Thursday, 9 July 2026
NEWS

“พล.ต.ท.สำราญฯ” เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย เสริมความร่วมมือต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

(21 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ร่วมการประชุมระหว่างตำรวจมาเลเซีย - ไทย ระดับบริหารครั้งที่ 28 ร่วมกับ ตัน ศรี อายอบ ขาน รอง ผบ.ตร.มาเลเซีย/หัวหน้าคณะตำรวจมาเลเซีย และคณะตำรวจมาเลเซีย ณ ห้องประชุม Jade Hall, Geo Resort and Hotel รัฐปะหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีคณะตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9/รองหัวหน้าคณะฯ, พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และคณะฯ รวมทั้งหมด 25 นาย เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 18 -21 สิงหาคม 2568 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการทบทวนความร่วมมือที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำหนดมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.สำราญฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และตั้งใจร่วมกัน ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผลการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจตนารมณ์กําหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กระทบต่อไทยและมาเลเซีย

กองทัพเรือ รับมอบปืนใหญ่ 155 มม.ระยะยิง 40 กม.เพื่อป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศ

(21 ส.ค.68) ที่หน้ากองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพ ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ รับมอบปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจรล้อยาง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จำนวน 6 กระบอก 

โดยมี พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือและประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาปืนใหญ่ฯ นายทหารชั้นผู้ใหญ่  ตลอดจนข้าราชการ กำลังพล เข้าร่วมในพิธี 

การดำเนินโครงการจัดหาปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจร ล้อยาง (ATMG) นับเป็นการดำเนินการ เพื่อสนับสนุน การเสริมสร้างกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ให้มีขีดความสามารถในการป้องกันและรักษาอำนาจอธิปไตยทางบกของประเทศ ทั้งในลักษณะการแสดงกำลังเพื่อการป้องปรามและป้องกัน เป็นสำคัญ

สำหรับการจัดหาในครั้งนี้ เป็นการผูกพันงบประมาณระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568  รวม 3  ปี โดยให้ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร เป็นหน่วยจัดหาและเบิกจ่ายงบประมาณแทน ทร. ในวงเงิน 929,486,100.00 บาท (เก้าร้อยยี่สิบเก้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยบาท) ประกอบด้วย ระบบปืนใหญ่ จำนวน 6  กระบอก สำหรับกองร้อย, ระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติ, ระบบเรดาร์ตรวจสภาพอากาศ, อะไหล่ พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งได้ดำเนินการ ผลิตในประเทศไทย โดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ร่วมกับ บริษัท Elbit Systems ของอิสราเอล บูรณาการระบบ ATMOS เข้ากับรถบรรทุก Tatra 6x6 จากสาธารณรัฐเช็ก มีระยะยิงไกลกว่า 40 กม. และอัตราการยิง 6 นัดต่อนาที การใช้งานจริงในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญด้านความมั่นคง และสะท้อนความก้าวหน้าของไทย ในการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งผลการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการทดสอบทดลองตามสัญญาถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ กำลังพลของกองทัพเรือ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งสามารถส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ ได้ในวันนี้

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน'

(21 ส.ค.68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax) โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน 8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา 

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน 

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท

เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ'

พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ' ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 

จากการที่ นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ได้ร่วมเยี่ยมชมและติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ โดยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษและผู้พักอาศัยในมูลนิธิฯ

ในการนี้ทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือ หน่วยงานต่างประเทศ ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่สัตหีบ

ปมชาวบ้านกลับจากศูนย์อพยพ เจอบิลค่าไฟ 2 พัน ชี้! เกิดการสับสนในทางปฏิบัติ - ยันไม่ต้องจ่าย

(21 ส.ค. 68) ตามที่มีการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือน นั้น

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าตามที่ปรากฏในข่าว เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการ จดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงเกิดการสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาดังกล่าว

 2. ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้ PEA ดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศอพยพไปศูนย์พักพิง 

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

เสวนา 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' เน้นย้ำบทบาทสื่อเพื่อสันติภาพ

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) ที่ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' โดยมีวิทยากรผู้บรรยาย ประกอบด้วย ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดร.สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส

พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันเข้าสู่ยุค 'Hybrid Warfare' หรือสงครามลูกผสม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรบทางทหาร แต่รวมถึงสงครามข่าวสารด้วย โดยอ้างอิงรายงานจาก World Economic Forum 2025 ที่ระบุว่าปัญหา Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) และ Disinformation (ข้อมูลเท็จ) ได้แซงหน้าปัญหาสงครามและความขัดแย้งทางทหารขึ้นเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ภัยไซเบอร์อยู่ในอันดับที่ 5

พลตรี ธีรวุฒิ เผยว่า ในช่วงก่อนเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทาง สกมช. ได้ตรวจพบการโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มที่สนับสนุนกัมพูชาต่อหน่วยงานของไทยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ หรือการเปลี่ยนหน้าเพจ เพื่อเป็นปฏิบัติการคู่ขนานไปกับการรบที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม พลตรี ธีรวุฒิ มองว่าสื่อไทยทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะใน 4 ด้านหลัก ได้แก่:
-ไม่ลงภาพทางทหาร ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
-คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ด้วยการเบลอภาพผู้เสียชีวิต
-รวมกลุ่มตรวจสอบข้อมูล เช่น Thai PBS Verify และ Cofact เพื่อสกัดกั้นข้อมูลเท็จ
-ให้ความร่วมมือกับ สกมช. ในการไม่เผยแพร่ข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม

พลตรี ธีรวุฒิ ยังได้เสนอให้สื่อปรับปรุงเรื่องการใช้ภาพหรือข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ รวมถึงการทำ 'Clickbait' ที่สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน และเน้นย้ำว่าในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ทุกฝ่ายควรมีจิตสำนึกความเป็นมืออาชีพและร่วมกันตรวจสอบข้อมูลเพื่อลดความเกลียดชัง

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จเป็นภัยความมั่นคงที่คนไทยต้องทำความคุ้นเคย และสร้างภูมิคุ้มกันในการคัดกรองข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจาก AI Deepfake ที่แยกแยะได้ยาก ดร.ชำนาญระบุว่าในอดีตเราไม่เคยเผชิญกับ State Actor หรือผู้กระทำโดยรัฐในสงครามข่าวสารมาก่อน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความปกติใหม่ที่ต้องปรับตัว

นอกจากนี้ ดร.ชำนาญยังชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่คนทั้งประเทศ ดังนั้นสื่อจึงควรเป็น "เสาที่ 4 ของสังคม" ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นการสื่อสารเพื่อสันติภาพมากกว่าการสร้างความเกลียดชัง รวมถึงเสนอให้สำนักข่าวต่างๆ จัดตั้งหน่วย Fact-checking เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส ซึ่งลงพื้นที่ชายแดน กล่าวว่า สื่อในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในครั้งนี้ยังยอมรับว่าสื่อของไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อควรระวังในการรายงานข่าวในยุคดิจิทัล เช่น การใช้สมาร์ทโฟนที่อาจเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งได้โดยไม่ตั้งใจ

นายก่อเขตกล่าวว่า ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวชายแดนในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เน้นที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง Single messages หรือการสื่อสารที่มีความเป็นเอกภาพจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพของทั้งสองประเทศ

ดร. สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการปั่นความเกลียดชังอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับข่าวสารจากอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าสื่อกระแสหลัก แต่ในขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศก็ได้ชื่นชมว่าไทยไม่ได้มี Single gateway ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายและเป็นประชาธิปไตย

ดร.สังกมา ได้สรุปบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไว้ 3 คำสำคัญ ได้แก่ Information Warfare (สงครามข้อมูล), Professional Journalism (วารสารศาสตร์แบบมืออาชีพ) และ People’s Voice (เสียงของประชาชน) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเพื่อให้การสื่อสารในช่วงวิกฤติเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

ทหารสิงคโปร์เยี่ยม กองบิน 7 ยลโฉม Gripen และ SAAB 340 AEW ตามโครงการแลกเปลี่ยนการเยือน ทอ.ไทย-สิงคโปร์

(20 ส.ค. 68) ทหารสิงคโปร์เยี่ยมชมกองบิน 7 ของกองทัพอากาศไทย เพื่อศึกษาขีดความสามารถและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองประเทศ โดยมี Brigadier General Marcel Xu ผู้บัญชาการ Participation Command ของกองทัพสิงคโปร์ นำคณะเดินทางเยือน พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก ประเสริฐวิษณุ์ มหาขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารอากาศ

การเยี่ยมชมครั้งนี้รวมถึงการรับฟังบรรยายสรุปภารกิจหลักของกองบิน 7 และการสาธิตกริพเพน (Gripen) และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 AEW ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาระดับสูงระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก ศุภวัจน์ จิตรมนตรี ผู้บังคับการกองบิน 7 พร้อมด้วยเสนาธิการและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 7 ให้การต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น ณ กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหวังสร้างความร่วมมือและความเข้าใจด้านการบินและยุทธวิธีระหว่างสองกองทัพอย่างต่อเนื่อง

‘สรวงศ์’ ยันไทยเร่งเซ็นสัญญา 5 ปี ‘เอฟวัน’ (F1) ภายในสิ้นปี ย้ำจัดแข่งแบบซิตี้เรซ บริเวณจตุจักร เริ่มปี 2571 ใช้งบ 40,000 ล้าน

(20 ส.ค. 68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยความคืบหน้าการผลักดันไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก 'ฟอร์มูล่าวัน' โดย ครม. เห็นชอบให้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 ภายใต้งบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเสนอพิจารณาเป็นรายปี

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน คาดว่าจะใช้เส้นทาง 'ซิตี้เรซ' บริเวณย่านจตุจักร รวมระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนออกแบบรายละเอียด และหากไม่ติดขัด คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญากับฝ่ายจัดการแข่งขันได้ภายในสิ้นปีนี้

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าหลังเซ็นสัญญาจะเริ่มประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่รอบพื้นที่จัดการแข่งขัน เพื่อให้เห็นประโยชน์และเข้าใจการจัดงานมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกครั้งนี้

ทั้งนี้ นายสรวงศ์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทีมจากหลายหน่วยงานร่วมกับบริษัท ฟอร์มูล่า วัน กรุ๊ป และ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สปน.) เพื่อผลักดันให้ไทยได้สิทธิ์จัดการแข่งขันตามกรอบเวลาที่วางไว้

พิษณุโลก ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบ 123 ปี

(20 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ร่วมงานวันสถาปนา กองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศให้อดีตผู้บังคับบัญชา และกำลังพลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมี พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

โอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอกหญิง สุชาดา  แจ่มสุวรรณ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3, ผู้บังคับบัญชา และกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก  เนื่องในโอกาสวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 และในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธาน โดยได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้น ได้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา พร้อมทั้งเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ต่อมาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี อดีต แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีประกอบด้วย พลเอก ดร. ศิริ  ทิวะพันธ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 19, พลเอก ถนอม  วัชรพุทธ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 23, พลเอก สมหมาย วิชาวรณ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 24, พลเอก สำเริง  ศิวาดำรง อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 30, พลเอก สาธิต  พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 35, พลเอก อภิเชษฐ์  ซื่อสัตย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 39, พลโท สุริยะ  เอี่ยมสุโร อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 40, พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์   อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 41 ปัจจุบัน พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 42  ซึ่งท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีความพร้อมลักษณะของผู้นำ มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กองทัพภาคที่ 3 มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น กองทัพภาคที่ 3 เป็นกำลังรบหลักของกองทัพบกที่รับผิดชอบในพื้นที่17 จังหวัดภาคเหนือ ด้วยเกียรติประวัติที่ยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน ครบ 123 ปี แห่งการสถาปนาหน่วยกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญยิ่ง ปรีชา นุตจรัส รายงาน ข่าวพิษณุโลก

กรมพินิจฯ เปิดโครงการ Reskill & Upskill เสริมทักษะผู้ประสานงานยุติธรรมสมานฉันท์

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) 68 เวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับทักษะผู้ประสานการประชุมในการดำเนินงานด้านยุติธรรมสมานฉันท์ (Reskill & Upskill)” ณ โรงแรมทีเค แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยมี ดร.ภูชิสส์ ศรีเจริญ และคณะ จากสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม พร้อมทีมวิทยากรจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบรรยายพิเศษ ขณะที่นางสาวโรจนา วิโรจน์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กล่าวรายงาน

โครงการมุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานคุมประพฤติ ให้มีทักษะการสื่อสาร ไกล่เกลี่ย การประชุมวางแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู และติดตามผล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 86 ให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูล และเสริมความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ กองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน จัดโครงการดังกล่าวจำนวน 4 รุ่น โดยรุ่นที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 สิงหาคม 2568

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชี้ การศึกษายุคใหม่ ต้องมีภาษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นภาษาที่สาม เป็นทักษะที่สำคัญ

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชี้ การศึกษายุคใหม่ ต้องมีภาษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นภาษาที่สาม เป็นทักษะที่สำคัญ

เชียงใหม่-รองนายกฯ ภูมิธรรม แถลงจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ พร้อมของกลาง ไอซ์ 700 กก.

รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ ไอซ์ 700 กิโลกรัม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เผยรัฐบาลเร่งแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เน้นแก้ไขอย่างครอบคลุมทุกมิติ

(20 ส.ค. 68) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ตามนโยบายของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ​

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร,พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ มทภ.3ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และพล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ​ตำรวจตระเวนชายแดน โดย พล.ต.ต.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พล.ต.ต.วรพัฒน์ บุญมา ผบก.ตชด.ภาค 3, พ.ต.อ. รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3, พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ปัณฑรนนทกะ ผกก.ตชด.33 ​ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35​โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง โดย นายทศพล เผื่อนอุดม​ ผวจ.เชียงใหม่ สำนักงาน ปปส.ภาค 5 ​โดย นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ กรณี ตชด.335 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลาง ไอซ์ จำนวน 700 กก.

ที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ ​18 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 02.00 น.ที่ สวนท้วยหมู่บ้านป่าบงงาม หมู่ที่ 11 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ ผู้ต้องหา นายดำรัสฯ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนา ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่

พฤติการณ์แห่งคดี​​ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ตชด.ภาค 3 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าในห้วงวันที่ 16 - 18 สิงหาคม 2568 กลุ่มลำเลียงยาเสพติด จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจาก บริเวณบ้านป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เข้ามาพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นทราบและสั่งการให้บูรณาการร่วมกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ทำการสืบสวนจับกุม ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 02.00 น. ชุดปฏิบัติการพบรถยนต์ โตโยต้า ไทเกอร์ ทะเบียน ผพ 1068 เชียงใหม่ กำลังขับออกจากสวนจึงได้เข้าไปควบคุมรถยนต์และนายดำรัสฯ คนขับรถไว้ ขณะเดียวกัน ชุดปฏิบัติการอีกชุดได้เข้าไปพิสูจน์ทราบบริเวณสวนที่แหล่งข่าวแจ้งว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่เมื่อไปถึงพบชาย 2 คนยืนอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อบุคคลทั้งสองสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ จึงได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ ตรวจสอบพื้นที่บริเวณสวนดังกล่าวพบกระสอบ จำนวน 28 กระสอบ บรรจุยาเสพติดชนิดไอซ์ กระสอบละประมาณ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวมประมาณ 700 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ใน กอกล้วย คลุมด้วยผ้าใบสีดำปกคลุมด้วยกิ่งและใบลำไย เพื่อปิดบังอำพรางอีกชั้นหนึ่ง ตรวจสอบที่บริเวณกระท่อมพบรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน จากนั้นจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย จว.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

​ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 19 สิงหาคม 2568 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 22,467คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 229  คดี ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 222 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 11,400  กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 197 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 1,840  กิโลกรัมเศษฝิ่น 155  กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,130 ล้านบาทเศษ

ขอนแก่น - มข. ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ธุรกิจ จัด 'KKU Enterprise Demo Day #2' นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness เปิดเวทีจับคู่ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) เวลา 13.30–16.30 น. ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) จัดกิจกรรม “KKU Enterprise Demo Day #2: นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจ

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ทำหน้าที่ประธานแทน ท่านอธิการบดึมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วม เน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยตั้งเป้าจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ตลอดช่วงการนำเสนอ ได้แสดงผลงานและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ KKU Market ช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่ผู้บริโภค KKU IntelSphere แพลตฟอร์ม AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

การประยุกต์ใช้ AI ด้านสุขภาพ และแชตบ็อตเพื่อการดูแลผู้ป่วย Functional Wellness Directory ระบบฐานข้อมูลสุขภาวะบุคคล Cellular Therapy Service (CTC) รูปแบบการให้บริการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด รศ.ดร.เพ็ญศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) เป็นหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการผลิตภัณฑ์ อันได้แก่ องค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์ และผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันออกสู่ ตลาดในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการตลาดแบบครบวงจร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจดังนั้น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ จึงได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างเวทีให้นักวิจัยของเราได้นำเสนอผลงานและนวัตกรรมที่โดดเด่นแก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทุกท่าน งานในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงผลงาน แต่เป็นประตูแห่งโอกาส ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อนำไปสู่การต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างรายได้ และขยายธรกิจให้เติบโตต่อไปในอนาคต โดยการจัดงาน Demo Day ในวันนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด "นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ" 

นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น Brain Booster’s Product, อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ และ Functional Food ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในมหาวิทยาลัย (KKU Select)

ช่วงท้ายเป็นกิจกรรม Networking และจับคู่เจรจาความร่วมมือ (Business Matching) ระหว่างหน่วยงานวิจัยกับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มาร่วมงาน เพื่อต่อยอดผลงานสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการทดลองตลาด การร่วมพัฒนาเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงช่องทางจัดจำหน่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top