดโหวตตั้งแต่วันที่ 1-20 ก.ค.2567 ที่ผ่านมา ในห้วข้อ “คุณคิดว่าใครมีบทบาท ผลงานโดดเด่น หรือถูกใจคุณที่สุด” ปรากฏผลการสำรวจ 10 อันดับแรก 10 อันดับแรก ดังนี้ อันดับ 1 ได้แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 8,742 คะแนน หรือคิดเป็น 40.13% อันดับที่2 คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้คะแนน 7,427 คะแนน คิดเป็น 34.09% อันดับ ที่ 3 คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ได้มา 1,966 คะแนน หรือ 9.02% และอันดับ 4 คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ 565 คะแนน คิดเป็น 2.59% อันดับที่ 5 ได้แก่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มีคะแนน 479 คะแนน คิดเป็น 2.2%

อันดับที่ 6 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 471 คะแนน คิดเป็น 2.16 % อันดับที่ 7 ได้แก่ น.ส.จิราพร สินธุไพร ได้ 204 คะแนน คิดเป็น 0.94% อันดับที่ 8 ได้แก่ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ได้ 191 คะแนน คิดเป็น 0.88 % อันดับที่ 9 ได้แก่ นายชวน หลีกภัย ได้ 190 คะแนน คิดเป็น 0.87 % อันดับที่ 10 ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม ได้ 182 คะแนน คิดเป็น 0.84% 

‘นักธุรกิจฟาร์มปลาสวยงาม’ ไขกระจ่างปมเจอปลาเทราต์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ชี้!! เติบโตในน้ำอุณหภูมิไม่เกิน 24 องศา โอกาสรุกรานระบบนิเวศไทยมีน้อย

(23 ก.ค. 67) นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nitipat Bhandhumachinda’  ระบุว่า…

กรณีปลาเทราต์ที่มีคนกล่าวว่าพบเจอหลุดในแหล่งธรรมชาติ และกังวลว่าจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศ โดยมีการอ้างอิง IUCN ว่าเป็นชนิดปลาที่สามารถรุกรานรุนแรงสายพันธุ์หนึ่งนั้น

ก็ต้องเรียนว่า ปลาเทราต์ในโครงการหลวงดังกล่าวนั้น เป็นปลาที่มีการนำเข้ามาทั้งในรูปแบบเพาะเลี้ยงจากไข่ปลา และมีการพัฒนาวิจัยจนสามารถเพิ่มจำนวนลูกปลาได้ด้วยการผสมเทียมในอุณหภูมิน้ำที่ประมาณ ๑๒ องศา

ส่วนการเลี้ยงดูให้เติบโตจนขายได้นั้น ปลาชนิดนี้ต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่อุณหภูมิไม่เกิน ๒๔ องศาตลอดทั้งปี โดยยิ่งอุณหภูมิต่ำกว่านั้นโอกาสรอดก็ยิ่งสูง

ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประชาชนชาวเขาในพื้นที่ให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังสร้างประโยชน์ในการลดปริมาณการนำเข้าเนื้อปลาชนิดเดียวกันซึ่งประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศนิยมรับประทาน

จากการศึกษาเบื้องต้นแล้วโอกาสที่ปลาชนิดนี้จะขยายพันธุ์ในแหล่งธรรมชาติของไทยไม่ว่าจะภาคไหน ๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบนิเวศของไทยไม่ได้มีความพร้อมใด ๆ ต่อทั้งพฤติกรรมในการผสมพันธุ์อีกทั้งไม่มีภูมิประเทศที่เหมาะสมใด ๆ ต่อการขยายพันธุ์เลย

การจะอ้าง IUCN ซึ่งน่าจะหมายถึงการรุกรานรุนแรงในระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะนำมากล่าวได้ในแหล่งนิเวศที่แตกต่างกันขนาดนี้

แต่ในขณะเดียวกัน หากมีการที่ลูกปลาหลุดไปเติบโตอยู่ในแหล่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะหลุดมาในจำนวนมากน้อยอย่างไร

ทางเจ้าหน้าที่ของโครงการก็สมควรต้องตระหนักและหามาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมดูแลให้โอกาสที่ปลาจะหลุดรอดออกไปได้นั้น มีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยให้ได้เช่นกันนะครับ

ผมก็คงต้องเรียนไปตามข้อเท็จจริงเช่นนี้นะครับ

’อนุทิน‘ กร้าว!! ปม ‘ขายพาสปอร์ต‘ ไม่ว่าประเทศไหน ก็ผิดกฎหมาย พร้อมจี้ขยายผลหาตัวการเอี่ยว ‘กลุ่มธุรกิจสีเทา-ผู้มีอิทธิพล’ หรือไม่

(23 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงาน ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง กรณีการปิดประกาศป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ขายพาสปอร์ต และรับทำสัญชาติบางประเทศ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง ว่า ตนสั่งกรมการปกครอง ให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้ดำเนินการติดตาม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องป้ายดังกล่าว การประกาศขายพาสปอร์ต ไม่ว่าประเทศอะไรก็ผิดกฎหมายทั้งนั้น 

จากนี้จะขยายผลว่ามีเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือไม่ หรือเข้าข่ายกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการทำผิดกฎหมายหรือไม่ เราต้องเร่งปราบปรามโดยใช้ความเป็นเจ้าพนักงาน เรื่องนี้เป็นการทำเกินไป จึงสั่งปลดป้ายทันที ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งนั้น ตนตื่นขึ้นมาพอทราบข่าวก็สั่งอธิบดีกรมการปกครองให้ไปดำเนินการทันที ซึ่งเขาทำไปก่อนแล้ว และทางเจ้าของป้ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 

เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวจะกลายเป็นไฟไหม้ฟาง พอกระแสหายเรื่องก็จะเงียบใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันอยู่ที่ว่าเราเข้มงวดกวดขันแค่ไหน การกวดขันผับบาร์ต่าง ๆ ก็ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง รวมถึงการกวดขันปราบปรามยาเสพติด ยืนยันเราไม่ได้รังเกียจคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย แต่เรารังเกียจคนต่างชาติที่เข้ามาแล้วทำผิดกฎหมายในประเทศเรา สำหรับตนมองว่าเป็นการย่ำยี ฉะนั้นก็ไปจัดการคนผิด และไล่มันออกไปจากประเทศนี้เท่านั้นเอง ส่วนคนที่เป็นนักธุรกิจทำถูกต้องเราก็อำนวยความสะดวก ให้เขาได้มั่นใจว่าประเทศไทยเรานั้นปลอดภัย และขยายตัวทางเศรษฐกิจได้

‘วราวุธ’ วอน!! ปชช. ‘หยุดให้เงินขอทาน’ ชี้!! ยิ่งให้เท่ากับยิ่งหนุนขบวนการ ‘ผิดกฎหมาย’

(23 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สื่อมวลชน นำเสนอข่าว กลุ่มขอทานต่างด้าว 10 กว่าราย มีทั้งเด็กทารกแรกเกิด เด็กเล็ก คนพิการ และผู้เฒ่าผู้แก่ นั่งนอนขวางถนน ขอทานผู้ใจบุญตามจุดต่าง ๆ ในงานวัดชัยมงคลพระอารามหลวง พัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี 

และสื่อรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาจัดการ แต่เมื่อทิ้งช่วงไป กลุ่มขอทานต่างด้าวจะกลับเข้ามาในพื้นที่อีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขอทานต่างด้าวกลุ่มเดิม ๆ ที่เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปทำประวัติ แล้วกลับมาขอทานซ้ำอีก 

เมื่อคืนวันที่ 21 ก.ค. 67 ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ พม. ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน จังหวัดชลบุรี (ศรส.จังหวัดชลบุรี) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี และฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย สำนักปลัดเมืองพัทยา ลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบผู้ทำการขอทานในเมืองพัทยา 3 แห่ง คือ 

1) วัดชัยมงคลพระอารามหลวง พัทยาใต้
2) บริเวณชายหาดพัทยา และ
3) บริเวณถนนพัทยาสาย 2 

พบผู้ทำการขอทาน ทั้งหมด 11 คน พร้อมผู้ติดตาม ประกอบด้วย คนไทย 3 คน และคนสัญชาติกัมพูชา จำนวน 8 คน โดยมีการนำเด็กมานั่งทำการขอทานด้วย เด็กอายุต่ำสุด 1 ปี 2 เดือน และเด็กอายุสูงสุด 9 ปี

ทีม ศรส.จังหวัดชลบุรี พร้อมทีมสหวิชาชีพได้ดำเนินการสอบประวัติ และทำบันทึกจับกุมตาม พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 พร้อมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย 

โดยได้ลงบันทึกประจำวัน ถูกเปรียบเทียบค่าปรับ และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง 8 รายที่เป็นสัญชาติกัมพูชา และคนไทย 3 ราย ถูกเปรียบเทียบปรับและทำบันทึกตักเตือน พร้อมทั้งจะลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่กลับมาทำการขอทานซ้ำอีก

สำหรับผลการดำเนินงานจากระบบฐานข้อมูลจัดระเบียบคนขอทาน ประจำปีงบประมาณ 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 มิถุนายน 2567 พบผู้ทำการขอทานจำนวนทั้งสิ้น 467 ราย เป็นคนไทย 307 ราย และเป็นคนต่างด้าว 160 ราย โดยมีสัญชาติกัมพูชามากที่สุดถึง 130 ราย รองลงมาเป็นเมียนมา 18 ราย สปป.ลาว 4 ราย จีน 5 ราย และไร้สัญชาติ 3 ราย  

สำหรับจังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่พบขอทานเป็นอันดับ 2 คือจำนวน 39 ราย รองลงมาจากกรุงเทพมหานคร จำนวน 156 ราย รวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ 21 ราย และจังหวัดภูเก็ต 19 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นจังหวัดใหญ่และเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก นับเป็นแหล่งรายได้สำคัญของขอทาน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยังมีขอทาน คือ การให้ เมื่อมีผู้ให้ เพราะความสงสาร นำมาซึ่งการมีขอทานในสังคม ซึ่งขอทานมักมีพฤติการณ์ที่น่าสงสาร มีข้อจำกัดด้านร่างกายและจิตใจ มีความพิการ และบางส่วนเกิดกระบวนการค้ามนุษย์ เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรง 

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าหากพบเห็นขอทาน เราไม่ควรให้เงิน ด้วยความสงสาร เพราะการขอทานเป็นการกระทำผิดกฎหมาย 

หากพบเห็นขอให้พี่น้องประชาชนโทรแจ้งมาที่ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. กระทรวง พม. ผ่านสายด่วน 1300 บริการตลอด 24 ชั่วโมง

สมุทรปราการ-ครบรอบ 62 ปี สส.คนดัง!! สมุทรปราการ 'ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร' นักธุรกิจ กลุ่มผู้สูงอายุ นักเรียน กว่า 1,000 คน ร่วมอวยพร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ภายในโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ชั้นมัธยมสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ ทางคณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ชั้นมัธยม คณะครู นักเรียน คณะผู้บริหารเทศบาลตำบลแพรกษา คณะสมาชิกสภาเทศบาล 

ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุจำนวนมากได้จัดงานอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 62 ปี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา โดยมี นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย คณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา คณะครู นักเรียน นักธุรกิจ กลุ่มผู้สูงอายุ ร่วมร้องเพลงอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้กับท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

ในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด ครบ 62 ปี อีกทั้ง ทางคณะครู นักเรียน และกลุ่มผู้สูงอายุที่เดินทางมาร่วมงานได้มอบดอกกุหลาบสีแดงให้กับท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดนี้อีกด้วย ประกอบกับ ภายในงานยังได้จัดซุ้มอาหารจำนวนมาก นำมาแจกจ่ายเลี้ยงต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ได้ทานฟรีอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top