Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ “ติ่มซำ” ที่มีบริการบุฟเฟต์เฉพาะมื้อกลางวัน ทำใหม่สดทุกวัน ด้วยคุณภาพ รสชาติ

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ “ติ่มซำ” ที่มีบริการบุฟเฟต์เฉพาะมื้อกลางวัน ทำใหม่สดทุกวัน ด้วยคุณภาพ รสชาติ ห้องอาหารจีนหยก ได้รับการตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหรา โอ่โถ่ง นั่งสบาย ทั้งภายในและภายนอก  บริการด้วยอาหารจีนกวางตุ้งสูตรต้นตำรับหลากหลายสไตล์ให้คุณได้เลือกลิ้มลองมากมาย ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

โดยเฉพาะ “ติ่มซำ” ที่มีบริการในรูปแบบบุฟเฟต์เฉพาะมื้อกลางวัน ทำใหม่สดทุกวัน ด้วยคุณภาพ รสชาติและมาตรฐานการคัดสรรวัตถุดิบมากว่า 30 ปี ทั้งประเภทนึ่งและทอด เช่น ขนมจีบกุ้ง ซาลาเปาไส้ต่างๆ ฮะเก๋าหอยเชลล์  กรรเชียงปูนึ่งซีอิ๊ว  ปลากะพงซอสแดง ก๋วยเตี๋ยวหลอดหมูแดงฮ่องกง เผือกทอด ฟองเต้าหู้ทอด ซี่โครงหมูอ่อนนึ่งเต้าซี่ และ เสี่ยวหลงเปา เป็นต้น  นอกจากนี้ยังสามารถเลือกอิ่มเพิ่มจาก หมวดออเดิร์ฟ (ไก่แช่เหล้า กุ้งทอดครีมสลัด หรือ ยำแมงกะพรุน) หมวดผัดผัก (กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ผักกาดแก้วน้ำมันหอย ผักบุ้งไฟแดง หรือ คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย) หมวดซุป (ซุปเสฉวน หรือ ซุปเยื่อไผ่) หมวดจานหลัก  (ข้าวผัดกุนเชียง หรือ โกยซีหมี่)  หมวดขนมหวาน (สาคูแคนตาลูป หรือ บัวลอยน้ำขิง) และ หมวดเครื่องดื่ม (เก๊กฮวย หรือ ชาจีน) เพียงท่านละ 999 บาท (จากปกติ 1,300 บาท)

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์  เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 11.30 – 14.30 น. และมื้อค่ำ 18.00 – 22.00 น. ตั้งอยู่ชั้น 2 รองรับลูกค้าได้ถึง 220 ที่นั่ง พร้อมห้องส่วนตัวจำนวน 12 ห้อง เพื่อความสะดวกสบายตามความต้องการ

ก.แรงงาน ต้อนรับ กมธ.แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร หารือช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล

วันที่ 10 ตุลาคม 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมร่วมกับ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ในโอกาสศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแผนการดำเนินงานตามนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายสิรภพ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร 
ในวันนี้ที่ได้มีโอกาสมาศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแผนการดำเนินงานตามนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการแรงงาน ถือได้ว่า เป็นการปฏิบัติงานที่เคียงคู่กับกระทรวงแรงงาน มีการเชิญผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ไปนำเสนอข้อมูลด้านต่าง ๆ อย่างครอบคลุมทุกมิติในการดูแลและพัฒนาแรงงาน อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ส่งผลให้กระทรวงแรงงานประสบความสำเร็จในด้านความช่วยเหลือให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้รับประโยชน์สูงสุด

ด้าน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังจากการประชุมถึงความคืบหน้าสถานการณ์ของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลว่า ขณะนี้ยังได้รับรายงานจากทูตแรงงานที่กรุงเทลอาวีฟว่ามีผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 9 ราย และมีแรงงานที่ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย 
มีแรงงานแจ้งความประสงค์กลับไทยผ่านช่องทางของสถานทูตเพิ่มเป็น 2,990 คน จากการที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน ได้มาศึกษาดูงานที่กระทรวงแรงงานในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยหารือถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจในขณะนี้ ในส่วนของกระทรวงแรงงานท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ได้สั่งการทูตแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ เร่งให้ความคุ้มครอง ดูแล และช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด รวมทั้งให้ประสานกระทรวงการต่างประเทศในการนำแรงงานไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งแรงงานชุดแรกจำนวน 15 คน จะเดินทางถึงไทยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ กระทรวงแรงงานได้เตรียมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเพื่อให้แรงงานได้สิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่แรงงานพึงได้รับตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังได้นำคณะกรรมาธิการการแรงงานตรวจเยี่ยมการ
ให้บริการของสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 ตลอด 24 ชั่วโมง และ “ศูนย์ช่วยเหลือแรงงงานและติดตามสถานการณ์สู้รบในอิสราเอล กระทรวงแรงงาน” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 11 และชั้นล่างอาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อรับข้อมูลและประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

‘ดร.สุวินัย’ หวั่น!! ยุคดาต้านิยม แฮกความเป็นมนุษย์ ด้วยทุนนิยมสอดแทรก ‘เด็ก-เยาวชน’ เหยื่อโอชะ จิตวิญญาณข้างในค่อยๆ ถูกฆ่าให้ตาย

(10 ต.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ระบุว่า…

แลไปข้างหน้าในยุคดาต้านิยม (Dataism) : ยุคแห่งมิคสัญญีท่ามกลางกระบวนการ ‘ย้ายอำนาจ’ (Power Shift)

โลกนี้วุ่นวายหนอ แต่เพจนี้ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ขอเธอจงตั้งใจอ่านเถิด

วันนี้เรามาหัดมองป่าทั้งป่ากัน เพื่อเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ในยุคอะไร และกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ เพื่อรับมือกับคลื่นสึนามิลูกยักษ์ที่กำลังมา ไม่ให้ ‘นาวาสยาม’ ลำนี้ของเราล่มสลาย

ปัจจุบัน ‘ยุคดาต้านิยม’ (Dataism) ได้เริ่มต้นแล้ว และกำลังเข้ามาทดแทนยุคทุนนิยม (Capitalism) ที่ชาวโลกคุ้นเคย

มนุษย์จะไม่ใช่ ‘ตัวตนอันมีอิสระ’ (แบบเสรีนิยม) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘เรื่องเล่า’ ที่ตัวตนประดิษฐ์ขึ้นมาเหมือนยุคก่อนๆ อีกต่อไป

แต่มนุษย์จะถูกกลืนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอัลกอริทึมระดับโลกอันมหึมาในที่สุด… โดยเป็นส่วนหนึ่งที่มีแต่จะถูกลดระดับความสำคัญลงเรื่อยๆ ในเครือข่ายระดับโลกอันมหึมานี้ (ขอให้ขีดเส้นใต้ตรงนี้… “มนุษย์จะถูกลดระดับความสำคัญลงเรื่อยๆ ในเครือข่ายอัลกอริทึมระดับโลก”)

การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกับ Global Politic ผ่าน ‘สงครามใหญ่’ อย่าง ‘สงครามยูเครน-รัสเซีย’ ตามมาด้วยสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน และต่อไปจะลุกลามไปที่เกาะไต้หวันกับคาบสมุทรเกาหลี 

คือส่วนหนึ่งของกระบวนการ ‘The Great Reset’ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับโลก พร้อมกับการสถาปนาระบบ Technocracy (เทคโนโลยีเป็นใหญ่) เพื่อมาแทน Democracy (ประชาธิปไตยเป็นใหญ่) ที่ถูกรองรับด้วยปรัชญามนุษย์นิยมที่กำลังล่มสลาย

ภายใต้ระบบ Technocracy… เทคโนโลยีในยุคดาต้านิยม ทำให้อัลกอริทึมภายนอกสามารถ ‘แฮกความเป็นมนุษย์’ ได้ทุกคน ทำให้มันสามารถรู้จักคนผู้นั้นดีกว่าที่ผู้นั้นรู้จักตัวเองเสียอีก…

คนทุกคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ล้วนถูกมัน ‘แฮกความเป็นมนุษย์’ ทั้งสิ้น เพราะอีกชื่อหนึ่งของ ‘ดาต้านิยม’ คือ ‘ทุนนิยมสอดแนม’ (Surveillance Capitalism) ที่อยู่ภายใต้เงื้อมมือของบรรษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่แนบแน่นกับ ‘รัฐลึก’ (Deep State) ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายที่กำลังแย่งชิง-ท้าทาย ‘ความเป็นเจ้าโลก’ ของมหาอำนาจเจ้าโลกเดิม

อีกไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า (ภายในปี 2050) ความเชื่อในแนวคิดปัจเจกบุคคลของปรัชญามนุษย์นิยมคงถึงคราวล่มสลาย โดยที่ ‘อำนาจ’ จะย้ายเคลื่อนจาก ‘มนุษย์ผู้เป็นปัจเจก’ ไปยัง ‘อัลกอริทึม’ ที่โยงกันเป็นเครือข่ายมหึมาแทน…

กระบวนการ ‘ย้ายอำนาจ (Power Shift)’ นี้ มันเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2010 แล้ว และคงจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2050 ขณะที่คนทั้งโลกกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกระบวนการ ‘ย้ายอำนาจ’ กระบวนการนี้

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ฉับพลัน รุนแรง คาดไม่ถึง และไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต… เราต้องทำความเข้าใจมันด้วยมุมมองของ ‘ดาต้านิยม’ และ ‘กระบวนการย้ายอำนาจ’ ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังดำเนินอยู่ คืบหน้าอยู่ด้วยอัตราเร่ง

ในราวๆ ปี 2050 มนุษย์คงจะต้องยอมศิโรราบต่ออัลกอริทึมโดยสิ้นเชิง แล้วถอดใจหันมามองตัวเองเป็นแค่ ‘จิ้งหรีด’ ที่เป็นกลุ่มกลไกทางชีวเคมี ที่ถูกเครือข่ายอัลกอริทึมอิเล็กทรอนิกส์คอยเฝ้ามอง และชี้นำจูงจมูกอย่างต่อเนื่อง…

นี่คือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความแปลกแยกที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ (Alienation) ที่ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ เคยชี้ให้เห็นตอนเขาวิเคราะห์ระบบทุนนิยม และเรียกร้องให้ทุกคนที่รู้สึกแปลกแยกที่ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ลุกฮือขึ้นทำการปฏิวัติกรรมาชีพ เพื่อโค่นล้มระบบทุนนิยม… จะกลายเป็นของเด็กๆ ที่น่ารักน่าคำนึงถึง เมื่อเทียบกับความแปลกแยกที่ลดทอนความเป็นมนุษย์อันเกิดจากระบบดาต้านิยม

พวกเด็กและเยาวชน ซึ่งมีจิตใจเปราะบางกว่าคนวัยอื่น คือ เป้าหมายหรือเหยื่ออันโอชะรายแรกๆ ของเครือข่ายอัลกอริทึม

- เป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง
- ติดพนันออนไลน์
- คลั่งการเมืองแบบฝูงซอมบี้
- นิยมความรุนแรง เห็นชีวิตเป็นผักปลาเพราะติดเกมออนไลน์
- เป็นหนี้อย่างหนัก เพราะถูกกระตุ้นให้สร้างหนี้เพื่อการบริโภค
ฯลฯ

ดังนั้น ภายในปี 2050 ภายใต้ระบบดาต้านิยมที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่งอยู่นี้ พวกเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นลูกหลานของเราจำนวนมากจะถูกลดคุณค่าอย่างถึงที่สุด จนกลายเป็น ‘สิ่งไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์’ หรือ ‘สวะ’ สำหรับระบบดาต้านิยม

ส่วนคนที่ยังมีคุณค่าใช้สอยในระบบดาต้านิยม คือคนยอมกลายเป็นส่วนหนึ่ง หรือชิ้นส่วนอินทรีย์ของเครือข่ายอัลกอริทึมอันมหึมาเท่านั้น คนประเภทนี้ต้องมีทักษะทางดิจิทัลที่สูง ทำงานร่วมกับอัลกอริทึมได้ เขียนโปรแกรมซอฟท์แวร์ได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่มีความสามารถใน ‘งานบริการขั้นสูง’ ที่หุ่นยนต์หรืออัลกอริทึมยังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีพอ…

มีแต่คนแบบนี้เท่านั้น ถึงจะอยู่รอดในโลกอนาคตแห่งยุคดาต้านิยมได้

ในยุคดาต้านิยมนี้ อัลกอริทึมเริ่มต้นจากเป็น ‘เทพพยากรณ์ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง’ (Oracle) ให้คนใช้ มันเป็นประโยชน์มาก และเป็นข้ารับใช้ที่ยอดเยี่ยมสำหรับมนุษย์

ปัจจุบันยุคดาต้านิยมเพิ่งอยู่ในขั้นนี้เท่านั้น

แต่อีกไม่นาน เมื่อยุคดาต้านิยมพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งในอีก 30 ปีข้างหน้า อัลกอริทึมจะวิวัฒนาการตนเองไปเป็น ‘ผู้แทน’ ที่ช่วยตัดสินใจแทน หรือทำงานแทนมนุษย์ในขอบเขตที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนครอบคลุมทุกสิ่งทุกเรื่องในที่สุด

มันจะกลายเป็น ‘ผู้นำ’ หรือ ‘ผู้ตัดสินใจ’ ที่ยอดเยี่ยมกว่ามนุษย์ ที่มีข้อจำกัดในเรื่องความเครียด อารมณ์และความเหนื่อยล้า ในการตัดสินใจ

สุดท้าย ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ก็จะมาถึงขั้นตอนสูงสุดแห่งยุคดาต้านิยม เมื่ออัลกอริทึมกลายเป็น ‘พระเจ้า’ หรือ ‘ผู้มีอำนาจสูงสุด’ เสียเอง

ช่วงเวลาร้อยปี หรือสองร้อยสามร้อยปีหลังจากนี้ จึงมิใช่ช่วงเวลาอื่นใด แต่คือ ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาไปสู่ขั้นตอนที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ ของระบบดาต้านิยมเท่านั้น

ทบทวนอีกครั้ง เทคโนโลยีใหม่ของศตวรรษที่ 21 จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การปฏิปักษ์ปฏิวัติมนุษย์นิยม’ หรือการถอดรื้อการปฏิวัติมนุษย์นิยม ผ่านการริบยึดอำนาจไปจากมนุษย์ และมอบโอนอำนาจให้แก่อัลกอริทึมซึ่งไม่ใช่มนุษย์แทน

ต่อไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคดาต้านิยม คือการที่ปัจเจกบุคคลจะถูกบดขยี้ให้แหลกลาญจากภายในเอง แทนที่จะถูกบดขยี้อย่างโหดร้ายจากภายนอก

ฟังให้ดีนะ ต่อไปลูกหลานของเรา… จะถูกบดขยี้จากภายใน พวกเขาจะถูกบดขยี้ทางจิตวิญญาณ ให้ย่อยยับไม่มีชิ้นดีจากภายใน จากข้างใน ในระดับลึกสุดถึงจิตวิญญาณ

โรคซึมเศร้าจะแพร่กระจายในหมู่คนทุกวัยทั่วทั้งสังคม แต่จะแพร่มากที่สุดในเด็กและเยาวชน

ต่อไป อัตราการฆ่าตัวตายจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอัตราการถูกฆาตกรรมเสียอีก

เนื่องเพราะ ‘การตายทางจิตวิญญาณข้างใน’ ย่อมนำมาซึ่งการฆ่าตัวตายทางกายภาพ ไม่ช้าก็เร็ว

นี่คือสัญญาณช่วงต้นๆ ที่บ่งบอกถึงการถูกบดขยี้จากภายในของปัจเจกบุคลทั้งหลายในยุคดาต้านิยม…

แต่นี่เป็นแค่น้ำจิ้มเอง!!

ความแปลกแยกที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ น่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคดาต้านิยม โดยออกมาในรูปของมิคสัญญี…

- สงครามโลก 
- ความล่มสลายของทุกสถาบันหลักในสังคม โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว  
- โรคระบาดระดับโลกโดยจงใจ (อาวุธชีวภาพ) 
- ความวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นในแต่ละประเทศ หลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจ
- สงครามกลางเมือง ที่มีที่มาจากความแตกแยกทางความคิดเป็นสองขั้วอย่างรุนแร งเพราะต่างฝ่ายต่างโดนปลุกปั่นด้วยอัลกอริทึม จนมันระเบิดออกมาแบบรวมหมู่ในที่สุด
ฯลฯ

ยุคของมวลชนและยุคเพื่อมวลชน ใกล้จะจบสิ้นแล้ว พร้อมๆ กับการรุดหน้าแบบก้าวกระโดดของระบบดาต้านิยมหลังจากนี้

ภายใต้ยุคดาต้านิยม คงจะเกิดศาสนาใหม่ขึ้นที่เรียกว่า ‘ศาสนาดาต้า’ (Data Religion) ซึ่งเป็นลัทธิบูชาดาต้าเทคโนโลยีแบบวัตถุนิยมสุดโต่งประเภทหนึ่ง

เพราะ ‘ศาสนาดาต้า’ ให้สัญญาแก่ผู้คนว่า จะนำพาผู้คนให้หลุดพ้นได้ด้วยอัลกอริทึมที่ ‘อัปเกรดจิตใจมนุษย์’ และด้วยเทคโนโลยีพันธุกรรม

สเปกตรัมของสภาวะจิต (Spectrum of mental state) ที่นักวิทยาศาสตร์ยุคดาต้านิยมใช้ในการสร้างอัลกอริทึมที่อัปเกรดจิตใจมนุษย์ มาจากภาคส่วนเล็กๆ 2 ภาคส่วนเท่านั้น คือ ส่วนพร่องจากบรรทัดฐาน (Sub-normaltive) และกลุ่ม WEIRD ที่มาจากคำหน้าของคำว่า Western, Educated, Industrialsed, Rich, Democratic คือ ใช้สภาวะจิตและระดับจิตเฉลี่ยของพลเมืองในสังคมประเทศตะวันตกเป็นข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น

ตรงนี้แหละ คือข้อจำกัดของพวกดาต้านิยมในการทำความเข้าใจเรื่องจิต!!

เพราะพวกบรรษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่บูชา ‘ลัทธิดาต้านิยม’ ก็ยังยึดติดอยู่ในกรอบความคิดแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์อย่างสุดโต่ง

แนวคิดแบบวัตถุนิยมประวัติศาตร์ของพวกดาต้านิยม คือมิจฉาทิฐิที่ร้ายแรงที่สุดในยุคนี้… ที่โลกได้เข้าสู่ยุคดาต้านิยมแล้ว

โลกทัศน์แบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่สุดโต่งของพวกนักวิทยาศาสตร์ และนักเทคโนโลยีในวงการปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของโลกตอนนี้  คือสิ่งกำหนดทิศทางของยุคดาต้านิยมในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

ในฐานะที่เป็นคนฝึกจิต ผมทราบดีว่าเรื่องที่เขียนข้างต้นนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก สำหรับชาวบ้านที่ยังต้องปากกัดตีนถีบดิ้นรนทางเศรษฐกิจไปวันๆ

แต่ลองตั้งใจอ่านบทความข้างต้นของผมทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรเถิด แล้วใช้มุมมองนี้ไปทำความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้… บางทีท่านผู้อ่านอาจได้คิด หรือสำเนียก แลเห็นสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเห็นหรือเคยเฉลียวใจมาก่อนก็เป็นได้

รู้ไว้นะ คนที่อ่านอนาคตได้ขาด คนที่มองอนาคตได้กระจ่าง มีไม่มากนักหรอก ไม่ว่าในยุคใด

จะมีก็แต่คนประเภทนี้เท่านั้น ที่สามารถนำพาผู้คนโต้คลื่นแห่งยุคสมัยได้ โดยไม่ถูกคลื่นสึนามิกระหน่ำซัดจนล่มสลายเหมือนเรือลำอื่น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าพูดคุยรับฟังปัญหาจากแกนนำสมัชชาคนจน พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม

วันนี้ (9 ต.ค.66) เวลา 17.30 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าพบปะพูดคุยกับนายบารมี ชัยรัตน์ แกนนำกลุ่มสมัชชาคนจน กับผู้แทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ที่บริเวณถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังปัญหาที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาปากท้องและความยากจน และปัญหาที่ดินทำกิน โดยมีมวลชนมาชุมนุมประท้วงจำนวน 2,000 คน โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ร่วมฟังปัญหา และขอให้ชุมนุมกันอย่างสันติ โดยให้ความมั่นใจกับผู้ชุมนุมว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม ในส่วนของปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการขับเคลื่อนการช่วยเหลือนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้รับเรื่องเพื่อจะนำข้อหารือที่ได้พูดคุยกัน นำเสนอ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกับพี่น้องประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมด้วย นายมงคลชัย ได้เดินทางเข้าพูดคุยกับกลุ่ม P-Move โดยได้มีการรับฟังปัญหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ และบางกลอย ซึ่วประสบปัญหาเรื่องที่ดินพิพาทที่ใช้อยู่อาศัยและทำมาหากิน ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับทราบปัญหาและให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาให้กัยพี่น้องประชาชนแน่นอน

รมต.เกษตรฯ เตรียมศึกษาและพัฒนา Gene Bank เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ศขช.) หรือ Gene Bank โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี   พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี  เข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

Gene Bank หรือธนาคารเชื้อพันธุ์ เป็นการรักษาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversiy) ของพืชหรือสัตว์ ที่มีลักษณะพันธุกรรมที่น่าสนใจ เช่น มีความต้านทานโรคสูง เป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม รวมทั้งเป็นชนิดพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไป เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต สำหรับศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว) เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าว รวบรวม อนุรักษ์ ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวไทย รวบรวมข้อมูลประวัติและลักษณะประจำพันธุ์ข้าว ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว พร้อมให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว มีการดำเนินงานในการฟื้นฟูเชื้อพันธุ์ข้าว 2,000 เชื้อพันธุ์ต่อปี บริการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว เชื้อพันธุ์ละ 5 กรัม ปี โดยในปี 2561 – 2566 ให้บริการ 106 ราย รวม 2,388 เชื้อพันธุ์ ส่งเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวไปฝากเก็บที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด ราชอาณาจักรนอร์เวย์ 7 ครั้ง รวม 1,239 เชื้อพันธุ์ ปัจจุบันมีเชื้อพันธุ์ข้าวเก็บรักษาไว้ประมาณ 24,000 เชื้อพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวพื้นเมือง 18,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ดี 2,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวพันธุ์รับรอง 100 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ต่างประเทศ 3,000 เชื้อพันธุ์ และข้าวป่า 1,000 เชื้อพันธุ์ ใน Gene Bank แห่งนี้ มีห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว 2 ระยะคือ 1) ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (อุณหภูมิ 15 °C ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 3 – 5 ปี และ 2) ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (อุณหภูมิ 5 °C ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 20 ปี

โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า “Gene Bank เป็นส่วนสำคัญที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่เก่าแก่ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามาถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการผลิต ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านการส่งออก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศูนย์แห่งนี้ให้มีความทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้เต็มศักยภาพ จะส่งผลให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตสูง เพิ่มรายได้ให้ชาวนาต่อไป” 

ทั้งนี้ จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่เกษตรกรรม 353,308.17 ไร่ (36.66% ของพื้นที่ทั้งหมด) เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืช 332,992.02 ไร่ ได้แก่ ข้าว 248,536.81 ไร่ ไม้ผล 35,895.55 ไร่ ไม้ยืนต้น 15,418.63 ไร่ พืชผัก 21,445 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 6,093.14 ไร่ พืชไร่ 3,837.77 ไร่ สมุนไพร 1,765.13 ไร่ และพื้นที่ประมง 20,316.15 ไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 501,937 ไร่ และไม่มีพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม จังหวัดปทุมธานีได้ยกย่องให้ข้าวหอมปทุมธานี (ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1) เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ และเป็นสินค้า GI ของจังหวัดปทุมธานี มีลักษณะเด่น คือ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะทางกายภาพ คือ เปลือกข้าวข้าวสีฟาง รูปทรงเมล็ดข้าวเรียว ยาว จมูกข้าวเล็ก เนื้อเมล็ดข้าวมีสีขาว ผิวค่อนข้างมัน เมื่อสุกแล้วข้าวนุ่มค่อนข้างเหนียวและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปลูกและผลิตในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

“พิพัฒน์” เผย ข่าวดี แรงงานล็อตแรกจากอิสราเอลกลับถึงไทย 12 ต.ค. นี้ พร้อมสั่งการทูตแรงงาน เยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องแรงงานชาวไทย ณ ศูนย์อพยพ ณ ประเทศอิสราเอล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในนาม รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน มีความยินดีที่แจ้งข่าวดีสำหรับพี่น้องแรงงานชาวไทย ที่ภายหลังสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา

กระทรวงต่างประเทศ และ กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมทำงานอย่างหนักเพื่อดำเนินการอพยพพี่น้องแรงงานไทยไปยังจากพื้นที่สู้รบไปยังพื้นปลอดภัย พร้อมวางแผนในการดำเนินการอพยพพี่น้องแรงงานชาวไทยกลับสู่ประเทศไทย

โดยในวันที่ 9 ตุลาคม ทางรัฐบาลไทยได้รับข่าวดี และ ยืนยันในการนำพี่น้องแรงงานไทยกลุ่มแรก จำนวน 15 คน กลับสู่ประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 2 เที่ยวบิน โดยเที่ยวบินแรก LY081 จำนวน 5 คน และ เที่ยวบินที่สอง LY083 จำนวน 10 คน โดยพี่น้องแรงงานชาวไทย จะเดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 ตุลาคม โดยเที่ยวบินแรกจะถึงในเวลา 10.35 น. และ เที่ยวบินที่สองเวลาในเวลา 12.35 น.

และ นายพิพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมาย อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ในการเดินทางเยี่ยม และ ให้กำลังใจ พี่น้องแรงงานที่อพยพมาจากเขตสู้รบ มายัง ศูนย์หลบภัยแรงงาน ของประเทศอิสราเอล ซึ่งมีพี่น้องแรงงานไทยที่อพยพมาพำนักประมาณ 256 คน

‘ไทย’ โล่ง!! ผลกระทบการโจมตีอิสราเอลน้อย เชื่อ!! ไม่สะเทือน ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว-แรงงาน’

(9 ต.ค.66) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หลัง ‘อิสราเอล’ และ ‘ปาเลสไตน์’ ได้เปิดฉากการโจมตีใส่กันจนเข้าสู่ภาวะสงคราม โดยระบุว่า…

ประเมินผลกระทบการโจมตีอิสราเอล

หลังจากที่ฮามาสโจมตีอิสราเอล​ และมีการตอบโต้จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก​ อีกทั้งสถานการณ์​ยังเสี่ยงรุนแรงและยืดเยื้อออกไป​ ผมมองว่าผลกระทบต่อไปมีทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยผลกระทบทางตรง ได้แก่
1.) การส่งออก
2.) การท่องเที่ยว
3.) รายได้แรงงาน

ผลกระทบทางตรงน่าจะจำกัด​ อิสราเอลไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทย​ (ส่งออกเน้นสินค้าเกษตร/อาหาร)​ ไม่ใช่กลุ่ม​ท่องเที่ยวสำคัญ​ แต่ให้ระวังด้านการขนส่งทางอากาศ ที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางในตะวันออกกลางจนกระทบการท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ อีกทั้งแรงงานไทยที่ไปทำงานที่อิสราเอลเพื่อส่งรายได้เข้าประเทศ​ ยังมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากไต้หวัน​ (ตรงนี้ต้องไปเช็กต่อที่กระทรวง​แรงงาน​กันดูครับ​ ไม่คอนเฟิร์ม) หรืออาจจะต้องขอดูจำนวนเทียบเกาหลีใต้ หรือประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ (และขอแสดงความเสียใจ​กับครอบครัว​แรงงานไทยที่เสียชีวิตด้วยครับ) ส่วนด้านการลงทุนก็ยังไม่มาก

โดยผลกระทบทางอ้อม
1.) ราคาน้ำมันพุ่ง
2.) เงินวิ่งสู่สินทรัพย์​ปลอดภัย​ (ดอลลาร์​สหรัฐฯ)
3.) ราคาทองคำขึ้น

ผมยังมองว่าผลทางอ้อมไม่น่ารุนแรง​ อิสราเอล​ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมัน​ อีกทั้งประเทศรอบข้าง​อย่างจอร์แดน​ก็ไม่ได้มีน้ำมันมาก​นัก น่าจะห่วงการขยายวงกว้างไป​อิหร่านหรือซาอุดีอาระเบีย​มากกว่า​ (ตอนนี้ยังไม่มีท่าทีไปไกล)​ หรือจะกระทบการขนส่งน้ำมันดิบผ่านทะเล​เมดิเตอร์เรเนียน​ไปยุโรป​ แต่ก็ทำได้หลายช่องทาง​ (ระวังกระทบการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านช่องแคบเช่นคลอง​ Suez และ​ Supply Chain Disruption กลุ่ม​ยานยนต์​ อิเล็กทรอนิกส์)

ผมจึงมองว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นไม่น่าไปไกล​ เว้นแต่ประเทศอื่นเข้าร่วมสงครามนี้​ ส่วนพอน้ำมันพุ่ง​ ทองก็ขึ้นตาม​ ดอลลาร์​สหรัฐฯ ​กลับมาแข็ง เพราะเป็น​ Safe Haven

ที่ผมกังวลต่อตลาดทุน น่าจะมาจากบอนด์ยิลด์​พันธบัตร​รัฐบาลสหรัฐ​ฯ ที่ยังขึ้น​จนเกิดการเทขายสินทรัพย์​เสี่ยง​ บาทเลยอ่อนได้อีก​ และที่ยิลด์ขึ้นน่าจะมาจากข่าวเมื่อวันศุกร์ (6 ต.ค.) ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาค​เกษตร​ของ​สหรัฐฯ ยังเพิ่ม​ แม้อัตราว่างงานจะคงที่​ 3.8% และอัตราเพิ่มของค่าจ้างจะเริ่มชะลอที่​ +0.2% จากเดือนก่อน​

แต่ยังห่วงว่า ‘เฟด’ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกในต้นเดือนพฤศจิ​กายนนี้​ CME​ Fedwatch มองโอกาสขึ้นเพิ่มไปมากกว่า​ 20%แล้ว​ และหากราคาน้ำมันเพิ่มยาว​ ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงก็มี

สรุป​ ผมห่วงปัญหาสงครามในอิสราเอล​จะยืดเยื้อ และลามไปกระทบประเทศอื่นในตะวันออกกลาง​ ที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจนไทยขาดดุลการค้า​ ตลาดการเงินเสียเสถียรภาพ​ บาทอ่อน​ ห่วงการคุมราคาน้ำมันยิ่งทำให้รัฐบาลขาดทุนในกองทุนน้ำมัน​ หนี้เพิ่มไปอีก​ น่าหาทางใช้พลังงาน​ให้มีประสิทธิภาพ​ และอุดหนุนเฉพาะที่จำเป็น​ ผมยังเชื่อว่าสงครามจะจบในไม่ช้า​ แต่ก็ไม่มีใครรู้​ อย่าง ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ ที่ลากมาเป็นปีก็ยังทำได้​ เราคงต้องหาทางลดผลกระทบกันดูครับ

เพชรบูรณ์ กองพลทหารม้าที่ 1 โดย กองพันทหารม้าที่ 28 ร่วมบูรณาการ “ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วม”

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงาน กองพลทหารม้าที่ 1 โดย กองพันทหารม้าที่ 28   ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนฯ พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา "เราทำความดี ด้วยหัวใจ" และยานพาหนะรถบรรทุกขนาดใหญ่ ร่วมบูรณาการกับเทศบาลเมืองหล่มสัก, องค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว, อาสาสมัครกู้ภัย, ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่ เข้าช่วยเหลือ รับมือกับสถานการณ์มวลน้ำของแม่น้ำป่าสัก ที่เอ่อล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โดยใช้ยานพาหนะขนาดใหญ่และเรือท้องแบน ในการช่วยขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ขึ้นที่สูง ขนย้ายกระสอบทราย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางเข้า-ออก ที่พักอาศัย ในพื้นที่ เทศบาลเมืองหล่มสัก ชุมชนศรีสะอาด ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ กองพลทหารม้าที่ 1 ได้จัดเจ้าหน้าที่ร่วมบูรณาการช่วยเหลือ และเฝ้าติดตามสถานการณ์มวลน้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

‘ส.บ.ม.ท.’ จี้!! ‘ศธ.-กพฐ.’ เร่งแก้ปัญหาขาดครู หลังคืนอัตราเกษียณฯ แนะ พื้นที่ไหนขาดแคลนให้เปิดสอบทันที โดยไม่ต้องรอกำหนดการ

(9 ต.ค.66) นายณรินทร์ ชำนาญดู ผู้อำนวยการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงเรียนต่างๆ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนครูอย่างหนัก เนื่องจากมีผู้เกษียณอายุราชการกว่า 15,000 อัตรา ซึ่งแม้จะได้รับการคืนอัตราเกษียณมาทั้งหมดแต่กลับไม่มีครูที่พร้อมสำหรับการบรรจุทดแทนอัตราว่าง โดยที่ผ่านมาจะเรียกบรรจุจากบัญชีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. (ว14) แต่การสอบเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้สอบผ่านน้อย เช่นเดียวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว16) ซึ่งยังมีอัตราว่างเหลืออยู่อีกกว่า 1,200 อัตรา ทำให้เกิดปัญหาเพราะแม้จะมีอัตราและตำแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถเรียกบรรจุแต่งตั้งได้ เพราะมีผู้ที่สอบขึ้นบัญชีไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงอยากให้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) คนใหม่ เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว

“ปัญหาขาดแคลนครูถือเป็นเรื่องสำคัญที่อยากให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ในฐานะที่กำกับดูแล สพฐ. และว่าที่ร้อยตรีธนุ เร่งหาทางแก้ไข หากเป็นไปได้อยากเสนอให้กระจายอำนาจลงไปให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สามารถจัดสอบครูผู้ช่วย ว14 และ ว16 ได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เช่น หากเขตพื้นที่ใดขาดแคลนครู ก็สามารถเปิดสอบได้ทันที โดยไม่ต้องรอปฏิทินสอบจาก สพฐ. คิดว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูได้อย่างแน่นอน ส่วนข้อกังวลเรื่องการทุจริตนั้น หาก สพฐ.มีมาตรการลงโทษที่รุนแรง ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าที่จะทำการทุจริต หรือหากมีก็เป็นจำนวนที่น้อยมาก” นายณรินทร์กล่าว

นายณรินทร์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังขอเร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เร่งตรวจผลงานของผู้ที่ยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์เดิม ว17 ซึ่งยื่นไปตั้งแต่ปี 2564 และยังค้างอยู่กว่า 600 คน และตอนนี้บางคนเกษียณไปแล้วทำให้เสียสิทธิ เพราะไม่สามารถที่จะปรับปรุงผลงานได้ ดังนั้นจึงขอให้ ก.ค.ศ.มีกรอบเวลาการพิจารณาที่ชัดเจน ทั้งนี้ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่ ก.ค.ศ.พิจารณาผลงานล่าช้าเป็นเพราะเหตุใด หากเพราะคณะกรรมการประเมินไม่เพียงพอก็อยากให้เพิ่มคณะกรรมการ เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (ว 9/2564) ซึ่งมีความล่าช้าในช่วงแรก แต่เมื่อเพิ่มคณะกรรมการประเมินแล้ว ก็ทำให้สามารถพิจารณาได้เร็วขึ้น

ประชุมเตรียมความพร้อมรายงานผลการดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการแก้ไข ปัญหาการค้ามนุษย์ ระหว่างคณะผู้แทนจากสำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวง การต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TIP) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ตร. โดยมี พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์
พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศพดส.ตร., พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท. พร้อมคณะทำงาน
ศพดส.ตร. ได้รับการประสานจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าคณะผู้แทนจากสำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TP) มีเดินทางมา
ประเทศไทย เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการตรวจเรือและการตรวจคัดกรองผู้เสียหายที่ทำงานในเรือประมง ณ ประเทศไทย ในวันที่ 11-12 ต.ค. 66 เพื่อให้การเตรียมความพร้อมในการประชุมร่วมกับคณะทำงานจากสำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TIP) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพจึงกำหนดจัดประชุมเตรียมความพร้อมในการประชุมร่วมกับ คณะทำงาน J/IP โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ผู้แทนสำนักงานคดีค้ามนุษย์, ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด, ผู้แทนกรมประมง, ผู้จัดการโครงการ Spring, ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พม., ผู้แทนกรมอเมริกาและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ, ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ, ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม และผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน
ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top