Thursday, 9 July 2026
NEWS

รวบ ‘ผศ.ดร’. มหาวิทยาลัยดัง และลูกมือ ค้าไอซ์ในเมืองขอนแก่น หนักรวม 35.8 กรัม!! สารภาพโพสต์ซื้อ-ขาย ผ่านแพลตฟอร์ม X

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด วางแผนล่อซื้อยาเสพติดที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายราช (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาวอุบลราชธานี และอีก 1 รายเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ (ผศ.ดร.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อายุ 39 ปี ชาวขอนแก่น 

จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ซุกซ่อนในกล่องน้ำหอมและทิชชูเปียกรวม 21 รายการ น้ำหนักรวม 34.65 กรัม ภายในห้องพักของนายราช เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์พบสารเสพติดเพิ่มเติม 1.15 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดทางแอปพลิเคชันไลน์และทวิตเตอร์ ผศ.ดร. ยอมรับสารภาพและพาไปตรวจค้นบ้านพักในตำบลศิลา รวมของกลางยาไอซ์ทั้งหมด 35.8 กรัม ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเฉพาะนายราช 

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากข้อมูลการล่อซื้อยาไอซ์ผ่านนายประธานพร ผู้เสพในพื้นที่ ได้สั่งซื้อยาไอซ์จากหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์และจับกุม นายราช ขณะนำถุงยาไอซ์ไปแขวนไว้หน้าหอพัก 

ทั้งนี้ นายราชรับสารภาพว่ายาเสพติดทั้งหมดเป็นของตนเองและของ ผศ.ดร. ที่ฝากให้ขาย โดยใช้แพลตฟอร์ม X ติดต่อซื้อขายยาเสพติดและลบข้อมูลทุกครั้ง ซึ่งยาไอซ์ส่วนใหญ่สั่งมาจากกรุงเทพฯ ล่าสุดสั่ง 20 กรัม ในราคา 10,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์)” และแจ้งข้อหาเสพยาเพิ่มกับนายราช

‘แอร์แคมโบเดีย’ ยันไม่ได้เลียนแบบสายการบินอื่น ชี้เครื่องแบบพนักงานต้อนรับเหมือนกันแค่เรื่องบังเอิญ

(22 ก.ค. 68) สายการบินแอร์แคมโบเดีย (Air Cambodia) หรือแอร์กัมพูชา สายการบินประจำชาติกัมพูชา ได้ออกคำแถลงเพื่ออธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับลวดลายบนเครื่องบินและเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ของสายการบินครั้งนี้ เป็นผลจากการพัฒนาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในมรดกอันล้ำค่าและความภาคภูมิใจของชาติกัมพูชา

คำชี้แจงนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทแอร์แคมโบเดียเตรียมการรีแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบจากสายการบินแคมโบเดียอังกอร์แอร์ (Cambodia Angkor Air) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยสายการบินยืนยันว่าจะยังคงรักษาโลโก้และสีประจำแบรนด์เดิมไว้ คือสีม่วงรอยัลและสีทอง

สายการบินระบุว่าสีม่วง หมายถึงศักดิ์ศรี ความสงบ และความจงรักภักดี โดยได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์เขมรดั้งเดิม และเฉดสีม่วงที่ใช้ในแบรนด์แอร์แคมโบเดียนั้น ได้มาจากการผสมผสาน 3 สีที่พบในธงชาติกัมพูชา คือสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ในสัดส่วนที่เท่ากัน

สำหรับสีทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง ความภาคภูมิใจ และมรดกทางวัฒนธรรมอันยั่งยืนของกัมพูชา

คำแถลงยังระบุว่า องค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้ดีไซน์ของสายการบินแอร์แคมโบเดียแตกต่างไปจากสายการบินอื่น ๆ นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์สีทองและเฉดสีม่วงที่มีเอกลักษณ์ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ ที่สืบย้อนกลับไปถึงปี 2499 ภายใต้ชื่อเดิมของสายการบินแห่งชาติคือรอยัลแอร์กัมพูชา

องค์ประกอบทั้งหมดของอัตลักษณ์ทางสายตาของแอร์แคมโบเดีย ทั้งลวดลายบนเครื่องบิน เครื่องแบบ และตราสินค้า ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างเป็นอิสระตามมาตรฐานของเครื่องหมายการค้าในอุตสาหกรรมการบินและทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งความคล้ายคลึงใดๆ กับสายการบินอื่นเป็นเพียงความบังเอิญ และไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการเลียนแบบ สายการบินระบุ

แอร์กัมพูชาระบุว่าสายการบินยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และความเคารพซึ่งกันและกันกับสายการบินอื่นๆ ทั่วภูมิภาค บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเติบโตด้านการบินในภูมิภาคผ่านความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“เรายินดีรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนและชุมชนการบิน และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านช่องทางที่เป็นมืออาชีพและเหมาะสม การสนทนาอย่างสร้างสรรค์ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความคิดเห็นที่คาดเดาหรือไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์อาจเสี่ยงต่อการตีความผิดและไม่สะท้อนถึงบริบททั้งหมดของมรดกแบรนด์ของเรา” สายการบินแอร์กัมพูชา ระบุ

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

(22 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม 'Train the Trainer' เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

มทภ. 2 รับมอบโดรนฯจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมภารกิจลาดตระเวนป้องกันชายแดนไทย - กัมพูชา

มทภ.2 รับมอบโดรนลาดตระเวน จำนวน 10 ล้านบาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.ท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) สำหรับลาดตระเวน มูลค่า 10,190,160 บาท จาก อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, คุณจตุพร พรหมพันธุ์ และคุณสมชาย แสวงการ จากกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนของหน่วยทหาร ให้สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และตอบโต้ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความปลอดภัยของกำลังพลและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงอย่างยั่งยืนต่อไป

โดยงบประมาณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมสนับสนุนให้กับกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปจัดหาสิ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นตามความต้องการของกองทัพภาคที่ 2 ในภารกิจปกป้องอธิปไตย จากสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา และในส่วนของสิ่งอุปกรณ์สาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ห้องน้ำสําเร็จรูปเครื่องปั่นไฟ, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์ , เสื้อรองในทหารและถุงเท้า เป็นต้น ทางมูลนิธิฯ อยู่ระหว่างเตรียมการจัดหา เพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดและตรงตามความต้องการในการปฏิบัติภารกิจอย่างแท้จริงต่อไป โดยจะนำมามอบในห้วงต่อไป 

ในโอกาสนี้ มทภ.2 ได้กล่าวขอบคุณ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทย ที่แสดงออกถึงจุดยืนเดียวกันในการปกป้องแผ่นดิน สิ่งอุปกรณ์ที่นำมามอบให้นี้ เป็นสิ่งที่ทหารในพื้นที่ต้องการและจำเป็นในภารกิจปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

สบส. เดินหน้ายกระดับ ศสมช.ทั่วไทย สู่ศูนย์ปฏิบัติการ NCDs 

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ายกระดับศูนย์สาธารณสุข มูลฐานชุมชน (ศสมช.) ทั่วประเทศ สู่ศูนย์ปฏิบัติการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน)  เป็นศูนย์กลางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สรรสร้างนวัตกรรมการจัดการ NCDs ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน ในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนจากศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1-12 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแกนนำ อสม.ในพื้นที่ต้นแบบ กว่า 145 คน เข้าร่วมประชุม 

ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ กล่าวว่า ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุข ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง โดยเฉพาะนโยบายคนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs มุ่งลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ และลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วยรายเดิม ผ่านการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งกรม สบส.เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำพลังของภาคประชาชนมาร่วมจัดการสุขภาพ จึงดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการสาธารณสุขมูลฐานชุมชน เพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพภาคประชาชน ยกระดับ ศสมช. ในชุมชนทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน และเพื่อให้การดำเนินงานของ ศสมช. ประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพสูงสุด 

กรม สบส. จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนา ศสมช. ในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกัน NCDs พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ชุมชนเป้าหมายขับเคลื่อนสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในการส่งเสริมสุขภาพประชาชน 

ด้านนายจรัส รัชกุล ผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน จะมีบทบาทในการคัดกรอง NCDs เบื้องต้น และให้บริการสุขภาพปฐมภูมิขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และมีการนำนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดขึ้นไปใช้ในการจัดการ NCDs ช่วยลดเวลาและความแออัดของประชาชนที่ไปรับบริการจากสถานบริการสาธารณสุข เกิดการลดป่วย ลดโรค ลดรายจ่าย ป้องกันมิให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่ สร้างความเข้มแข็งของชุมชน มุ่งสู่เป้าหมายการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน นำไปสู่ชุมชนขับเคลื่อนสาธารณสุขมูลฐานอย่างยั่งยืน

วธ. จัดงานแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ร่วมสืบสานภาษาไทย ภาษาของชาติ ปลูกปัญญาด้านภาษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ (16 ก.ค.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ หอประชุมเล็กศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของชาติไทยที่ถูกที่ควรแล้ว ยังสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความสำคัญกับภาษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันภาษาไทยแห่งชาติได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่าและร่วมกันสืบสานการใช้ภาษาไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

นางสาวพลอย ธนิกุล กล่าวต่อว่า ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ ในวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยภายในงานจะมีการมอบเข็มและโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นในหลากหลายสาขา การมอบรางวัลเพชรในเพลง การมอบรางวัลการประกวดสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ การมอบเกียรติบัตรผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยที่ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ก่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ภาษาไทยอย่างภาคภูมิใจต่อไปในอนาคต

ด้านนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเสริมว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทโดดเด่นด้านภาษาไทยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลและองค์กรเพื่อรับเข็มและโล่เชิดชูเกียรติทางด้านภาษาไทย แบ่งเป็น ๔ ประเภท จำนวน ๑๖ รางวัล ดังนี้

๑.ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย จำนวน ๑ ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ
๒.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จำนวน ๗ ราย ได้แก่ (๑) นายกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน (๒) นายเผด็จ บุญหนุน (๓) รองศาสตราจารย์วิภาส โพธิแพทย์ (๔) นายสมพล เข็มกำเหนิด (๕) นายเอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร (๖) นายอนุสรณ์ ติปยานนท์ และ (๗) รองศาสตราจารย์อรชุมา ยุทธวงศ์
๓.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จำนวน ๖ ราย ได้แก่ (๑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประภาศ ปานเจี้ยง (๒) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พวงผกา ธรรมธิ (๓) นายยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ (๔) นายวิเชียร รัตนบุญโน (๕) นางสำรวม ดีสม และ (๖) นายอรุณศิลป์ ดวงมูล
๔.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย จำนวน ๑ ราย และ ๑ องค์กร ดังนี้ (๑) ประเภทบุคคล ได้แก่ นางสุรีย์ พันเจริญ และ (๒) ประเภทองค์กร ได้แก่ สมาคมกวีร่วมสมัย

นอกจากนี้ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานหลักด้านมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ กรมศิลปากรได้ดำเนินกิจกรรมที่สำคัญ ๓ กิจกรรม ดังนี้
๑. การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ จัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์ คีตศิลป์ และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม และนักร้องที่ขับร้องเพลงได้ชัดเจนและถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีศิลปะการใช้เสียง และถ่ายทอดจังหวะอารมณ์ในการขับร้องได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร หรือโครงการที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมภาษาไทยและมีคุณูปการต่อวงการเพลง โดยผลการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘

มีทั้งสิ้น ๒๐ รางวัล ได้แก่
รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๖ รางวัล
๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายศุภชัย  เจียรวนนท์ จากเพลงกตัญญู
๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายกฤตศิลป์  ฉลองขวัญ จากเพลงฟ้าหลังฝน
๓.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายสลา  คุณวุฒิ จากเพลงผู้หญิงหัวใจอีสาน
๔.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายพีรพัฒน์  คงเพ็ชร จากเพลงไอดินกลิ่นหญ้า
๕.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้แก่ นายพยัพ  คำพันธุ์
จากเพลงสู้ชีวิต
๖.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้แก่นายสุรศักดิ์  ตันน้อย (กฤช  เกรียงไกร) และ นายประเสริฐ  พงษ์ธนานิกร (ราชันย์  วังทอง) จากเพลงชีวิต คือ อนัตตา

รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๑๒ รางวัล
๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายทชภณ  พลกองเส็ง (พลพล  พลกองเส็ง) จากเพลงอยากให้รู้ว่าห่วงใย
๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายรัชเมศฐ์  สุวโชคพิบูลย์ (เล็ก รัชเมศฐ์) จากเพลงใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
๓.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวสรวีย์  ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) จากเพลงฟ้าหลังฝน
๔.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวกวิสรา  คงบุญศิริคุณ (กอกี้ กวิสรา)
จากเพลงLife of อีหล่า
๕.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายอนันต์  อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) จากเพลงจีบเธอได้ไหม
๖.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายกิตติคุน  บุญค้ำจุน (มนต์แคน  แก่นคูน) จากเพลงแฟนบ่ว่าบ้อ
๗.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวสุทธิยา  รอดภัย (ใบเฟิร์น สุทธิยา) จากเพลงเสียงหวานจากหลานย่าโม
๘.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวกาญจนา  มาศิริ จากเพลงแฟนเก่าที่เรายังรัก
๙.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย ได้แก่ นายวรพล  นวลผกา (น๊อตตี้ freedom) จากเพลงสู้ชีวิต
๑๐.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย ได้แก่ นายอิชณน์กร  พึ่งเกียรติรัศมี (จ๋าย ไททศมิตร) จากเพลงแอบเก็บความในใจไว้ภายในแว่นเรย์แบนสีดำ
๑๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ได้แก่ นางสาวชนาภรณ์  ทวีชาติ (แพร ชนา) จากเพลงคลื่น
๑๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ได้แก่ นางสาวชฎาพร  เถาบุญ (บักฟ้า ชฎาพร) จากเพลงพรหนึ่งข้อ

รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ จำนวน ๒ รางวัล
๑.รางวัลเชิดชูเกียรติ นัจจกรผู้สร้างสรรค์บทเพลงและบทละครเวที
ได้แก่ นางดารกา  วงศ์ศิริ
๒.รางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้มีคุณูปการต่อวงการเพลงและดนตรี ได้แก่ นายอานันท์  นาคคง
๒.การจัดพิมพ์หนังสือหายาก โดยกรมศิลปากรได้จัดพิมพ์หนังสือหายากเรื่อง “จินดามณี ฉบับสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ” ซึ่งเป็นแบบเรียนภาษาไทยในสมัยอยุธยา สอนเรื่องอักขรวิธี การประสมอักษร และการผันวรรณยุกต์อย่างละเอียด มีคุณค่าต่อการศึกษาพัฒนาการด้านอักษรศาสตร์และการเรียนการสอนภาษาไทยในอดีต
๓.การสัมมนาทางวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย ในหัวข้อ “วรรณคดีบทละครไทย” ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาและวรรณคดีไทยให้เข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อธำรงไว้ซึ่งมรดก ทางวัฒนธรรมของชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. โดยมีการถ่ายทอดสดให้ผู้สนใจรับชมได้ทางเฟสบุ๊กกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

สุดท้ายนี้ นางสาวพลอย ธนิกุล กล่าวเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ในวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ร่วมเรียนรู้ และร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง สร้างสรรค์ และภาคภูมิใจต่อชาติอย่างแท้จริง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (www.culture.go.th) หรือ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

‘ศาลทหารชั้นฎีกา’ ตัดสินคดี ‘น้องเมย’ ถูกธำรงวินัยเสียชีวิต จำคุก 4 เดือน 16 วัน รอลงอาญา 2 ปี ให้จำเลยรับใช้ชาติต่อ

ศาลทหารชั้นฎีกา พิพากษาคดี น้องเมย จำคุก 4 เดือน 16 วัน รอลงอาญา 2 ปี ชี้จำเลยไม่เคยได้รับโทษ การลงโทษไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า

(22 ก.ค.68) ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี นายพิเชษฐ์ และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์ พ่อแม่ของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ซึ่งเสียชีวิตอย่างปริศนา หลังจากถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ทหาร 2 นาย ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2560 โดยในวันนี้ครอบครัวเดินทางมาเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลทหารในชั้นฎีกา

นางสุกัลยา กล่าวว่า ผ่านมา 8 ปี ที่ตนต่อสู้เพื่อลูก เพราะต้องการให้สังคมเห็นว่า ลูกชายไม่ได้ทำผิดระบบเกียรติศักดิ์ เขาไม่ได้โกหก แม้จะเสียชีวิตแล้ว ซึ่งไม่มีโอกาสได้พูด แต่ยังถูกใส่ร้าย วันนี้จึงขอฟังผลการตัดสินของศาลก่อน หากผลออกมาดี จะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับลูกชาย กู้ศักดิ์ศรีให้กับลูกชายด้วย

ขณะที่ล่าสุด ศาลทหารชั้นฎีกา พิพากษายืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่าด้วยอายุจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า

จึงให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท ให้รอลงอาญา 2 ปี

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุม ขยายผลคดียาเสพติดรายสําคัญของกลางยาบ้าจำนวน 6,900,000 เม็ด

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) เวลา 11.00 น. ตามนโยบายของรัฐบาลในการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด 'SEAL STOP SAFE' ในพื้นที่ ภ.5 ตามมาตรการ Seal พื้นที่ชายแดน Stop หยุดวงจรการค้ายาเสพติด Safe สร้างพื้นที่ปลอดภัย  พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ ในพื้นที่ของ ภ.จว.เชียงราย  ได้แก่ สภ.แม่สาย จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,200,000 เม็ด สภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด สภ.บ้านดู่ จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด สภ.เวียงแก่น จว.เชียงราย ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด และสภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 500,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 6,900,000 เม็ด

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย , พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย , น.ส.สุกัญญา ใหญ่วงศ์  ผู้แทน ปปส.ภ.5 , พ.อ.อดุลย์ ลอยฟ้า รอง ผบ.นบ.ยส.35 , พ.อ.ไมตรี ศรีสันเทียะ เสนาธิการ กกล.ผาเมือง และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมประชุมและร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 18 กรกฎาคม  2568  จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 18,617 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 202 คดี

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด  ยาบ้า 194  ล้านเม็ดเศษ
ไอซ์ 10,400  กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 150  กิโลกรัมเศษ
เคตามีน 1,740  กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 119  กิโลกรัมเศษ
ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด -มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 727 ล้านบาทเศษ

ทั้งนี้ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา 'เราทำความดี ด้วยหัวใจ' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ณ หอประชุม ชั้น 3 โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในการนี้ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบ เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลบางเสร่ อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก และนักเรียนจ่าทหารเรือ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง

กิจกรรมที่ดำเนินการ ประกอบด้วย
- กิจกรรมบริจาคโลหิต ณ ห้องรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 21 – 25 กรกฎาคม 2568
- กิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำความสะอาดพื้นที่ชายหาดและบริเวณโดยรอบ ณ ชายหาดบางเสร่ ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของกำลังพลกองทัพเรือ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างพร้อมเพรียง

ตำรวจสรุปสำนวนคดีตึกสตง. ถล่มแล้ว พร้อมส่งชงอัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย-ผู้เกี่ยวข้อง’

ตำรวจ สรุปสำนวนส่งชงอัยการสั่งฟ้อง เปรมชัยและผู้เกี่ยวข้องคดีอาคารก่อสร้าง สตง.ถล่ม ตาม ป.อาญา มาตรา 227 , 230

(22 ก.ค.68) พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)  ตึก สตง.ถล่ม นำสำนวนคดี จำนวน 51 ลัง 233 แฟ้ม เป็นเอกสารกว่า 9 หมื่นแผ่น ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทั้งนิติบุคคล

และส่วนตัว รวม 23 ราย รวมถึง นายเปรมชัย กรรณสูต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง ตาม ป.อาญา มาตรา 227 , 230 ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

ศูนย์ทุ่นระเบิดฯ ย้ำชัดเขมรวางกับระเบิดใหม่ ร่อนแถลงการณ์ถึง 10 องค์กรภาคีเครือข่ายแล้ว

(22 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ รายงานความคืบหน้าด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีกำลังพลของกองทัพไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และมีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายกัมพูชา ดังนี้

1. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทยนั้น เป็นชนิดที่มิได้มีใช้ ในกองทัพไทย และพิสูจน์ทราบแล้วว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางขึ้นใหม่

2. มุ่งเน้นการขยายผลด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของสื่อที่หน่วยรับผิดชอบ ได้แก่ เพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ซึ่งสำนักข่าวต่าง ๆ ได้มีการนำเสนอและขยายผลอย่างต่อเนื่อง

3. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ดำเนินการส่งแถลงการณ์ฯ ให้กับหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อรับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้อง จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตอาร์เซอร์ไบจาน ประจำประเทศไทย, โครงการวิจัยและพัฒนาการเก็บกู้ ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (The Humanitarian Demining Research and Development: HD R&D), กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Marine Corps Forces, Pacific: MARFORPAC), ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (The Geneva International Center for Humanitarian Demining: GICHD), คณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (Joint United States Military Advisory Group Thailand: JUSMAG THAI), มูลนิธิเพื่อมนุษยธรรมโกลเด้นเวสท์ (Golden West Humanitarian Foundation: GWHF), ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Mine Action Center: ARMAC) และคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา

4. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงตอบโต้ กรณีฝ่ายกัมพูชานำเสนอภาพข่าวและคลิปวิดีโอ กล่าวหาว่าทหารไทยเป็นผู้วางทุ่นระเบิดใหม่เพิ่มเติม บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ ในเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ และสำนักข่าวต่าง ๆ

‘กองทัพบก’ เจออีก 2 ทุ่นระเบิดใหม่ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ซัด เขมรขัดอนุสัญญาออตตาวาจงใจทำร้ายกำลังพลไทย

ทบ. ลุยสแกนละเอียด พบเพิ่ม 2 ทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ช่องบก ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ชี้ชัดขัดอนุสัญญาออตตาวา เตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

(21 ก.ค. 68) – ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค. 68) กองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 22 ก.ค. อีกด้วย

จากเหตุการณ์ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนที่พื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) และกองกำลังสุรนารี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN2” ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น วางห่างจากหลุมระเบิดเดิมเพียง 30 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการ วางซ้ำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจตนา เพื่อหวังผลลอบสังหารทหารไทยโดยเฉพาะ

การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการ รุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีร่วมลงนามไว้ การวางระเบิดซ้ำในจุดเดิมไม่เพียงแต่เป็นการจงใจทำร้ายกำลังพลไทยอย่างเหี้ยมโหด แต่ยังเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพบกไทยจึงออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ร่วมกัน ประณามกัมพูชา ต่อพฤติกรรมอันป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมนี้ พร้อมทั้งเตรียมเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจากนานาชาติเข้ารับทราบข้อเท็จจริงในวันพรุ่งนี้ เพื่อดำเนินการกดดันทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรม

‘เก่ง เมธี’ อดีตเสื้อแดง อัปเดตชีวิตในเรือนจำบอกสุขสบายชั้นดีมาก ฝาก FC อีกไม่นานเจอกัน

เมื่อวันที่ (18 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รอเฮียเมธีกลับมา’ ได้โพสต์ข้อความซึ่งระบุว่าเป็นจดหมายจากในเรือนจำของ ‘เก่ง เมธี อมรวุฒิกุล’ อดีตคนเสื้อแดง ว่า 16-07-68 ( จดหมายจากคุณเมธี )
ในช่วง 1 ปี ที่ผมอยู่ในนี้ 
ผมได้รับความรักจากน้องๆๆที่อยู่ข้างใน 
และได้รับความรักจาก FC ทุกคนจากข้างนอก 
มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆๆ
รายชื่อจากคนที่เคยเป็นคนแปลกหน้า 
กลายเป็นบุคคลที่ฝากเงิน ฝากค่าขนม 
และดูแลผม ทุกๆๆเดือน ผมซาบซึ่งใจ 
น้องๆๆข้างใน ต่าง งง กันเป็นไก่ตาแตก 
FC เฮียเขาดูแลเฮียกันจริงจังนะเนี้ย 
ของกิน ของใช้ และอาหารเมนูพิเศษ 
ของเฮียไม่เคยพร่องเลย... 
"ผมไม่รู้จักเฮียแต่ดูแล้ว FCคงรักเฮียมาก" 

นักโทษในนี้ 98% เป็นนักโทษไร้ญาติ 
โดนทอดทิ้ง ไม่มีใครมาเยี่ยม ต้องชนหลวง 
ถ้าเทียบแล้ว ผมก็เหมือนโชคดีกว่าคนอื่นในนี้มาก
 "อยู่ข้างใน เฮียฮ๊อตมากนะ 55" 

วันนี้ผมทราบข่าว ว่ายังมีคนเสื้อแดงหลายคน 📌
ยังติดคุก ถูกจองจำอีกหลายชีวิต 
บางคนโทษตลอดชีวิต บางคนโทษ160 ปี 
คนเสื้อแดงในปี 53 
ต้องแบกวิบากกรรมครั้งนี้ไปด้วยกัน 
บางคนตายในสนามรบ ก็ จบ 
แต่บางคนที่รอด ก็ต้องมาติดคุก 
เหมือนตายทั้งเป็น ไม่ต่างกัน... 
(***โทษหนักๆๆกันทั้งนั้น ) 📌

ผม โชคดีมากๆๆที่มีน้องหนิง และFC คอยดูแล 
และ ให้กำลังใจ ทำให้ผมได้ปลดล๊อคและปล่อยว่าง ทุกอย่างข้างในได้ อย่างสบายใจ 
"อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ " 
คำนี้ใช้ได้จริง 

ตอนนี้ผมอยู่ "ชั้นดีมาก " 
มีร่วมอบรม และทำกิจกรรมหลายอย่าง 
ทั้งสาธา ทั้งกิจกรรมโคกหนองนา 
ซ้อมมวย สอนมวย ให้ความรู้น้องๆๆ 
ว่างๆๆก็นั่งดูข่าว 
วิเคราะห์ข่าวให้น้องๆๆข้างในฟัง 
ตื่นเช้ามา โต๊ะผม จะเหมือนสภากาแฟ 
มีขนมปัง กาแฟ โอวันติน นั่งคุยกันสนุกสนาน 
แค่เปลี่ยนสถานที่ เป็นในเรือนจำแทน555 
รอผมหน่อยนะคับเดี๋ยวคงได้เจอกันเร็วๆนี้ 
ฝากเอ็นดูน้องหนิงด้วยนะคับ 
ผมกลับมา น้องหนิงคงได้เบาแรงไปเยอะ 
ผมขอบคุณความรักที่เหนี่ยวแน่น ในการดูแลผม
 ตลอดระยะเวลาที่ผม ถูกจองจำ 
ขอบคุณที่ฝากค่าขนม และดูแลมื้ออร่อย 
อาหารอร่อย ให้ผมทุกๆๆมื้อ
 "ผมจะไม่มีวันลืม น้ำใจจากทุกคน "🙏🙏
 ***ช่วงนี้การเมือง วุ่นวายมาก มีรัก มีหักหลัง 
เหมือนซีรีย์ ถ้าผมอยู่ข้างนอกปานนี้ คงได้Live สด มันทุกวัน 
🧡 คิดถึงFC ทุกคน นะคับ 
อีกไม่นานคงได้เจอกัน เร็วๆๆนี้

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติประณาม เหตุลอบวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา

(21 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ลักลอบนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเข้ามาวางในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวรจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ที่ถูกวางซ้อนกันในลักษณะสนามทุ่นระเบิดและกระจายตัวหลายจุดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ทุ่นระเบิดดังกล่าวมีอยู่ในระบบอาวุธปกติของกองทัพไทยและมีลักษณะมุ่งหมายเพื่อก่ออันตรายต่อกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ศทช. ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและขอคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจถือเป็นการละเมิดพันธกรณีและบรรทัดฐานของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Mine Ban Treaty หรือ Ottawa Convention) ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้และให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน

ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยในด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ศทช. เรียกร้องให้ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรม ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ ศทช. ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยตามแนวชายแดน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความมั่นคงให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีพันธกรณีในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษยชาติ และผลกระทบที่อาจถูกตีความจำแนกต่อพลเรือน

เด็กไทยเจ๋ง คว้า 6 รางวัลเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก พิชิต 1 ทอง 2 เงิน 2 ทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ

เมื่อวันที่ (20 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ปัง ปัง ปัง มาแล้ว..สำหรับวิชาคณิตศาสตร์ กับผลงานของ 6 หนุ่ม จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2568 (66th IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย 

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย 
1. นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  รางวัลเหรียญทอง 
2. นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญเงิน 
3. นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญเงิน 
4. นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทองแดง 
5. นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล รางวัลเหรียญทองแดง 
6. นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ รางวัลเกียรติคุณประกาศ

และคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม           
2. รศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม             
3. ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม               
4. นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม            
5. ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม                  
6. นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 07.00 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top