Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

ตำรวจไซเบอร์ เปิดเผย 7 รูปแบบ เพจเฟซบุ๊กปลอม ที่มิจฉาชีพมักใช้ในการหลอกลวงประชาชน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media หรือ Social Network ) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การทำกิจกรรม หรือการทำธุรกรรมต่างๆ แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่มิจฉาชีพใช้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยผิดกฎหมาย หลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา บช.สอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์ และแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยจากการตรวจสอบจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าสามารถแบ่งรูปแบบของเพจ เฟซบุ๊กปลอมที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงประชาชนได้ จำนวน 7 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

1.เพจหน่วยงานราชการปลอม แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเป็นข้าราชการระดับสูง สามารถช่วยเหลือให้คำปรึกษาทางคดี ให้บริการรับแจ้งความ หรือร้องทุกข์ออนไลน์ รวมถึงการรับทำเอกสารราชการออนไลน์ เช่น ใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะ บัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น

2.เพจบริษัท ตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวม หุ้นปลอม ชักชวนหลอกลวงให้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ทองคำ เงินดิจิทัล เงินสกุลต่างประเทศ หุ้นพลังงาน เป็นต้น โดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงในเวลาอันรวดเร็ว หรือลงทุนน้อยได้ผลตอบแทนมาก การันตีผลกำไร แอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงด้านการลงทุน

3.เพจสถาบันการเงิน หรือธนาคารปลอม ชักชวนให้กู้เงิน ปล่อยสินเชื่อ บริการกู้เงินฉุกเฉินในวงเงินสูง โดยอ้างว่า สมัครง่ายอนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่ตรวจสอบเครดิต มีกฎหมาย PDPA คุ้มครอง เป็นต้น มักให้โอนเงินค่ามัดจำ เงินค่าค้ำประกันไปก่อน

4.เพจโรงแรม หรือที่พักปลอมในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หลอกลวงให้โอนเงินเป็นค่าจองที่พัก เงินประกันต่างๆ

5.เพจห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าออนไลน์ปลอม หลอกขายสินค้าออนไลน์ โอนเงินแต่ไม่ส่งสินค้า แม้ว่าความเสียหายจะไม่มาก แต่ผู้เสียหายมีจำนวนสูงเป็นอันดับที่ 1

6.เพจหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชนปลอม  รับสมัครทำงานออนไลน์ มักเป็นงานง่ายๆ กดไลก์ กดแชร์ รีวิวสินค้า ที่พัก กดออเดอร์สินค้าเป็นต้น โดยจะให้โอนเงินเข้าไปในระบบให้เพียงพอก่อนถึงจะทำกิจกรรม หรือทำภารกิจได้ เริ่มแรกได้เงินคืนจริงภายหลังถอนเงินไม่ได้

7.เพจปลอมแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือบุคคลธรรมดา โดยใช้เหตุการณ์สำคัญๆ เช่น อุบัติเหตุ ภัยพิบัติธรรมชาติ กิจกรรม โครงการต่างๆ หลอกลวงรับเงินบริจาค หรือเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากประชาชนผู้ใจบุญ

ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างหน่วยงานต่างๆ หลอกลวงเอาทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนตัวของประชาชนไปแสวงหาผลประโยชน์โดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมายังคงตรวจสอบพบเพจเฟซบุ๊กในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในการใช้งาน หรือเข้าถึงบริการต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างการติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ควรตรวจสอบช่องทางเหล่านั้นให้ดีเสียก่อนว่าเป็นของหน่วยงานนั้นจริงหรือไม่ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่สำคัญกว่าการดำเนินการปิดเพจปลอมเหล่านี้ คือ การที่ประชาชนมีสติ ไม่หลงเชื่อง่ายๆ แม้ว่ามิจฉาชีพจะเปิดเพจใหม่มาหลอกลวงอย่างไร ถ้ามีประชาชนมีสติ ไม่หลงเชื่อ ตรวจสอบอย่างรอบคอบเสียก่อน ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงวิธีการป้องกันเพจเฟซบุ๊กปลอม ดังนี้
1.ประชาชนที่ได้รับความเสียหายในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ https://thaipoliceonline.com เท่านั้น โดยสามารถโทรสอบถามหรือปรึกษาได้ที่ สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือ 081-866-3000 และไม่มีช่องทางไลน์ในการติดต่อ มีเพียงแชทบอท @police1441 ที่เอาไว้ปรึกษาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอยให้บริการตอบคำถามประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง
2.โดยปกติหน่วยงานของรัฐจะไม่มีนโยบายในการติดต่อ หรือทำธุรกรรมกับประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ควรตรวจสอบนโยบายของหน่วยงานนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน
3.เพจเฟซบุ๊กปลอมมักมีการซื้อโฆษณาเพื่อการเข้าถึงเหยื่อ และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ มักแอบอ้างข้าราชการระดับสูง หรือบุคคลสำคัญๆ และหากตรวจสอบให้ดีจะพบว่ามีการใช้สัญลักษณ์ของหน่วยงานที่ไม่สอดคล้องกันกับเพจ
4.เพจเฟซบุ๊กปลอม หากตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ จะพบว่าสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน และอาจเคยเปลี่ยนชื่อมาจากเพจอื่นที่น่าสงสัย หรือมีผู้ดูแลเพจอยู่ต่างประเทศที่ไม่ใช่ประเทศไทย
5.เพจเฟซบุ๊กจริงจะต้องมีเครื่องหมายถูกสีฟ้ายืนยันตัวตน หากไม่มีเครื่องหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเพจปลอม
6.เพจเฟซบุ๊กจริง มักจะมีส่วนร่วมในการโพสต์เนื้อหา รูปภาพ หรือกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง รวมถึงมีจำนวนผู้ติดตามที่ไม่น้อยจนเกินไป
7.ไม่กรอก หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางคดี ผ่านสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเด็ดขาด
8.หลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา เพราะมักจะเป็นบัญชีม้าที่มิจฉาชีพเตรียมเอาไว้
9.ตรวจสอบให้แน่ใจ โดยการติดต่อไปยังหน่วยงานนั้นๆ ผ่านหมายเลขคอลเซ็นเตอร์โดยตรง เพื่อสอบถาม หรือแจ้งให้ทำการตรวจสอบทันที

‘พิงค์ พิชฌามลณ์’ คว้าแชมป์แบดมินตันเยาวชนโลก 2023 ขึ้นแท่นนักกีฬาแบดฯ แชมป์เยาวชนโลกคนที่ 7 ของไทย

(9 ต.ค. 66) แบดมินตันเยาวชนชิงแชมป์โลก 2023 (2023 BWF World Junior Championships Tournament) ที่เมืองสโปแคน รัฐวอชิงตัน สหรัฐอมเริกา วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ประเภทหญิงเดี่ยว ‘พิงค์’ พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ นักตบลูกขนไก่วัย 16 ปีของไทย ลงทำการแข่งขัน

ปรากฎว่า ‘น้องพิงค์’ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นฝ่ายเอาชนะ เชียร่า มาร์เวลลา ฮานโดโย จากอินโดนีเซีย 2-0 เกม 21-11 และ 21-9 ประกาศศักดาคว้าแชมป์ขนไก่เยาวชนโลกมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในชีวิต

จากการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ทำให้ พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ เป็นนักกีฬาจากไทยคนที่ 7 ที่สามารถคว้าแชมป์เยาวชนโลก ต่อจาก มณีพงศ์ จงจิตร กับ รจนา จุฑาบัณฑิตกุล (คู่ผสม), รัชนก อินทนนท์ (หญิงเดี่ยว), กิตตินุพงษ์ เกตุเรน กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์ (ชายคู่) และกุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ชายเดี่ยว)

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความยินดีกับ น.ส.พิชฌามลณ์ โอภาสนิพันธ์ หรือ พิงค์ นักกีฬาแบดมินตันหญิงไทย ที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นแชมป์แบดมินตันหญิงเดี่ยวเยาวชนโลก 2023 ในการแข่งขันแบดมินตันรายการ 2023 BWF World Junior Championships Tournament หรือ ศึกเยาวชนโลกที่เมืองสโปแคน (Spokane) รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการแข่งขันแบดมินตันประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ พิงค์ พิชฌามลณ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นมือวางอันดับ 56 ของโลก และมือวางอันดับ 2 ของรายการ ได้เข้าเเข่งขันกับ เคียรา มาร์เวลลา ฮันโดโย (Chiara Marvella HANDOYO) มือวางอันดับ 355 ของโลกจากอินโดนีเซีย โดยผลปรากฏว่า ไทย เอาชนะ อินโดนีเซีย ไป 2-0 เกม ด้วยคะแนน 21-11, 21-9 ใช้เวลาในการแข่งขัน 33 นาที ทำให้ พิงค์ พิชฌามลณ์ เป็นแชมป์เยาวชนโลกสมัยแรก และกลายเป็นนักแบดมินตันไทยคนที่ 2 ที่เป็นแชมป์เยาวชนโลกประเภทหญิงเดี่ยวได้สำเร็จ ต่อจาก เมย์-รัชนก อินทนนท์ ที่เคยทำไว้ระหว่างปี ค.ศ.2009-2011

“นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชื่นชมและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของนักกีฬาในครั้งนี้ ความสามารถของนักกีฬาไทยมีศักยภาพสูง เป็นที่น่าภาคภูมิใจ สะท้อนถึงความมีวินัยในความตั้งใจฝึกฝน และฝ่ายสนับสนุนทุกคนและทุกหน่วยงาน” นายชัยกล่าว

‘แพรวา อาธิตญา’ คว้าแชมป์โลกเจ็ตสกีหญิง ณ สหรัฐฯ ในการแข่งขัน ‘WGP#1 Waterjet World Series 2023’

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแข่งขันเจ็ตสกีชิงแชมป์โลก ‘ดับเบิลยู จีพี วัน วอเตอร์เจ็ต เวิลด์ ซีรีส์ 2023’ (WGP#1 Waterjet World Series 2023) ที่เมืองเลค ฮาวาซู ซิตี้ รัฐแอริโซน่า ประเทศสหรัฐ ระหว่างวันที่ 4-8 ต.ค. เข้าสู่การแข่งขันวันที่ 7 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทัพเจ็ตสกีไทยคว้าแชมป์โลกรุ่นที่ 4 ของรายการนี้ และเป็นรุ่นแรกจากประเภทหญิง

แชมป์โลกรุ่นที่ 4 ของทีมชาติไทยในรายการนี้มาจาก ‘แพรวา’ อาธิตญา เที่ยงพูนวงศ์ ที่ทำได้ตามเป้าจากรุ่นเรือนั่งสมัครเล่นหญิง 1,100 ซีซี ห้ามแต่งเครื่องยนต์ (Amateur Women Runabout 1100 Stock) ที่ทำการแข่งขัน 3 โมโต โดย แพรวา เครื่องร้อนช้าในโมโตแรกเข้าเป็นที่ 2 รองจาก โซฟี ฟรานซิส สาวอเมริกัน

แต่ในโมโต 2 และ 3 ทุกอย่างลงตัว อาธิตญา สปีดเรือหมายเลย 58 ออกนำพร้อมเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ทั้ง 2 โมโต ขณะที่ ฟรานซิส เกิดความผิดพลาดในโมโตชิงดำที่ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากัน ทำให้สาวไทยคว้าแชมป์โลกด้วยคะแนนขาด 173 คะแนน รองแชมป์เป็น อิซซาห์ อาเหม็ด ซูไฮรี่ จากมาเลเซีย ส่วน ฟรานซิส จบอันดับ 3 มี 140 คะแนน

ขณะที่ 2 เยาวชนไทย ‘อ็อตโต้’ ด.ช.ณัฐนันท์ กีนะพันธ์ ในรุ่นเยาวชนเรือยืน 13-15 ปี ห้ามแต่งเครื่องยนต์ (JUNIOR Ski Stock 13-15 Restrictor Plate) กับ ‘ออก้า’ ด.ช.นครา ศิลาชัย ในรุ่นเยาวชนเรือยืนอายุ 10-12 ปี ห้ามแต่งเครื่องยนต์ ใส่แผ่นจำกัดความเร็ว (JUNIOR Ski Stock 10-12 Restrictor Plate) ที่มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ทั้งคู่ ยังต้องรอลุ้นตำแหน่งแชมป์โลก จากผลการพิจารณาการประท้วงของคู่แข่งว่าความเร็วเรือสูงเกินไป ทำให้ต้องลุ้นกันต่อในวันที่ 8 ต.ค.

นักแข่งไทยยังมี สุภทัต ฟูตระกูล ลงแข่งในรุ่นเรือนั่งอาชีพห้ามแต่งเครื่องยนต์ (Pro-Am Runabout Stock) ซึ่งหลังจบ 2 จาก 3 โมโต มี 65 คะแนนอยู่อันดับ 7 ผู้นำเป็น วาลีด อัล ชาร์ชานี ชาวกาตาร์ กับ ทอรี่ ชไนเดอร์ ของสหรัฐ 113 คะแนนเท่ากัน ก่อนไปลุ้นกันต่อในโมโตสุดท้ายวันที่ 8 ต.ค.

ด้าน ‘ผู้จัดการเขียด’ นางจิราพร กาญจนพิทักษ์ ผู้จัดการสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทยที่เดินทางมาร่วมชมการแข่งขันและสัมผัสปัญหาของนักกีฬาด้วยตัวเองกล่าวว่า “ได้มาเห็นนักกีฬาไทยลงสนามจริงที่นี่ หลังจากได้รับตำแหน่งผู้จัดการสมาคมฯเป็นปีแรก ต้องขอยอมรับในความใจสู้ของทีมเจ็ตสกีไทย เพราะนักกีฬาทุกๆชาติที่มากันทั้ง 32 ชาติ ล้วนเป็นยอดฝีมือของโลก ในเกมหากผิดพลาดแค่เสี้ยววินาทีเดียว ก็หมายถึงความพ่ายแพ้

และยิ่งประทับใจที่เห็นถึงความทุ่มเทของนักกีฬา ยามมีปัญหาเรื่องงบประมาณส่งแข่งจากฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ผู้บริหารฝ่ายกีฬาเป็นเลิศฯ ยังพิจารณาไม่ทันการเดินทางมาแข่ง โดยแจ้งว่าเป็นต้นปีงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่รายการที่สำคัญนี้เป็นรายการแข่งที่สำคัญนอกประเทศเพียงรายการเดียวต่อปี และผู้บริหารที่มานั่งตำแหน่งใหม่ตอนนี้ ไม่ได้เคยลงมาดูเรียนรู้ข้อมูลใด ๆ ทางสมาคมขอพบก็ไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขทันที เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาในปีต่อ ๆ ไปอีก

ทีมเจ็ตสกีไทยทุกคนก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ท่านเลขาธิการควักกระเป๋าตัวเองช่วยด้านตั๋วเครื่องบินนักกีฬา ทีมนักกีฬาก็ช่วยกันออกทุนมาเอง นักกีฬารอไม่ได้ ต้องเตรียมตัวหลายอย่าง เรื่องการส่งเรือมาแข่งเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่มีเรือดี ๆ ก็ชนะยาก นักกีฬาต้องออกค่าใช้จ่ายกันเอง น้ำใจนักกีฬาไทย สุดยอดมาก ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่สมาคมฯ

เมื่อนักกีฬายอมออกทุนตัวเอง เราคงนิ่งเฉยไม่ได้ ถึงจะเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ก็คิดว่าเป็นความจำเป็นที่สมาคมกีฬาเจ็ตสกีฯ ต้องมีตัวแทนมายืนเคียงข้างนักกีฬา อย่างน้อยก็มาเป็นกำลังใจให้นักกีฬา และที่สำคัญเพื่อมาเห็นด้วยตาตัวเองจะดีมากกว่าที่มีคนอื่นมาเล่าให้ฟัง ขอชื่นชมนักกีฬาและทีมงานของตัวแทนชาติไทย และทำให้เห็นว่า ทุกคนทำหน้าที่นักกีฬาได้อย่างสุดความสามารถอย่างเต็มกำลังจริง ๆ”

ภรรยา ‘หนุ่มกาฬสินธุ์’ เล่านาทีจุกอก ก่อนสามีถูกสังหารที่อิสราเอล พร้อมวอนรัฐบาลไทยช่วยนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด

(9 ต.ค. 66) ความคืบหน้า กรณีกลุ่มฮามาส ในปาเลสไตน์ บุกจู่โจมประเทศอิสราเอล ทำให้แรงงานไทยส่วนใหญ่ไปทำงานสวนเกษตรในฉนวนกาซา อยู่ตอนใต้ของประเทศ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไร่เกษตรอยู่ติดกับชายแดนปาเลสไตน์

โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต จากข้อมูลของสำนักงานจัดหางานนครพนม พบว่า มีแรงงานไทยชาวนครพนม ไปทำงานฟาร์มเกษตร สูญหายขาดการติดต่อจากญาติ จำนวน 3 ราย และในรายงานมีการยืนยันผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายสมควร พันธ์สะอาด อายุ 39 ปี ชาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ แต่มาเป็นเขยนครพนม ภรรยาชื่อ นางสาวรุ่งทิวา เรืองฤทธิ์ อายุ 31 ปี เป็นชาวบ้านดงยอ ต.นาถ่อน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ทั้งนี้ ทางญาติ ครอบครัวผู้เสียชีวิต อยู่ระหว่างติดต่อทางกรมการจัดหางาน เพื่อประสานขอความช่วยเหลือ เพื่อนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศล

ล่าสุด นางสาวรุ่งทิวา เรืองฤทธิ์ อายุ 31 ปี ออกมาเปิดเผยยืนยันว่า นายสมควร พันธ์สะอาด อายุ 39 ปี สามีเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา หลังจากขาดการติดต่อทางแชทเฟซบุ๊ก ปกติจะพูดคุยไถ่ถามความเป็นอยู่ทุกวัน โดยสามีเพิ่งไปทำงานยังไม่ถึงปี จะครบปีเดือนตุลาคมนี้ เป็นงานฟาร์มเกษตร

ก่อนเกิดเหตุ ตนได้วิดีโอคอลคุยกับสามีในตอนเช้า โดยไม่ได้วางสายและสามียังได้เล่าให้ฟังว่า มีการสู้รบกันเกิดขึ้นแต่ตอนนั้นสามีก็ยังไม่มีท่าทีร้อนรนแต่อย่างใด ยังคงใช้ชีวิตปกติ และก่อนจะวางสายสามีบ่นว่าเหนื่อยอยากนอนพักผ่อน ตนเองจึงให้สามีไปนอนพักผ่อน แต่หลังจากที่วางสายจากสามีได้ไม่นาน เห็นข่าวด่วนในทีวีว่ามีการโจมตีในอิสราเอล จึงรีบส่งแชทไปบอกสามีให้ดูแลตนเองและอย่าออกไปไหน สักพักมีเพื่อนของสามีทักแชทเฟซบุ๊กมาหา แจ้งข่าวร้ายว่าสามีถูกกลุ่มติดอาวุธหนักบุกเข้ามายิง ขณะที่สามีกำลังหลบหนีออกทางหน้าต่าง แต่หนีไม่ทัน จึงถูกกลุ่มติดอาวุธจับตัวไป ก่อนจะรัวยิงจนเสียชีวิต ส่วนเพื่อนคนอื่นต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น

น.ส.รุ่งทิวา น้ำคลอเบ้าเล่าต่อว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุร้าย สามีมักบ่นว่าลำบากและเหนื่อย แต่เวลาวิดีโอคอลคุยกัน สามีจะไม่ค่อยให้เห็นสภาพความเป็นอยู่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการบ่นให้ฟังมากกว่าว่าเหนื่อย นอกจากนี้ สามีได้สัญญากับตนเองว่าจะไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล 5 ปี และจะพยายามเก็บเงินกลับมาอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดนครพนม โดยนำไปเป็นเงินทุนสร้างอาชีพค้าขาย แต่สุดท้ายก็มาถูกยิงตายอย่างอนาถ นอกจากนี้ นางสาวรุ่งทิวา ยังบอกอีกว่า ตนเองไม่รู้ว่าจะติดต่อขอรับศพสามีได้อย่างไร คงต้องรอทางการไทยเป็นผู้ประสานมา และจะนำศพของสามีกลับมาจัดพิธีตามประเพณีที่บ้านเกิดจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือ ที่จังหวัดนครพนม ต้องรอปรึกษาญาติอีกครั้งก่อน

'เสธ.นุ้ย' นำทีม 'วปอ.66' จับมือ 288 ผู้ทรงคุณค่าแห่ง 'สังคม-ประเทศชาติ' ลั่น!! ขอร่วมมือกันแบบองค์รวม ผนึกทุกภาคส่วนเป็นหนึ่ง หนุนรัฐทุกมิติ

นักศึกษา 'วปอ.66' 288 คน รายงานตัวเข้าเรียน ยก!! 'เสธ.นุ้ย' ตท.29 นั่งแท่น ประธานรุ่น พร้อมรวมมิตรโฆษกเหล่าทัพ-ตำรวจ ชู!! คอนเซปต์ วปอ.กลุ่มบุคคลที่ทรงคุณค่าเพื่อสังคมและประเทศชาติ เน้น!! ร่วมมือแบบองค์รวมของทุกภาคส่วนเป็นหนึ่ง

(9 ต.ค. 66) วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวชื่อดังสายทหาร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Wassana Nanuam' นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 66 รวม 288 คน รายงานตัว ที่ วปอ. สถาบันวิขาการป้องกันประเทศ (สปท.) แล้ว โดยรุ่นนี้ มี 'เสธ.นุ้ย' พล.ท.ฐิตวัชร์ เสถียรทิพย์ (ตท.29) (เตรียมทหาร) อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) สมัยรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานรุ่น

รุ่นนี้ ยึด คอนเซปต์ ที่ว่า วปอ.กลุ่มบุคคลที่ทรงคุณค่าเพื่อสังคมและประเทศชาติ ความร่วมมือแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนจะต้องนำมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการปรับตัวและกำหนดงานระดับนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมี เป้าหมายสำคัญ คือ จะนำศักยภาพของนักศึกษา วปอ.66 ให้เป็นกลไกความร่วมมือแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนจะต้องนำมาเป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาระดับนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งโดยเฉพาะด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจ, สังคม รวมถึงความเหลื่อมล้ำ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทุกมิติ

ในรุ่นนี้ มีนายทหารคนดัง เช่น พล.ท.ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล รองเสธ.ทบ เสธ.โอม, พล.ต.ธิติพันธ์ ฐานะจาโร รองเสธ.ปรมน. และ เลขานุการและโฆษกเหล่าทัพ

พลตรี ณรงค์ชัย ไชยชนะ เลขานุการกองทัพไทย เสธ.โต้ง, พลเรือตรี วีรุดม ม่วงจีน เลขานุการกองทัพเรือ และ โฆษกกองทัพเรือ, พลตำรวจโท อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในส่วนข้าราชการฝ่ายพลเรือน มีนายวรณัฐ คงเมือง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต, นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, นายฆนัท ครุธกูล กรรมการบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย.), นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ, น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุวิทยา

ส่วนภาคธุรกิจ เช่น นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), นายสมิทธ์ ปราสาททองโอสถ รองประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน), 'ดร.เอ้' นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารฯ, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด

และมี นายทหารต่างประเทศ กัมพูชา, มาเลเซีย, เมียนมา, อินโดนีเซีย, อินเดีย ร่วมเรียนด้วย

‘แรงงานไทยในอิสราเอล’ เล่านาทีระทึก หลังกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตี เผย มีกลุ่มก่อการร้ายลักลอบเข้าประเทศ กราดยิง ปชช.-จับเป็นตัวประกัน

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 66 จากกรณีที่ประเทศอิสราเอล ได้ประกาศภาวะสงคราม หลังจากที่กลุ่มฮามาสในดินแดนปาเลสไตน์ ได้ยิงขีปนาวุธจากกาซาประมาณ 5,000 ลูก ถล่มเข้าไปในประเทศอิสราเอล ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเสาร์ (7 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี จนทำให้นายกรัฐมนตรีอิสราเอลต้องประกาศภาวะสงคราม

ล่าสุด ได้มีแรงงานคนไทยในอิสราเอล ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอผ่านช่องติ๊กต็อก ‘dobung’ บอกเล่าเหตุการณ์สุดระทึกที่ต้องหนีเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธกลุ่มฮามาส ใส่ประเทศอิสราเอล โดยระบุว่า…

“เช้าวันนี้ (7 ต.ค.) ผมไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุก แต่ผมตื่นเพราะเสียงระเบิด และเสียงฝ้าภายในห้องพักที่ถูกแรงระเบิดปะทะจนสั่นสะเทือน เกิดเป็นเสียงอึกทึกครึกโครม เพราะวันนี้ที่ประเทศอิสราเอลได้เกิดการรบกันขึ้น ซึ่งจริงๆ อาจจะเรียกได้ว่าที่นี่มีการรบกันจนแทบจะเป็นเรื่องปกติเลยก็ว่าได้

สิ่งที่จะสามารถปกป้องผมได้คือ ระบบป้องกันจรวดของอิสราเอล หรือ ‘Iron Dome’ ซึ่งเป็นตัวต่อต้านจรวดที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมา และอาจจะป้องกันได้ไม่เต็ม 100% หากจำนวนจรวดที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมามีมากเกินจนสกัดไม่ทัน”

เจ้าของช่อง ยังได้กล่าวต่อว่า เหตุการณ์รบที่อิสราเอลครั้งนี้ ค่อนข้างมีความรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นทำให้นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลประกาศ ‘ภาวะสงคราม’ อีกทั้งช่วงที่เกิดเหตุชุลมุนขณะที่ได้มีจรวดถูกยิงเข้ามาเป็นพันๆ ลูก ก็ได้มีกลุ่มก่อการร้ายแทรกซึมเข้ามาในประเทศอิสราเอล โดยแทรกซึมเข้ามาทั้งทางรถยนต์และเครื่องร่อน

โดยหลังจากที่กลุ่มก่อการร้ายได้แทรกซึมเข้ามายังอิสราเอล ก็ได้ทำการกราดยิงประชาชน รวมถึงจับกุมตัวประชาชนไปเป็นตัวประกัน เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองอีกด้วย

“ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มพี่น้องแรงงานคนไทยที่อยู่ใกล้กับฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคใต้ของอิสราเอล… ผมขอให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัยนะครับ” เจ้าของช่อง กล่าวทิ้งท้าย

‘อดีต นร.ไทยในญี่ปุ่น’ จวก ‘พิธา’ หลังต่อสายตรงทูตอิสราเอลในไทย ชี้!! ไม่ใช่หน้าที่ แถมไร้ความเป็นมืออาชีพ หวั่นทำสื่อสารคาดเคลื่อน

(8 ต.ค. 66) จากกรณีที่อิสราเอลและกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ เปิดฉากโจมตีใส่กัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และสถานการณ์เริ่มลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้น เมื่อได้มีการจับกุมตัวแรงงานคนไทยที่ทำงานในอิสราเอลเป็นตัวประกัน ซึ่งทางรัฐบาลไทยก็สั่งการให้เร่งตรวจสอบดูแลแรงงานอย่างใกล้ชิด

ซึ่งต่อมา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ (X) ส่วนตัว ระบุว่า…

“ผมพึ่งวางสายโทรศัพท์จากการพูดคุยกับท่านทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และพี่น้องแรงงานคนไทยในอิสราเอลจากการประสานของปีกแรงงานพรรคก้าวไกล ได้ทราบมาว่าสถานการณ์มีความรุนแรงต่อเนื่อง และได้รับคำขอร้องว่าครอบครัวของแรงงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่สามารถติดต่อญาติที่อิสราเอลได้ และกำลังตกอยู่ในความกังวลอย่างมาก หากท่านมีญาติไปทำงานที่อิสราเอล และบัดนี้ยังติดต่อไม่ได้ ท่านสามารถระบุชื่อของบุคคล เมืองที่พำนัก มาที่ email : [email protected] เพื่อรวบรวมเป็น database ประสานงานกับ สถานทูตอิสราเอล และ/หรือส่งมอบต่อกระทรวงต่างประเทศต่อไปได้”

จากกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดการท้วงติงถึงความไม่เหมาะสม และดูไม่เป็นมืออาชีพ ของนายพิธา ในโลกโซเชียลกันเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด ‘คุณนฤพันธ์ โชติช่วง’ อดีตนักเรียนวิทยาลัยยามชายฝั่งญี่ปุ่น ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ‘Naruphun Chotechuang’ ให้มุมมองเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ ระบุว่า…

“ทวิตนี้แสดงถึงความไม่เป็นงาน และต้องการแสงของผู้ทวิต โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่อาจตามมาในภายหลัง

1.) เหตุการณ์นี้ คนที่ควรโทรคุยควรเป็นทูตไทยในอิสราเอล มิใช่ทูตอิสราเอลในประเทศไทย เพราะถือว่าเป็นคนที่มีหน้าที่โดยตรง และต้องพยายามติดต่อคนไทยที่อาศัยในอิสราเอลตามข้อมูลที่มี เพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป

ในทางกลับกันคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศควรมีช่องทางติดต่อกับสถานทูตไทยในประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน เพราะสถานทูตคงไม่สามารถทราบว่าเราอยู่ที่ใดโดยไม่ได้แจ้ง การไปอยู่ต่างประเทศแบบไม่มีการเตรียมตัวรับสถานการณ์ฉุกเฉินเลย ถือเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย

2.) การใช้อีเมลส่วนตัวเป็นช่องทางรับข้อมูล ถือเป็นการกระทำที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ และแสดงให้เห็นว่า อีเมลดังกล่าว ตัวเองไม่ได้จัดการดูแลอีเมลดังกล่าวด้วยตัวเอง มีคนอื่นสามารถเข้าถึงอีเมลของตัวเองได้ เพื่อจัดการข้อมูลที่จะเข้ามา

การสร้างอีเมลใหม่เพื่อใช้ในงานเฉพาะกิจไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลย เจ้าหน้าที่ไอทีทั่วไปสามารถทำได้ด้วยเวลาไม่กี่วินาที ทำให้คิดได้ว่า อาจจะไม่ได้คิดหรือต้องการให้ใช้ชื่อตัวเองเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง

3.) เรื่องสำคัญที่สุดคือ คนทวิตไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลย แต่สร้างความสับสนในการติดต่อสื่อสารเพื่อแสงที่ตัวเองเคยทำเสมอมา และผมคิดว่าสุดท้ายก็คงไม่ต่างกรณีติดต่อไปยังรุ่นพี่ที่ MIT เพื่อเอาวัคซีนโควิดเข้ามา สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ปล.ตัวผมเองเคยอยู่ในวิกฤตการณ์ในต่างประเทศอย่างเหตุการณ์สึนามิที่โทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นการติดต่อสื่อสารพิการ ทั้งระบบสัญญาณมือถือและอินเตอร์เน็ต เลยต้องติดต่อบอกสถานกงสุลไทยในโอซาก้า ด้วยโทรศัพท์ระบบสาย และค่อยบอกข่าวสารตัวเองไปยังมารดาเมื่อมีโอกาสในภายหลัง

"เชียงราย"กองกำลังผาเมืองตรวจสอบพื้นที่ยิงปะทะขบวนการลำเลียงยาเสพติดชายแดนแม่สาย ยึดยาบ้า 500,000 เม็ด

จากกรณีเมื่อ เวลา 04.00 นาฬิกา ของวันที่ 8 ตุลาคม 2566 กองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ได้ปะทะกับกลุ่มขบวนการลำเลียงยาเสพติด บริเวณ บ้านสันเกล็ดทอง ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยสามารถยึดยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) ประมาณ 500,000 เม็ด นั้น

เมื่อเวลา 11.30 นาฬิกา พลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พันเอก ณฑีทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบจุดปะทะ และตรวจสอบยาเสพติดของกลาง ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอแม่สาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรแม่สาย โดยพบว่ายาเสพติดของกลางเป็นของกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด​ ในพื้นที่ด้านตรงข้ามกับ ชายแดน อำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอแม่สาย  ซึ่งเป็นจุดที่พักยาเสพติดก่อนจะทยอยส่งเข้ามาในประเทศไทย

เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดตามแนวชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังผาเมือง ยังคงมีการผลิตยาเสพติดจำนวนมาก เพื่อส่งเข้ามาในประเทศไทย ทั้งจำหน่ายในประเทศไทย และส่งไปยังประเทศที่สาม อย่างต่อเนื่อง

โดยได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ที่วางกำลังอยู่ตามแนวชายแดน ปฏิบัติงานอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อไม่ให้ยาเสพติดสามารถเข้าไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศไทยได้  

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

‘อ.ปิติ’ กางตำรา ‘สมรภูมิพลิกอำนาจโลก’ ตีแผ่ชนวนรบ ‘อิสราเอล-ปาเลสไตน์’ การแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจ สู่สงครามตัวแทน ‘สหรัฐฯ-มุสลิม’

(8 ต.ค. 66) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีสถานการณ์ ‘ภาวะสงคราม’ ระหว่างประเทศอิสราเอล ปะทะกับกลุ่มฮามาสในดินแดนปาเลสไตน์ โดยระบุว่า…

“ความขัดแย้งครั้งล่าสุดในดินแดนตะวันออกกลาง ที่กลุ่ม #ฮามาส #Hamas เรียกร้องให้ ชาว #ปาเลสไตน์ ที่ถูกย่ำยีตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาโดย #ชาวยิว ออกมาใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้อง #มัสยิดอัลอักศอ #AlAqsaMosque ในดินแดน #กาซา มีปฐมบทอย่างไร?

ทั้งนี้ เนื่องจาก ได้เห็นข้อความ X (Twitter) ของท่านนายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin’ แล้วมีความห่วงกังวลครับ การแสดงออกเรื่องการประณามการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ แต่เนื้อความในส่วนต่อจากนั้นที่ค่อนไปทางอิสราเอล อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้น เอาเข้าจริงมีเหตุผลมาจากทั้ง 2 ฝ่าย และต้องอย่าลืมว่า เพื่อนบ้านมุสลิมของไทยสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างมาก ดังนั้น การเขียนข้อความที่เลือกข้างอิสราเอลอย่างชัดเจน ทั้งที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับทั้ง 2 ฝ่าย อาจถูกตีความได้หลายมิติ

ดังนั้น เพื่อให้พวกเราได้เข้าใจสถานการณ์ ขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ ‘Amidst the Geopolitical Conflict #สมรภูมิพลิกอำนาจโลก’ ที่ ผม ปิติ ศรีแสงนาม และ ‘จักรี ไชยพินิจ Chakkri Chaipinit’ ร่วมกับเขียน และจะวางจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 12-23 ตุลาคมนี้ โดย Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน มาเผยแพร่ เพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สำหรับการติดตามสถานการณ์นะครับ”

“ประเด็นปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่าง #อิสราเอล และ #ปาเลสไตน์ เป็นปัญหาที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานหลายช่วงอายุคน โดยเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านศาสนา และเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความวุ่นวายจากการที่ชาติมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทในดินแดนบริเวณนี้ และการเขียนประวัติศาสตร์ที่มีทั้งรูปแบบเข้าข้างอิสราเอลและเข้าข้างปาเลสไตน์ ความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ความขัดแย้งนี้ จึงทำให้การเมืองในตะวันออกกลางซับซ้อนไปด้วย

หากย้อนไปเมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว ดินแดนอิสราเอลหรือพื้นที่เยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นข้อพิพาทในปัจจุบัน เคยอยู่ในการครอบครองของชาวยิวมาก่อน แต่ในฐานะที่อาณาบริเวณแห่งนี้เป็น ‘ทางแยก’ ที่อยู่กลางแผนที่ ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของทั้งศาสนา #ยูดาห์ #คริสต์ และ #อิสลาม จวบจนกระทั่งจักรวรรดิออตโตมันได้เข้ามาปกครองบริเวณแถบนี้ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงตั้งชื่อ ‘เยรูซาเล็ม’ และบริเวณโดยรอบว่าเป็น ‘ปาเลสไตน์’ โดยชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณแถบนี้ก็ถูกเรียกว่าเป็น ‘ชาวปาเลสไตน์’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ปะทุขึ้น อังกฤษได้ให้คำมั่นสัญญากับชาวยิวว่า หากให้ความช่วยเหลือกับอังกฤษจนได้รับชัยชนะในสงคราม พวกเขาจะได้รับดินแดนปาเลสไตน์เป็นการตอบแทน บทสรุปของสงครามทำให้ชาวยิวได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ตามสัญญา อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นของสถานะชาวยิวในดินแดนแถบนี้ก็มาพร้อมกับความขัดแย้งระหว่างยิวและอาหรับอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทำให้ชาวยิวสามารถสถาปนารัฐเอกราชได้สำเร็จในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948 ในชื่อว่า ‘อิสราเอล’ การเกิดขึ้นขององค์การสหประชาชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแบ่งดินแดนออกเป็นของชาวยิวและชาวอาหรับ โดยมีเยรูซาเล็มเป็น ‘#ดินแดนร่วม (common land)’ สำหรับทั้ง 2 ฝ่ายตามมติ ค.ศ.1947

ในสายตาของ ‘องค์การสหประชาชาติ’ การแบ่งแยกดินแดนนี้เป็นการยุติปัญหาอย่างสันติ แต่กลับกลายเป็นว่า ความขัดแย้งระหว่างชาวยิวและชาวอาหรับได้ยกระดับกลายเป็น ‘สงครามระหว่างประเทศ’ ที่มีคู่ขัดแย้งหลักคืออิสราเอลและปาเลสไตน์ โดยมีพันธมิตรจากโลกตะวันตกและจากโลกมุสลิมเป็นฉากทัศน์ของความขัดแย้งที่ดำเนินไปนี้

ตลอดช่วงสงครามเย็น ความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ของการต่อสู้นั้น ฝ่ายอิสราเอลได้รับประโยชน์โดยได้ดินแดนที่เพิ่มขึ้น ปาเลสไตน์ที่เพลี่ยงพล้ำในการรบ จึงได้จัดตั้ง #องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (#PLO) เพื่อเคลื่อนไหวแบบกองโจรในการขับไล่อิสราเอล กระนั้นก็ตาม ในเหตุการณ์สำคัญอย่าง ‘#สงครามหกวัน’ ใน ค.ศ.1967 อิสราเอลก็สามารถผนวกเอาฉนวนกาซา และเขตเวสต์แบงก์ซึ่งเคยเป็นดินแดนที่ไม่มีเจ้าของ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตนเองได้สำเร็จ

หลังจากนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ #วิกฤติการณ์อินทิฟาดา (#Intifada) ครั้งที่ 1 (ค.ศ.1987-1993) และครั้งที่ 2 (ค.ศ.2000-2005) รวมไปถึงการเกิดขึ้นของกองกำลังฮามาส (Hamas) ซึ่งมีวิธีการรบที่ดุดันมากกว่ากลุ่มองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ถึงแม้ว่านานาชาติจะพยายามไกล่เกลี่ยผ่านข้อตกลงสำคัญ เช่น #การเจรจาที่แคมป์เดวิด (ค.ศ.1978)  #ข้อตกลงออสโล (ค.ศ.1993 และ 1995) แต่ก็ไม่เป็นผล ทั้ง 2 ฝ่ายมีแนวโน้มการใช้อาวุธหนักมากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ทำหน้าที่เสมือนเป็นสงครามตัวแทนระหว่างสหรัฐฯ และโลกมุสลิมไปโดยปริยาย ความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 7 ทศวรรษจะคลี่คลายหรือดำเนินไปในลักษณะใด ย่อมส่งผลโดยตรงต่อหน้าตาของภูมิรัฐศาสตร์ใหม่แบบสามก๊กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รูปที่นำมาให้ชมคือ แผนที่แสดงภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ระหว่างปี ค.ศ. 1917-2020 ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่าเพราะเหตุใดกลุ่ม Hamas ถึงเรียกร้องว่า ชาวปาเลสไตน์ถูกกดดันย่ำยีตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพราะบ้านของพวกเขาถูกยึดเอาไปทีละน้อยๆ และพื้นที่ศักสิทธิ์สุดท้ายที่พวกเขาต้องปกป้องคือ ‘มัสยิดอัลอักศอ’ (Al-Aqsa Mosque) 1 ใน 3 สถานที่สำคัญสูงสุดของชาวมุสลิม (ร่วมกับ มัสญิดอัลฮะรอม ในนครมักก๊ะฮฺ ซึ่งเป็นที่ตั้งของก๊ะอฺบ๊ะฮฺ และ มัสญิดนะบะวีย์ หรือ ‘มัสญิดของท่านนบีมุฮัมมัด’ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ)

และในขณะเดียวกัน ชาวยิวก็เชื่อว่าสถานที่เดียวกันนี้คือที่ตั้งของ Temple Mount ซึ่งคัมภีร์ฮีบรูระบุว่าพระเจ้าโซโลมอน (สุไลมาน) ราชโอรสแห่งกษัตริย์เดวิด โปรดให้สร้างพระวิหารแรก (First Temple) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนายูดาห์ตามบทบันทึกคัมภีร์ฮีบรู

ถามว่า แล้วพวกเขาจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเลยหรือ?

คำตอบคือ ได้ครับ และได้มาตลอดหลายร้อยปีด้วย โดยผมมีแผนที่ยืนยัน

ดูจากแผนที่แสดงการแบ่งเขตพื้นที่การอยู่ร่วมกันของพหุวัฒนธรรมในเขตเยรูซาเล็ม ก่อนการเกิดขึ้นของรัฐอิสราเอล นี่คือ ‘การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ ก่อนที่จะมีการแทรกแซงของมหาอำนาจอย่างอังกฤษและสหรัฐภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

นอกจากดินแดนแห่งนี้แล้ว ในหนังสือเล่มนี้ พวกเรายังพิจารณาว่า ทั่วโลกยังมีจุดปะทุที่คนไทยต้องให้ความสนใจอีก 8 แห่ง ได้แก่ 

1.) NATO vs รัสเซีย : สงครามเย็นที่ไม่สิ้นสุด
2.) เอเชียใต้ : ดินแดนแห่งตัวแปรของภูมิรัฐศาสตร์
3.) แอฟริกา : กาฬทวีปที่ถูกมองข้าม
4.) ตะวันออกกลาง : ทางแยกของแผนที่โลก
5.) คาบสมุทรเกาหลี : ภูมิรัฐศาสตร์เก่าในบริบทใหม่ (บทความพิเศษ โดย Seksan Anantasirikiat)
6.) ช่องแคบไต้หวัน : การช่วงชิงพื้นที่ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา
7.) ทะเลจีนใต้ : เขตอิทธิพลของจีนกับประเด็นพิพาทของอาเซียน
8.) Zomia : จากดินแดนแห่งเทือกเขาสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์การเมืองในเมียนมา

‘ม.ฮ่องกง’ มอบทุนเรียนฟรี หนุน ‘นักเรียนไทย’ มากศักยภาพ จ่อเดินหน้าขยายความร่วมมืออีก 40 โรงเรียน ภายในปี 66

(8 ต.ค. 66) ศาสตราจารย์เบนเนต ชิ คิน ยิม ผู้บริหารฝ่ายรับนักศึกษาใหม่ ‘The University of Hong Kong’ เปิดเผยว่า ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ และคณะ ได้จัดกิจกรรม Thailand Admission Tour 2023 ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อรายงานความร่วมมือทางวิชาการกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 จากการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักเรียนไทยไปศึกษาที่ The University of Hong Kong จาก 3 แห่ง ประกอบด้วย

1.) กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย
2.) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
3.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ปัจจุบันมีนักเรียนจากโรงเรียนดังกล่าวได้รับทุนไปศึกษาต่อแล้วกว่า 10 ทุนการศึกษา ในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนไทยกำลังศึกษาที่ The University of Hong Kong กว่า 166 คน ผลการหารือ The University of Hong Kong พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนไทยศักยภาพสูง เพื่อรับทุนไปศึกษาต่อที่ The University of Hong Kong และในปี 2566 จะขยายความร่วมมือไปยังโรงเรียนในไทยอีก 40 แห่ง

ทั้งนี้ ‘The University of Hong Kong’ มหาวิทยาลัยอันดับที่ 26 ของโลก จากการจัดลำดับของ ‘QS World University Rankings’ และเป็นอันดับ 1 ของโลกด้าน Most International University in the World จากการจัดอันดับของ ‘Times Higher Education’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top