Thursday, 9 July 2026
NEWS

‘พะยูน’ ลดลง สัญญาณเตือนจากท้องทะเลไทย สะท้อนระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยเสื่อมโทรมหนัก

(19 ส.ค.68) สืบเนื่องจาก ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ (17 สิงหาคม) พวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า “พะยูน” หรือที่หลายคนเรียกอย่างเอ็นดูว่า “น้องหมูน้ำ” หรือ “วัวทะเล” คือสัตว์ทะเลสงวน ที่เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทย ปัจจุบันสถานะของพะยูนกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจน ปี 2566 เหลือเพียง 282 ตัวในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2567) การลดลงของประชากรพะยูนไม่ใช่แค่ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สะท้อนถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยโดยตรง

ข้อมูลสถิติพบว่า...
• ปี 2564: พบพะยูน 261 ตัว (อันดามัน 229 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)
• ปี 2565: เพิ่มเป็น 273 ตัว (อันดามัน 242 ตัว / อ่าวไทย 31 ตัว)
• ปี 2566: เพิ่มเป็น 282 ตัว (อันดามัน 250 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)

แม้จำนวนดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขการตายกลับน่าตกใจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปี 2562–2567 พะยูนมีการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เพิ่มจากปี 2548–2561 ที่เฉลี่ยปีละ 13 ตัว และยังมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ที่มีเพียง 17.5 ตัวต่อปีเท่านั้น ช่วงต้นปี 2568 สูญเสียไปแล้วมากกว่า 13 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) ขณะที่ปี 2567, 2566, 2565, 2564, 2563 มีพะยูนเสียชีวิต 42, 40, 19, 25 และ 16 ตัวตามลำดับ สะท้อนว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พะยูนไทยตายแล้วกว่า 142 ตัว

ผลการชันสูตรพบว่า ส่วนใหญ่พะยูนตายเพราะผอมแห้งจากการขาดอาหาร อันมีสาเหตุมาจาก การลดลงของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลัก โดยหญ้าทะเลลดลงจากหลายปัจจัย เช่น
• คลื่นลม อุณหภูมิน้ำทะเล
• การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ
• ปริมาณน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
• การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น ตะกอนจากการถมทะเล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว
• กิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร เช่น การปล่อยน้ำเสีย การสร้างท่าเรือ การขุดร่องน้ำ การก่อสร้างที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และขยะจากเรือประมงและเรือท่องเที่ยว รวมทั้งการลักลอบขุดหญ้าทะเลจำหน่าย

นอกจากนี้ พะยูนยังตายจากการป่วย การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ และการกินขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งอุดตันทางเดินอาหารจนขาดสารอาหารและเสียชีวิตในที่สุด

ในระดับโลก พะยูน (Dugong dugon) ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดง IUCN ให้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยมีการกระจายพันธุ์ในกว่า 37 ประเทศ ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกได้ลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา และบางพื้นที่ เช่น แอฟริกาตะวันออกและนิวแคลิโดเนีย ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ มลภาวะชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศได้นำมาตรการอนุรักษ์เข้มงวดมาใช้ เช่น ออสเตรเลียจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลขนาดใหญ่ (Marine Protected Areas) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนห้ามใช้เครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน ขณะที่อียิปต์กำหนดเขตอนุรักษ์เฉพาะในทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้ Dugong MoU ของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์อพยพ (CMS) เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและติดตามประชากรพะยูนในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ ปี 2554 และมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 28 แห่ง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก หญ้าทะเลซึ่งเป็น “สัญญาณชีวิต” ของทะเลกำลังร่อยหรอ หากไม่มีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง พะยูนจะต้องอพยพหรือสูญพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะหายไป

จากเหตุการณ์สูญเสีย “น้องมาเรียม” และ “ยามีล” ทำให้สังคมตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤติ จนนำไปสู่การประกาศให้วันที่ 17 สิงหาคมเป็น วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและพันธสัญญาร่วมกันของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชายฝั่ง และประชาชน ในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่กระทบต่อพะยูน และพัฒนาระบบติดตามวิจัยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ขอย้ำว่าการรักษาพะยูนไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่คือการคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงนโยบายและการดำเนินงานระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่ทำลายถิ่นอาศัย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนงานวิจัยติดตามระยะยาว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ-ชุมชน ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทะเลไทยยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของพะยูน และยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพิงอย่างยั่งยืน

‘แอ็คมี่ วรวัฒน์’ เศรษฐีคริปโตฯ ผนึกกำลัง ACT Warriors เตรียมบริจาคหุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “Acme Traderist - Worawat Narknawdee” ว่าได้ผนึกกำลังกับเครือข่าย ACT Warriors เตรียมจัดหาและบริจาค หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดควบคุมระยะไกล DOK-ING MV-4 Remote Controlled Mine Clearance System จากประเทศโครเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ให้แก่ กองทัพบกไทย เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยวรวัฒน์ได้แท็กข้อความไปยังเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” พร้อมย้ำว่า ความตั้งใจดังกล่าวไม่ใช่เพื่อจัดหาอาวุธทำสงคราม แต่เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

คุณสมบัติหุ่นยนต์ DOK-ING MV-4

หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดรุ่นนี้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็ว 3–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจากระยะไกลได้ถึง 1,500 เมตร โครงสร้างทนต่อแรงระเบิดและสภาพแวดล้อมรุนแรง อายุการใช้งานยาวนาน 10–15 ปี อีกทั้งยังมีขนาดเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

กระบวนการจัดหาและบริจาค

วรวัฒน์ระบุว่า แม้ขั้นตอนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดต่อผู้ผลิตจากโครเอเชีย การยืนยันการใช้งานเพื่อการทหารและการบริจาคที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การประสานงานผ่านกองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการขออนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่ตนและกลุ่ม ACT Warriors จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริจาคสำเร็จและส่งมอบหุ่นยนต์ให้กองทัพไทยใช้ในภารกิจจริง

“ประเทศไทยสมควรมีสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อรบกับใคร แต่เพื่อหยุดการสูญเสีย และเพื่อยืนยันว่าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกพรากไปเพราะกับระเบิด” วรวัฒน์กล่าว

ย้ำไม่เปิดรับบริจาค

ทั้งนี้ วรวัฒน์ย้ำชัดว่า โครงการนี้จะไม่มีการเปิดระดมทุนเพื่อรับบริจาค และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างในทุกกรณี

ทั้งนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ คือนักธุรกิจนักลงทุนชื่อดัง และเป็นมหาเศรษฐีคริปโตฯ ที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียกว่า 11,000 BTC และเป็นผู้ก่อตั้งสกุลเงินดิจิทัล ACT (ACET) เหรียญอันดับหนึ่งของไทย ที่มีอายุ 4 ปี มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) มีผู้ถือครองเหรียญมากกว่า 164,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2024 เขายังเคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการจัดงาน “Acme Vampire Day ครั้งที่ 3” ที่มีผู้ถือครองเหรียญ ACT(ACET) นับพันคนมาร่วมกันบริจาคโลหิต 1 ล้านซีซี พร้อมบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยใช้บิตคอยน์เป็นกองทุนสำรองของประเทศ และยังประกาศให้รัฐบาลกู้บิตคอยน์โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีกด้วย

กองทุนอนุรักษ์ฯ ขยายเวลายื่นขอจัดสรรทุนถึง 17 ก.ย. 68 พร้อมเปิดให้ยื่นลงทะเบียน Admin เพิ่มเติมรอบ 3

(18 ส.ค. 68) กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขยายระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอหน่วยงานหรือองค์กรที่จะขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2568 จากกองทุนฯ ออกไปจากเดิม ซึ่งจะหมดเขต 18 ส.ค. 2568 นี้ โดยขยายไปอีกประมาณ 1 เดือน ในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 16:30 น. - 17 ก.ย. 2568 เวลา 16:30 น. ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมได้เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ป้องกันหน่วยงานขอรับทุนตกหล่น มุ่งเฟ้นโครงการที่มีคุณภาพเกิดผลประหยัดพลังงานเป็นรูปธรรมในวงกว้าง พร้อมกับเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) เพิ่มเติมรอบ 3

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบพิจารณาขยายระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อรับคำขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16:30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนมีระยะเวลาเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน ป้องกันการตกหล่นของหน่วยงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สนับสนุนคุณภาพและความหลากหลายของข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกองทุน และเพื่อให้การจัดสรรเงินกองทุนได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลประหยัดพลังงานในวงกว้าง รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้น 

ทั้งนี้ ยังช่วยให้หน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกสามารถขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนได้ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินกองทุนฯ และขยายระยะเวลาเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) ของหน่วยงานเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (เพิ่มเติม รอบ 3) ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อให้ครอบคลุมตามระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการ

สำหรับงบประมาณรวมในการจัดสรรทุนให้โครงการด้านอนุรักษ์พลังงานครั้งนี้มีรวม 2,750 ล้านบาท สาระสำคัญของหลักเกณฑ์เงื่อนไขประกอบด้วย

ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์  โดยเป็นผู้ได้รับจัดสรรเงินหมุนเวียน เงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรโครงการจะต้องสอดคล้องกับ 2 มาตราคือ มาตรา 25 (1) ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้เพิ่มเติม โดยหน่วยงานขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการลงทุนและดำเนินการด้านการลดใช้พลังงานด้วยกลไกดำเนินการของบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เพื่อรับประกันผลประหยัดพลังงาน  และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานในพื้นที่พิเศษ และสอดคล้องมาตรา (3) ตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานด้านวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม สื่อสารเผยแพร่ 

ประเภทโครงการที่ไม่พิจารณา ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง 

กรณีไม่พิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้อเสนอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ยื่นคำขอไม่ทันภายในกำหนด เป็นหน่วยงานที่เคยสร้างความเสียหายในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2565 ไม่ปฏิบัติตามหนังสือยืนยันการขอรับเงินสนับสนุน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน เพิกเฉยหรือละทิ้งโครงการ ขอยุติ/ยกเลิก/คืนโครงการโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ enconfund.go.th 

ประเภทโครงการที่ขอสงวนสิทธิ์อื่นๆ ได้แก่ ไม่สนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนกับที่เคยดำเนินการ/ดำเนินการอยู่ เว้นแต่เป็นการพัฒนาต่อยอด สนับสนุนไม่เกินกรอบวงเงินตามประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งอื่นแล้ว ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลจะสนับสนุนเฉพาะที่ผ่าน  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเท่านั้น

หน่วยงานที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการได้ที่ Facebook Page สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส.กทอ. และยื่นเอกสารข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์เท่านั้นที่ enconfund.go.th หรือสอบถามโทร 02-158-1460 ต่อ 1206 หรือ 1211 ในวันและเวลาราชการ

‘รสนา’ การันตี ‘หมอสุภัทร’ ไม่มีพฤติกรรมส่อทุจริต หวัง ‘รัฐมนตรีสมศักดิ์’ ไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร สธ.

(18 ส.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สังคมอาจลืมไปแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 รุนแรงขนาดไหน มีคนตายจากโควิดมากเท่าไหร่ รพ. และรพ.สนามเต็มแน่น รพ.เอกชนปฏิเสธรับคนป่วยโควิด เกิดความตื่นตระหนกทั้งสังคม เพราะยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด-19

ในช่วงปี2564 ดิฉันในนามมูลนิธิสุขภาพไทย ได้ทำโครงการแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรและยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เริ่มจากในกรุงเทพที่เป็นสถานที่แพร่ระบาดโควิดจากสนามมวย และสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และชุมชนคลองเตยที่มีคนทำงาน ทั่วกทม.โดยได้รับการสนับสนุนยาฟ้าทะลายโจรจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  และ จากบริษัทยาพรีราน่า และบริษัทอื่นๆ รวมทั้งเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าส่งยาให้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด ต้องกักตัวที่บ้านและขอยาเข้ามา และส่งยาให้กับอสส (อสม.ในกทม )69 เขต เพื่อแจกให้กับประชาชนในแต่ละเขต ในช่วงนั้นยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด

ดิฉันยังจำความโกลาหลของผู้คนที่แตกตื่นจากการระบาดของเชื้อโควิดได้ดี การระบาดกระจายไปทั่วหัวเมือง มีข่าวคนติดเชื้อนอนตายข้างถนนการเดินทางจากคนที่ติดเชื้อ แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อมีการล็อคดาวน์กรุงเทพ คนงานไม่มีงาน ไม่มีเงินจึงหนีกลับบ้านในต่างจังหวัดและพาเชื้อไปแพร่กระจายในหมู่บ้านตนเอง

การตรวจเชื้อของหน่วยงานรัฐต้องใช้ RT PCR ซึ่งต้องรอคิวเป็นอาทิตย์กว่าจะได้ตรวจเชื้อ คนที่อาการหนัก หลายคนตายไปก่อนได้รับการตรวจเชื้อ การกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามรพ.และรพ.สนามมากมาย ส่วนการรักษาในรพ.หรือรพ.สนาม ก็รักษาตามอาการ การกักตัวเพื่อลดการแพร่ระบาดเป็นหลัก ใครติดเชื้อน้อย ร่างกายแข็งแรงก็รอด ส่วนคนติดเชื้อมากร่างกายอ่อนแอก็ตาย คนที่ตายจากเชื้อโควิด ถูกนำไปเผาโดยญาติไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลย 

ช่วงเดือนเมษายน2564 ดิฉันเคยเสนอผ่านเฟซบุ๊ก และให้สัมภาษณ์สื่อไปถึงหน่วยงานรัฐ ให้ใช้ ATK ตรวจคนในชุมชนคลองเตยอย่างรวดเร็วเพื่อแยกคนติดเชื้อออกจากครอบครัว และใช้วัด โรงเรียน หรือหน่วยราชการเป็นที่กักตัว เพราะรพ.สนามเต็มหมด และเสนอให้รัฐบาลต้องให้เงินทดแทนแรงงานคนเหล่านี้เพื่อดูแลครอบครัว ที่ต้องให้หยุดทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อ และเสนอให้ใช้ฟ้าทะลายโจรให้คนติดเชื้อ เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณรักษาหวัดที่เป็นเชื้อไวรัสอยู่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มียาฟาวิพิราเวียร์

ในขณะนั้นหน่วยงานรัฐทั้งรัฐส่วนกลาง และท้องถิ่นยังไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากพอ การระบาดจาก สนามมวย สถานบันเทิงในซอยทองหล่อ จึงระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

เมื่อทีมงานของแพทย์ชนบท มีหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และหมอชนบทอีกหลายคนจากหลายรพ.ในต่างจังหวัด ตั้งทีมอาสาสมัครเข้ามาตรวจโควิดให้คนกรุงเทพ โดยใช้ ATK มาตรวจและแยกคนติดเชื้อออกจากคนที่ยังไม่ติด จ่ายยาให้คนติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งยารักษาตามอาการ และยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับคนไข้อาการหนัก ซึ่งยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีอยู่น้อยและมีราคาแพงมาก (ที่เบิกจากสปสช. ราคาต่อการรักษา 4,200 บาท/1คน ส่วนฟ้าทะลายโจรต่อการรักษา 1 คนแค่ 180 บาท ) ฟ้าทะลายโจรที่พวกเราส่งไปสนับสนุนชาวบ้านที่ติดโควิด ได้ผลดีมาก จึงได้ส่งให้ทีมแพทย์ชนบทที่มาตรวจเชื้อที่ กทม.ด้วย

ถ้าเรามองจากสถานการณ์ในช่วงโควิระบาด การมาช่วยตรวจเชื้อโควิดของหมอชนบทอย่างทีมหมอสุภัทร เป็นงานที่สำคัญ ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพตื่นตระหนก ไม่รู้จะพึ่งพาใคร จะดูแลรักษาตัวเอง และคนในครอบครัวอย่างไร ไม่มีคนมาแนะนำ นอกจากทีมตรวจเชื้อของหมอสุภัทรแล้วยังมีอาสาสมัครกลุ่มอื่นที่รับช่วงช่วยกระจายอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่นให้ยืมเครื่องช่วยหายใจในกรณีเคสที่มีอาการหนัก กระจายยาฟ้าทะลายโจร และอาหาร ให้กับผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน

ดิฉันเห็นว่าเป็นการร่วมมือกันของอาสาสมัครทั้งสังคมเพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด และช่วยเหลือกันในยามวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถครอบคลุมการช่วยเหลือคนได้ทุกพื้นที่ทั้งหมด

มีคนวิจารณ์เรื่องที่ทีมแพทย์ชนบทมาตรวจเชื้อโควิดใน กทม. เพื่อได้รับค่าตอบแทนเป็นรายหัวจาก สปสช. อย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น น่าจะเป็นการมองด้วยอคติเป็นที่ตั้งมากกว่า ถ้าหน่วยงานของท้องถิ่นในกทม.เข้ามาดำเนินการตรวจเชิงรุกแบบเดียวกัน ก็สามารถรับค่าใช้จ่ายตามรายหัวจาก สปสช.ได้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ทำ ใช่หรือไม่?!

ถ้าจะกล่าวหาเรื่อง ATK ที่หมอสุภัทร และแพทย์ชนบทจัดหามาใช้ว่าแพง ก็น่าพิจารณาว่าการจัดซื้อ ATK  ยี่ห้อเลอพู่จากจีน ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่ซื้อจำนวนมาก แต่ก็พบว่ามีราคาแพงกว่าราคาตลาดที่ซื้อในจำนวนที่น้อยกว่า ใช่หรือไม่ ?!

นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัยว่า ผู้ชนะประมูลการจัดซื้อ ATK เลอพู่ ให้อภ.เป็นบริษัทหนึ่ง แต่ อภ.ทำสัญญาจัดซื้อกับอีกบริษัทหนึ่ง เป็นเรื่องถูกต้องของระเบียบการจัดซื้อหรือไม่นั้น แต่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้มีการตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ใช่หรือไม่ ?!

ดิฉันเห็นว่าการจะตรวจสอบเอาผิดใคร สามารถเป็นการตั้งธงได้ ดูจากตัวอย่างคดีการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2542 ที่ดิฉันมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการทุจริตของนักการเมืองจะทำไปโดยฝ่ายบริหารระดับสูงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ช่วยเหลือนั้น ไม่ว่าเรื่องการแปลงงบประมาณจากหมวดเงินอุดหนุน เป็นเงินหมวดใช้สอยวัสดุ ที่เปลี่ยนการใช้จ่ายรายหัว เป็นจ่ายตามอำนาจของผู้บริหาร การยกเลิกราคากลางยา เพื่อไม่ให้มีการเพดานราคา ล้วนต้องทำโดยข้าราชการในระดับบริหาร แต่ข้าราชการระดับสูงที่ให้ความเมืองที่ในครั้งนั้น ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการถูกไล่ออกจากราชการ มีแต่นักการเมืองที่ถูกลงโทษจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์จากการร่ำรวยผิดปกติ ที่มีการรับสินบนจากบริษัทยา และจัดซื้อยาแลเวชภัณฑ์ราคาแพงเพื่อให้บรรดาหมอในโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่แพงเกินสมควร ศาลฯจึงตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 15ปี แต่บรรดาผู้บริหารระดับสูงในครั้งนั้นที่ช่วยนักการเมืองแปลงงบประมาณ  จากงบอุดหนุนในหมวด 800 ที่ต้องจ่ายตามรายหัว เป็นงบหมวดใช้สอยวัสดุ หมวด300 นั้นเป็นการเปิดช่องให้สามารถการซื้อยาและเวชภัณฑ์แพง ถ้าไม่มีชมรมแพทย์ชนบท และชมรมเภสัชชนบทออกมาเปิดโปงการทุจริตในครั้งนั้น และไม่มีเอ็นจีโอช่วยกันตรวจสอบ ไม่มีสื่อช่วยกันตรวจสอบก็ไม่อาจทำให้นักการเมืองถูกยึดทรัพย์และติดคุกอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายบริหารระดับสูงไม่ได้ถูกตรวจสอบ เพราะฝ่ายบริหารชุดต่อมาก็ช่วยกันใช่หรือไม่ ?! ผู้บริหารระดับสูงจึงล้วนรอดจากการถูกลงโทษ เมื่อเกษียณแล้วก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการทั้งหลายกันต่อไป ใช่หรือไม่ ?!

ส่วนหมอสุภัทร ประธานแพทย์ชนบท ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการทุจริต เป็นคนที่มีชีวิตที่สมถะ ไม่เคยเปิดคลินิกส่วนตัว แต่กำลังจะถูกผู้บริหารระดับสูง ลงโทษให้ออกจากราชการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หมอสุภัทรจะเหมือนถูกลงโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว จากความผิดที่มีการอ้างเรื่องการซื้อ ATK มาช่วยชีวิตคนติดเชื้อโควิด ใช่หรือไม่?! 

ถ้าหมอสุภัทรถูกให้ออกจากราชการ จะไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญ ความดีที่เคยทำจะถูกประหารไปพร้อมกับคำสั่งให้ออกจากราชการ คำสั่งเช่นนี้ เป็นการตั้งธงโดยฝ่ายบริหาร ใช่หรือไม่ การลงโทษหมอสุภัทร เป็นสิ่งที่มีความเป็นธรรมแล้วหรือ ต่อไปจะมีใครทำดีให้สังคม ใครแข็งขืนผู้บริหาร ก็จะถูกเชือดไก่ให้ลิงดูแบบหมอสุภัทร ใช่หรือไม่ ?!? 

เราต้องการหมอที่เป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ที่ต้องค้อมหลังให้ผู้บริหาร โดยไม่กล้ายืนหลังตรงอย่างนั้นหรือ ?!?

หวังว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน คงไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารสธ. ใช่หรือไม่ !?

ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม ประจำชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมช่วยซ่อมรถฮัมวี่ - รถสายพานลำเลียงพล M113 ฟรี

‘มาดามรถถัง’ ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมช่วยซ่อมยานยนต์ทหารฟรี ประกาศช่วยชาติจิตอาสา ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอคนไทยสามัคคียามศึก

(18 ส.ค. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง เจ้าของ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด พร้อมลูกชาย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบ ชายแดนไทย-กัมพูชา  ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ

บริษัท ชัยเสรีฯ เป็นบริษัทสัญชาติไทย ในฐานะคนไทย มีหน้าที่ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ขีดความสามารถของชัยเสรี คือการคิดค้นยุทโธปกรณ์ เพื่อการป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการออกแบบ ข้อต่อสายพาน ซ่อมรถให้กับกองทัพ และออกแบบรถ เฟิสต์วิน 4x4 และรถสะเทินน้ำสะเทินบก 8x8 ให้กับกองทัพ 

ซึ่งขณะนี้ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน เราก็ทำรถเกราะกันกระสุนกันระเบิด ไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เราเป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร เราได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆ ให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ  เช่น รถฮัมวี่ และ M113 

พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมจิตอาสา ในการคิดค้นโดรน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน

‘หมอเบ็นซ์’ ชู “Spider Boot” ความหวังของทหารไทย เทคโนโลยีที่อาจช่วยรักษาขาเวลาเหยียบทุ่นระเบิด

(18 ส.ค. 68) นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ ‘หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีช’ ได้โพสต์คลิปในช่อง tiktok : dr.benz_masterpiece ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารไทย 5 นายต้องสูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่เสี่ยง หากมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการทหารคือ “Spider Boot” หรือรองเท้าแมงมุม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในสนามรบยูเครน

หมอเบ็นซ์ ระบุด้วยว่า รองเท้า Spider Boot มีจุดเด่นด้านการออกแบบที่เน้นการลดแรงกระแทกจากการระเบิด โดยมีหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ:

เพิ่มระยะห่างจากพื้น: ตัวรองเท้ายกเท้าของผู้สวมให้สูงจากพื้นถึง 14.4 เซนติเมตร ช่วยลดความรุนแรงของแรงกระแทกจากระเบิดที่เกิดจากพื้นดิน

โครงสร้างขาแมงมุมรับแรงแทน: โครงสร้างภายนอกคล้ายขาแมงมุมจะรับแรงกระแทกโดยตรง และกระจายพลังงานออกในแนวเฉียงตามหลักเวกเตอร์ ทำให้แรงที่ส่งถึงร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แผ่นดูดซับแรงกระแทก: พื้นรองเท้าถูกออกแบบมาให้ดูดซับและกระจายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการบาดเจ็บจากแรงระเบิด

ทั้งนี้ จากการทดลองและการใช้งานจริงในสนามรบ พบว่ารองเท้า Spider Boot สามารถลดโอกาสการสูญเสียขาได้ถึง 70% ซึ่งหมายความว่า หากทหารไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันในการลาดตระเวนชายแดนกัมพูชา  โอกาสรอดจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการผลิตหรือดัดแปลงรองเท้าชนิดนี้ในประเทศไทย ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบ 3 มิติ หรือมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางทหาร นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อช่วยปกป้องชีวิตและร่างกายของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป

สงขลา-มวลชนแห่หนุน “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” สู้ศึกดราม่า เงินกู้ 2,000 ล้าน ลั่นทำเพื่อประชาชน ไม่หวั่นถูกโจมตี

(18 ส.ค. 68)  ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา มวลชนนับร้อยคนรวมตัวให้กำลังใจ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ท่ามกลางกระแสโจมตีหนักบนโลกโซเชียล กรณีโครงการ กู้เงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมและสร้างถนนทั่วทั้งจังหวัด

นายสุพิศ กล่าว ต่อหน้ามวลชนว่า ตนไม่กังวลกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ออกมาแสดงพลังสนับสนุน “บางคนอาจมองว่าเราจ้างคนมาสร้างภาพ แต่ความจริงคือประชาชนเป็นห่วงบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า ตลอดเวลาที่เงียบไม่ได้ออกมาตอบโต้ เพราะเลือกที่จะทุ่มเวลาไปทำงานแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า

สำหรับการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท นายสุพิศชี้แจงว่า เป็นมติร่วมของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. จากเสียงสะท้อนของประชาชนที่ทนทุกข์กับสภาพถนนชำรุดพังทลายมานาน “เราได้พิจารณาอย่างรอบคอบตามกฎหมาย ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ทุกขั้นตอนมีหน่วยงานกำกับ ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง”

พร้อมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “อย่ากังวล ประเทศไทยมีกลไกตรวจสอบ หากผมโกงจริง ป.ป.ช., ป.ป.ง., สตง. ก็เล่นงานผมได้ แต่การสกัดกั้นไม่ให้ทำงานเพื่อประชาชน นั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้ (19 ส.ค. 2568) เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ภาค 9 และ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. จังหวัดสงขลา เตรียมเข้าตรวจสอบรายละเอียดโครงการกู้เงินดังกล่าว เพื่อสร้างความโปร่งใสและคลายข้อกังวลของสังคม
นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

“ผู้บัญชาการ ภ.7”นำทีมแถลงผลงานรวบ 2 ผตห.ยึดไอซ์ 210 กิโลกรัม กัญชาแห้งอัดแท่ง 390 กิโลกรัม รวมมูลค่าของกลางเกือบ 100 ล้าน

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.นัยวัฒน์  ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7  แถลงว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นจับกุมในพื้นที่รับผิดชอบโดยให้ ทุกหน่วยเปิดปฏิบัติการบุกทะลวงเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญแบบไม่ให้ตั้งตัว เข้าถึงเป้าหมายอย่างเฉียบขาด ทลายจุดพักยา และเส้นทางลำเลียงอย่างเด็ดขาด พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการค้ายาเสพติด

วันนี้ ตนพร้อมด้วย นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายสำรวย วรเตชะคงคา ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันแล้วปราบปรามยาเสพติดภาค 7 พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย รอง ผบช.ภ.7(ปส) พล.ต.ต.สมภพ คูหาวิชานันท์ ผบก.ภ.จว.สมุทรสงครา พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 และนายอำเภออัมพวา, ผกก.สภ.อัมพวา จว.สมุทรสงคราม, ปลัดอำเภออัมพวา (ฝ่ายความมั่นคง) กอ.รมน.จังหวัดสมุทรสงคราม และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแถลงข่าว การปราบปรามแหล่งพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล  No Drugs No Dealers ได้ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด  และปราบปรามยาเสพติดตามนโยบาย ตร. 

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อัมพวา ได้จับกุมผู้ต้องหาจำนวน (2) คน นายทรงพล (นามสมมุติ)อายุ 30 ปี 
,น.ส.พนิดา(นามสมมุติ)อายุ 22 ปี ตรวจยึด ของกลางยาเสพติดดังนี้ (1)ยาไอซ์ 210 กิโลกรัม (2.)กัญชาอัดแท่ง 390 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 81 ล้านบาท 

พล.ต.ท.นัยวัฒน์กล่าวอีกว่ายังได้สั่งการให้ดำเนินการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมกระทำผิด และตรวจยึ ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติดต่อไป ”ผบช.ภ.7 กล่าว“

'ฮุนเซน' ออกโรงวอนชาวเขมรอย่าแบน 'โค้ก' หลังน้ำอัดลมเจ้าดังเขี่ย 'แวนด้า' พ้นพรีเซนเตอร์

 'ฮุนเซน' โพสต์กลางดึกปรามชาวเขมรอย่าแบน 'โค้ก' หลังแห่เดือดไม่พอใจปมถอด 'แวนด้า' พ้นพรีเซนเตอร์ หวั่นตกหลุมพรางของศัตรู พร้อมกล่อมแร็ปเปอร์ดังต้องอดทนเพื่อประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) กระแสโซเชียลกัมพูชากำลังร้อนแรง หลังเพจ Coca-Cola Cambodia ถูกถล่มยับ จากกรณีถอด แวนด้า หรือวัณณ์ฎา มาน แร็ปเปอร์ชื่อดังของกัมพูชา ออกจากการเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ รวมทั้งลบภาพต่างๆ ของ ‘แวนด้า’ ออกจากเพจ โดยคาดว่าสาเหตุหลักมาจากกรณีละเมิดเงื่อนไขสัญญา หลังเจ้าตัวออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ข้อความลักษณะชี้ว่า ไทยยิงก่อน เนื่องจากคำพูดและท่าทีที่อาจถูกมองว่าส่งเสริมความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์จะยอมเสี่ยงต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบจากผู้บริโภคอีกฝ่าย

ตามหลักการว่าจ้างพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ระดับโลก มักมีข้อกำหนดชัดเจนว่า “ห้ามใช้ภาพลักษณ์ไปในทางลบ” โดยผู้ที่เซ็นสัญญาจะต้องประพฤติตนให้อยู่ในกรอบ และแสดงออกในเชิงบวกเท่านั้น เพราะพรีเซนเตอร์ถือเป็นหน้าตาของแบรนด์ ทุกพฤติกรรมจึงอาจกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทโดยตรง ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ที่เซ็นสัญญาตลอดระยะเวลาการเซ็นสัญญา ต้องรับผิดชอบต่อแบรนด์ระดับโลกที่ให้การสนับสนุนด้วย

ล่าสุดเมื่อช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนวันที่ 18 ส.ค. สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ประชาชนใช้สติและพิจารณาให้รอบคอบ โดยย้ำว่า Coca-Cola เป็นแบรนด์สัญชาติสหรัฐฯ และเป็นสินค้าที่ช่วยสร้างงานให้กับชาวกัมพูชา หากการแบนสินค้ารุนแรงจนบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนธุรกิจออกจากกัมพูชา ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาโดยตรง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ศัตรูได้เปรียบ หลังเกิดกระแสชาวกัมพูชาจำนวนมากประกาศร่วมกันแบน CocaCola เพื่อตอบโต้กรณีบริษัทปลดแร็ปเปอร์ชื่อดัง แวนด้า ออกจากตำแหน่งพรีเซนเตอร์

ข้อความจาก ฮุน เซน มีใจความว่า “พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย ขอให้ใจเย็นและคิดให้รอบคอบ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า บริษัทที่ยกเลิกสัญญากับแวนด้านั้น เพราะแวนด้าเป็นคนรักชาติหรือเพราะเหตุผลใด แม้ว่า Coca-Cola เป็นสินค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ถือเป็นสินค้าของกัมพูชาด้วย เพราะมีการผลิตในกัมพูชา มีแรงงานกัมพูชาทำงาน และเรายังได้รับสินค้า ได้ภาษีที่เข้ามาสู่กัมพูชา ซึ่งเป็นการมีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าบริษัทถอนตัวออกจากกัมพูชา กัมพูชาก็เป็นฝ่ายแพ้ และศัตรูของเราก็จะเป็นฝ่ายชนะ

ศัตรูของเราตั้งแต่แรกก็ต้องการทำลายเศรษฐกิจของเราอยู่แล้ว ทั้งการขู่ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดน้ำมัน แต่ครั้งนี้เรากลับเลือกที่จะตัดและหยุดซื้อเสียเอง เพื่อไม่ให้ถูกข่มขู่ต่อไป ผมไม่ได้คัดค้าน ถ้า Coca-Cola เหล่านี้ ถูกผลิตในประเทศไทย ก็สามารถหยุดบริโภคได้ แต่ Coca-Cola เหล่านี้ผลิตขึ้นภายในประเทศกัมพูชา หากมีการสั่งแบน เท่ากับเป็นการปฏิเสธสินค้าที่เกิดจากการผลิตภายในประเทศเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อการจ้างงาน รายได้ของประชาชน รวมถึงรายได้ของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ พวกเขากำลังผลักให้เราเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะสร้างปัญหาในทางการทูตเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัมพูชากับอเมริกา อย่าให้เราตกหลุมพรางของศัตรู แม้แต่บริษัทไทยที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา เราก็ยังต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของเราเอง พ่อหวังว่าแวนด้าจะเข้าใจ แม้ว่าลูกจะถูกยกเลิกสัญญาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ขอให้ลูกอดทนเพื่อประโยชน์ของชาติ แวนด้าคือเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณการเสียสละเพื่อส่วนรวมของชาติ”

เชียงใหม่-ร่วมเจรจาธุรกิจในงาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to  Chengdu 2025 

(18 ส.ค. 68) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เข้าร่วมเจรจาธุรกิจในงาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to  Chengdu 2025 โดยมี พลเอกโกศล ประทุมชาติ กรรมการบริหาร ทำหน้าที่ ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมเจรจาธุรกิจและส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ขยายฐานตลาดต่างประเทศให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นที่รู้จักในตลาดนักท่องเที่ยวจีน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
          
สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ B2B (Business to Business) กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร โดยนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ที่เป็นจุดเด่น ได้แก่ เสือโคร่งสีทอง “น้องเอวาและพี่ลูน่า” รวมทั้งการแสดงน้ำพุดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและสูงที่สุดในเอเชีย และเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีสู่ระดับสากล ตอกย้ำบทบาทในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริม Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน
          
นอกจากนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เข้าพบ นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู นางสาวธาริณี สมบุญ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. และ นางสาวสุรัสยา รัตนาภรณ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเฉิงตู เพื่อแนะนำกิจกรรมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และอัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน
          
ทั้งนี้ งาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to Chengdu 2025 จัดโดยการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน กว่า 100 ราย ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายฐานตลาดต่างประเทศของเชียงใหม่ในตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพื่อการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่

”อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์“ เชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีนเป็นเสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“     ชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

(18 ส.ค. 68) สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์หงหู สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน “นิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีน ครั้งที่ 2” อย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ กรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันลึกซึ้งในวัฒนธรรมและศิลปะระหว่างสองประเทศ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างเวทีให้ศิลปินมีโอกาสถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าต่อสาธารณชน ตอกย้ำมิตรภาพที่มั่นคงระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ, นางสาวประจงจิต พลายเวช รองประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ และ นางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ผู้จัดงานในครั้งนี้

ความพิเศษของนิทรรศการครั้งนี้ คือการนำเสนอผลงานภาพวาดพู่กันจีนจากศิลปินชั้นนำกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายเฟิง กุ้ยฉวน ประธานพิพิธภัณฑ์หงหู และหัวหน้าคณะศิลปินจากประเทศจีน นำทีมมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน อาทิ ภาพเขียนเทพเจ้ากวนอู ภาพเขียนภูเขา ภาพทิวทัศน์ ภาพหมีแพนด้า ภาพสัตว์มงคล และภาพดอกไม้ ถ่ายทอดผ่านฝีแปรงพู่กันจีนอย่างประณีตและทรงคุณค่า

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวว่า
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และเศรษฐกิจถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวจีน พร้อมกระตุ้นความสนใจในศิลปวัฒนธรรมจีนในหมู่ประชาชนไทยได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิลปิน กระชับมิตรภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและขอเชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีน เสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“อย่างยั่งยืนยาวนานและชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

ทั้งนี้ภาพวาดพู่กันจีนถือเป็นศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ ปรัชญา และวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในหลายด้าน 
1. สะท้อนปรัชญาและความเชื่อ
ภาพวาดจีนมักแฝงแนวคิดเต๋าและขงจื๊อ เช่น ความสมดุลของหยิน-หยาง (ภูเขาเป็นหยิน น้ำเป็นหยาง) 
ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ (ความยืดหยุ่น), ปลาคาร์ฟ (ความสำเร็จ), เสือ (อำนาจ) เพื่อสื่อความหมายเชิงปรัชญา 
2. เป็นเครื่องมือฝึกจิตใจ
การวาดพู่กันจีนต้องใช้สมาธิสูง ช่วยขัดเกลาจิตใจและสร้างสมดุลทางอารมณ์ 
3. มรดกทางวัฒนธรรม
มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง 
ภาพวาดโบราณเช่น "คนขี่มังกร" (สมัยจั้นกั๋ว) ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
4. เทคนิคและสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัว
ใช้ "รัตนะทั้งสี่" ได้แก่ พู่กันจีน หมึก กระดาษเซวียนจื่อ และแท่นฝนหมึก 
มีหลักการสำคัญ 6 ประการ โดยเฉพาะ "จิตวิญญาณแห่งจังหวะ"ซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัว 
เน้นพื้นที่ว่างและความเรียบง่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการ 
 5. บทบาทในสังคมจีน
ในอดีตใช้คัดเลือกขุนนาง โดยวัดจากลายมือและความประณีต 
ปัจจุบันยังเป็นศิลปะที่มีชีวิต ใช้ตกแต่งบ้านเพื่อเสริมฮวงจุ้ย 
ศิลปินมักรวมบทกวี ตราประทับ และภาพวาดไว้ด้วยกัน เรียกว่า "สี่ล้ำเลิศ" 
ภาพวาดพู่กันจีนจึงไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่เป็น "หน้าต่าง" ที่เปิดสู่โลกทัศน์ วิถีคิด และจิตวิญญาณของอารยธรรมจีนมาหลายพันปี.

กระบี่-ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์ พร้อมจัดประชุมผู้บริหารสัญจรที่กระบี่

(18 ส.ค. 68)  ณ ห้องไทรเงิน โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ประกอบไปด้วย การทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์

การทลายแก๊งคนไทยเชื้อสายจีน เช่าห้องโรงแรมย่านรัชดาเปิดธุรกิจซื้อขายบัญชีม้า บุกรวบตัวได้คาห้อง 13 ราย สืบเนื่องจาก ตำรวจได้สืบสวนพบการลักลอบซื้อขายบัญชีม้าผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบข้อมูลว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการนัดซื้อขายบัญชีม้ากันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มบุกคคลที่รับซื้อขายบัญชีม้านั้นเป็นวัยรุ่นไทยเชื้อสายจีน นำโดยชายอายุประมาณ 20 ปี ตำรวจจึงตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร  พร้อมบัตร ATM จำนวน 22 เล่ม และดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

กวาดล้างอาชญากรรมแดนใต้ ตรวจค้น 7 จุด จับกุม 8 ราย ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน และอาวุธปืน พร้อมออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” โดยจุดที่ 1 จับกุมอาวุธปืน ในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 
จุดที่ 2 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 
จุดที่ 3 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ณ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา 
จุดที่ 4 จับกุมหวยเถื่อน ณ ร้านโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ย่านถนนกะโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 5 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 6 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 
จุดที่ 7 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง 
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” เงินหมุนเวียนกว่า 10ล้านต่อเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่าย “Lucabet123plus” ซึ่งเป็นเว็บพนันรายใหญ่ มีความเชื่อมโยงไปยังนาย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นาย “ก๊ก อาน” กับพวกรวม 20 คน อีกด้วย

“Money Cash Back” ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน ตำรวจไซเบอร์ช่วยเหยื่อโจรออนไลน์ชาวปักษ์ใต้ โดนหลอกรวมกันสูญกว่า 30 ล้าน อายัดทัน 1.2ล้าน นำคืนผู้เสียหาย 3 ราย ประกอบไปด้วย
รายที่1 เป็นหญิงชาวภูเก็ต ถูกชักชวนให้หารายได้โดยการกดเพิ่มสินค้าให้กับเว็บไซต์ โดยหลอกให้โอนเงินสำรองไปก่อนจึงได้รับผลตอบแทน สูญเงินไป 220,260.27 บาท ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 70,449.27 บาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่2 เป็นหญิงชาวเกะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้น สูญเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท ต่อมา ผู้เสียหายพบเพจเฟซบุ๊กปลอบที่แอบอ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ โดยอ้างว่าจะดึงเงินจากคนร้ายที่หลอกลวงให้กลับมาได้ จึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ พร้อมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายเพิ่มหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่ 3 เป็นหญิงชาวพัทลุง ได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นการไฟฟ้า อ้างว่าจะเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้เป็นแบบดิจิทัล เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงแนะนำให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีผู้เสียหาย จำนวน 1,951,230 บาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 210,074 บาท นำคืนผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ยังย้ำว่า ให้ประชาชนทุกคน โปรดระวัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้ดี หรือสร้างความโลภให้ หรือกดดันให้ต้องรีบร้อนดำเนินการ หรือข่มขู่ให้รู้สึกหวาดกลัวให้รีบโอนเงิน สุดท้าย จะกดดันไม่ให้ปรึกษาใคร หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังถูกมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ให้รีบวางสายแล้วปรึกษาคนที่ท่านเชื่อถือได้ หรือโทร 1441 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) โดยเร็วที่สุด 

พร้อมกันนี้ ผบช.สอท.ได้ประชุมผู้บริหารสัญจร โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 จังหวัดกระบี่ (ศูนย์ประสานส่วนหน้า กก.1 บก. สอท.5  จว.กระบี่)

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

ย้อนเรื่องราว ‘ติเอโก้’ อดีตไอดอลกุนขแมร์ ชาวบราซิล สุดท้ายซมซานกลับบ้านเกิดหาเลี้ยงปากท้องด้วยการสอน “มวยไทย”

(17 ส.ค. 68) นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า พอมีข่าว ไมเคิล บัปฟาโร ที่หิวแสงไปแปลงร่างเป็นนักข่าวหากินกับเขมร หลายคนนึกถึง ถามถึง รุ่นพี่ ติเอโก้ อดีตนักมวยไทย ชาวบราซิล ที่หักหลังมวยไทยไปเป็น ฮีโร่กุนขแมร์ ว่าวันนี้้เป็นไงบ้าง

สรุปได้ 7 ข้อดังนี้ครับ
1. ติเอโก้เป็นคนบราซิล มาเรียนมวยไทย จนได้ดี เปิดยิมมวยไทย ดังระดับนึง

2. 2-3 ปีก่อน เขมรอยากโปรโมทกุนขแมร์ เลยจ้างติอาโก้ไปต่อยกุนขแมร์ เป็นที่ฮือฮา ได้เป็นฮีโร่เขมร เลยเกิดติดใจ เห็นโอกาส

3. พอได้เป็น ฮีโรเขมร ก็ใส่ธงชาติเขมรไปต่อยในงานมวยไทย พอชนะได้ ก็ประกาศว่าข้าคือมวยกุนขแมร์ชนะมวยไทย

4. ต่อมาถูกคนไทยแบน เลยย้ายไปเขมร ดังครั้งแรกเพราะความขัดแย้งมวยไทย-กุนขแมร์ ได้สัญชาติเขมร ได้ชื่อเขมร ว่า เสน จันทร์ฤทธิกุล ที่เคยสักคำว่า Muay Thai ก็มาสักรูปปราสาทเขมรทับ ชอบออกคอนเทนต์ยกยอเขมร ด่ามวยไทย สไตล์ “เนรคุณ”

5. ผ่านไป 2 ปีเพิ่งมารู้ว่า อยู่เขมรไม่มีเงิน แต่ทุบหม้อข้าวตัวเอง กลับไทยไม่ได้แล้ว จนประกาศขอเงินจากคนเขมร 
จนนายสเร จันทร รองประธานกุนขแมร์ สัญญาว่าจะให้เงินทุน นู่นนี่ สุดท้าย ไม่น่าจะได้อะไรมากนัก

6. เงินหมด ต้องรับเงินจากโฆษณาเว็บพนัน ที่เป็นหนึ่งในรายได้หลักของเขมร และขอเรี่ยไรเงินจากคนเขมรที่ยังชื่นชม แต่เขาไปขื่นชมคนอื่นแล้ว

7. ติเอโก้อยู่กัมพูชาไม่ไหว กลับไปบราซิล

กลับไปใส่เสื้อมวยไทย สอนมวยไทย เพราะใครจะไปเรียนมวยเขมร จนถูกคนเขมรรุมด่าว่า “เนรคุณ”

'แพทย์สนาม' ผู้เป็นทั้งกำลังใจและกำลังกาย พร้อมอยู่เคียงทุกย่างก้าวทหารแนวหน้า

(17 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพข้อความ แพทย์สนามผู้เป็นกำลังใจและกำลังกาย ที่คอยอยู่เคียงข้างทหารชายแดน ระบุว่า ในทุกก้าวของทหารแนวหน้า มีแพทย์สนามคอยประคับประคองอยู่เสมอ” ทีม M-MCATT ทภ.2 เข้าประเมินสุขภาพจิตในฐานปฏิบัติการ ยัน ทหารชายแดนขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จัดชุดโรงพยาบาลสนาม ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) เข้าประเมินสุขภาพจิตให้กับทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นำการ์ดอวยพรจากแนวหลังของน้อง ๆ นักเรียนไปมอบให้ และฝากการ์ดจากแนวหน้าส่งแนวหลังด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และกำลังใจที่ดีของทหารชายแดน โดยภาพรวมชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของทหารชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมทั้งกายและใจอยู่เสมอ เพื่อยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ ชำแหละ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ชี้ ‘อุปนิสัย’ ชอบยกตนข่มท่าน- อวดภูมิ - เหยียดคู่สนทนา

(17 ส.ค. 68) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถียงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์ 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา 

เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ  ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้

“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น (ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้

ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ 

โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล
โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล

โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท”

“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”

ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ  มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ  ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก 

สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว 
ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย 
คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ 

คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
2.  นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน 
3.  มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง 
4.  หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ 
5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก
6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น
7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 
8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี 
9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 
10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top