Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

“หมอชลน่าน”ห่วงหญิงไทย ถูกมะเร็งเต้านมคุกคาม ป่วยเพิ่มปีละกว่า 1.7 หมื่นคน เอันดับหนึ่งของมะเร็งในผู้หญิง เหตุต้องรีบทำนโยบายมะเร็งครบวงจร

นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยถึงหลังกรณีการเสียชีวิตของ นางสาวจุฬาลักษณ์ อิสมาโลน หรือ หญิง จุฬาลักษณ์ ในวัย 45 ปี ด้วยโรคมะเร็งเต้านม ว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข  มีความห่วงใยสตรีไทยที่ต้องตกเป็นเหยื่อโรคมะเร็งเต้านม เพราะเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหญิงไทยและทั่วโลก โดยมีอุบัติการณ์เกิดในผู้ป่วยใหม่ ปีละประมาณ 12% โดยในปี 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่ 17,742 คน หรือวันละ 49 คน และพบการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมหรือการแพร่กระจายของโรคค่อนข้างสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ทำให้ผู้ป่วยหลายรายหมดกำลังใจในการรักษา  อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านม หากตรวจพบเร็ว เข้ารับการรักษาเร็ว และดูแลตนเองอย่างถูกวิธี จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิต อยู่กับคนที่รักได้อีกนาน

นางสาวตรีชฎา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นปัญหาของเรื่องนี้จึงได้กำหนดให้การดูแลรักษามะเร็งเป็นหนึ่งในนโยบายควิกวิน (QuickWin) ภายใน 100 วัน ผ่านนโยบายมะเร็งครบวงจรซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทันทีที่เขัามารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงนี้ จึงตั้งเป้าดูแลประชาชนอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคมะเร็ง การดูแลรักษา บำบัด ฟื้นฟูทันที

“มะเร็งครบวงจร เป็นอีกนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน มุ่งเน้น 5 โรคที่พบบ่อย คือ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก” และสำหรับประเทศไทย พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ปีละ 140,000 คนและเสียชีวิต 84,000 คนต่อปี นโยบายของนพ.ชลน่าน เกี่ยวกับมะเร็ง มุ่งเน้นจัดบริการด้านโรคมะเร็งที่ครบวงจร ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การส่งเสริมป้องกัน การคัดกรอง การตรวจวินิจฉัย การรักษา จนถึงการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย 

ดังนั้นประชาชนที่มีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกที่สงสัยและกังวลในเรื่องนี้สามารถเข้าไปรับการปรึกษาและการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและป้องกันอย่างทันท่วงที่ เพราะมะเร็งรู้เร็วรักษาได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขต้องการให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนรู้เท่าทันโรค และมีสุขภาพที่ดี’ นางสาวตรีชฎา 

งานมหัศจรรย์ วันมวยไทย ดังไกลสู่ชาวโลก ประจำปี ๒๕๖๗ 'Amazing MuayThai World Festival 2024'

​เมื่อวันพุธที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ ที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก โดย พลเอก นิรันดร ศรีคชา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ผู้แทน กองทัพบก ร่วมกับ นางสาว วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้แทน กระทรวงวัฒนธรรม, นาย คมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายพลัฏฐ์ สุวรรณาเมธากร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย ผู้แทน การกีฬาแห่งประเทศไทย, นาย ณัฐ ครุฑสูตร ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้แทน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง, พันเอก ธนพล ภักดีภูมิ ประธานสภามวยโลกมวยไทย, นาย นพรัตน์ พุทธรัตนมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตและการตลาด บริษัท ไทยไฟท์ จำกัด และ นาย จิติณัฐ อัษฎามงคล ประธาน บริษัท วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวการจัดงานมหัศจรรย์ วันมวยไทย ดังไกลสู่ชาวโลก ประจำปี ๒๕๖๗ “Amazing MuayThai World Festival 2024” ทั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๔ - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗  ณ อุทยานราชภักดิ์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อส่งเสริมกีฬามวยไทย การท่องเที่ยว และยกระดับมวยไทยสู่มาตรฐานสากล รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬามวยไทยของโลก ตลอดจนส่งเสริมมวยไทยให้เป็น soft power ของประเทศไทย ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬาของรัฐบาล และความร่วมมือของกองทัพบก กับภาครัฐ และภาคเอกชน ลักษณะงานเน้นไปถึงการย้อนอดีตในแง่ ประวัติศาสตร์ จารีต ประเพณี วัฒนธรรม ประกอบด้วย

“มหัศจรรย์มวยไทย จากรากเหง้าแห่งสยาม ศิลปะการต่อสู้มรดกไทยสู่สากล” เป็นพิธีย้อนประวัติศาสตร์รากเหง้าสู่ความยิ่งใหญ่มวยไทย การแปรรูปขบวนทหาร การแสดงย้อนอดีตของมวยไทย ประวัติศาสตร์ บิดามวยไทย ๓๒๒ ปี มวยไทยในทางกีฬาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มวยไทยในทางทหารตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แม่ไม้ ลูกไม้มวยไทย การไหว้ครู
 
​“จารีตวิถีโบราณ การมอบตัว การขึ้นครูและการครอบครู มนต์ขลังวัฒนธรรมมวยไทย” เป็นพิธีแห่งความศักดิ์สิทธิและมีความขลัง ในการมอบตัวเป็นศิษย์ การขึ้นครู และการครอบครูของผู้ที่มาร่วมในพิธีทั้งคนไทยและต่างชาติอันตระการตา และประกอบแสง สี เสียงเพื่อการสร้างมูลค่าและคุณค่าของมวยไทย อันยิ่งใหญ่

“สืบศิลป์การร่ายรำไหว้ครู แม่ไม้มวยไทย สู่โดรนแปรอักษร แสงสีสุดตระการตา” เป็นพิธีการแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทยและรำไหว้ครู อันงดงามยิ่งใหญ่ของคนที่มาร่วมในพิธีทั้งคนไทยและต่างชาติประกอบแสงสีเสียง และการแปรอักษรด้วยโดรน และการจุดพลุ อย่างยิ่งใหญ่

​ทั้งนี้ ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ จะมีพิธีเปิดงานในเวลา ๑๗๓๐ โดยเรียนเชิญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีฯ และในเวลา ๑๘๐๐ - ๒๑๔๐ เป็นการแข่งขันชกมวย THAI FIGHT (ถ่ายทอดสดทางช่อง 8) และในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีปิดงานฯ เวลา ๑๘๐๐ โดยในวันงานมีกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วย การแสดงศิลปะมวยไทย ๓ องก์ ได้แก่ การแสดงองก์ที่ ๑ มหัศจรรย์มวยไทย จากรากเหง้าแห่งสยาม ศิลปะการต่อสู้มรดกไทยสู่สากล, การแสดงองก์ที่ ๒ จารีตวิถีโบราณ การมอบตัว การขึ้นครูและการครอบครู มนต์ขลังวัฒนธรรม มวยไทย, การแสดงองก์ที่ ๓ สืบศิลป์การร่ายรำไหว้ครู แม่ไม้มวยไทย สู่โดรนแปรอักษร แสงสีสุดตระการตา รวมทั้งการแปรอักษรโดยโดรน การจุดพลุประกอบการแสดง และการแข่งขันมวยไทย

​สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ฟรี ข้อมูลเพิ่มเติม www.amazingmuaythaifestival.com

'สุดาวรรณ' ประกาศพลิกโฉมท่องเที่ยวและกีฬาไทยในปี 2567

'สุดาวรรณ' ประกาศเป้าหมายการทำงานปี 2567 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท เพิ่มส่วนแบ่งมูลค่ากีฬาไทยให้ได้ 1% ของอุตสาหกรรมกีฬาโลก คิดเป็น มูลค่า 455,800 ล้านบาท วาง 7 นโยบายขับเคลื่อนท่องเที่ยวและกีฬา ใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นขุมพลังใหม่

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในปี 2567 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขอประกาศนโยบายที่สำคัญที่จะ “พลิกโฉมการท่องเที่ยว และกีฬาของไทย” ด้วยการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท และเพิ่มส่วนแบ่งมูลค่ากีฬาไทยที่มีเพียง 0.58% ในขณะนี้ให้เป็น 1% จากอุตสาหกรรมกีฬาโลกที่มีขนาด 45.58 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 455,800 ล้าน บาทให้ได้

“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานในสังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว มีความมุ่งมั่นและตั้งใจว่าในปี 2567 เราจะเติบโต ไปพร้อมๆ กัน จับมือไปด้วยกันกับทุกภาคส่วน ดิฉันจะเน้นการบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ จะพูดจากันมากขึ้น บูรณาการกันมากขึ้น เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้อย่างว่องไว” สำหรับนโยบายที่กระทรวงฯ จะขับเคลื่อนในปี 2567 มี 7 นโยบายหลักๆ นโยบายแรก คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2567 จากเชิงปริมาณเข้าสู่โหมดของคุณภาพ ทั้งมิติของในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของประเทศไทยคึกคักตลอดทั้งปี ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย“

“ประเทศไทยต้องมี High season on year round tourism destination คือ เที่ยวได้ทั้งปี หรือเที่ยวได้ ทั้ง 365 วัน จึงได้เตรียม Event ต่างๆ ไว้มากมาย อาทิ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสงกรานต์ ที่จะจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เพราะยูเนสโก้เพิ่งประกาศขึ้นทะเบียนให้สงกรานต์ในประเทศไทย เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ จึงต้องยกระดับกิจกรรม Event ต่างๆ ในระดับชุมชนให้เป็น Event ในระดับนานาชาติ เป็นการกระตุ้นการไปท่องเที่ยวเมืองรอง จะทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตลาดเดิม และเจาะตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้ต่อเนื่อง”

นโยบาย 2 กระทรวงฯจะใช้ Soft Power เป็นพลังในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการกีฬาของประเทศไทยให้เป็น “Engine the New Power” และจุดเด่นของ Soft Power ก็จะมีในเรื่องของกีฬาเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนด้วยและเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกที่สำคัญ และเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน demand ของการท่องเที่ยวและการกีฬาได้เป็นอย่างดี

นโยบายที่ 3 ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทั้ง Hospitality และ Safety โดยต้องทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่า “เมืองไทยปลอดภัย” มาแล้วได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ต้องเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามการเอาเปรียบ หลอกลวงนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยของเรา

นโยบายที่ 4 เรื่อง Responsibility เราต้องทำให้การท่องเที่ยวนั้นยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นนโยบายที่พูดกันมานานแล้ว แต่ในปี 2567 จะนำเรื่องนี้มาขับเคลื่อนให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นจริงๆ การท่องเที่ยวจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อ “ท้องถิ่น” ต้องมาร่วมขับเคลื่อนด้วยกัน

นโยบายที่ 5 จะใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการกระชับความสัมพันธ์ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสานต่อนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางเชื่อมโยงภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ปลายเดือนนี้ จะมีประเด็นพูดคุยที่สำคัญคือ ASEAN Connect ที่จะทำให้เกิดการเดินทางเชื่อมโยงทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก

นโยบายที่ 6 มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนด้านกีฬาพื้นฐาน โดยวางระบบการพัฒนาทั่วประเทศเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริม พัฒนาการการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ทุกคนสามารถออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิต สามารถเข้าถึงกีฬาได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งคนทั่วไป ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งจะมีการส่งเสริมกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาเพื่อการอาชีพที่จะต้องพัฒนากีฬาทุกระดับและบุคลากร รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาเพิ่มสมรรถนะให้กับนักกีฬาไทยให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อแข่งขันในระดับนานาชาติ หรือกีฬาอาชีพ และต้องผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติและระดับโลก สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ สุดท้ายคือ E-Sport ถือเป็นกิจกรรมกีฬาใหม่ที่ต้องส่งเสริมเพราะสามารถสร้างทักษะให้กับเยาวชนและ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างมาก

นโยบายที่ 7 การเตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ซึ่งปี 2567 จะมีรายการแข่งขันระดับนานาชาติหลายรายการทั้งการส่งนักกีฬาไปร่วมแข่งขันกีฬา โอลิมปิกปารีส 2024 และการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน ได้แก่/ เอเชียนอินดอร์ และมาร์เชียลอาร์ตเกมส์/ จักรยานยนต์โมโตจีพี/ เจ็ตสกีชิงแชมป์โลก/ ฮอนด้า แอลพีจี เอ ไทยแลนด์ 2024/ รวมถึงการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในปี 2568 ซึ่ง มี 3 จังหวัดร่วมเป็นเจ้าภาพ คือ กรุงเทพ ชลบุรี และสงขลา

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า สำหรับความสำเร็จของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งสิ้น 28 ล้านคน เศษ เกินกว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ส่วนรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวปี 2566 ตั้งเป้าไว้ที่ 2.38 ล้านล้านบาท แต่สรุปตัวเลขเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 จากปี 2565

ส่วนผลงานด้านกีฬาในปี 2566 นักกีฬาของเรามีผลงานในชนิดกีฬาสากลที่ดีขึ้น และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดกีฬาในระดับนานาชาติ ได้แก่ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 ครั้งที่ 16 การแข่งขันรายการโมโตจีพี 2023 การจัดการแข่งขันรายการวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2023 ซึ่งทุกรายการมีแฟนกีฬาทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศเข้าชมเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น และผู้ประกอบการได้เป็นจำนวนมาก

“กมธ.ป.ป.ง.” จี้ กรมป่าไม้ - ป.ป.ง. จับมือสางคดีเขมือบป่า ภูเรือ-ด่านซ้าย พบกว่า 6,900 ไร่

“กมธ.ป.ป.ง.” จี้กรมป่าไม้-ป.ป.ง.พิจารณาคดีเขมือบป่า ภูเรือ - ด่านซ้าย กว่า 6,900 ไร่ ใหม่ ให้ ป.ป.ง. เร่งดำเนินคดีในการยึด อายัดทรัพย์ ที่พบว่ามีความผิดทั้งหมด และขอให้ กรมป่าไม้ได้ดำเนินการพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีนี้ใหม่ พร้อมกับเข้าจัดการทรัพย์สินที่ยึดอายัดนี้ให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ต่อแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ N 407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภาเกียกกาย นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) พร้อมคณะ กมธ. ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ ร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีการครอบครองหรือการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในอำเภอภูเรือ และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ของ บริษัท ซี.พี.เค. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก ซึ่งเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฏหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและอธิบดีกรมป่าไม้ แต่ได้ส่งผู้แทน ประกอบด้วย นายวิทยาพร จันทวาส นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ และ นายกรกฤษณ์ ปราบเขต นักสืบสวนสอบสวน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ นายบรรณรักษ์ เสริมทอง รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายคม ศรีสวัสดิ์ ผอ.ส่วนยุทธการด้านป้องกันและปราบปราม นายสราวุฒิ บุญเกื้อ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 อุดรธานี และ นายยุทธศักดิ์ ไชยศักดา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

การพิจารณา กมธ.ป.ป.ง. พิจารณาประเด็นการตรวจสอบข้อมูลเดิมที่มีการสอบสวนและข้อมูลเชิงลึกที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ กรณี บริษัท ซี.พี.เค. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก บุกรุกยึดครองหรือทำประโยชน์ในอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนฯกว่า 6,200 ไร่ ใน อ.ภูเรือ จ.เลย  โดยขั้นตอนที่ คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีบริษัท ซี.พี.เค. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสภาพของที่ดินจำนวน 6,200 ไร่ ใน อ.ภูเรือ จ.เลย ที่อยู่ในความครอบครองของ บริษัท ซี.พี.เค. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปัจจุบันเป็นอย่างไร ซึ่งที่ประชุมมีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยน์และพบช่องว่างในการติดตามทรัพย์และความเสียหายที่มีช่องว่างที่สามารถตรวจสอบได้ โดยปรากฏข้อมูลความเสียหายในภาพรวมมีมากกว่า 6,900 ไร่ 

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธาน กมธ.ป.ป.ง. กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับการชี้แจงจากผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต และ กรมป่าไม้ พบว่า ความเสียหายภาพรวมมีมากถึง 6,900 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.ภูเรือ และ อ.ด่านซ้าย ที่ยังคงรอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องติดตามทวงคืนที่ดินและเรียกคืนความเสียหาย กมธ.ป.ป.ง. จึงมีมติให้ สำนักงาน ป.ป.ง. ให้เร่งดำเนินคดีในการยึด อายัดทรัพย์ ที่พบว่ามีความผิดทั้งหมด และขอให้ กรมป่าไม้ได้ดำเนินการพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีนี้ใหม่ พร้อมกับเข้าจัดการทรัพย์สินที่ยึดอายัดนี้ให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ต่อแผ่นดินและให้แจ้งเป็นรายลักษณ์อักษรต่อ กมธ.ป.ป.ช. ด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการช่วยเหลือกรณีเหตุพลุระเบิดในจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมสั่งตรวจสอบทุกมิติ หากพบมีการกระทำผิดดำเนินคดีทุกราย

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณี วันนี้ (17 ม.ค.67) เมื่อเวลา 15.30 น. เกิดเหตุโรงงานพลุระเบิดในพื้นที่หมู่ 3 ต.ศาลาขาว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี แรงระเบิดกินวงกว้าง ตรวจสอบเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 20 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก  ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้เร่งคลี่คลายสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชนในบริเวณเกิดเหตุและโดยรอบ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตรวจสอบโรงงานดังกล่าวว่าดำเนินการถูกกฎหมายหรือไม่ และเหตุระเบิดเกิดจากความประมาทหรือไม่ ต้องดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุด 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมสั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี และตำรวจพื้นที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าวโดยด่วนในทุกมิติ เพราะทราบว่าโรงงานแห่งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 เคยเกิดระเบิดไฟลุกไหม้แล้วครั้งหนึ่ง มีคนงานถูกไฟคลอกเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย ก่อนจะกลับมาเปิดทำการผลิตพลุอีกและเกิดเหตุระเบิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งหากพบมีการกระทำผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย

กลไกชีวิต!! เปิดเหตุผลที่ยังไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรเด็กวัย 20 เพราะวัยนี้บอกไป คงยากจะฟัง แถมมองผู้ใหญ่งี่เง่า พูดแต่เรื่องไกลตัว

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค.67) จากช่องติ๊กต็อก ‘charoenbenjapatfamily’ หรือ ‘ฟีนเล่าให้ฟัง’ ได้โพสต์ข้อความที่ฝากถึงเด็กวัย 20 โดยระบุว่า…

ผมไม่บอกหรอก…เพราะวัยนี้บอกอะไรก็ไม่ฟัง เพราะเขาจะมองว่าผู้ใหญ่งี่เง่า ไม่เข้าใจวัยรุ่น พูดไปเรื่อย เพราะผมจําได้ ตอนผมอายุ 20 ปี ใครบอกอะไรก็ไม่ฟัง มองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว คิดว่ายังมาไม่ถึงหรอก มันอีกนาน…ไม่ว่าคุณจะเจอคนที่เขาสอนคุณดีขนาดไหนสุดท้ายคุณก็จะใช้ชีวิตตามสังคม ตามเพื่อนอยู่ดี กว่าจะนึกถึงคําสอนอายุก็ปาเข้าไปเลข 30 แล้ว และตอนนั้นมันจะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตคุณสะสมปัญหาเน่าเฟะไว้เต็มไปหมด 

ช่วงอายุ 20 มันจะเป็นช่วงเวลาที่คุณจะเริ่มทํางานได้เป็นครั้งแรก เริ่มมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง เริ่มสมัครบัตรเครดิต เริ่มดาวน์รถ เริ่มหาคู่ เริ่มกู้บ้าน ขณะที่คุณก็ยังอยากกินอยากเที่ยวไปด้วย…

ซึ่งนึกภาพตามนะ สมมติคุณมีเงินเดือน 15,000 - 20,000 บาท ในช่วงอายุประมาณ 20 ปี ถ้าคุณไปดาวน์รถมา คุณผ่อนเดือนละ 10,000 บาท เติมน้ำมันหรือพาแฟนไปเที่ยวอีกเดือนละ 3,000 บาท จ่ายบัตรขั้นต่ำเครดิตอีกสักเดือนละ 2,000 บาท ดังนั้น 15,000 บาทหมดแล้วยังไม่ได้กินอะไรเลย…แล้วไหนจะค่าเช่าห้อง คอยส่งเงินให้พ่อให้แม่ ส่งน้องเรียน แล้ววัยนี้เกิดปัญหาอกหักบ่อยด้วย อกหักแต่ละทีกินเหล้าทุกวัน เงินมันก็จะเริ่มติดลบมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คุณจะรู้ตัวอีกทีช่วงอายุ 30 ตอนนั้นมันจะเริ่มหมดหนทางแก้ ซึ่งมันแก้โคตรยาก ดังนั้นก็จะเริ่มหันหาหมอดูหรือไสยศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่ตอนวัยรุ่นคุณแอนตี้ไสยศาสตร์มาก คุณไม่เชื่ออะไรเลย แต่จะมาเริ่มเชื่อตอนที่ชีวิตมันตันไปหมดแล้ว

ดังนั้น มันก็จะมีวัยรุ่นไม่กี่คน มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ที่จะรอดจากกับดักชีวิตในช่วงอายุ 20 ปี...ชีวิตต้องให้คุณลองเอง เจ็บเอง แล้วคุณจะมีบทเรียนที่กระตุกจิตกระชากใจตัวเราเอง... 

สำนักข่าวมาเลเซีย เผย!! 'ศุภชัย' แข้งทีมชาติไทยเป็นชาวมลายู ไม่ได้เคลม!! แต่สะท้อนถึงความภูมิใจที่ทำแต้มให้ทีมชาติไทยได้

(17 ม.ค.67) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Mawin Pongin' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

สำนักข่าวมาเลเซียเขียนศุภชัยที่ทำแต้มให้ทีมชาติไทย 2 แต้มเป็นคนมลายู

ศุภชัย ใจเด็ดยิงไป 2 เม็ดได้แต้ม 2-0 กับคีร์กีซสถาน 

ศุภชัยเกิดใน จ.ปัตตานี เป็นชาวมลายูที่ถูกคัดเลือกโดยโค้ชทีมชาติไทยคนปัจจุบัน มาซาทาดะ อิชิอิ

นอกจากศุภชัยที่เป็นคนมลายูที่อยู่ในทีมช้างศึกแล้ว ยังมีคนอื่นๆ อีกที่เป็นคนมลายูในทีมช้างศึก เช่น อดุล หละโสะ, นูรูล ศรียานเก็ม และ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม

มหากาพย์เบี้ยวหนี้ ‘หุ้นกู้’ 3.9 หมื่นลบ. ส่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นตลาดหุ้นกู้

ปี 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยอย่างมาก ทั้งจากกรณีทุจริตทางบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ที่ทยอยผุดออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีมาจนถึงปัจจุบัน

แน่นอนว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และสร้างความเข็ดขยาดให้กับนักลงทุนรายย่อย รวมไปถึงเจ้าหนี้หุ้นกู้รายใหญ่ ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เงินคืน

อย่างที่ทราบกันดีว่า หุ้นกู้ภาคเอกชน คือ “ตราสารหนี้" เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่ออกโดยภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอยืมเงินจากคนที่มีเงินเอามาใช้ในกิจการต่างๆ ของบริษัท เช่น เพื่อการลงทุนขยายกิจการ ซื้ออุปกรณ์ หรือเพื่อก่อสร้างโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับบริษัท

แต่ทว่า หลังจากเผชิญวิกฤตโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2563 ส่งต่อสภาพคล่องของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างหนัก กระทั่งเกิดสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงคิดเป็นมูลค่ากว่า 39,000 ล้านบาท 

โดยนายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง สงครามความขัดแย้ง และเศรษฐกิจประเทศที่เกี่ยวข้องกับไทยยังมีปัญหา ทำให้ภาพการลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวัง แต่ยอมรับว่าคาดเดายากว่าจะมีหุ้นกู้ที่มีปัญหาหรือเสี่ยงที่จะเป็นหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 6 ราย มูลค่ารวม 16,363 ล้านบาท ได้แก่...

- หุ้นกู้ บมจ.ช.ทวี (CHO) 4 รุ่น มูลค่า 409 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น (STARK) 5 รุ่น มูลค่า 9,198 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บมจ. ออลล์อินสไปร์ (ALL) 7 รุ่น มูลค่า 2,334 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) 7 รุ่น มูลค่า 3,212 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บจ. เดซติเนชั่น รีสอร์ทส์ (DR) 2 รุ่น มูลค่า 1,210 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บจ. พี พี ฮอลิเดย์ (PPH) 1 รุ่น มูลค่า 392 ล้านบาท

ส่งผลให้มูลค่าคงค้างที่มีปัญหา ณ สิ้นปี 2566 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 39,412 ล้านบาท 

ขณะเดียวกัน เพียงเริ่มต้นปี 2567 ได้เพียงไม่กี่วัน ก็มีข่าวใหญ่ในตลาดทุนไทยออกมาให้นักลงทุนสะท้านกันอีกระลอก เมื่อ หุ้นกู้ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ (ITD) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของไทย ส่อแววจะผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่าสูงถึง 14,500 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 17 มกราคมนี้ เพื่อที่จะเจรจาขอยืดหนี้ 2 ปี

นอกจากนี้ ยังมี บจ.สยามนุวัตร จำกัด (SWD) ได้ขอเลื่อนจ่ายหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2567 มูลหนี้รวม 520 ล้านบาท ออกไปเป็นปี 2568

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มเข็ดขยาดและหวาดวิตกต่อการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนพอสมควร จนส่งผลต่อแผนระดมทุนด้วยหุ้นกู้ของหลายบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่สามารถขายหุ้นกู้ได้หมดตามกรอบวงเงินที่วางไว้

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า ในปี 2567 จะมีหุ้นกู้เอกชนระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระคืนกว่า 890,000 ล้านบาท โดยหุ้นกู้กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่มีอันดับเครดิตตํ่ากว่า BBB- และหุ้นกู้ที่ไม่ได้จัดอันดับเครดิต (Non Rating) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% หรือ 89,000 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงว่าอาจไม่สามารถขายหุ้นกู้ใหม่เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม หรือ Rollover Bond ที่จะครบกำหนดได้ จนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัท 

หากสถานการณ์เลวร้ายลง คงต้องพึ่งพาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงแนวทางแก้ไข ซึ่งอาจจะใช้วิธีก่อตั้งกองทุนดูแลหุ้นกู้ขึ้นให้ความช่วยเหลือ เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนมีเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากนี้ จะยิ่งสร้างความหวั่นวิตก และทำให้นักลงทุนเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อระบบตลาดทุนไทยอย่างแน่นอน

'แลนด์บริดจ์' ต้องทำ!! เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน แต่ถ้ามองแค่ 'คุ้มเงิน-ไม่คุ้มเงิน' แบบนั้นมันผิดแล้ว

(17 ม.ค.67) จากเฟซบุ๊ก 'KUL' โดย กุลวิชญ์ สำแดงเดช ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ก้าวถอยหลัง
#แลนด์บริดจ์

แลนด์บริดจ์ ถ้ามองแค่คุ้มเงิน ไม่คุ้มเงิน แบบนั้นมันผิดแล้ว 

เมื่อมันเป็น Infrastructure ที่ รบ.จัดให้ มันออกได้หลายหน้า แต่มันต้องทำ เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน 

ประเทศที่รายล้อมเรา ล้วนมีท่าเรือขนาดใหญ่ ไปจนถึงอภิเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทั้งสิ้น 

ท่าเรือพอร์ตลัง มาเลเซีย
ท่าเรือปริโอห์ อินโดนีเซีย
ท่าเรือไฮฟอง เวียดนาม

แล้วเรา จะอยู่แบบนี้หรอ ??

ปากบอกว่าก้าวหน้า 

แต่การกระทำถอยหลัง

‘ราชทัณฑ์’ เผย ‘ทักษิณ’ เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง-สูงวัย-เจ็บป่วยหลายโรค

(17 ม.ค. 67) ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขาฯ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายบริหาร และนายแพทย์สมภพ สังคุตแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ร่วมกันแถลงประเด็นสำคัญของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชน

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ เกินกว่า 120 วัน โดยในทุกห้วงเวลานับตั้งแต่รักษาตัวครบ 30 ครบ 60 และเกินกว่า 120 วัน ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จะต้องมีความเห็นและรายงานไปตามลำดับชั้น ทั้งการรายงานต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อครั้งรักษาตัวครบ 60 วัน และเมื่อเกินกว่า 120 วัน ก็ต้องรายงานให้รัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ม.ค.67 ที่ผ่านมา นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้เซ็นรับทราบการอนุญาตนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ จากนั้นวานนี้ (16 ม.ค.67) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้เซ็นรับทราบถึงการนอนพักรักษาตัวของนายทักษิณ ที่เกินมา 136 วัน ถือว่าเข้าเงื่อนไขและปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย

นายสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า กรณีของนายทักษิณ ที่นอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ ต้องยอมรับว่าได้ถูกตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นต้น โดยเฉพาะทางผู้ตรวจการแผ่นดิน มีตัวแทนขึ้นไปบนชั้น 14 รพ.ตำรวจ และได้พบนายทักษิณ ซึ่งส่วนตัวตนเองในฐานะข้าราชการการเมือง เชื่อมั่นว่านายทักษิณนอนพักที่ รพ.ตำรวจ จริง ไม่ได้อยู่ที่คอนโดมิเนียมอย่างที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยแน่นอน จึงอยากให้การแถลงข่าววันนี้ได้ลงรายละเอียดลึกเพื่อให้สังคมได้เข้าใจข้อเท็จจริง

ด้านนายสิทธิ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 นั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกรมราชทัณฑ์ ได้มีการประชุมและรายงานต่อคณะกรรมการราชทัณฑ์ให้รับทราบถึงการดำเนินการ เพราะกฎกระทรวงกำหนดให้กรมราชทัณฑ์ต้องออกระเบียบนี้ ส่วนความคืบหน้าของระเบียบแนวทางการปฏิบัติ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขัง ที่จะต้องมารองรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 หรือ ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งในวันประชุม ทางฝ่ายเลขาก็ได้นำเสนอในที่ประชุมว่าถ้าหากคณะกรรมการราชทัณฑ์ท่านใดมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ทางกรมราชทัณฑ์ก็จะต้องรับฟัง อีกทั้งในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิก็จะส่งข้อมูลให้กรมราชทัณฑ์ เพื่อเตรียมยกร่างหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณา แต่ ณ วันนี้ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำยังไม่ได้มีการดำเนินการใด เพราะต้องรอระเบียบหลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัตินี้ก่อน

ส่วนกลุ่มผู้ต้องขังในรายคดีใดที่จะได้รับการละเว้นจากระเบียบดังกล่าว เราต้องใช้ในการจำแนกวิเคราะห์เช่นกัน ว่ารายคดีใดจะได้ประโยชน์ หรือรายคดีใดต้องละเว้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องไปศึกษาให้รอบคอบก่อนว่าจะแบ่งกลุ่มอย่างไร ส่วนจำนวนผู้ต้องขังล็อตแรกที่จะใช้พิจารณาก็ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอการศึกษาให้รอบด้านก่อน และต้องรอฟังความเห็นจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อความรัดกุมที่สุด

นายสิทธิ กล่าวถึงประเด็นโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์ของผู้ต้องขังที่มีสิทธิ์ได้รับ แต่การพิจารณาว่าผู้ต้องขังรายใดจะเข้าเกณฑ์โครงการดังกล่าวนั้น ทาง ผบ.เรือนจำฯ แต่ละแห่งจะเป็นผู้พิจารณาว่าใครมีความเหมาะสมหรือผ่านคุณสมบัติได้รับการพักโทษ ทั้งแบบกรณีมีเหตุพิเศษและแบบปกติ ซึ่งผู้ต้องขังจะไม่สามารถเสนอตัวเองได้ เป็นการจัดทำประมวลเรื่องโดยเรือนจำนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เรือนจำแต่ละแห่งจะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่ผ่านเกณฑ์พักโทษในทุกเดือน แล้วจึงจะเสนอรายชื่อมายังกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ ที่จะประชุมในทุกเดือน ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ โดยนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังไม่ได้รับรายงานจากนายนัสที ทองปลาด ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถึงประเด็นรายชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าเข้าเกณฑ์โครงการพักการลงโทษหรือไม่

“สำหรับคุณสมบัติของนายทักษิณ หากดูจากหลักเกณฑ์ที่ว่าเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง สูงวัย และมีอาการเจ็บป่วย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษ กรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป (นักโทษเด็ดขาดชั้นกลางขึ้นไป) แต่อย่างไร ณ วันนี้ทางกรมยังไม่ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงยังไม่มีข้อมูลตรงนี้ ส่วนกระบวนการหากนายทักษิณผ่านเข้าโครงการดังกล่าวจริง จะเป็นการดำเนินการโดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติว่าจะจัดทำเรื่องเอกสารอะไรอย่างไร รวมถึงกรณีการติดกำไล EM จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพักการลงโทษที่จะพิจารณาเหตุต่างๆ หากจะไม่ติดกำไล ก็ต้องมีเหตุผลประกอบ” นายสิทธิ กล่าว

นายสิทธิ กล่าวถึงระบบพักการลงโทษว่า หากผู้ต้องขังรายใดเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ ตามขั้นตอนแล้วก็จะมีต้องมีรายชื่อของผู้อุปการะ ซึ่งกรมคุมประพฤติจะต้องไปสืบเสาะว่าใครจะเป็นผู้อุปการะผู้ต้องขัง และเมื่อพักโทษจะประกอบอาชีพอะไร และจะต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอย่างไรบ้าง หรือกำหนดอาณาเขตว่าห้ามพ้นรัศมีเท่าใด หรือห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ส่วนบทบาททางการเมือง ในระหว่างการพักโทษ สามารถกระทำได้หากไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไปทำอะไรที่ผิดระเบียบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top