Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าวอนนายกฯ ประเทศไทยต้อง “ควบคุม” บุหรี่ไฟฟ้า แทนการ “แบน” เพื่อปกป้อง “เด็กและเยาวชน”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) เพจดังเฟสบุ้คมีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน ขอเป็นตัวแทน “ผู้ใหญ่” ร้องนายกฯ ปกป้อง “เด็กและเยาวชน” จากการแพร่ระบาดหนักของบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ชี้ทางเดียวที่จะลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนคือการทำให้บุหรี่ไฟฟ้า “ถูกกฎหมาย” และควบคุมเข้มงวด เพื่อให้สามารถควบคุมอายุผู้ซื้อขายได้ พร้อมกล่าวถึงประเด็นดราม่าเรื่องมารยาทการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ ย้ำเป็นผลพวงจากการไม่มีกฎหมายควบคุม เพราะการซุกไว้ใต้ดินไม่ได้ผล

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) นำโดยนายมาริษ กรัณยวัฒน์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนเข้ายื่นหนังสือต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในช่วงเทศกาลวันเด็กปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้คงไว้ซึ่งกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า โดยกล่าวว่า “การที่กลุ่มต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าเคลื่อนไหวโดยการนำเด็กและเยาวชนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้คงไว้ซึ่ง ‘แบนทิพย์’ นั้นเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริง การที่ท่านอ้างว่า ปัจจุบันเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทยในรูปแบบตัวการ์ตูน กล่องนม เครื่องเขียน รวมถึงปัญหาอายุเฉลี่ยของเด็กที่พบว่าใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ต่ำลงเรื่อย ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่มีต้นตอมาจากกฎหมายแบนที่ไร้ประสิทธิภาพ”

“ในฐานะผู้ใหญ่และตัวแทนผู้บริโภค เราเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่ชัดเจน ระบุอายุผู้ซื้อขาย กำหนดรูปแบบและหน้าตาของบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ดึงดูดเด็กและเยาวชน รวมถึงกำหนดพื้นที่ซื้อขายให้ห่างไกลโรงเรียนสถานศึกษา เราเชื่อว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง”

นายมาริษเสริมว่า “ล่าสุดมีสื่อรายงานตัวเลขการส่งออกบุหรี่ไฟฟ้าจากจีนสู่ไทยโดยเวปไซด์ศุลกากรจีนคิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า มีบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนมหาศาลลักลอบขายในตลาดใต้ดินประเทศไทยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

นอกจากนี้ กลุ่มเครือข่ายฯ ยังได้กล่าวถึงประเด็นดรามาในสังคมออนไลน์ล่าสุด ที่กล่าวถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ เช่น คอนเสิร์ต ว่า “ไม่นานมานี้มีการกล่าวถึงประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ รวมถึงการประกาศห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าพื้นที่แสดงคอนเสิร์ต ก็เป็นการยืนยันชัดว่าในปัจจุบันนั้นมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยต้องการกฎหมายที่ชัดเจนที่จะระบุว่าพื้นที่ใดใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ พื้นที่ใดใช้ไม่ได้ ซึ่งการแบนมีแต่จะทำให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบไม่เลือกที่กลายเป็นความปกติใหม่”

บิ๊กโจ๊ก เผย ลุงเปี๊ยกติดใจเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบใส่ขาเทียมคนเดียว มีพฤติกรรมซ้อมทรมานให้รับสารภาพ ยืนยันต้องสอบขยายผลใครเกี่ยวข้องอีก

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางมาที่ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อสังเกตการณ์การสอบสวนลุงเปี๊ยก ภายหลังจากมีการปล่อยคลิปสนทนา ยอมรับว่ามีการ ซ้อมทรมานเพื่อให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพ แต่อ้างว่าพยายามคุมถุงดำและให้ถอดเสื้อเปิดแอร์ เป็นแค่การเลาะกันเล่น

จากการสอบสวนเป็นเวลา 2 ชั่วโมงลุงเปี๊ยกก็ได้สีรูปของชายนอกเครื่องแบบใส่ขาเทียม ที่ถูกอ้างเป็นบุคคลในคลิปเสียง เพียงคนเดียวจากรูปทั้งหมดกว่า 10 ใบ 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า จากการสอบสวนลุงเปี๊ยกวันนี้ ลุงเปี๊ยกมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยให้มูลนิธิวินวิน อยู่กับลุงเปี๊ยกตั้งแต่วันแรกคอยนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่มีการกดดันหรือบีบบังคับให้ลุงพูด ทั้งนี้การสอบสวนมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คอยสังเกตการณ์อยู่ด้วย

หลังจากการพูดคุยกว่า 2 ชั่วโมงลุงเปี๊ยกก็ได้ ชี้รูปภาพ ซึ่งเป็นภาพถ่ายใหม่ล่าสุดที่ถูกส่งด่วนมาจากจังหวัดสระแก้ว ให้ลุงเปี๊ยกเป็นผู้ชี้ทนับ 10 ภาพ แต่สุดท้ายลุงเปี๊ยกก็ชี้ เพียงคนเดียวพร้อมกับยืนยันว่า ติดใจกับชายนอกเครื่องแบบใส่ขาเทียมรายนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นๆใช้คำพูดที่สุภาพ ไม่ได้มีพฤติกรรมข่มขู่

อย่างไรก็ตามรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า จะยังต้องสอบสวนต่อไปเพื่อขยายผลว่ายังมีใครที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ และมีใครเป็นผู้สั่งการ ที่อยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ 

และหลังจากนี้ชุดพนักงานสอบสวนของจังหวัดสระแก้วก็จะต้องมีการพบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนที่ ลุงเปี๊ยกชี้รูป เพราะจนถึงขณะนี้ คนที่ถูกชี้รูป ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

กาฬสินธุ์บพท.ลงนามความร่วมมือม.กว่างซีแก้จนข้ามชาติ บพท.ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนกับมหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าเปิดประตูเชื่อมโยงองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม

บพท.ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนกับมหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าเปิดประตูเชื่อมโยงองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม่นยำของประชาคมนักวิจัยไทย สู่ความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความยากจนกับประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 สำนักงานอธิการบดีและบริหารสินทรัพย์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ นายฉัตรชัย  พรหมเลิศ ประธานกรรมการบริหารหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นประธานพิธีลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนระหว่าง บพท. กับ มหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กับ มร.Xiao Jian Zhuang รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนชนจีนลงนาม และมีรศ.จิรพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผศ.ดร.วิชยุทธ จันทะรี รองอธิการบดี ม.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากสถาบันอุดมศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิคณาจารย์ และนักวิจัยร่วมงานและร่วมเป็นสักขีพยาน

นายฉัตรชัย  พรหมเลิศ ประธานกรรมการบริหารหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า  ลงนามลงนามครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการประสานความร่วมมือกันของหน่วยราชการ 2 ประเทศในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อนำสู่การแก้ปัญหาความยากจนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน บนพื้นฐานความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน
นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า  เหตุผลสำคัญที่เราเลือกทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่างซี มณฑลกว่างซี เป็นเพราะมณฑลกว่างซี กับประเทศไทยมีความใกล้เคียงกันมากทั้งด้านวัฒนธรรม หลักคิดความเชื่อค่านิยม ตลอดจนสภาพภูมิประเทศ ขนาดพื้นที่ รวมทั้งขนาดประชากร ซึ่งภายใต้ความร่วมมือระหว่างกันของ บพท. และมหาวิทยาลัยกว่างซี จะนำความรู้ด้านการแก้ปัญหาความยากจนไปใช้ในพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ 7 จังหวัด เป็นพื้นที่นำร่อง ได้แก่กาฬสินธุ์ ลำปาง มุกดาหาร ร้อยเอ็ด พัทลุง ปัตตานี และยะลา  ก่อนที่จะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศต่อไป

ด้าน ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ระบุว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ตั้งมั่นบนเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาความยากจนระหว่างฝ่ายต่างๆ ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิด องค์ความรู้ ประสบการณ์ เงื่อนไขความสำเร็จ โครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความยากจนระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างสถาบันการวิจัย เพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือร่วมกันแบบทวิภาคี ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแลกเปลี่ยนความรู้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
“ขอบเขตความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนระหว่าง บพท. กับ มหาวิทยาลัยกว่างซี ครอบคลุม 4 มิติคือ1).มิติของความร่วมมือกันด้านองค์ความรู้

และบัญชีรายชื่อนวัตกรรมตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับปัญหาความยากจน 2).มิติของผลผลิต ห่วงโซ่คุณค่า และกระบวนการในการแก้ปัญหาความยากจน 3). มิติต้นแบบพื้นที่หรือหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจน อย่างน้อย 1 แห่ง 4). มิติความร่วมมือด้านอื่นๆที่เห็นชอบร่วมกัน”ดร.กิตติ กล่าว
ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวด้วยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับมหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นปฐมบทของการเปิดประตูเชื่อมโยงองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนของประชาคมนักวิจัยไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน  ซึ่ง บพท. มีความคาดหวังและตั้งใจจะต่อยอดขยายผลชุดความรู้จากงานวิจัยแก้จน ออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศเพื่อนบ้านของเราอีกด้วย

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์จับมือเครือข่าย มอบสิ่งของ รร.ตชด

วันที่ 18 มกราคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยนางสาวจำลองลักษณ์ ก่ายแก้ว แรงงานจังหวัด นายนพดล ชาญชัยภูวดล จัดหางานจังหวัดและทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ 3 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ บ้านสว่าง หมู่ที่ 10 ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โดยมี ด.ต.ชุมพล ยอดออน ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พีระยานุเคราะห์ 3 เป็นผู้รับมอบ

​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้ร่วมมือกับ กลุ่มไทยสมายล์ นำเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนขนมขบเคี้ยว มามอบให้กับน้องๆ นักเรียนที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดน่าน ตลอดจนภาคเอกชน นำกิจกรรมต่างๆมาให้บริการ ได้แก่ สำนักงานจัดหางานบริการตัดผมฟรีแก่เด็กนักเรียน สำนักงานแรงงานและภาคเอกชนจัดอาหารกลางวันมาเลี้ยงเด็กนักเรียนและคณะครู สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก่อตั้งโดยพีระยานุเคราะห์มูลนิธิ ได้จัดสร้างถวายในวโรกาส ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ ครบปีที่ 50 ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 55 คน มีอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 8 คน การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับโรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

“พล.ต.อ.พัชรวาท” รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการ ”แก้มลิงทุ่งหิน” กว่า 2,000 ไร่ เร่งขับเคลื่อนโครงการเพื่อพี่น้องชาวสมุทรสงคราม

พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินการโครงการแก้มลิง “ทุ่งหิน” ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยมี นายศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วย นายกุศล โชติรัตน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.ท.อภิรัต นิยมการ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายสราวุธ สากล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค2 

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้ผลักดันโครงการ “แก้มลิงทุ่งหิน” นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขตตรวจราชการที่4 นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พล.ต.ต.สมภพ คูหาวิชานันท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม นายอรรถพันธุ์ สงวนเสริมศรี ปลัดจังหวัดสมุทรสงคราม นางสาวประภารัตน์ นาคผจญ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

โดยนาย ศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า โครงการแก้มลิงทุ่งหิน ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม บนพื้นที่โครงการ 2623 ไร่เศษ มีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำทะเลหนุนสูงเกิดปัญหาน้ำเอ่อลันเข้าท่วมพื้นที่ประมง่ และที่อยู่อาศัยของประชาชนบ่อยครั้ง อีกทั้งจังหวัดสมุทรสงครามไม่มี
แหล่งเก็บกักน้ำจืดขนาดใหญ่ โครงการแก้มลิงทุ่งหิน จึงเป็นโครงการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก 

และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ให้ประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามได้ โดยที่ผ่านมาพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการประกาศเป็นที่หวงห้าม เมื่อปี พ.ศ. 2470 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510
ได้มีการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงพื้นที่สาธารณประโยชน์ "ทุ่งหิน" ได้มีราษฎรและนายทุนเข้าไปบุกรุกทำกินเต็มพื้นที่ จำนวน 52 ครอบครัว ต่อมาจังหวัดสมุทรสงคราม
ได้พิจารณาเห็นว่า พื้นที่สาธารณประโยชน์ "ทุ่งหิน" ควรที่จะนำมาทำเป็นแก้มลิงขยายผลตามโครงการและเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่พี่น้องประชาชนและจังหวัดสมุทรสงครามต่อไป

โดยทางด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในวันนี้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินการโครงการ “แก้มลิงทุ่งหิน” ถือว่าเป็นโครงการที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม ด้านทรัพยากรน้ำและยังเป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวจังหวัดสมุทรสงครามอีกด้วย อีกทั้งเพื่อรับฟังความคืบหน้าโครงการสำคัญของจังหวัด รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ นำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนต่อไป 

อย่างไรก็ตาม โครงการแก้มลิงทุ่งหิน ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สืบเนื่องจากที่ผ่านมาทาง ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ ครั้งที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ ได้มีการพูดอภิปรายถึงโครงการดังการในที่ประชุมสภาเพื่อขอให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือและช่วยอนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนก่อสร้างโครงการ แก้มลิงทุ่งหิน เนื่องจากโครงการดังกล่าวนั้น มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสมุทรสงครามเป็นอย่างมาก และยังเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในอีกหลายๆ จังหวัด กระทั่งล่าสุดโครงการแก้มลิงทุ่งหินได้ถูกขับเคลื่อนและอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโครงการในปัจจุบันคาดว่าโครงการดังกล่าวนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2568-2569 

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ตำรวจไซเบอร์ รวบขบวนการปล่อยกู้ดอกโหด ยึดรถโพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊ก

ตำรวจไซเบอร์ แถลงจับกุมเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด ในอัตราร้อยละ 60 ต่อปี และบังคับลูกหนี้ทำสัญญาอำพรางซื้อขายรถไว้เป็นหลักประกันเงินกู้ หากผิดนัดชำระหนี้ ยึดรถโพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊ก

ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้นอกระบบ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เร่งระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงในการทวงหนี้ และการรับจำนำรถยนต์รถจักรยานยนต์โดยผิดกฎหมาย 

ต่อมาวันนี้ 18 มกราคม 2567 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาปล่อยเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ จ.กระบี่ โดยชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.5 จ.กระบี่ ได้สืบสวนทราบว่า นายประภาส (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ผู้ต้องหา มีพฤติการณ์เป็นนายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ ลูกหนี้ที่จะกู้ต้องนำรถยนต์รถจักรยานยนต์มาเป็นหลักประกัน พร้อมทั้งทำสัญญาซื้อขายทิ้งไว้ในลักษณะเป็นการอำพราง เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็จะนำรถออกประกาศขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2567 พ.ต.ท.อุดม อิสโร และ พ.ต.ท.อสวรรธน์ ศิระเวรินทร์ สว.กก.1 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนได้เข้าตรวจค้นบ้านของนายประภาส ใน ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ พบรถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดเรียงรายอยู่ โดยเป็นรถยนต์กระบะ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน พบสัญญาซื้อขายรถที่ลูกหนี้โอนลอยไว้ สอบถามนายประภาส ให้การรับสารภาพว่าได้ปล่อยเงินกู้มาแล้วเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะปล่อยกู้ให้กับคนในพื้นที่ คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 60 ต่อปี ซึ่งลูกหนี้จะต้องนำรถมาเป็นหลักประกันเงินกู้ พร้อมทั้งเซ็นโอนลอยไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญเจ้าของรถมาพบ ให้การสอดคล้องกันว่าได้กู้เงินกับนายประภาสจริง และได้นำรถมาเป็นหลักประกันเงินกู้ไว้ แต่นายประภาสได้ให้โอนลอยไว้โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีลักษณะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองท่อม จ.กระบี่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    
พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ฯ ยังได้ประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถลงทะเบียนขอความช่วยเหลือหนี้นอกระบบ ได้ทางเว็บไซต์ https://debt.dopa.go.th/ หรือที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ

‘แรงงานไทย’ รีวิวทำอาชีพ ‘เกษตร’ ที่เกาหลีใต้ หลังมาถูกกฎหมาย ชี้!! ‘สภาพการเป็นอยู่แย่-เงินออกช้า-วันหยุดน้อย’ ไม่เป็นอย่างที่คิด

(18 ม.ค.67) แรงงานไทยในเกาหลีใต้ เปิดใจ มาทำงานจริงไม่เป็นอย่างที่ฝันไว้ สภาพการเป็นอยู่ย่ำแย่ ใช้ส้วมหลุม นอนตู้คอนเทนเนอร์ เงินเดือนออกไม่ตรง วันหยุดน้อย แนะนำ ให้เลือกสายงานเกษตรเป็นอันดับสุดท้าย

ใครอยากไปทำงานเกาหลีใต้ ลองฟังทางนี้ นายอภิสิทธิ์ แรงงานเกษตรในประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ตนได้สอบกับกรมแรงงาน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 เพื่อรับวีซ่า E-9 ในการประกอบอาชีพแรงงานเกษตรในต่างแดน

เมื่อได้มาทำงานจริง ตนได้ทำงานในสวนผักผสม อาทิ ผักสลัด กวางตุ้ง ผักชี โดยหลัก ๆ นั้น เถ้าแก่จะปลูกผักที่มีราคาดีตามแต่ฤดูกาล จากการทำงานมาตลอด 6-7 เดือน ทำให้ตัวเองรู้สึกเฟลมาก เนื่องจากสัญญาที่ทำไว้กับงานที่ต้องทำจริงนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับสิ่งที่ตนเองไม่โอเคมาก ๆ คือห้องน้ำ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงความสกปรก แต่เข้าขั้นโสโครก เนื่องจากเป็นส้วมหลุม ลำบากใจทุกครั้งที่ต้องเข้าห้องน้ำ หากเข้าช่วงหน้าร้อนก็จะมีแมลงวันบินตอมเยอะ ช่วงหน้าหนาวอุจจาระก็จะแข็งและกองซ้อนกัน ตนได้ขอร้องให้เถ้าแก่ปรับปรุงห้องน้ำแล้ว แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

เรื่องต่อมา คือ วันหยุด ในสัญญาที่เซ็นระบุว่า จะมีวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน แต่ความจริงหากจะหยุด ต้องได้รับอนุญาตจากเถ้าแก่เท่านั้น บางเดือนก็ไม่ได้หยุด เวลางานก็ต้องนั่งย่อนานกว่า 5-6 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ต่อมาคือเรื่องเงิน ตามสัญญาเถ้าแก่จะต้องให้เงินทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน ซึ่งเงินออกตรงเวลาแค่เดือนแรก แต่ความเป็นจริงนั้นล่าช้ามาโดยตลอด ลำบากใจทุกครั้งที่ต้องทวงเงิน สำหรับเงินเดือนตามข้อกำหนดกระทรวงแรงงาน อยู่ที่ 1.8 ล้านวอน (ประมาณ 54,000 บาท) แต่หลังจากหักค่าประกันและค่าเช่าห้อง ตกแล้วจะเหลือ 1.3 ล้านวอน (ประมาณ 34,000 บาท) ซึ่งต้องแบ่งไว้ใช้เองและส่งกลับบ้าน พอคำนวณแล้ว ไม่ต่างจากทำงานที่ไทยเลย

สำหรับที่พัก ตนได้พักอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ และไม่อนุญาตให้ไปอยู่อพาร์ตเมนต์ ทั้งยังคิดค่าเช่าแพงถึง 9,000 บาทต่อเดือน น้ำไม่ค่อยไหล ฤดูหนาวต้องใช้น้ำบาดาล ด้านอาหาร มีเพียงข้าวเปล่าที่ฟรี ส่วนกับข้าวต้องซื้อมาทำเอง แม้กระทั่งน้ำเปล่าและน้ำมันก็ต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อ

ตนเองยอมรับว่าพลาด เพราะตอนแรกตั้งใจจะสมัครเป็นแรงงานอุตสาหกรรม แต่สมัครไม่ทัน ซึ่งตั้งใจไว้แล้วว่าอยากมาทำงานที่นี่ จึงเลือกสอบแรงงานเกษตร และสอบผ่านจึงได้มาทำงานที่นี่

สุดท้ายนี้อยากฝากว่า ใครจะมาทำงานที่นี่ต้องยอมรับให้ได้กับสภาพความเป็นอยู่ รวมถึงต้องทำใจที่อาจถูกเถ้าแก่หักเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ หากไม่ทำโอทีอาจลำบากได้ ส่วนแรงงานผู้ชาย อยากให้เลือกสายงานเกษตรหรือปศุสัตว์ เป็นตัวเลือกสุดท้าย ให้เลือกสายงานอุตสาหกรรมและก่อสร้างก่อนเป็นอันดับแรก แต่หากย้อนเวลากลับไปก็จะเลือกมาทำงานอยู่ดี เพราะค่าแรงมากกว่าไทย สามารถสร้างตัวได้เร็วกว่าอยู่ในไทย

สิทธิ์ให้ทุน ‘นักเรียนไทย’ มาเรียนต่อ ‘จีน’ อาจน้อยลง หลังพบเด็กไทยโกงข้อสอบ HSK โดยมีผู้คุมสอบช่วย

เมื่อวานนี้ (17 ม.ค.67) ผู้ใช้ติ๊กต็อก mikeawzmeaw หรือ อดีตนักเรียนไทยทุนจีน ได้โพสต์คลิปวิดีโอหัวข้อ ‘สิทธิ์ให้ทุนนักเรียนน้อยลง เพราะโกงข้อสอบ’ ซึ่งในคลิประบุว่า…

“สิทธิ์ให้ทุนนักเรียนไทยมาเรียนต่อที่ประเทศจีนอาจจะลดน้อยลง เพราะว่านักเรียนไทยทําสิ่งนี้…” ซึ่งอันนี้คือการสอบครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา มีเด็ก ‘โกงข้อสอบ’ โดยมีผู้คุมสอบ HSK5 ช่วยกันลากเมาส์ในพาร์ททั้งกาและเขียน ซึ่งตอนนี้กําลังอยู่ในส่วนของการตรวจสอบข้อมูลกันอยู่ว่าความเป็นไปเป็นมามันเป็นยังไงบ้าง

ดังนั้น จะบอกได้ว่าตอนนี้ทุนที่เขาให้นักเรียนไทยไปเรียนต่อที่ประเทศจีนมันลดน้อยลงไปอยู่แล้ว และมีข่าวนี้อีก ถ้าให้ภาษาบ้าน ๆ ก็เรียกได้ว่างามหน้ามาก ๆ ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่คิดว่าเด็กไทยจะทำเรื่องแบบนี้ จึงอยากจะขอย้ำขอเตือนในฐานะที่เป็นหนึ่งคนที่เคยได้ทุนในการเรียนต่อที่ประเทศจีน ทุนนี้เขาให้เปล่าแล้วก็ให้ฟรีด้วย ทุกคนไม่ต้องใช้เงินทุนคืน แต่สิ่งที่คุณทําอยู่มันไม่ใช่แค่ส่งผลต่อตัวเอง แต่มันส่งถึงระดับประเทศระดับชาติ แล้วชื่อของคุณมันก็จะถูกแบล็คลิสต์ไป และมีโอกาสที่จะไม่ได้ใช้วีซ่าเข้าประเทศจีนอีกต่อไป ดังนั้น เพื่อน ๆ คนไหนที่คิดจะทําเรื่องนี้อยู่ ขอแนะนําว่าอย่าทําเด็ดขาด…”

หมายเหตุ : (HSK หรือ Hanyu Shuiping Kaoshi เป็นการสอบวัดระดับความสามารถภาษาจีนที่จัดขึ้นโดย Chinese Test International (CTI) ซึ่งเป็นองค์กรที่วิจัยพัฒนาข้อสอบวัดระดับภาษาจีนของชาวต่างชาติมาอย่างยาวนาน)

นักวิจัย ม.ทักษิณ และคณะ ค้นพบ 'เห็ดกรวยส้มทักษิณา' เห็ดชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

อาจารย์ ดร.ภูมิน นุตรทัต คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ จับมือ ดร.นครินทร์ สุวรรณราช และ ดร.จตุรงค์ คำหล้า สำนักงานบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัณณิดา ขุนนามวงษ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันสำรวจและศึกษาวิจัยจนค้นพบ “เห็ดกรวยส้มทักษิณา” เห็ดชนิดใหม่ของโลก ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Gloeocantharellus ที่ขึ้นอยู่ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จากความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ คาดว่าจะพบเห็ดชนิดใหม่อีกหลายชนิดที่รอการยืนยันและการศึกษาเชิงลึกต่อไป

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลฐานชีวภาพภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง และใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบระบบนิเวศป่าสาคู ซึ่งอยู่ภายใต้หัวข้อวิจัย “เห็ดป่าในป่าสาคูจังหวัดพัทลุงสู่การนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาต่อยอดทางอุตสาหกรรมเกษตร” เพื่อศึกษาความหลากชนิดของเห็ดในป่าสาคู ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) ประจำปีงบประมาณ 2566  จากมหาวิทยาลัยทักษิณ

ทีมวิจัยยังได้สำรวจความหลากชนิดของเห็ดเบื้องต้นในรั้วมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง และจากการสำรวจและวิจัยของทีมวิจัยได้ค้นพบเห็ดชนิดใหม่ของโลก “เห็ดกรวยส้มทักษิณา” ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Gloeocantharellus ที่เป็นเห็ดเอกโตไมคอร์ไรซากับพืชถิ่นของมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Gloeocantharellus thailandensis” ทั้งยังเป็นการรายงานครั้งแรกของเห็ดสกุลนี้ในประเทศไทยอีกด้วย

ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ใช้หลักอนุกรมวิธานสมัยใหม่ในการบ่งบอกชนิดเห็ดสกุลนี้ จากข้อมูลสัณฐานวิทยาร่วมกับศึกษาข้อมูลทาง DNA ของลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนไรโบโซม internal transcribed spacer (ITS) และ large subunit (LSU) รวมถึงการใช้ลำดับนิวคลีโอไทด์ของโปรตีนในส่วน mitochondrial ATPase subunit 6 เพื่อใช้ศึกษาแผนภูมิวิวัฒนาการของเห็ดสกุลนี้ จนสามารถยืนยันได้ว่าเห็ดที่ศึกษานี้เป็นเห็ดชนิดใหม่ของโลก

ปัจจุบันเห็ดสกุล Gloeocantharellus มีรายงานการค้นพบแล้ว 19 ชนิดทั่วโลก โดยเห็ดชนิดใหม่ที่ค้นพบในมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ถือเป็นชนิดที่ 20 ที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสมาชิกใหม่ของโลก และงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ในหัวข้อ “Gloeocantharellus thailandensis (Gomphaceae, Gomphales), a new macrofungus from southern Thailand”

จากการศึกษาความหลากชนิดของเห็ดเบื้องต้นในครั้งนี้ยังพบเห็ดที่คาดว่าเป็นเห็ดชนิดใหม่อีกหลายชนิดในรั้วมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ที่รอการยืนยันชนิดและการศึกษาเชิงลึกต่อไป

การพบเห็ดชนิดนี้อยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ถือเป็นการสะท้อนบ่งบอกว่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศเป็นอย่างดี และสมควรที่จะต้องดูแลรักษาไว้ โดยมหาวิทยาลัยทักษิณสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และสนับสนุนการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ของมหาวิทยาลัยยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่มหาวิทยาลัยทั้งหมด

สตูล เปิดปฏิบัติการตรวจสกัดแรงงานต่างด้าวในประมงผิดกฏหมาย


นายสุขเกษม ศรีงาม หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ(สตูล)  และเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ  บูรณาการการกำลังการตรวจร่วมเรือประมง (ซึ่งประกอบด้วย  จัดหางาน,สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน,ตำรวจน้ำ,ตม.สตูล ,ศรชล,ฯลฯ ประมงจังหวัดสตูล  )โดยนำเรือตรวจประมงทะเล 614 พร้อมเรือยาง 14 ตรวจตามแผนงานยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์โครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง ที่บริเวณปากร่องน้ำปากบารา  และหลังเขาใหญ่ เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา น่านน้ำติดอำเภอละงู  จังหวัดสตูล  

หลังการข่าวกองทัพเรือพบว่าในห้วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมีนาคม   เป็นห้วงที่มีการอพยพของชาวโรฮิงญา  จากรัฐยะไข่ ผ่านมาทางน่านน้ำชายแดนจังหวัดสตูลที่อาจจะมีการพลัดหลงเข้ามาตามเกาะแก่งได้  พร้อมกันนี้การตรวจตราเฝ้าระวังแรงงานต่างด้าวที่ทำงานบนเรือประมงพาณิชย์ให้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย

โดยแผนปฏิบัติการในครั้งนี้ได้สุ่มตรวจเรือประมง 6 ลำ  เป็นเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป  ตรวรความพร้อมของเรือให้เป็นไปตามกฎหมาย  ตรวจใบอนุญาตใช้แรงงาน และแรงงานตรงตามที่ขออนุญาตหรือไม่ โดยมีการตรวจอุปการณ์ในเรือ สัตว์น้ำ อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดกับเรือได้  

นายสุขเกษม ศรีงาม หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ(สตูล)  กล่าวว่า การตรวจในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของชุดสหวิชาชีพ  หลังการข่าวพบว่าช่วงนี้จะมีโรฮิงญาอาจพลัดหลงเข้ามาทางทะเลน่านน้ำจังหวัดสตูลได้จึงมีการออกมาตรวจตราและกลั่นกรองทางทะเล  และการตรวจแรงงานต่างด้าว  ที่ทำงานในเรือประมงว่ามีเอกสารครบถ้วนหรือไม่ รายชื่อและสัตว์น้ำบนเรือตรงตามเอกสารที่รายงานหรือไม่โดยเรือที่ตรวจจะเป็นเรือประมงพาณิชย์โดยเน้นขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ(สตูล)  กล่าวฝากผู้ที่ทำกิจการเรือประมงจะต้องมีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายและตรงตามที่ระบุไว้สำหรับพื้นที่ทำกิน ตามพิกัดที่ได้ระบุแจ้งไว้กับทางราชการ  ซึ่งเรือประมงขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไปจะมีระบบติดตามเรือประมงหากไม่เป็นไปตามที่ระบุแจ้งระวังโทษ ซึ่งการตรวจแรงงานผิดลำ มีโทษปรับ400,000 ถึง800,000 บาทปรับเจ้าของเรือ ตาม พรก.2558 การประมง ฉบับแก้ไข ฉบับ60 

นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสตูล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top