Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สตูล ทัพเรือภาคที่ 3 ช่วยชีวิตลูกเรือประมงปลาเรือกระตัก ชาวเมียนมา ถูกสายสมอเรือพันขาข้างซ้ายตัดหวิดขาด

วันนี้ 16 มกราคม 2567 พลเรือโท สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 สั่งการให้หน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะหลีเป๊ะ ( นรภ.ทร.เกาะหลีเป๊ะ ) เข้าช่วยเหลือลูกเรือประมงที่ประสบอุบัติเหตุขณะทอดสมอเรือ ข้อเท้าซ้ายเกือบขาด 

หลังจากที่ศูนย์รับแจ้งเหตุ ทรภ.3 1696 (สายด่วน ทรภ.๓) ได้รับแจ้งจากนายอรุณ ชูประสิทธิ์ ไต๋เรือ ว่า นายเวร อายุ 56 ปี เป็นชาวเมียนมาลูกเรือประมงอวนครอบปลากะตักชื่อ ณรงค์ชัยวารี 7 ประสบอุบัติเหตุถูกสายสมอเรือพันขาขณะทิ้งสมอได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าซ้ายเกือบขาดอาการสาหัส นรภ.ทร.เกาะหลีเป๊ะ จึงได้จัดกำลังพล และเรือ RIB เดินทางเข้าให้การช่วยเหลือทำการห้ามเลือดด้วยการใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือปิดบริเวณบาดแผล และดามกระดูกข้อเท้าให้อยู่นิ่งป้องกันการฉีกขาดและได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม พร้อมกับนำผู้ป่วยขึ้นฝั่งที่สถานีเรือละงู นำส่งรถกู้ชีพฉุกเฉิน รพ.ละงู ทำการรักษาพยาบาลต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยออนไลน์

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,  พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ 
พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ. ศปอส.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนโลกออนไลน์อีกทั้งในช่วงนี้คนร้ายยังเริ่มกลับมาแอบอ้างการไฟฟ้าในการหลอกลวงประชาชนผ่านทางออนไลน์

ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงขอแจ้งเตือนถึงพฤติการณ์ของคนร้าย ดังนี้
คนร้ายแอบอ้าง การไฟฟ้าลงแอพดูดเงิน
คนร้ายโทรติดต่อหาเหยื่อผ่านทางโทรศัพท์อ้างว่า เหยื่อได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าหรือคืนค่าประกันมิเตอร์โดยเหยื่อต้องดำเนินการในแอพของ PEA คนร้ายได้ให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนผ่านทางไลน์และส่งลิ้งก์ให้ดาวน์โหลด Application PEA ซึ่งเป็น Application ปลอมที่คนร้ายได้สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมเครื่องมือถือของเหยื่อ เมื่อเหยื่อได้ดาวน์โหลด Application ดังกล่าวลงเครื่อง คนร้ายได้ให้เหยื่อทำตามขั้นตอนตามคำสั่งในแอปฯ

ทั้งการยืนยันใบหน้าให้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมรหัสผ่านธนาคาร จากนั้นโทรศัพท์ของเหยื่อเกิดค้าง เพราะคนร้ายกำลังทำการควบคุมเครื่องเหยื่อจากระยะไกล เมื่อมีข้อความเด้งว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชี เหยื่อจึงรู้ตัวว่าถูกหลอก
ตัวอย่างข้อความ SMS ที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

PEA ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลหรือส่งลิงก์กับผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของ PEA ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม หากผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับข้อความดังกล่าวอย่าหลงเชื่อ ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสังเกตช่องทางที่ถูกต้องของ PEA ดังนี้

1. LINE Official Account ของ PEA คือ @PEAThailand และมีสัญลักษณ์โล่สีเขียว ที่ผ่านการรับรองจาก LINE 
2. Website ต้อง www.pea.co.th
3. แอปพลิเคชัน PEA Smart Plus ต้องดาวน์โหลดผ่านทาง App Store และ Play Store เท่านั้น

สำหรับช่องทางรับรู้ข่าวสารเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.go.th

สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรมเนื่องในวันครู “จงเป็นต้นแบบในการให้ ‘ความรู้-ความดี’ อยู่เสมอ”

(16 ม.ค. 67) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ทรงประทานคติธรรม เนื่องในวันครู 16 มกราคม 2567 ความว่า....
เกียรติยศของความเป็นครู อยู่ที่ความเจริญรุ่งเรืองทางความรู้และคุณธรรมของศิษย์ ครูที่แท้จริง
จึงต้องมีความขยันหมั่นเพียร มีสติรอบคอบ ไม่ประมาท ประกอบ ด้วยความซื่อตรงต่อตนเอง ต่อหน้าที่และต่อคุณความดี เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับศิษย์ในการพัฒนาตนให้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความดีอยู่เสมอ

ผู้ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เฉลียวฉลาดรอบคอบ ไม่สำรวมระวังความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปโดยชอบและไม่มีความหนักแน่นมั่นคงในคุณธรรมจริยธรรม จึงไม่พึงได้รับเกียรติยศยกย่องในฐานะครูผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติได้ สมเด็จพระบรมครู กล่าวคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงประทานพุทธานุศาสนีสั่งสอนไว้ว่า

สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ 

ยศย่อมเจริญแก่ผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วทำ ระวังดีแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท

เนื่องในวันครู พุทธศักราช ๒๕๖๗ ขออนุโมทนากุศลจริยาของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน และขออำนวยพรให้ท่านจงเจริญด้วยเกียรติยศ อันบังเกิดแต่ความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท เพื่อเป็นกำลังอุดหนุนค้ำจุนสังคมไทยสืบไป เทอญ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)

‘วราวุธ’ ลุยนำร่อง 5 มหาวิทยาลัย หนุนจ้างงาน ‘คนพิการ’ เพิ่ม ชี้!! หากสำเร็จเตรียมเจรจาร่วมกับ อว. แย้ม!! ผู้สูงวัยคือคิวต่อไป

(16 ม.ค.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความร่วมมือกัน ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่า 5 มหาวิทยาลัยเบื้องต้นที่ได้แจ้งไว้ในพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ซึ่งไม่ได้เป็นการลงนามร่วมกันระหว่างทั้งสองกระทรวง เพราะตนได้ขอให้ปลัดกระทรวง พม. ไปติดต่อ 5 มหาวิทยาลัยเพื่อนำร่อง หากว่าเกิดผลสัมฤทธิ์ ใช้เงินจากกองทุนพัฒนาคนพิการได้แล้ว จากนั้นก็จะไปเจรจากับกระทรวง อว. เพื่อทำงานระดับกระทรวง ถ้าหากสำเร็จ คนพิการนับแสนคนก็จะมีการสร้างงานมากขึ้นในแต่ละปี สร้างศักยภาพให้กับคนพิการ ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศชาติ โดยเบื้องต้นจะเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มคนพิการก่อน เพราะเงินที่ใช้ในการสนับสนุน เป็นเงินจากกองทุนพัฒนาคนพิการ ดังนั้น หากในอนาคต สามารถหาเงินมาสนับสนุนผู้สูงอายุได้ ก็จะขยายเป้าหมายไปยังผู้สูงอายุด้วย เพราะปัจจุบันผู้สูงอายุมีมากกว่าจำนวนวัยทำงาน

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับการขยายพื้นที่จอดรถให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุในพื้นที่ต่างๆ นั้น เมื่อ 2 วันที่แล้ว ได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชน ว่าจะนำเทคโนโลยีแอปพลิเคชันมาให้คนพิการใช้ลงทะเบียน เพื่ออำนวยความสะดวกในการจองที่จอดรถในสถานที่ต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนปกติไปใช้อภิสิทธิ์ของคนพิการ โดยจะให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ไปพูดคุยเพื่อหาพื้นที่ทำนำร่องก่อน เนื่องจากต้องใช้ทั้งพื้นที่ภาครัฐ และภาคเอกชน 

เพชรบูรณ์ เตรียมจัดงานเดินแบบผ้าไทย “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน เหล่าไทเพชรบูรณ์” ในงานมะขามหวาน นครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2567

นายวัชระ ธรรมปัญญาสกุล พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่าสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมกับ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดกิจกรรมเดินแบบผ้าไทยสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน เหล่าไทเพชรบูรณ์ ในงานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2567  ซึ่งถือเป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ รณรงค์และเชิดชูอัตลักษณ์คุณค่าผ้าทอ ผ้าพื้นถิ่น ให้เกิดกระแสความนิยมการแต่งกายผ้าไทยแก่ประชาชน และสนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้กับกลุ่มทอผ้าในจังหวัดเพชรบูรณ์ 

นอกจากนี้เป็นการขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา น้อมสำนึกในพรมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระราชทานลายผ้า “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ””ผ้าบาติกลายพระราชทาน” และ “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา”เพื่อให้ช่างทอผ้าได้นำไปเพิ่มมูลค่าผ้าทอ ซึ่งจังหวัดเพชรบูรณ์ มีนโยบายในการส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยตามมติคณะรัฐมนตรีโดยให้ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน สวมใส่ผ้าพื้นถิ่นประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ทุกวัน รวมทั้งหารายได้เพื่อมอบให้กับชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเพชรบูรณ์สำหรับนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ 

พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับในปี 2567 ได้กำหนดการจัดกิจกรรมเดินแบบผ้าไทยสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน เหล่าไทเพชรบูรณ์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณเวทีกลางการจัดงานฯ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป 

สำหรับ ประเภทชุดการเดินแบบจำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดราชธานีแห่งอารยธรรม ชุดผ้าไทยใส่ให้สนุก เพชรบูรณ์สร้างสรรค์ มหัศจรรย์ผ้าไทย หลากหลายคุณค่า ภูมิปัญญาผ้าพื้นเมือง และ ชุดสืบสานอนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน 
เงื่อนไขการสมัครดังนี้

1. เดินเดี่ยว คนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธา
2. เดินคู่ ๆ ละ ไม่ตำกว่า 3,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธา
3. เด็กคนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธา  
4. กลุ่ม/เซท (ไม่เกิน 5 คน) ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธาผู้สนใจสนับสนุนกิจกรรมร่วมเดินแบบผ้าไทยสามารถสมัครได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเพชรบูรณ์ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยอำเภอทุกอำเภอ และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอทุกอำเภอ

ทั้งนี้เบื้องต้นนายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายชนก มากพันธุ์ นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ นางพัชรี ศาลาศิลป์ นายจิรวัตร์  มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์และหัวหน้าส่วนราชการบางส่วน ได้ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมเดินแบบผ้าไทยสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน เหล่าไทเพชรบูรณ์ ในงานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2567 เรียบร้อยแล้วและคาดว่าจะมีนักธุรกิจ เซเลปของจังหวัดตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อนำรายได้เพื่อมอบให้กับชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเพชรบูรณ์สำหรับนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ต่อไป 

'ชาวเน็ต' โดดป้อง 'พี่จอง-คัลแลน' หลังโดนเปิดเผยค่าตัว เชื่อ!! ตั้งสูงเพราะไม่อยากรับ แต่ถ้าพอใจอาจทำให้ฟรี

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 67) ช่องยูทูบ ‘LuckFast’ ได้ออกมาพูดถึงกระแสดรามาเรื่องค่าตัว 2 ยูทูบเบอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้อย่าง ‘คัลแลน-พี่จอง’ ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ใช้ชีวิตในประเทศไทย เรียนภาษาไทย กินอาหารไทย แถมยังออกเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยและทำกิจกรรมสนุก ๆ มากมาย โดยระบุว่า…

“ตอนนี้ยูทูบเบอร์ที่มาแรงที่สุดในประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นคัลแลนกับพี่จอง ซึ่งล่าสุดก็มีประเด็นเกิดขึ้นกับทั้งคู่ เมื่ออยู่ๆ ก็โดนเอาเรทราคารับงานมาเปิดเผยว่าสูงถึง ‘หนึ่งล้านบาท’ สำหรับคัลแลนกับพี่จอง เป็นชาวเกาหลีที่มาทํางานในเมืองไทย โดยคัลแลนเป็นโปรดิวเซอร์เพลง EDM และเปิดช่อง Youtube ของตัวเองชื่อว่า Cullen Hateberry ซึ่งก็เป็นช่องแนวไลฟ์สไตล์ วิถีชีวิตกินเที่ยว

ซึ่งตอนแรกก็จะมีแค่คัลแลนคนเดียว แต่ว่าหลังจากทําไปสักพักนึงเนี่ยก็มีพี่จองมาร่วมด้วย โดยพี่จองเป็นนักธุรกิจ จะมาเป็นบางคลิป แต่ว่าช่วงหลัง ๆ มาบ่อยขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกคนคือน้องแดนที่เป็นนักศึกษา

ซึ่งช่อง Cullen Hateberry โตไวมาก จากเมื่อ 4 เดือนก่อน มียอดซับฯ 100,000 กว่าซับ แต่ว่าวันนี้มียอดซับฯ เกือบ 1,600,000 ซับฯ และยอดวิววิดีโอก็ขึ้นหลักล้านทุกคลิป 

ซึ่งเหตุผลที่หลาย ๆ คนอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมช่อง Cullen Hateberry ถึงได้รับความนิยม ก็เป็นเสียงเดียวกัน คือ เขาไม่พูดคําหยาบ ทําให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนคนสูงอายุ นอกจากนี้ เป็นเรื่องภาษาที่ใช้ คัลแลน พี่จอง หรือน้องแดนพยายามพูดภาษาไทย ก็เลยทําให้เกิดความเอ็นดู แถมทัศนคติของทั้ง 3 ก็ดีมากด้วย พฤติกรรมอ่อนน้อมถ่อมตน มองโลกในแง่ดี คิดบวก ไม่หงุดหงิด ไม่โวยวาย รักสัตว์ ด้วยเหตุผลพวกนี้จึงทําให้คนดูใจฟูตามไปด้วย

นอกจากนี้ ยังนําเสนอการท่องเที่ยวในไทยได้อย่างน่าสนใจ จะเห็นว่าในบางคลิปก็จะไปแบบเรียล ๆ ไม่ต้องวางแผงเยอะ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น ทําให้หลายคนอยากจะไปเที่ยวปล่อยใจแบบพวกเขากันบ้าง และหลาย ๆ ที่ที่พวกเขาไป ก็ต้องบอกว่า แม้แต่คนไทยก็ยังไม่เคยไป แถมคนดูยังจะได้เห็นมุมน่ารัก ๆ ของคนไทย เช่น ความมีน้ำใจคอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวด้วย 

ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ส่งผลให้ช่อง Cullen Hateberry เติบโตและโด่งดังมาก โดยเฉพาะคัลแลนกับพี่จอง พอเขาดังก็มีคนอยากจะติดต่อจ้างงาน มีสปอนเซอร์ อยากจะให้ไปออกรายการ”

ช่องยูทูบรายนี้ยังได้ยกกรณีตัวอย่างจากรายการทอล์คกิ้งไทยแลนด์ ช่องวอยซ์ทีวี ที่ได้พูดถึงเรื่อง ‘ค่าตัว’ ของทั้งคู่ โดยเริ่มแรกก็คุยกันเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ โดยบอกว่าซอฟต์พาวเวอร์ที่น่าจะผลักดันก็คือต้องขอบคุณคัลแลนกับพี่จอง

ด้านอั๋น ภูวนาท พิธีกรรายการ “ระบุว่าไม่เคยดูแต่ว่ามีคนเล่าให้ฟังทุกวัน” จากนั้นก็บอกอีกว่า “ค่าตัวสองคนนี้หนึ่งล้านบาท ไม่ใช่จ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์นะ แค่ค่ามาออกรายการ แปลว่านี่คืออินฟลูเอนเซอร์จริง ๆ ในตอนนี้”

ทางด้านแขก คำผกา ระบุว่า “ได้ดูบางตอน และเข้าใจได้อย่างหนึ่งและเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ก็คือเขาเป็นคนต่างชาติ เป็นคนเกาหลี เข้าใจว่าเขาเรียนภาษาไทยจากผู้หญิง เลยออกมาในลักษณะที่เขาเป็นชายแท้ที่พูดภาษาไทย ด้วยภาษาไทยแบบผู้หญิง ก็เลยน่ารัก”

ทาง อั๋น ภูวนาท เสริมว่า “น้องที่รู้จักกันบอกว่าเป็นภาษากะเทย” 

ฟาก แขก คำผกา กล่าวต่อว่า “เป็นภาษากะเทยบวกภาษาผู้หญิง แต่เขาไม่รู้ ก็เลยน่ารัก ลองนึกภาพว่าเป็นแมน ๆ แล้วพูดพี่อย่างนั้นน้องอย่างนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจะได้ยินภาษาแบบนี้จากเด็กหรือผู้หญิง ทําให้เกิดความน่ารัก (Cute) ไม่อาจต้านทานได้”

ช่องยูทูบรายนี้ได้กล่าวต่อว่า “หลังจากนั้นก็เล่าข่าวอื่น ๆ เกี่ยวกับคัลแลนและพี่จองกันต่อ เช่น ทําให้คนไทยหันไปแห่ซื้อพาสปอร์ตอุทยานฯ กันจนแบบมันหมดเกลี้ยง”

หลังจากนั้นก็ได้พูดถึงประเด็นดรามาในโลกออนไลน์ ที่มีคนตัดเอาบางส่วนจากรายการทอล์คกิ้งไทยแลนด์ไปลงในโซเชียล จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนไม่พอใจที่ข่าวรายการนี้นำเรทค่าตัวมาเปิดเผย และก็มองว่าที่เขาตั้งใจตั้งค่าตัวสูง เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้อยากจะไปออกรายการ ไม่อยากให้ใครมาจ้าง เป็นการปฏิเสธทางอ้อม และการตั้งค่าตัวสูง ๆ ก็เป็นการคัดกรองสปอนเซอร์ไปในตัวด้วย

และอย่างตอนกรมอุทยานฯ ติดต่อไป ทั้งสองก็ยินดีมาทำให้โดยไม่คิดค่าตัว โดยมีเงื่อนไขแค่ว่า อย่าบังคับให้ทำอะไร ขอแค่ได้ทำแบบธรรมชาติปกติก็พอ บางคนได้บอกด้วยว่า อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ปล่อยให้เขาทำคลิปของเขาไปแบบนี้ดีแล้ว และพวกเขาก็อาจจะอยากอยู่แบบสบาย ๆ 

สำหรับประเด็นที่ว่าทั้งพี่จองและคัลแลนเรียนภาษาไทยจากผู้หญิงและเป็นภาษากะเทย หลายคนไม่พอใจที่พิธีกรพูดแบบนี้ เพราะมองว่าการพูดจาสุภาพ น่ารัก ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาของผู้หญิง พี่จองและคัลแลนสมัครเรียนภาษาไทยอย่างจริงจัง ถ้าไม่รู้ก็อย่างพูดมั่ว อีกอย่างในภาษาเกาหลีเขาก็มีการเรียกพี่เรียกน้องกันอยู่แล้วด้วย จึงไม่แปลกหากมาพูดภาษาไทยแล้วจะเรียกพี่เรียกน้องกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกมุมหนึ่งของชาวโซเชียลที่มองว่า ก็ไม่เป็นจะต้องดรามาอะไรเลย รายการข่าวก็เพียงแค่นำเสนอข่าวเท่านั้น ไม่ได้พูดต่อว่าอะไรเลย เมื่อฟังวิดีโอเต็ม ๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการต่อว่าอะไร แถมพิธีกรยังพูดชมด้วยซ้ำ 

รำลึกพระคุณครู เนื่องในวันครูแห่งชาติ 16 มกราคม

(16 ม.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Apichat Dumdee’ ได้โพสต์กลอนและข้อความเนื่องในวันครูแห่งชาติ 16 ม.ค. 67 ระบุว่า…

#๑๖มกราคมวันครูแห่งชาติ 
#ขอน้อมเศียรศิโรราบก้มกราบครู

น้อมกราบครู
- ครูดวลและครูวรรโณ ดำดี พ่อแม่ผู้เป็นครูคนแรกของชีวิต และเป็นแบบอย่างความเป็นครูให้กับลูก ๆ และลูกศิษย์

- ครูหมาด ดำดี ปู่ผู้เป็นครูหนังตะลุง 
- ครูชั้นเด็กเล็ก รร.อิศรานุสรณ์ จ.กระบี่
- ครูชั้นประถม รร.โภคาพาณิชย์นุกูล มูลนิธิ จ.กระบี่
- ครูชั้นมัธยม รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

- ครูปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ครูเรือเยาวชน โครงการเรือเยาวชนอาเซียน (The Ship for South-East Asian Youth Program)
- ครูด้านการพูด ศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ และครูนักพูดนักบรรยายในวงการวิทยากรทุกท่าน ฯลฯ

- ครูปริญญาโท การจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
- ครูประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านการเมืองการปกครอง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
- ครูปริญญาเอก การพัฒนาและการปฏิรูปองค์การดุษฎีบัณฑิต (DODT : Doctor of Organization Development and Transformation) มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ซีบู (Cebu Doctors' University) ประเทศฟิลิปปินส์

- ครูปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- ครูกวี อาทิ ครูเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ครูภิญโญ ศรีจำลอง, ครูประสิทธิ์ โรหิตเสถียร, ครูประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี), ครูประยอม ซองทอง, ครูสถาพร ศรีสัจจัง ฯลฯ

- ครูคีตา อาทิ ครูดนู ฮันตระกูล, ครูบรูซ แกสตัน ฯลฯ
- ครูเพลงพื้นบ้าน อาทิ ครูชินกร ไกรลาศ, ครูหวังเต๊ะ, ครูแม่ประยูร, ครูแม่ศรีนวล, ครูแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์, ครูบรรหาร ศิษย์หอมหวล, ครูทองเจือ โสภิตศิลป์ ฯลฯ
- ครูเพลงลูกทุ่ง อาทิ ครูเจนภพ จบกระบวนวรรณ, ครูประจวบ วงศ์วิชา, ครูมนต์ เมืองเหนือ, ครูลพ บุรีรัตน์, ครูประยงค์ ชื่นเย็น, ครูศักดา ฟ้าประทาน ฯลฯ

- ครูในทางธรรม อันมีพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นองค์ปฐมบรมครู และพระอริยสงฆ์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกรูปทุกนามผู้สืบทอดหลักธรรมคำสอนในบวรพระพุทธศาสนาที่สอนให้เข้าใจในความจริงของชีวิต

- และทุก ๆ ครูบาอาจารย์ ฯลฯ ที่มิอาจเอ่ยนามได้หมดในที่นี้ รวมทั้งสรรพวิทยาที่ได้อ่านได้ฟังได้เรียนรู้จากทุกๆ ท่านในโลกออนไลน์ที่เป็นครูให้ผมโดยท่านอาจไม่รู้ตัว ฯลฯ ตลอดจน ‘ครูพักลักจำ’ และ ‘สรรพตำรา’ ทุก ๆ เล่ม ด้วยความรำลึกและสำนึกอยู่เสมอว่าทุก ๆ ท่านคือครูของผมครับ...
กราบขอบพระคุณครับคุณครู

อภิชาติ ดำดี
๑๖ ม.ค. ๒๕๖๗

16 มกราคม 'วันครู' รำลึกบริบทแห่งอาชีพแสนพิเศษ แม้เลิกเป็นนักเรียน ก็ยังขอเคารพและเรียก 'ครู' ตลอดไป

(16 ม.ค.67) วันครู มีขึ้นครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 จากการที่ราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.2488 ประกาศพระราชบัญญัติครูขึ้น ซึ่งได้ให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการโดยเรียกว่า ‘คุรุสภา’ ซึ่งให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นในเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไป เพื่อที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจะสามารถจัดสวัสดิการให้แก่ครูให้ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครูอีกด้วย

มาในปี พ.ศ.2499 ที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมครูในฐานะประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ว่าตนมีความเห็นว่าควรมีสักวันหนึ่งที่ลูกศิษย์จะได้แสดงความเคารพสักการะต่อครูในฐานะผู้มีพระคุณ เป็นที่มาให้เกิดการพิจารณาและมีมติเห็นควร ให้มี ‘วันครู’ ขึ้น นำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 ให้วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็น ‘วันครู’ โดยเลือกวันที่ได้มีประกาศพระราชบัญญัติครู ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2488 หลังจากนั้นกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว 

งานวันครูจึงได้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรีฑาสถานแห่งชาติ ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 เป็นวันที่ศิษย์ทั้งหลายได้มาร่วมระลึกนึกถึงคุณครูที่สะสมสั่งสอนตัวเองและเป็นแม่พิมพ์ในการใช้ความรู้ประกอบสัมมาชีพเรื่อยมานั่นเอง

ในปีนี้วันครูเวียนมาครบอีก 1 ครั้ง ก็ต้องขอบคุณครูที่มอบความรู้และประสบการณ์ให้กับเรา ทำให้เราก้าวผ่านความยากลำบากในบางเรื่องมาได้ ขอบคุณครูทุกท่าน เชื่อว่า ครู คืออาชีพพิเศษ เพราะต่อให้ครูไม่ได้เป็นครูแล้วนักเรียนก็ยังเคารพและเรียนครูว่า ‘ครู’ ตลอดไป 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวให้กำลังใจทีมปฎิบัติการพิเศษที่กว่า40คนเข้าร่วมแข่งขันในรายการ UAE SWAT Challenge

วันจันทร์ ที่15 มกราคม 2567 เวลา12.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวให้กำลังใจ เหล่าสุดยอดปฎิบัติการพิเศษ ซึ่งนำทีมโดย พ.ต.อ.รังสรรค์ เนตรเกื้อกิจ รอง ผบก.สอ.บช.ตชด., พ.ต.ท.อธิวัฒน์ ลาสุทธิ ผกก.3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ.บช.ตชด.,พ.ต.อ.อาทิตย์ วงษ์จันนา ผกก.ต่อต้านการก่อการร้าย บก.สปพ. พร้อมทีมครูผู้ฝึกสอนและทีมปฎิบัติการพิเศษที่กว่า40คน ที่จะเดินทางเข้าร่วมแข่งขันในรายการ UAE SWAT Challenge ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์นี้

โดยการแข่งขันในปีนี้ ประเทศไทยเราได้ส่งผู้เข้าร่วมแข่งขันไปเข้าร่วมทั้งประเภทชายและหญิง รวมทั้งสิ้น 3 ทีม โดยเป็นการรวมตัวกันของสุดยอดหัวกะทิ อย่าง คอมมานโด,อรินทร์ทราช 26,นเรศวน 261,หน่วยปฏิบัติพิเศษภาค 1-9 ฯลฯ และถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดส่งทีมปฎิบัติการพิเศษหญิงเข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการได้แลกเปลี่ยนความรู้ ทางการใช้อาวุธ และยุทธวิธี โดยทีมต่างๆ จะต้องพบกับความท้าทาย ทั้งบททดสอบความชํานาญในด้านต่างๆ ที่จะต้องใช้ทั้งพลังกาย พลังใจ สมาธิ และการวางแผนที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความจําเป็นต่อการปฏิบัติงานของ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ

ในปีนี้มีทีมที่เข้าร่วมจากทั่วโลกมากกว่า 70 ทีมจาก 77 ประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาไทยเราได้สร้างผลงานจากทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษในรายการนี้ไว้อยู่ที่อันดับ 5 ของโลก

ด้าน ผบ.ตร.ย้ำถึงการเดินทางไปเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ว่า อยากให้ทุกคนเอาชนะใจตัวเอง และเก็บประสบการณ์ที่เกิดขึ้น กลับมาต่อยอดส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนรับมอบนโยบายการขับเคลื่อนทิศทางการบริหาร กระทรวงยุติธรรม ปี พ.ศ.2567

วันที่ 15 ถึงวันทึ่ 16 มกราคม 2567 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รับสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้เกียรติ "มอบนโยบายการขับเคลื่อนทิศทางการบริหาร กระทรวงยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567" ภายใต้โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การมอบนโยบายและแนวทางการ ปฏิบัติราชการ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567" โดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนพร้อมคณะรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ จำนวน 144 คน ให้การต้อนรับพร้อมร่วมรับฟังนโยบายโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบาย และแนวทางในสังกัดกรมพินิจฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบาย และแนวทางในการปฏิบัติราชการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมไปในทิศทางเดียวกัน และมีนางนลินนา ไกรนรา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ฝ่ายปฏิบัติการและนายโกมล พรมเพ็ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ฝ่ายบริหาร ร่วมกล่าวถึงแนวทาง

"การขับเคลื่อนการบริหารราชการกรมพินิจฯ อย่างมีประสิทธิภาพ"ตามลำดับ โดยในช่วงเช้า (เวลา 09.00 - 11.00 น.) ได้รับเกียรติจาก ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายในหัวข้อ "บริหารงานให้ได้ผลบริหารคนให้ได้งาน" 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top