Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘กองทุนดีอี’ หนุนทุกภาคส่วนร่วมต่อยอดเทคโนโลยี 5G เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยดิจิทัลครบทุกมิติ

สดช. จัดเวทีสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ (ร่าง) มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G หวังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ (ร่าง) มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G โดยมีนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนานโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วม ณ โรงแรม PULLMAN BANGKOK KING POWER กรุงเทพฯ

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สดช. ได้ดำเนินโครงการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ซึ่งได้ทำการศึกษายุทธศาสตร์ชาติ นโยบายและแผนระดับชาติ แผนงาน มาตรการ โครงการ และแนวปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ รวมถึงข้อมูลด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ และรูปแบบแนวทางในการจัดทำมาตรการฯ โดยผลการดำเนินงานในปัจจุบัน สดช. ได้จัดทำ (ร่าง) มาตรการฯ และเอกสารคู่มือที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยมาตรการ 3 กลุ่ม ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และมาตรการการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน เพื่อกระตุ้นการขับเคลื่อนและผลักดันภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสู่การปฏิบัติจริงที่จะก่อให้เกิดการลงทุนและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างระบบนิเวศด้านการลงทุนให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยต่อไป

“ทั้งนี้ สดช. ยังมีภารกิจสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งเป็นแกนกลางในการส่งเสริม ประสาน และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มศักยภาพในทุกระดับและทุกมิติของภาคเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยที่ผ่านมา สดช. ได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ระยะที่ 1 ที่ได้สิ้นสุดไปในปีที่ผ่านมา และปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาโครงข่าย 5G ประสิทธิภาพสูง ยุทธศาสตร์ที่ 2 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี 5G ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี 5G และยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบนิเวศให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สำหรับการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องและสนับสนุนยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ของแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย รวมถึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561-2580 ฉบับทบทวน โดยมีตัวชี้วัดในภาพรวม 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Digital Contribution to GDP) ปี พ.ศ. 2570 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน World Digital Competitiveness Ranking ปี พ.ศ. 2570 อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก หรืออยู่ใน 3 อันดับแรกของอาเซียน และสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy: DL) ของประชาชนคนไทยมากกว่า 80 คะแนน ในปี พ.ศ. 2570” นายภุชพงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนางสาวสิริกาญจน์ สุขผล ผู้อํานวยการกลุ่มบริหารกองทุน ได้กล่าวถึงบทบาทของกองทุนฯ บนเวทีเสวนา "การส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี5G" ว่า กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือกองทุนดี มีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล โดยการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนในแต่ละปีนั้น จะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่กองทุนดีอีได้รับมากจาก กสทช. 

ทั้งนี้ ทางกองทุนดีอี จะจัดสรรเงินทุนสนับสนุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแบ่งเป็น 2 ด้าน ส่วนแรก เป็นการสนับสนุนด้านการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนที่สอง เป็นการสนับสนุนด้านการวิจัย โดยโครงการที่จะนำเสนอเข้ามานั้น ทางกองทุนฯ อยากให้คำนึงถึงโครงการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในเชิงสาธารณะ 

“การนำเสนอโครงการที่ต้องทุนสนับสนุน เพื่อการจะพัฒนาขึ้นนั้น จะต้องส่งผลประโยชน์ต่อมุมกว้าง มีการให้บริการประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล อาจจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ขณะเดียวกันในส่วนของการวิจัยนั้น จะเน้นไปที่โครงการที่ทำการวิจัยด้วยเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ เช่นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G โดยทางกองทุนฯ เปิดกว้างให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน หรือกลุ่มบุคคลทั่วไป สามารถจะเสนอขอรับทุนได้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี 5G ไปต่อยอดประยุกต์ใช้กับบริการด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษาการ การพัฒนากำลังคนดิจิทัล และพัฒนาเมืองปลอดภัยน่าอยู่ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งหน่วยงานที่มีโครงการอยู่ในมือ ต้องการจะพัฒนาขึ้น แต่ยังขาดเงินทุนสนับสนุน ก็สามารถนำเสนอโครงการเข้ามาได้ที่กองทุนฯ ซึ่งจะเปิดรับในช่วงต้นปี ประมาณเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ของแต่ละปี” นางสาวสิริกาญจน์ กล่าว

‘ฟิวเจอร์พาร์คฯ’ แจงปมเด็ก 4 ขวบถูกบันไดเลื่อนหนีบนิ้วหลุด ยัน!! ไม่นิ่งนอนใจ ย้ำ!! ระบบบันไดเลื่อนเป็นไปตามมาตรฐาน

จากกรณีที่เพจ ‘อยากดังเดี๋ยวจัดให้รีเทริน์ part6’ แชร์โพสต์ของกลุ่มข่าวถึงชาวรังสิตที่ระบุข้อความว่า “รบกวนพี่ ๆ ในกลุ่มนี้หน่อยนะคะ ลูกไปห้างชื่อดังย่านรังสิตกับแม่และพ่อ เหตุเกิดเมื่อประมาณวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม ที่ห้างดังกล่าว มีใครพอมีรูปหรือถ่ายภาพ เห็นผู้ชายอุ้มเด็กเลือดไหลไหมคะ พอดีลูกโดนบันไดเลื่อนที่ห้าง หนีบนิ้วขาด แล้วเด็กแค่ 4 ขวบเองค่ะ วอนพี่ ๆ ใครมีรูปหรือคลิปส่งให้หนูหน่อยนะคะ”

นอกจากนี้ เธอได้ระบุเพิ่มเติมว่า “วอนพี่ ๆ ส่งรูปหรือแชตส่วนตัวก็ได้ค่ะ หนูมีลูกคนเดียว หัวอกคนเป็นแม่ใจจะขาด” พร้อมกับโพสต์รูปเด็กชายวัย 4 ขวบ ที่มีการพันผ้าก๊อซพันแผลที่นิ้วมือข้างขวา

หลังจากที่โพสต์มี การเผยแพร่ออกไป ผู้สื่อข่าว พยายามติดต่อไปยังผู้ปกครองของเด็กชายผู้บาดเจ็บดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้และได้ไปติดตาม ที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ก็ไม่พบว่า มีการไปลงบันทึกประจำวันหรือว่าแจ้งความไว้

ล่าสุด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ออกประกาศชี้แจงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า จากภาพที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ และสำนักข่าว ณ ขณะนี้ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ขอเรียนแจ้งให้ทราบ ว่าทางศูนย์การค้าฯ เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอุบัติเหตุบริเวณบันไดเลื่อน ในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 เวลาประมาณ 14.22 น.

ทางศูนย์ฯ มิได้นิ่งนอนใจ เมื่อได้รับการแจ้งเหตุก็ได้รีบเข้าไปให้การช่วยเหลือทันที พร้อมทั้ง ประสานส่งตัวเด็กเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลเปาโล โดยมีเจ้าหน้าที่ทางศูนย์ฯ เข้าไปดูแลอำนวยความสะดวกและได้ดูแลค่ารักษาพยาบาลเด็กอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ทางศูนย์ฯ ตระหนักและคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าทุกท่านเป็นสำคัญ โดยมีมาตรการในการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์การใช้งานต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญ กรณีที่เกิดเหตุได้มีการประสานไปยังบริษัท ที่ดูแลเพื่อทำการตรวจเช็กระบบการทำงานซึ่งได้รับการยืนยันว่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐาน ‘ไม่ได้เกิดจากตัวอุปกรณ์แต่อย่างใด’

กรณีที่ทางศูนย์ฯ มิได้นำภาพวิดีโอขณะเกิดเหตุมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ด้วยศูนย์ฯ คำนึงถึงสิทธิเด็ก และสภาพจิตใจของครอบครัวที่ได้รับอุบัติเหตุในครั้งนี้

ทางศูนย์การค้าฯ ขอน้อมรับทุกความคิดเห็นและขอบคุณในคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาในการให้บริการในครั้งต่อไป    

'ขนส่งชื่อดัง' รับ!! ลดค่าคอมไรเดอร์ เป็นไปตามกลไกอุตสาหกรรม ยัน!! กลุ่มพนักงานอ้างถูกใช้งานเกินขอบเขต ไม่เป็นความจริง

(11 ต.ค.66) กรณี เพจสหภาพไรเดอร์ โพสต์ข้อความ “พนักงาน…..ลาออกเกือบทั้งประเทศ ถูกลดค่าคอม และต้องส่งสินค้าต่อวัน 200-500 ชิ้น และทำงานหกโมงเช้าถึงเที่ยงคืนไม่มี OT”

พร้อมระบุว่า “พนักงานบางท่านถูกลดค่าคอมจาก 8,000 บาท เหลือไม่ถึง 500 บาท และบริษัทออกกฎระเบียบใหม่คือพนักงานต้องทำงาน 92% ต้องส่งสินค้าวันละ 300-500 ชิ้น และจะได้ค่าคอมเพียงแค่ 40-80 ชิ้นท่านั้น ที่เหลือคือทำงานฟรี ไม่มีค่าน้ำมัน ค่าคอมมิชชันก็น้อยลง รวมถึงไม่มีค่า OT ยุคที่ทุนขูดรีดแรงงานได้ตามอำเภอใจ รัฐไทยมั่วทำอะไรอยู่?”

ล่าสุด แหล่งข่าวจากบริษัทขนส่งเอกชนรายนี้ ชี้แจงว่า

“กรณีทางบริษัทมีการปรับลดค่าตอบแทนพนักงานจริง เนื่องจากเป็นไปตามกลไกของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่มีการแข่งขันสูง และเป็นไปตามแผนการดำเนินการของบริษัท

ประกอบกับที่ผ่านมา ทางบริษัทมีการให้ค่าตอบแทนพนักงานสูงกว่าเจ้าอื่นๆ ในตลาด ซึ่งการปรับลดค่าตอบแทน อาจจะนำมาสู่ความไม่พอใจของพนักงานบางส่วน จนตัดสินใจลาออก ทำให้มีอดีตพนักงานบางคนออกมาโจมตีองค์กรผ่านโซเชียลมีเดียในทางเสียหาย โดยประเด็นที่มีการระบุว่า บริษัทให้ทำงานถึง 18 ชม. ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และกรณีให้ส่งสินค้า 300-500 ชิ้นไม่เป็นความจริงเช่นกัน

ส่วนประเด็นที่บางโกดังมีพัสดุตกค้าง ยอมรับว่ามีบางจุดที่มีปัญหาจริง จากการที่พนักงานลาออก เช่น พื้นที่ กทม.บางแห่ง ซึ่งบริษัทก็กำลังดำเนินการแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด และยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบภาพรวมการทำงานของทุกสาขา และยังสามารถให้บริการลูกค้าได้เหมือนเดิม

พัสดุที่ตกค้าง เรามีการรับคนเพิ่ม ดึงจากสาขาใกล้เคียง ที่ไม่ได้มีผลกระทบเข้าไปเติม ซึ่งกำลังเร่งเคลียร์อยู่ แต่เรื่องพัสดุคงค้างกับเรื่องของค่าที่เขาพูดกัน มันคนละเรื่องกัน ทำให้สังคมมองว่าคุณไม่ดูแลพนักงาน พนักงานก็เลยออก ก็เลยมีคนมาส่งพัสดุ ยืนยันเรื่องทั้งหมดไม่ใช่สาเหตุมาจากน้ำท่วม ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม และไม่ใช่เรื่องน้ำมันแพง”

ตร. ตีแผ่ “HOT” หลักคิดในการสังเกตวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นระเบิด 

วันนี้ (11 ตุลาคม 2566) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งในด้านชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน ตลอดจนกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ สร้างความหวาดกลัวขึ้นในสังคม และเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดคือ เหตุการณ์กราดยิงในห้างสรรพสินค้า แต่ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง แม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็สร้างความเสียหายได้เป็นจำนวนมาก นั่นก็คือเหตุการณ์วางระเบิดในที่สาธารณะ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอมาตีแผ่หลักคิดในการสังเกต ว่าอะไรคือวัตถุต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายเป็นวัตถุระเบิด โดยใช้หลัก HOT ดังนี้

“H – Hidden” หรือ ถูกซุกซ่อน หมายถึง สิ่งของดังกล่าวถูกวางไว้ในจุดที่มองเห็นได้ยาก หรือถูกซุกซ่อนไว้โดยมีเจตนาอำพรางไม่ให้มองเห็น

“O - Obviously Suspicious” หรือ น่าสงสัย หมายถึง การพบสายไฟ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนที่คล้ายระเบิด อยู่ที่สิ่งของดังกล่าว

“T - Not Typical” หรือ ผิดปกติ หมายถึง เป็นสิ่งของที่ปกติไม่ควรอยู่ในสถานที่ดังกล่าว หรืออยู่ในบริเวณที่หากมีการระเบิด จะเป็นอันตรายร้ายแรง

โดยหากพี่น้องประชาชนพบเห็นสิ่งของหรือวัตถุใด ที่เข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ให้สงสัยไว้ก่อนว่าวัตถุดังกล่าวเป็นวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นวัตถุระเบิด ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัส เว้นระยะห่าง และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบทันที

สุดท้ายนี้ แม้ว่าเหตุระเบิดในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ถือเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างร้ายแรง พี่น้องประชาชนจึงควรที่จะศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในเมื่อเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อเป็นการสร้างสังคมที่ปลอดภัย และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบเห็นวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้งให้ผู้รับผิดชอบสถานที่ดังกล่าวทราบโดยเร็ว หรือโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่ สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘การรถไฟฯ’ แจงดรามา!! ไม่ได้ออกก่อน 1 นาที ซ้ำ!! เช็กกล้องวงจรปิด พบผู้โดยสารขึ้นผิดฝั่ง

(11 ต.ค. 66) จากกรณีที่คุณแม่รายหนึ่งสอบถามในกลุ่ม ‘รถไฟไทย TrainThailand’ ว่าลูกสาวไปขึ้นรถไฟไม่ทัน แม้ว่าจะไปก่อนเวลา 1 นาที กล่าวคือตั๋วรถไฟระบุให้ขึ้นรถเวลา 15.24 น. ลูกสาวไปถึง 15.23 น. และรถไฟเคลื่อนตัวออกไปพอดี แม้จะวิ่งไปบอกคนโบกธงแต่ก็ไม่ทัน สุดท้ายตกรถไฟนั้น

ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ตามที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข่าว กรณีผู้โดยสารที่เป็นเยาวชนเดินทางมาขึ้นรถไฟที่สถานีศาลายาไม่ทัน เนื่องจากขบวนรถมีการออกก่อนเวลา 1 นาทีนั้น

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า เมื่อเกิดเหตุดังกล่าว นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟฯ ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที ซึ่งจากตรวจสอบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดภายในสถานี รวมถึงสอบถามข้อมูลกับนายสถานีศาลายาที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่า ขบวนรถไฟได้เคลื่อนขบวนออกจากสถานีตามเวลาที่กำหนดในตั๋วโดยสาร 15.24 น. ไม่ได้มีการออกก่อนเวลาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รายละเอียดข้อมูลที่ปรากฏจากกล้องวงจรปิดและคำให้การของนายสถานีศาลายามีรายละเอียดว่า ขบวนรถดังกล่าวคือขบวนรถด่วนพิเศษที่ 31 กรุงเทพฯ-ชุมทางหาดใหญ่ โดยในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ขบวนรถได้มาถึงที่สถานีศาลายา เวลา 15.20 น. (ก่อนกำหนดเวลา 3 นาที) ซึ่งตามปกติขบวนรถจะหยุดเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารประมาณ 1 นาที

แต่ปรากฏว่าในวันดังกล่าวขบวนรถได้หยุดที่สถานีศาลายาเป็นเวลา 4 นาที จนกระทั่งถึงเวลา 15.24 น. ซึ่งเป็นเวลาขบวนรถต้องออกตามที่ระบุในตั๋วโดยสาร นายสถานีศาลายาได้ออกมาปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของผู้โดยสาร เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว และประตูขบวนรถไฟอัตโนมัติปิด จึงแจ้งให้พนักงานกั้นถนนนำเครื่องกั้นลง จากนั้นให้สัญญาณขบวนรถออกตามเวลาที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม หลังจากขบวนรถออกจากสถานีไปเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าได้มีผู้โดยสารเยาวชน 2 คน เข้ามาแจ้งนายสถานีว่าไม่สามารถขึ้นขบวนรถได้ทัน ซึ่งจากการสอบถามและตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้โดยสารเยาวชนทั้ง 2 คนได้วิ่งเข้ามาคนละฝั่ง ซึ่งไม่ใช่จุดขึ้นลงขบวนรถ และขบวนรถได้ออกไปแล้ว จึงไม่สามารถแจ้งให้ขบวนรถหยุดได้ เพราะอาจกระทบต่อกฎข้อบังคับด้านความปลอดภัย

เพจดัง แฉ!! สส.ปราจีนบุรี เขต 2 ก้าวไกล คุกคามทางเพศสาว แถมบทลงโทษพรรคแสนเบา ลั่น!! มีลูก 2 คนแล้วทำไมยังหื่น

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 66 เพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ โพสต์ภาพข้อความใน X (ทวิตเตอร์) ที่มีผู้ใช้งานรายหนึ่งเขียนแคปชันว่า…

“จริงครับ เพื่อนผมทำงานอาสากับ…ถูก สส.ปราจีนบุรี คุกคามทางเพศทั้งในแชทส่วนตัวแล้วยังลวนลามอีก แจ้งพรรค แจ้งใคร ก็ไม่มีใครสนใจ สส. ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่”

โดย เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร นำข้อความดังกล่าว มาโพสต์พร้อมแคปชัน ระบุว่า “พรุ่งนี้หนูจะนั่งรถตู้ไปปราจีนนะคะ แชทในคอมเมนต์ค่ะ”

อีกทั้งยังได้โพส์ตรูปภาพพร้อมแคปชันที่ระบุว่า “สส.ถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศอีกแล้วค่ะ”

ตลอดทั้งวัน เพจดังกล่าวยังมีการโพสต์ภาพ สส.เขต 2 ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล พร้อมข้อความระบุว่า “#ทุกคนคะ ถ้าพี่แจ้ สส.ปราจีน เขาจะขายดิลโด้จริงบอกหนูรับซื้อเองค่ะ ขออีเมล์ด้วยค่ะ”

ก่อนจะมีอีกโพสต์ ระบุว่า “ว๊ายย!! ทำผิดวันนี้ ลงโทษอีก 3 ปี ไหวหรือคะ แถมทำผิดตั้งแต่เดือน ส.ค. จนถึงตอนนี้ยังสอบไม่เสร็จ พี่แจ้ลงพื้นที่ถ่ายรูปแบบนี้เหมาะสมหรือคะ ขอบคุณข้อมูลจากเพจ RightTeam ค่ะ”

และโพสต์สุดท้าย เขียนข้อความ ระบุว่า “#ทุกคนคะ พี่แจ้ลูก 2 แล้วนะคะ ทำไมยังหื่นอีกคะ?”

‘นายกฯ’ ห่วงคนไทยในเขตสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ สั่งเจ้าหน้าที่อพยพพลเมือง-ช่วยเหลือตัวประกันเร่งด่วน

(11 ต.ค. 66) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้เพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อดูแล ช่วยเหลือคนไทย โดยได้ชี้แจงถึงการทำงานรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการ เริ่มทำงานตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 

นายชัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจง ว่า สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนคนไทย ในการเตรียมแผนอพยพคนไทยมีความคืบหน้าเพิ่มเติม 2 ทาง

ทางแรก กลับมาโดยสายการบินพาณิชย์
ทางที่สอง กลับโดยเครื่องบินกองทัพอากาศไปรับ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชุด 
1. อพยพออกมาพรุ่งนี้ถึงไทยวันที่ 12 ต.ค. 66 ประมาณ 15 คน ชุดแรกนี้เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและแรงงานที่อพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัย 
2. อพยพประมาณ 140 คน ออกจากไทยในวันที่ 14 ต.ค. 66 เป็นการส่งเครื่องบินกองทัพอากาศ Airbus A340 ไปรับ และจะไปถึงกรุงเทลอาวีฟ นครหลวงของอิสราเอลในวันที่ 15 เพื่อเตรียมพร้อมรับคนไทยกลับบ้านทันทีที่ได้รับอนุญาตจากทางการอิสราเอล 
3. ส่งคนไทยจำนวน 80 คนกลับทางเครื่องบินพาณิชย์ โดยจะถึงกรุงเทพฯในวันที่ 18 ต.ค. 66

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามอพยพคนไทยกลับให้เร็วที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ในส่วนของผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพูดคุยกับบรรดามิตรประเทศต่าง ๆ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และอยากขอให้ความมั่นใจว่า เราได้ทำทุกทาง และจะพยายามอย่างสูงสุดเพื่อช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงอิสรภาพของคนไทยที่ถูกจับตัวไปเป็นสำคัญที่สุด

โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเสริมข้าราชการไปสนับสนุนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟในภารกิจช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย

“ผมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันเป็นกำลังใจให้ญาติ เพื่อน ของพี่น้องชาวไทยที่กำลังจะกลับมา และอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันปฏิบัติงาน อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือดูแล คนไทยทุกคน” นายชัย กล่าว

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ครบ 7 ปี

วันที่ 11 ตุลาคม 2566 เวลา 07.00 น. พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 โดยในปีนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันนวมินทรมหาราช” มีความหมายว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ และในปี 2566 นี้เป็นปีแห่งการสวรรคตครบ 7 ปี หรือ “สัตตมวรรษ” โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ข้าราชการหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรมซึ่งประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล ณ บริเวณลานพื้นแข็งหน้าสโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พิธีสวดพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ 10 รูป บริเวณห้องบันเทิงทัพ 3 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ห้องสโมสรบันเทิงทัพ 1 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และกิจกรรมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล ที่บริเวณข้างห้องบันเทิงทัพ 1 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมอื่นๆ ที่กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดกำลังเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิเช่น พิธีวางพวงมาลา, การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ, กิจกรรมเผยแพร่เกียรติคุณทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์, และการเชิญชวนกำลังพลและครอบครัว รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลา อีกทั้งกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์พัฒนาปรับภูมิทัศน์ วัดอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และอาสาทำความดี ในรูปแบบและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

ผบ.ฉก.นราธิวาส ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมกำลังพล และมอบนโยบายแนวทางการปฎิบัติงาน กองร้อยทหารราบที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ความมั่นใจเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง พร้อมที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชนในทุกเมื่อ 

ที่ ฐานปฎิบัติการบ้านน้อมเกล้า หมู่ 12 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เดินทางลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม พบปะ กำลังพลที่ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่างๆ ตลอดจนมอบ นโยบายแนวทางการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 ในการนี้ ได้ พบปะ พูดคุยกำกับดูแล และแนะนำแนวทางในการปฏิบัติงานให้กับกำลังพล พร้อมกำชับให้กำลังพลปฏิบัติตามนโยบายทและข้อสั่งการของ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก และพลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4

เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน โดยได้เน้นย้ำให้ กำลังพลต้องมีความพร้อม ทั้งเครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร อยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถให้กับกำลังพล ให้มีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข พัฒนา ต่อไป 

ตามนโยบายของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้ากองพลทหารราบที่ 15 ได้จัดตั้ง หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2  (ฉก.พัน.ร.2) เพื่อควบคุมพื้นที่ และจัดตั้งที่บังคับการทางยุทธวิธีตาม สถานการณ์ โดยแบ่งมอบกำลังควบคุมพื้นที " ระดับ กองร้อยทหารราบ จังหวัดละ 1 กองร้อย เป็นลำดับแรก จำนวน 648 อัตรา เพื่อเสริมการปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ จากการปรับลดกำลังของทหารพรานนอกพื้นที่ กองทัพภาคที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 10, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 20 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 30 กรมละ 3 กองร้อย รวม 9 กองร้อย จำนวน 810 อัตรา ซึ่งกำลังพลที่เหลือให้อยู่ในความควบคุมของกองพัน พร้อมปฏิบัติตามสถานการณ์ 

โดยหน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2  (ฉก.พัน.ร.2) มีจำนวน 4 กองร้อยทหารราบ ประกอบด้วย 

กองร้อยทหารราบที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 153 ควบคุมพื้นที่ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา  มีที่ตั้งฐานปฎิบัติการ จำนวน 2 ฐาน ได้แก่ ฐานปฎิบัติการบ้านกาโสด หมู่ 5 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และ ฐานปฏิบัติการบ้านตลาดล่าง หมู่ 2 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กองร้อยทหารราบที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 153 ควบคุมพื้นที่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี มีที่ตั้งฐานปฎิบัติการ จำนวน 3 ฐาน ได้แก่ ฐานปฎิบัติการบ้านโต๊ะทูวอ หมู่4 ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี , ฐานปฎิบัติการวัดโคกหญ้าคา หมู่ 6 ตำบลคลองใหม่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และฐานปฎิบัติการบ้านคลองใหม่ ตำบลคลองใหม่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

กองร้อยทหารราบที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 ควบคุมพื้นที่ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส  มีที่ตั้งฐานปฎิบัติการ จำนวน 2 ฐาน ได้แก่ ฐานปฎิบัติการบ้านน้อมเกล้า หมู่ 12 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ ฐานปฎิบัติการสำนักสงฆ์อีสานสามัคคีใต้ หมู่5 บ้านน้ำตก ฐานปฎิบัติการ กองร้อยทหารราบที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 152 ปฎิบัติเชิงรุก สนับสนุนทางยุทธวิธี ที่ตั้ง ค่ายพระยาเดชานุชิต ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

ผบ.ตร. เยือนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร่วมประชุมสภาการศึกษา มอบเงิน 500,000 บาทสนับสนุนการวิจัย พัฒนาคณาจารย์ พร้อมมอบรางวัลนักเรียนนายร้อยตำรวจตามโครงการ “Police Hero” ที่ชนะเลิศการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย Thailand Cyber Top Talent 2023

วันนี้ (10 ต.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในฐานะ อุปนายกสภาการศึกษา รร.นรต. เข้าร่วมประชุมสภาการศึกษา รร.นรต. ครั้งที่ 7/2566 มี ศ.ศุภชัย ยาวะประภาษ นายกสภาการศึกษา น.ส.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน น.ส.ทัดระวี พรหมสาขา ณ สกลนคร ผอ.กองจัดทำงบประมาณด้านความมั่นคง 1 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการ รร.นรต. พล.ต.ท.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบช.รร.นรต. พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ เข้าร่วมประชุม  ณ ห้องสัมมนาอาคารประสารราชกิจ รร.นรต.

โดยการประชุมสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจดังกล่าว เป็นไปตาม พ.ร.บ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 เพื่อขับเคลื่อนภารกิจที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย รวมทั้งกำหนดนโยบายและแผนพัฒนากิจการของโรงเรียนนายร้อยตำรวจทุกมิติ 

ในการประชุมดังกล่าว พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ มอบเงิน 500,000 บาท ให้ รร.นรต. สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาคณาจารย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำวิจัย เพื่อให้การเรียนการสอนของนักเรียนนายร้อยตำรวจมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้สามารถผลิตนักเรียนนายร้อยตำรวจให้ตรงตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสังคม

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้มอบรางวัลเพื่อแสดงความยินดีกับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้ชนะเลิศการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย  รายการ Thailand Cyber Top Talent 2023 ระดับอุดมศึกษา ซึ่งสามารถชนะเลิศเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน โดยเป็นสถาบันแรกของประเทศไทยที่สามารถทำได้ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติยกย่องตามโครงการ “Police Hero” ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นดำริ ของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ ในการต่อยอดโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. เพื่อสร้างต้นกล้าแห่งความดี เป็นแบบอย่างสืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top