Thursday, 9 July 2026
NEWS

กองทัพไทย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ตอบโต้กัมพูชา ทั้งภาคพื้นดิน-อากาศ ลั่นพร้อมบดขยี้!! ผู้เหยียบย่ำรุกลํ้าแผ่นดินไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพไทยเปิดยุทธการ “ยุทธบดินทร์” (Yuttha Bodin) ตอบโต้กัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย ด้วยการใช้กำลังทั้งทางบกและอากาศ พร้อมประกาศชัด “บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย” โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ รับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์

ชื่อปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” มาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบ และ “บดินทร์” หมายถึงแผ่นดิน สื่อถึงการรบเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด พร้อมคำขวัญว่า “เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีไทย” ย้ำความชอบธรรม และเด็ดขาดในการตอบโต้

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ไทยตอบโต้การโจมตีของกัมพูชา 
• ช่องบก ทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
• ช่องอานม้า F16 ทิ้งไข่ที่ตั้งกำลังกัมพูชา
• พื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ ใช้รถถังเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่
• จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ใช้ F-16 ช่องตาเฒ่า
• จุดตรวจการณ์เขาสัตตาโสม ทำลายรถถังกัมพูชาได้จำนวน 2 คัน
• เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ ใช้รถถังระดมยิง ส่งทหารราบเข้ายึด
• ภูมะเขือ ปัจจุบันสามารถทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
• ช่องจอม โจมตีกันไปมา
• พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าตีระลอกที่ 2
• พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าตี

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล พร้อมเฝ้าระวังและตรึงกำลังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด 

กาฬสินธุ์- รับเหมา 7 ชั่วโคตรทิ้งงานทำชาวบ้านผวาดินสไลด์  โยธาฯ ยืนยันทำดีที่สุดเพื่อประชาชน

(24 ก.ค. 68) ชาวบ้านอาศัยติดตลิ่งริมน้ำจุดก่อสร้าง 7 ชั่วโคตร ผวาหนักน้ำลำพานขึ้นหวั่นกัดเซาะทำตลิ่งพังกลืนบ้านเรือนประชาชน เรียกร้อง กรมโยธาฯ จัดงบก่อสร้าง-เรียกเงินคืนจากรับเหมา ขณะที่ โยธาฯคุมเข้มก่อสร้างท่อระบายน้ำเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมแจงดราม่า ปลูกหญ้า-ปูถนน เป็นการคืนผิวจราจรให้ประชาชนเพื่อความปลอดภัยย้ำทำดีที่สุด ด้านผู้ตรวจและคณะธรรมาภิบาลเดินหน้าสอดส่องเผยปัญหา 7 ชั่วโคตรทำดีที่สุดแล้วต่อไปขึ้นอยู่กับ กรมโยธาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้รับจ้างทิ้งงาน

จากกรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ จ. กาฬสินธุ์ จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์  5 โครงการ อ.ฆ้องชัย 2 โครงการ และ อ.กมลาไสย 1 โครงการ  งบประมาณกว่า 545 ล้านบาท จากข้อมูลของกรมโยธาธิการฯ เจ้าของโครงการได้ว่าจ้าง 2 หจก. เริ่มทำสัญญาก่อสร้างในแต่ละโครงการตั้งแต่ปี 2562-2565 แต่ถึงปัจจุบัน ทุกโครงการก่อสร้างไม่เสร็จแม้แต่โครงการเดียว เนื่องจากผู้รับจ้างทิ้งงาน จนชาวบ้านขนานนามให้ว่าโครงการ 7 ชั่วโคตร ขณะที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ยังเฝ้าติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก  ถึงแม้ต้นปี 2568 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ประกาศเวียนห้างให้ทั้ง 2 หจก. นี้ตกเป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน มีผลหมดสิทธิ์เข้ารับงานกับภาครัฐในทุกกระทรวง ทบวง กรม การเอาผิดยังอยู่ในมือ ปปช.- สตง. ที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการเรียกเงินคืนตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

รายงานล่าสุด วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ทีมข่าวแจ้งว่า มีกระแสดราม่าที่เกิดจากความอึดอัดต่อความล่าช้าในการก่อสร้าง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ในส่วนของผู้รับเหมารายใหม่ที่ได้ดำเนินการเกือบจะแล้วเสร็จภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ด้วยงบประมาณกว่า 68 ล้านบาท หลายจุดมีการคืนผิวการจราจร บางแห่งมีการปลูกหญ้า บางแห่งมีการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต แต่ประชาชนพบเห็นความเปลี่ยนแปลงสงสัย จึงมีกระแสดราม่าออกมาต่อว่าไปต่างๆนานา สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้ขอชี้แจงว่าการก่อสร้างที่มีการเปิดผิวถนนจราจร จะต้องการมีซ่อมแซมเพื่อคืนสภาพพื้นผิวถนนเพื่อความปลอดภัยและสวยงามให้กับประชาชน 

ที่บริเวณถนนผังเมือง 2 ชุมชนหนองเรือ-หัวคู เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมือง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและปรับปรุงผิวจราจร ที่เป็นกระแสดราม่า เปิดเผยว่า ทุกปัญหาเกิดจากการทิ้งงานก่อสร้าง และที่ผ่านมาได้มีการขุดเปิดถนนทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ผิวจราจรคอนกรีตเดิมที่อยู่ข้างเคียงมีการทรุดตัว เมื่อทำการก่อสร้างและคืนผิวจราจรคอนกรีตแล้วเสร็จ ระดับถนนก็ยังไม่สม่ำเสมอ ไม่เรียบร้อย บางจุดมีรอยร้าว เป็นหลุมเป็นบ่อ มีการร้องเรียนจากประชาชนบ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการ จ.กาฬสินธุ์ เร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผิวจราจรเรียบร้อยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งหากรื้อผิวคอนกรีตเดิมทำใหม่ จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน จึงได้ดำเนินการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างน้อยกว่ามาก และลดผลกระทบต่อประชาชนในการก่อสร้าง 

นายวิจิตร กล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีพี่น้องประชาชนสงสัย ว่าทำไมถึงมีการปูแอสฟัสติกส์คอนกรีตทับผิวจราจรเดิม ก็ขอทำความเข้าใจว่า เป็นส่วนหนึ่งของงานเก็บรายละเอียดเนื้องานโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักฯ นี้ เพื่อคืนสภาพถนน ตามมติของคณะกรรมการตรวจรับงานฯ ซึ่งจะดำเนินการในทุกๆจุดที่มีการก่อสร้าง เพื่อคืนสภาพผิวถนนให้มีความเรียบร้อย สวยงาม ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรสะดวกและปลอดภัย ในส่วน 7 โครงการที่เหลือ ซึ่งถูกทิ้งงานนั้น อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และคาดว่าน่าจะได้ผู้รับจ้างประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านตำบลลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ ในจุดก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เริ่มหวาดผวาเนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นและเกรงว่ามวลน้ำจะกัดเซาะตลิ่งบ้านเรือนประชาชนรวมถึง ตลาดที่อยู่ติดกับลำน้ำพาน นายดวง ฉายอำไพ อายุ 62 ปี ชาวบ้านวังยูง ต.ลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณหลังบ้านติดกับตลิ่งลำน้ำพานหนึ่ง ในจุดก่อสร้างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง ได้พยายามสะท้อนปัญหาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่ขณะนี้เข้าฤดูฝนระดับน้ำในลำพานเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เป็นภาวะเสี่ยงดินริมตลิ่งหลังบ้านจะเกิดการสไลด์ตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ตนรู้สึกวิตกกังวล ต้องการให้กรมโยธาฯ รีบจัดหาผู้รับจ้างมาทำงานอย่างเร่งด่วน หรือว่าหากไม่มีงบประมาณ ก็ขอให้เร่งรัดเรียกคืน กับผู้รับจ้างรายเดิมที่เบิกจ่ายไปแล้วกว่า 250 ล้านบาท ก่อนทิ้งงานไป ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ท่านรับผิดชอบกรมโยธาฯ ได้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ก่อนที่อาคารบ้านเรือนของตนและเพื่อนบ้าน รวมทั้งอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลลำพาน และอาคารตลาดสดที่อยู่ติดกับตลิ่งจะเกิดการทรุดพังลงไปในลำน้ำพานในฤดูน้ำหลากนี้

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 ก.ค.68 เวลา 15.00 น.) นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 12 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ พร้อมคณะ ลงพื้นติดตามสอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำปาว 2 ฝั่ง จากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ บริเวณต่อเนื่องจากซอยน้ำทิพย์ไปทางทิศเหนือ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์  ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์, นายชาญยุทธ โคตะนนท์  ที่ปรึกษาด้านวิชาการ กธจ.กาฬสินธุ์, นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ (กธจ.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมลงพื้นที่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามสอดส่อง 8 โครงการผู้รับจ้างทิ้งงาน ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ร่วมกับคณะธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ติดตามมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยืนยันว่า ทางคณะผู้ตรวจฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และถึงที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางกรมโยธาธิการและผังเมืองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการต่อไปอย่างไร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัด “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” เสริมเขี้ยวเล็บครูฝึกทั่วประเทศ เน้นฝึกจริง สอนจริง รับมือสถานการณ์จริง ลดความสูญเสียตำรวจด่านหน้า

(24 ก.ค. 68) สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการฝึดอบรม “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม ศปป.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การฝึกอบรม พร้อมให้คำแนะนำและมอบนโยบายแก่ครูฝึกและผู้เข้ารับการฝึกอบรม

สำหรับโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งสร้างกำลังครูฝึกคุณภาพจากทั้ง 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ครูฝึกตำรวจจากกองบัญชาการต่างๆ ที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่ตำรวจผู้ปฏิบัติตามสถานีตำรวจทั่วประเทศ และครูฝึกประจำศูนย์ฝึกตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนนายสิบและตำรวจใหม่ในศูนย์ฝึก

เนื้อหาการฝึกอบรมครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแนวหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้เรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิและข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังอย่างเหมาะสมโดยยึดหลักความจำเป็นและความสมเหตุสมผล ตลอดจนแนวทางปฏิบัติของ First Responder หรือผู้เผชิญเหตุคนแรก ซึ่งต้องสามารถประเมินสถานการณ์ รายงาน และตอบโต้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เข้ารับการฝึกยังได้เรียนรู้เทคนิคการแบ่งบทบาทระหว่างฝ่ายคุ้มกัน (Cover) และฝ่ายสื่อสารหรือควบคุมเหตุการณ์ (Contact) การควบคุมและจับกุมผู้ต้องหา การใส่กุญแจมืออย่างถูกวิธีและปลอดภัย ตลอดจนวิธีการแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกควบคุมตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาเนื้อหาการฝึกให้รัดกุม สมจริง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ปฏิบัติ

นราธิวาส-ผู้ว่าฯ นรา ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อมขยายผลเครือข่าย ตรวจยึดของกลางยาบ้ากว่า 7 แสนเม็ด ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท 

(24 ก.ค.68) ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ,พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ รอง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก แถลงข่าวความคืบหน้าจับกุมยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จับกุมและตรวจยึดยาบ้าจำนวน 670,000 เม็ด ยึดทรัพย์มูลค่า1,500,000 บาท

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการเปิดปฏิบัติการ “NO Drugs NO Dealers” เพื่อมุ่งมั่นแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ โดยบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และภาคีเครือข่าย และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมปฏิบัติการสอดส่องดูแลแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงได้รายงานให้รับทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม จนขยายผล ตรวจยึดยาบ้า ได้จำนวนทั้งสิ้น 678,000 เม็ด ทั้งนี้การขยายผบจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลจากระดมสรรพกำลังเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  จนนำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายกระบวนการผู้ค้ายาเสพติดได้ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่าย ว่าจะสามารถแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดในพื้นที่ให้หมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริง

ด้านพล.ท.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ได้แถลงในส่วนของคดีว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ดำเนินการสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายยาเสพติดได้สำเร็จ โดยพฤติการณ์และการขยายผลในการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 15.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลยาเสพติดและตรวจยึดทรัพย์สินตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งจากสายว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 

จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม พบมีรถยนต์เก๋งต้องสงสัยลักษณะมีพิรุจจอดอยู่บริเวณบนถนน บูเก๊ะสามี ม.7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ จึงได้เข้าตรวจสอบพบ นางสาว อซูรา เจ๊ะมิ ภายในบ้านพักพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เป็นคนขับรถยนต์คันดังกล่าว และมีถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับจึงแสดงตัวขอเข้าทำการตรวจสอบพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 8,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับ 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ ได้ทำการขยายผลได้ทำการขยายผลจนทราบว่ามีการเก็บซุกซ่อนยาเสพติด (ยาบ้า) อีกจำนวนมาก จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบ บ้านเช่าซึ่งมีลักษณะเป็นแหล่งซุกซ่อนยาเสพติด ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผลปรากฏพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 670,000 เม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ขยายผลฯ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่ามีความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพ ติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมยึดของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 678,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Nissan สีขาว ป้ายทะเบียน งน 6560 สงขลา 1 คัน โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Oppo Reno 8 จำนวน 1 เครื่อง และจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 1 ราย คือ น.ส.อซูรา (นามสมมุติ)และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วน เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายราย และรวมยึดทรัพย์สินตาม พรบ.ยาเสพติด มูลค่า1,500,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลการสอบสวน เพื่อสืบหาผู้ร่วมขบวนการและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยถือเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรืออาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัย และขจัดปัญหายาเสพติดออกจากชุมชนอย่างยั่งยืน

“มุกดาหารเดินหน้าสกัดยาเสพติด! ดึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย–ลาว ผนึกกำลังหยุดภัยร้ายผ่านพัสดุ 

(23 ก.ค. 68) ที่ห้องประชุมแสงสิงแก้ว สถานีตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติดให้กับผู้ประกอบการขนส่งโลจิสติกส์ไทย–ลาว โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และนางสาวนุชนีย์ จันทนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 4 เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมส่งเสริมการขนส่งพัสดุอย่างปลอดภัย โดยนางสาวนุชนีย์ได้ชี้แจงข้อมูลสำคัญและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการจากหลายพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เล็ดลอดผ่านระบบขนส่ง

โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้นโยบายของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” และนโยบาย “Seal Stop Safe” ของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเน้นการบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

ต่อมาในเวลา 15.00 น. คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพัสดุ ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดมุกดาหาร ถนนพิทักษ์พนมเขต อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีการสาธิตการตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยด้วยเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพัสดุของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของหน่วยงานในการรับมือกับปัญหายาเสพติดบริเวณพื้นที่ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ                    

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม "Train the Trainer" เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

ปรีชา นุตจรัส รายงาน ข่าวพิษณุโลก

เชียงใหม่-ขนส่งเชียงใหม่ เชิญร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” 

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่จัดประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย ประมูลทางวาจาและ ทางอินเทอร์เน็ต ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568  ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

นายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวย ของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7  คน (รถเก๋ง) ครั้งที่ 36  หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” จำนวน 301 หมายเลข โดยการประมูลทางวาจา (เคาะไม้) และทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com โดยสามารถลงทะเบียน เลือกเลขและเสนอราคา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันปิดการประมูล ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุม นานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา  09.00 น. เป็นต้นไป

แผ่นป้ายทะเบียนรถที่จะนำออกประมูลเป็นแผ่นป้ายภาพ
กราฟฟิค มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์และความหมายบ่งบอกความเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขวัญจังหวัดเชียงใหม่ “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” ซึ่งจะสื่อความหมายของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นจังหวัด ที่มีความเจริญรุ่งเรือง สงบ ร่มเย็น ประชาชนมีความสุขโดยถ้วนหน้า อันจะส่งผลให้ผู้ที่ครอบครองป้ายดังกล่าว จะมีแต่ความเจริญ เป็นสิริมงคล รถที่ใช้อยู่จะนำพาให้มีทรัพย์สินเพิ่มพูน เงินทองมั่งคั่ง ด้วยการประกอบ อาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน

นายมานพ กล่าวด้วยว่า การจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) หมวดอักษร งย ในครั้งนี้เป็นการประมูลทางวาจาและทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมการประมูลอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยรายได้ทั้งหมดนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อนำไปสนับสนุนและส่งเสริม ด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถ ใช้ถนน ถือเป็นการทำบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่งด้วย

ขอเชิญชวนชาวจังหวัดเชียงใหม่และผู้สนใจทั่วไปให้เข้าร่วมประมูล หมายเลขทะเบียนรถเลขสวยได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และปิดการประมูลในวันเสาร์ ที่ 2  สิงหาคม 2568 ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งผู้ชนะการประมูลนอกจากจะได้เลขทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์แล้วยังถือเป็นการได้ทำบุญสร้าง กุศลอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทะเบียนรถ 061 268 2266 , 061 270 5454 หรือ Call Center 1584

OR ขอแสดงความเสียใจ กรณีเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเสียหาย – มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ส่งผลให้สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชชา ปิโตรเลียม ต.บ้านผือ ได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

OR ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และชุมชนโดยรอบ และพร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

OR ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว 

กองทัพภาคที่ 2 แจงชัด!! ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ งัด ม.51 กฎบัตรสหประชาชาติ หลังกัมพูชาโจมตีแหล่งชุมชน

(24 ก.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ตอบโต้ หลังกัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือนไทยใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า ไทยมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 หากถูกโจมตีก่อน พร้อมยืนยันจะรายงานสถานการณ์ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ

ทางกองทัพย้ำว่า หากจำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ จะดำเนินการตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล โดยจะเล็งเป้าเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร หลีกเลี่ยงการกระทบต่อโบราณสถาน เช่น ปราสาท และไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางทหาร

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและคุณค่าของมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้การกระทำใด ๆ ละเมิดอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของชาติ โดยจะดำเนินการตอบโต้ตามความเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กองทัพภาคที่ 2 เคยรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชามีการโจมตีเป้าหมายในฝั่งไทย ซึ่งรวมถึงปราสาทโบราณ ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน สร้างความเสียหายและตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

‘สมศักดิ์’ เรียกกระทรวงสาธารณสุข ประชุม PHEOC ด่วน รับมือน้ำท่วมน่านและเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พร้อมส่งทีม MCATT ช่วยเหลือ

(24 ก.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านสังคม ประจำปี 2568 โดยเน้นความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ

ภายหลังพิธีเปิด นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุวิภา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จ.น่าน ซึ่งมีโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้รับผลกระทบหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่หากสถานการณ์แย่ลง ก็พร้อมอพยพผู้ป่วยทันที 

ขณะที่ประเด็นเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมศักดิ์เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.พนมดงรัก และ รพ.กาบเชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมกว่า 90 ราย เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ สสจ.สุรินทร์ ได้ประกาศยกระดับภาวะฉุกเฉินเป็นระดับ 2 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ได้มีการเรียกประชุมศูนย์ PHEOC ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดแผนรับมือทั้งน้ำท่วมและเหตุปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีม MCATT (ทีมดูแลสุขภาพจิตในภาวะวิกฤติ) เข้าให้บริการด้านจิตวิทยาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ Walk-in และออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเครียดและความตื่นตระหนกของประชาชน และได้สั่งให้สำรองยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “เท่าเทียม สุขภาพ เสมอภาค” มีการอภิปรายหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสาธารณสุขสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว, การพัฒนาระบบข้อมูล และมิติด้านกฎหมาย รวมถึงมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป

เพชรบูรณ์ แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา                

     

เมื่อวานนี้ (23 ก.ค.68) เวลา 18.00 น. ณ วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีเสี่ยงทาย “โขนหัวเรือ” สำหรับใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งในปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า “กุญชรวารี” ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือประจำปี 2568

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้เข้าร่วมรำถวายจำนวน 2,568 คน

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ และเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง โดยมีเวทีแสดงและพิธีเปิดงานหลักที่บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

วันที่ 22 กันยายน 2568 (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางน้ำ จากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร

วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ

วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสงเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า OTOP กิจกรรมทางวิชาการสำหรับเยาวชน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และมหรสพทุกค่ำคืน ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

การจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับ “วัดไตรภูมิ” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะและปิดทององค์พระอย่างใกล้ชิด

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในปีนี้ ประกอบด้วย

เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายคลัง : ว่าที่ร้อยตรีเสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์

ฝ่ายนา : ร้อยตำรวจตรีสุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์

ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำอธิษฐาน : นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

จังหวัดเพชรบูรณ์ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานศรัทธาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมสนับสนุนส่วนหน้า กำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง บูรณาการทุกภาคส่วนรักษาอธิปไตยไทย

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค3 , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใต้สถานการณ์ภัยคุกคามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับตามแผนปฏิบัติการ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน” ยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/๖๗) โดยมุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญด้านอำนาจหน้าที่ของตำรวจตามแผนดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน : ตำรวจมีหน้าที่หลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในเขตต้นทาง เส้นทาง และปลายทางของการอพยพประชาชน โดยจะดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจเฝ้าระวังตลอดแนวเส้นทาง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

2. ด้านการอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : ตำรวจรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ การควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมถึงการจัดกำลังเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิงและจุดรวมพล

3. ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว : ตำรวจมีหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และระบุพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งดำเนินการสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล หรือกิจกรรมที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับกองทัพบก , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , กระทรวงการต่างประเทศ และทุกฝ่าย

4. ด้านการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน : เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิต และระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงดำเนินการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบ Table Top Exercise (TTX) และ Field Simulation Exercise เพื่อทดสอบความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่าย 

5. ด้านการสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ : ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ และการลงพื้นที่พบประชาชนผ่านกิจกรรม “Stop Walk Talk” เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยขอความร่วมมือในการไม่เผยแพร่ภาพที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

6. ด้านการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน : ในการควบคุมสถานการณ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจรัฐ ห้ามเลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ การสอบสวนภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและบทสรุปของสถานการณ์

7. ด้านการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ : ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ และศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วในทุกสถานการณ์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังนี้ และการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตำรวจในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ต้องมีขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภายใต้แผนนี้เน้นความเป็นมืออาชีพ ความสอดคล้องกับภารกิจ อำนาจและความชัดเจนของหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย และการปฏิบัติที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญยิ่งในบริบทชายแดนที่มีความอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่ามีสถานการณ์อุทกภัย สาธารณภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา จึงได้กำชับเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดูแลในส่วนของข้าราชการตำรวจ และสถานที่ราชการของตำรวจที่ได้รับผลกระทบด้วย

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "พายุวิภา" ได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยกำลังแรง ส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยประชาชน และจัดระบบการจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลันน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด , ให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมประสานความร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ตำรวจพื้นที่เกิดอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย 

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่มีการใช้อาวุธจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ของวันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพบกกำลังเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะได้รายงานให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top