Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

รู้จัก ‘มูลนิธิพระราหู’ สัญลักษณ์แห่งการ ‘ช่วยเหลือสังคม-ธำรงพระพุทธศาสนา’ แรงขับเคลื่อนจาก ‘ดร.หิมาลัย’ คนจริงที่อยากช่วยสังคมไทยทุกมิติเท่าที่ไหว

ความเลื่อมใส ความศรัทธา ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่เพียงจะเป็นที่พึ่งให้กับชีวิต หรือใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น แต่เมื่อความเชื่อและความศรัทธายังเป็นส่วนสำคัญ ที่มาสร้างแรงผลักดันให้คน ๆ หนึ่งได้กลายเป็นผู้ให้ จนก่อให้เกิดสาธารณกุศล สำหรับช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือแม้แต่การช่วยเหลือสังคม ยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตภัยต่างๆ ก่อนจะคลี่คลาย และกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติสุขอีกครั้ง

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ตลอดจนมีความศรัทธาต่อองค์พระราหู ซึ่งถือเป็นที่พึ่งและเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนทั่วไป จึงก่อให้เกิดการจัดสร้าง ‘มูนิธิพระราหู’ ขึ้นมา

“เราเริ่มจากพื้นที่ 2 ไร่ อยู่ในตำบลบัวลอย อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี สำหรับใช้เป็นสถานที่ดำเนินงานของสำนักงานมูลนิธิพระราหูในปัจจุบัน รวมทั้งเรายังได้จัดสร้างสำนักปฏิบัติธรรมภายในพื้นที่ติดกันอีก 50 ไร่ ใช้ชื่อว่า สถานปฏิบัติธรรมหิวัณย์พัฒน์ หลวงพ่อแหลม (จำลอง) และพระราหู เพื่อให้ศาสนิกชน ในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ใช้สำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรม ตลอดจนเพื่อบำเพ็ญตนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา”

ปฐมบทมูลนิธิพระราหู
ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของมูลนิธิด้วยว่า ต้องการส่งเสริมสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเพื่อถวายเป็นกุศลต่อองค์พระราหู และส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกัน ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น มูลนิธฯ แห่งนี้ ยังจะมาช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เป็นไปตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่การส่งเสริมและสนับสนุน ช่วยเหลือ การศึกษา การกีฬา แก่นักเรียนยากจน และสาธารณกุศล รามทั้งดำเนินการ

เพื่อสาธารณประโยชน์ และร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ เพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับสังคม ที่สำคัญมากกว่านั้น ยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาสำคัญ ในจังหวัดสระบุรี
อีกด้วย โดยการดำเนินงานทั้งหมดของมูลนิธิพระราหูนั้น ประธานที่ปรึกษาฯ ได้ย้ำว่า จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเมืองแม้แต่น้อย

หัวใจหลักคือ สาธารณกุศลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพระราหู ได้ดำเนินงานเพื่อสาธารณกุศล ในหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่มี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) ให้การสนับสนุน “เราได้ทำงานร่วมกับทาง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รวมทั้ง เล็ก-ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน ทำกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวกับการกุศลมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการมอบทุนการศึกษาให้เด็กเรียนดีแต่ยากจน โครงการ ‘ใจถึงใจ ปันน้ำใจ’ มอบทุนการศึกษาพร้อมถุงยังชีพ ให้กับบุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจ โครงการสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ โครงการมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย อัคคีภัย อุทกภัยน้ำท่วมทั่วทุกภาค

นอกจากนี้ ยังมีโครงการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โครงการมอบรถชีพกู้ภัยและเครื่องตัดถ่างให้หน่วยกู้ภัยต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินให้ทันท่วงที โครงการรับซื้อข้าวเปลือกนำมาแปรรูปบรรจุถุง เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในทุกโอกาส โครงการอุปสมบทหมู่ตามรอยพระศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล และ โครงการส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู โดยมีพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจ์น์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร) ให้การสนับสนุนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

ความรัก คือ พลังศรัทธา
ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการก่อตั้งมูลนิธิพระราหู ในช่วงระหว่างปี 2558 และ 2559 นั้น ก็มีการช่วยเหลือด้านสาธารณกุศล มาอย่างต่อเนื่อง

“ด้วยตัวของผมมีความศรัทธาในองค์พระราหู ทั้งในเรื่องของการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ผมเคยขอพรจากท่านในเรื่องของการทำงาน เมื่อผมประสบความสำเร็จ ผมก็จะทำบุญถวายท่านมาตลอด จนกระทั่งปี 2558 ผมก็เลยจัดตั้ง และจดทะเบียนมูลนิพระราหูขึ้นมา และดำเนินงานในเรื่องของการทำสาธรณกุศล ในนามมูลนิธิพระราหูต่อเนื่องมาทุกปี”

“ในส่วนของงานด้านการกุศล ผมไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมุ่งเน้นไปในทางใดทางหนึ่ง ผมจะช่วยตามกำลังทรัพย์ที่มี รวมถึงบางครั้งก็มีเพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก เข้ามาช่วยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนการศึกษากับนักเรียน นักศึกษา หรือการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคม และประเทศชาติ อย่างในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ทางมูลนิธิพระราหูก็เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับคนป่วย ซึ่งทุกครั้ง เมื่อใครรู้ก็จะเข้ามาช่วยเพื่อให้กิจกรรมที่ทำอยู่นั้นลุล่วงไปด้วยดีอยู่ตลอด จนเรียกได้ว่าสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ” ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู กล่าว

นอกจากโครงการต่าง 1 ด้านสาธารณกุศล ที่ทางมูลนิธิฯ เข้าไปให้ความช่วยเหลือแล้ว อีกหนึ่งโครงการหลัก คือ โครงการอุปสมบทหมู่ตามรอยพระศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มูลนิธิพระราหูทำมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

“เรามีการจัดอุปสมบทหมู่เป็นประจำทุกปี โดยจะทำพิธีปลงผมจากประเทศไทย จากนั้นจะนำคณะไปทำพิธีบรรพชาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และทำพิธีอุปสมบทหมู่ ณ พระอุโบสถ วัดไทยพุทธคยา ในประเทศอินเดีย ซึ่งพระทุกรูปที่อุปสมบท จะต้องปฏิบัติธรรมอยู่ที่ประเทศอินเดียประมาณ 15 วัน รวมถึงต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเข้มข้นในทุกวัน รวมถึงต้องมีความตั้งใจในการปฏิบัติ เพราะเราอยากให้พระทุกรูป ปฏิบัติอย่างเต็มที่ รวมถึงต้องเดินทางไปให้ครบ 4 สังเวชนียสถาน จนถึงวันนี้ ผมได้ดำเนินโครงการดังกล่าวไปแล้ว 5 รุ่นด้วยกัน และก็ยังจะมีการจัดต่อไป
เรื่อยๆ”

ส่วนการช่วยเหลือทั่วไป ทางประธานที่ปรึกษามูสนิธิพระราหูก็ย้ำด้วยว่า ยังคงให้ความช่วยเหลืออยู่เหมือนเดิม ตามที่มีการแจ้งขอความช่วยเหลือมา ไม่ว่าจะเป็นการขอรถพยาบาล
หรือรถกู้ภัย ในพื้นที่ซึ่งมีความจำเป็น รวมถึงการจัดหาเครื่องช่วยชีวิต อาทิ เครื่องตัดถ่าง สำหรับช่วยเหลือกรณีเกิดอุบัติเหตุ

‘ปาฏิหาริย์’...ที่หาคำตอบไม่ได้
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมมองว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นเลย เคยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยรายหนึ่งติดต่อมาขอเครื่องตัดถ่างจากทางมูลนิธิฯ ของเรา และไม่น่าเชื่อว่าอุปกรณ์ดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่คนนั้นจากอุบัติเหตุภายหลังเช่นกัน และทำให้เขารอดชีวิตมาได้ในที่สุด ซึ่งผมถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ของการให้จริงๆ”

เรื่องปาฏิหาริย์ อีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ เล่าให้ฟังก็คือ การรอดพ้นจากภยันตราย ที่อยู่ตรงหน้า “ทุกครั้งในสมัยก่อน เวลาที่ผมเดินทางไปที่ไหนก็ตาม แล้วเจอกับรถเสียผมก็จะลงไปให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ หรือหากครั้งไหนผมขับรถแล้วไปเจอพระภิกษุกำลังเดินทาง ผมก็จะเข้าไปบริจาคปัจจัยตามกำลังที่ผมมี เพื่อให้ท่านได้ใช้ขึ้นรถเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง และนั่นก็เป็นเรื่องแปลกที่ทำให้ผมและครอบครัวไม่ค่อยติดขัดเรื่องการเดินทางเลย แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะมีคนเข้าให้ความช่วยเหลือและแก้ไข ให้ผมเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งผมเชื่อว่าตรงนี้เป็นผลมาจากบุญกุศลที่ผมทำมาตลอด ขณะที่เราเองก็เป็นคนยึดมั่นในการทำความดีมาตลอด ผมตอบไม่ได้หรอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า แต่ชีวิตของผมก็เจอกับเรื่องบังเอิญแบบนี้มาหลายครั้งเหมือนกัน”

รอดพ้นจากกยันอันตราย
ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู เล่าด้วยว่า “สมัยก่อน ตอนที่ผมและครอบครัว เดินทางไปเที่ยวแถวจังหวัดสระแก้ว หรือปราจีนบุรี และในขณะที่รถของเรากำลังแล่นไปด้วยความเร็วค่อนข้างมาก สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นเต่าตัวหนึ่งที่กำลังคลานต้วมเตี้ยมอยู่ข้างถนน เหมือนกำลังจะข้ามไปที่บึงน้ำอีกฝั่งของถนน ผมก็เลยให้คนขับรถชิดช้ายเพื่อเข้าข้างทาง ซึ่งเวลานั้นก็มีรถอีกคันหนึ่งตีคู่รถเรามา พอเราชิดช้ายรถอีกคันก็แชงหน้าขึ้นไป ผมให้คนขับรถไปอุ้มเต่าตัวดังกล่าว แล้วพาเขาไปไว้ที่บึงน้ำ เพราะหากปล่อยให้เขาคลานข้ามไปเอง เขาก็อาจโดนรถคันอื่น เหยียบได้”

“หลังจากที่เราช่วยเหลือเต่าตัวดังกล่าวแล้วก็กลับมาที่รถ แล้วขับไปต่อ พอขับมาออกมาได้ไม่เท่าไร เราก็เห็นรถคันที่แขงหน้าเราไป เกิดอุบัติเหตุอยู่ข้างหน้า ซึ่งทำให้ผมกลับมาคิดว่า หากตอนนั้น เราไม่ได้ลงไปช่วยเหลือเต่าตัวนั้น รถคันที่เกิดอุบัติเหตุ น่าจะเป็นรถคันของผมแน่ๆ เพราะด้วยอัตราความเร็ว และจังหวะในช่วงนั้น ก็พอๆ กับรถคันที่เกิดอุบัติเหตุเลย” เป็นอีกเรื่องจริงที่ ดร.หิมาลัย เจอมากับตัว “ผมว่านี่อาจเป็นเพราะบุญกุศลที่ผมได้ช่วยเหลือเต่าตัวนั้น”

เป้าหมายที่แน่วแน่นไร้แอบแฟง
ว่าถึงเรื่องหลักการ และหลักเกณฑ์การช่วยเหลือของทางมูลนิธิพระราหู ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ยอมรับว่า ทางมูลนิธิอาจไม่สามารถให้ความช่วยเหลือคนได้ทั้งหมด “ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯ จะมีการพิจารณาในแต่ละราย หรือแต่ละกรณีว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน และเราสามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนอะไรได้บ้าง อาทิ โครงการส่วนตัวของท่าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ที่ท่านมีแนวคิดเรื่องของการไปเยี่ยมเยียนบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นฮีโร่ ที่ต้องได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งบางท่านอาจถูกลืมไปแล้ว ตรงนี้เราก็จะทำงานร่วมกับท่าน ด้วยการไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้น พร้อมกับมอบสิ่งของที่จำเป็น เป็นการให้กำลังใจกับเหล่าฮีโร่ ตลอดจนเข้าไปช่วยเหลือ ดูแลครอบครัว และประสานงาน เพื่อให้ตำรวจเหล่านั้นให้ได้รับความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่”

ไม่ใช่แค่โครงการดังกล่าวเท่านั้น ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ยังมีโครงการอีกหนึ่งโครงการ ภายใต้ชื่อ โครงการพาวีรบุรุษกลับบ้าน “ตอนนี้ เรากำลังทำงานร่วมกับทาง องค์การ
สงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชปถัมภ์ รวมถึงได้ปรึกษากับทาง พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ด้วย ซึ่งโครงการนี้ มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากในสมัยอดีต ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราเกิดสงคราม ทำให้เราต้องส่งกองกำลังของเราเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปฏิบัติภารกิจ ผลักดัน และปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย และนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของเราได้รับบาดเจ็บ ขณะที่บงส่วนก็เสียชีวิต และไม่สามารถนำร่างเจ้าหน้าที่กลับมาแผ่นดินเกิดได้ และคาดว่าน่าจะมีมากว่า 400-500 นาย”

สู่ความตั้งใจที่กำลังเป็นจริง
ในส่วนนี้ ทางประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู มองว่า “เป็นการให้เกียรติกับผู้เสียชีวิต ที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย และเราก็เห็นว่า การได้พาดวงวิญญาณของผู้สละชีพเหล่านั้นกลับบ้าน ก็เป็นหน้าที่สำคัญที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน ในฐานะที่ผมเป็นลูกหลานคนไทยและเป็นนักเรียนนายร้อย จปร. ผมก็อยากจะช่วยนำพาท่านเหล่านั้นกลับคืนสู่ญาติพี่น้องที่รอคอย และทำพิธีทางศาสนาอย่างถูกต้อง เพื่อให้ดวงวิญญาณของท่านผู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ได้ไปสู่
ภพภูมิที่ดี ถือเป็นอีกโครงการที่เราตั้งใจอยากทำ และมองว่าภายในปีนี้ เราจะได้ดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การพูดคุยกันเท่านั้น”

“ผมไม่รู้ว่า สิ่งที่คิดนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่ผมมีความตั้งใจที่จะต้องทำให้ได้ เพื่อให้ผู้พลีชีพเหล่านั้นได้กลับมาแผ่นดินเกิด และเราก็โชคดีที่ทาง พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ที่เข้าใจ และให้การสนับสนุนกับโครงการที่จะเกิดขึ้นนี้ รวมถึง เรายังได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.เจริญ เตชะวณิช นายกสมาคมนักรบนิรนาม ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นในการทำงาน เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริง เราอาจจะไมใช่มูลนิธิที่ร่ำรวยหรือมีเงินมากมาย แต่เมื่อเรามีความตั้งใจจริง ผมก็เชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น และมีคนเข้ามาให้การช่วยเหลือ ให้เราประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ตั้งใจทำได้ในที่สุด”

ความดีที่ไม่ต้องการผลตอบแทน
เรียกว่าเป็นคำถามยอดฮิตในประเด็นที่ว่า ทำสาธารณกุศลแล้วได้อะไร ซึ่งทาง ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ยังคงเน้นย้ำว่า ชีวิตของคนเราทุกคน ไม่มีทางรู้เลยว่า เราจะจากโลกนี้ไปในวันไหน บางคนเห็นหน้ากัน คุยกันในตอนเช้า พอตกเย็นก็จากกันไปโดยที่ไม่ได้ร่ำลาเลยก็มี “ผมเอง ด้วยอาชีพที่เคยปฏิบัติในการปกป้องแผ่นดินไทย เราเองก็เคยเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมาแล้ว ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ถามว่าในการมาทำสาธารณกุศลแล้วได้อะไร ผมก็อยากบอกว่า เป็นความสุขทางใจของผมมากกว่า ในวันที่เราเองต้องจากโลกนี้ไป ผมก็อยากให้ช่วงนั้นผมได้นึกถึงเรื่องของบุญกุศลที่ผมเคยทำมาบ้างก็เท่านั้น”

“ผมมองว่า การทำบุญก็เป็นเหมือนการแบ่งปันความดี และเราก็สามารถแบ่งให้ทุกคนได้ หลายคนอาจคิดว่าทำบุญแล้วได้อะไร สำหรับผมแล้ว ความสุขและความสบายใจ คือคำตอบที่ดีที่สุด และผมเอง ก็ไม่เคยตั้งเป้าอะไรกับการจัดตั้งมูลนิธิพระราหูเลย ผมมองว่าในเมื่อเรายังมีแรงอยู่ เราก็อยากตั้งใจทำสิ่งดีๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิพระราหู หรือแม้แต่สถานปฏิบัติธรรมหิรัณย์พัฒน์ ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ส่วนนี้เราก็ตั้งใจสร้างขึ้นมา โดยใช้ชื่อคุณพ่อหิรัณย์ และชื่อคุณแม่พัฒน์ โดยที่ไม่ได้คิดว่าต่อไปข้างหน้า ทั้งมูลนิธิฯ และสถานปฏิบัติธรรมจะมีใครมาสานต่อหรือไม่ เราทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเท่านั้น”

อานิสงส์แห่งบุญกุศล
ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ยังบอกด้วยว่า “เราเป็นพุทธศาสนิกชน บุญแรกเลยที่เราจะได้รับคือ การทำให้สังคมเป็นปกติสุข และทำให้เรามีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี ขณะเดียวกันตัวของเราเอง ยังเหมือนได้ฝึกฝนตัวของเราให้เป็นคนที่รู้จักการให้อภัยคนอื่นได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม รวมไปถึงยังช่วยปรับทัศนคติและอารมณ์ของตัวเอง จากที่เคยเป็นคนที่โมโหหรือโกรธง่าย ให้ใจเย็นลงและมีสติมากขึ้นด้วย บางครั้งเมื่อเราต้องเจอกับอะไรร้ายๆ หรือไม่ดี ก็จะเหมือนมีเทวดามาคอยบอก คอยเตือนเรา ทำให้เรารอดพ้นจากเคราะห์กรรม หรือภยันอันตรายต่างๆ ไปได้”

“...ผมว่า การทำบุญ หรือสร้างสาธารณกุศล เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองอะไรเลยก็ได้ เราแค่มีใช้แรงกายหรือบางครั้งใช้ใจ รวมถึงให้กำลังใจกับคนที่กำลังเดือนร้อน หรือมีความทุกข์ เราก็ได้บุญเหมือนกัน และการสร้างบุญทำกุศล ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ใจเย็น ไม่โกรธ หรือโมโหใครง่าย เหมือนแต่ก่อนอีกเลย” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู พูดทิ้งท้าย พร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้า แสดงให้เห็นถึงความสุข และความสบายใจ ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกวันนี้... ดร.หิมาลัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม… ที่อิ่มบุญ

ฐานทัพเรือสัตหีบ สนับสนุนการจัดพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลประจำปี 2567

พลเรือโท ชยุต นาเวศภูติกร ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา ให้การรับรอง พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ประธานในพิธี ตลอดทั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ  หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนในพื้นที่สัตหีบ ณ พื้นที่ปะรำพิธี ลานอเนกประสงค์ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

ในการนี้เป็นไปตามที่กองทัพเรือ มอบหมายให้ฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นหน่วยอำนวยการประกอบพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล โดยมีหน่วยในกองทัพเรือจำนวน 8 หน่วย ได้จัดกำลังพลสวนสนามจำนวน ทั้งสิ้น 12 กองพัน ทั้งนี้วัตถุประสงค์ ของการกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เพื่อให้ทหารใหม่ ที่เพิ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งยศ ได้กระทำสัตย์ปฏิญาณตน แสดงความเป็นทหาร ต่อธงชัยเฉลิมพล

อนึ่ง ธงชัยเฉลิมพล เป็นธงประจำหน่วยทหารทุกหน่วย มีลักษณะเหมือนธงชาติ หรือธงไตรรงค์ ตรงกลาง มีตราเครื่องหมายประจำหน่วย บนยอดสุดของด้ามธง ทำเป็นโลหะสีทองรูปต่างๆ โดย ธงชัยเฉลิมพลได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นธงประจำหน่วยทหารของทุกหน่วย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานธงด้วยพระองค์เอง  ดังนั้น ธงชัยเฉลิมพลจึงเป็นเสมือนตัวแทนของชาติ ศาสนา  และพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะประจำอยู่กับหน่วยทหารเป็นเกียรติยศมิ่งขวัญของทหาร และสิ่งที่ทหารทุกคนจะต้องเคารพ และรักษาด้วยชีวิต
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี 0909535645

#เทิดทูนสถาบันยึดมั่นระเบียบวินัยประชาชนภูมิใจทะเลไทยมั่นคง
#Fit_for_the_Future
#I_will_do_my_best
#ฐานทัพเรือสัตหีบ
#สนับสนุนกำลังรบทางเรือ_ช่วยเหลือประชาชน_ดูแลกำลังพลและครอบครัว
#กองกิจการพลเรือนฐานทัพเรือสัตหีบกองทัพเรือ

นราธิวาส-พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประชุมเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมด้านการบังคับคดี พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

(20 มกราคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมอิมพีเรียล จังหวัดนราธิวาส ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมากล่าวเปิดงานโครงการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมด้านการบังคับคดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จัดโดย กรมบังคับคดี โดยมี นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ให้การต้อนรับ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประเทศไทยเผชิญภาวะหนี้สินครัวเรือนสูงกว่า ร้อยละ 90.70 รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบายเร่งด่วนประการแรกคือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาอาชญากรรม สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมในสังคม”

“ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของกระทรวงยุติธรรม ในการยกระดับหลักนิติธรรมทั้งการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขหนี้สินครัวเรือน หนี้ กยศ. เป็นหนึ่งโครงการสำคัญ (Quick Win) ของกระทรวงยุติธรรม” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้กล่าวขอบคุณ กรมบังคับคดี กองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษา และหน่วยงานเครือข่ายสถาบันการเงินต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือจัดงานโครงการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมด้านการบังคับคดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จัดงานขึ้นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนที่มาร่วมงานจะได้รับความช่วยเหลือให้มีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ ให้ลูกหนี้ เจ้าหนี้ เจรจายุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย โดยเสร็จสิ้นภารกิจในเวลา 13.00 น. 

ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ จ.นราธิวาส
นราธิวาส​

”รองต่าย“ยืนยันภายในวันนี้ สามารถคืนร่างผูัเสียชีวิตให้ญาติครบถ้วนทั้งหมด ล่าสุดพบ“ชิ้นส่วนท่อนขา+ถังเคมี“ในบ่อน้ำใกล้ที่เกิดเหตุ

วันที่  20 ม.ค 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป) พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัครเดช พิมลศรี ผู่้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมคณะได้ด้เดินทางไปที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 18 มค 67 และได้สั่งการให้ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิตผบช.ภ.7 พร้อมทั้ง พล.ต.ต.วัชรินทร์  ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยทีมีการเกี่ยวข้องในการประชุมที่ ศปก.สน.สภ.เมืองสุพรรณบุรี (วัดโรงช้าง) ให้สูบน้ำในบ่อ ในคู ข้างที่เกิดเหตุออกให้หมด เพื่อให้สิ้นสงสัยว่า อาจมีชิ้นส่วนร่างกายผู้เสียชีวิต หรือวัตถุพยาน กระเด็นไปตกอยู่ในน้ำ เพื่อจะได้เกิดความสมบูรณ์ในการค้นหาชิ้นส่วนของร่างผู้เสียชีวิต มาพิสูจน์อัตลักณ์ แม่นยำครบถ้วนตามหลักนักวิทยาศาสตร์ วิชาชีพสากล 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่าล่าสุด วันนี้ 20 ม.ค 2567 67 (เวลา 11.40 น.) ได้ดำเนินการสูบน้ำในคู ในบ่อ ออกหมด ผลการสูบน้ำออก พบ ชิ้นส่วนท่อนขา 1 ท่อน และถังสารเคมี 1 ถัง ถือว่า การค้นหาชิ้นส่วนร่างกายผู้เสียชีวิตและการเก็บพยานหลักฐาน ครบถ้วนแล้ว และจะได้นำไปตรวจพิสูจน์ต่อไป อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ตำรวจเราก็ทำอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนใด ชิ้นส่วนหนึ่งของร่างที่ไร้วิญญาณ ขาดหายไป 

โดยได้รับการยืนยันว่า การตรวจพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิต ด้วยการตรวจลายนิ้วมือ และ DNA ซึ่งได้ดำเนินการด้วยความทุ่มเท โดยทีมงานของตำรวจนิติเวช และ สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สามารถตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบ จนทราบแล้วว่า ร่างผู้เสียชีวิตเป็นใคร และเป็นญาติของใคร ครบทั้ง 23 ราย ทำให้ในช่วงบ่ายนี้ คณะกรรมการพิจารณาการคืนศพ จะเร่งรัดพิจารณาคืนและมอบศพให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศลได้ภายในวันนี้ครบทุกราย

คำสารภาพจากลูก ผู้เคยประพฤติร้ายต่อผู้เป็นแม่ แต่ในวันที่กำลังแพ้ ‘ผู้หญิงคนนี้’ ไม่เคยจากไปไหน

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีผู้ใช้งานติ๊กต็อกท่านหนึ่ง ชื่อ ‘kcbarseub’ โพสต์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับคำสารภาพของชายหนุ่มท่านหนึ่งชื่อ ‘นายชัยเวศ เสถียรโชติ’ อดีตนักเรียนที่เคยติดยา ก่อนจะกลับตัวกลับใจได้ จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนคณะนักร้องประสานเสียงได้ในที่สุด โดยนายชัยเวศ ได้เล่าเรื่องราวในอดีตสมัยวัยรุ่นของตนเอง ที่เคยหลงเลือกทางเดินที่ผิดพลาด จนเป็นเหตุทำให้ ‘แม่’ ผู้ให้กำเนิดต้องทุกข์ใจ ไว้ว่า…

“ชีวิตของผม ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก ผมมีความสุขมาก วันๆ ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดเพียงอย่างเดียวว่า วันนี้แม่จะทำกับข้าวอะไรให้กิน แม่จะให้เงินไปโรงเรียนเท่าไร

สมัยเด็กๆ แม่เคยถามผมว่า “โตขึ้น ลูกของแม่อยากจะเป็นอะไร?”

ผมตอบแม่ไปว่า “โตขึ้น ผมอยากจะเป็นตำรวจ อยากจะช่วยเหลือสังคม”

แม่รับปากผมว่าจะส่งผมเรียนให้ได้สูงๆ…

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 ผมเรียนถึงระดับอนุปริญญา เรียนสูงมาก ก็มีเพื่อนมาก แต่ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เพื่อนคนไหนบ้างที่จริงใจกับผม…

ผมรู้เพียงอย่างเดียวว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้าย ผมจะต้องเรียนให้จบ ได้เกรดเฉลี่ยนสูงๆ ทำให้แม่ภาคภูมิใจ

และในปีนั้นเอง แม่ของผมโชคร้าย แม่ล้มป่วย ผมพาแม่ไปหาหมอ หมอบอกว่าแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แม่จะต้องหยุดทำงาน แม่ไม่สามารถไปทำงานได้ แม้กระทั่งขึ้นสะพานลอย แม่ยังบอกว่า “แม่เหนื่อย ขอพักก่อนได้ไหมลูก…”

ตอนนั้นผมสับสนมาก เรียนก็อยากเรียนในจบ สงสารก็สงสารแม่ และในที่สุด เพื่อนที่เคยคบกัน เรียนมาด้วยกัน แนะนำผมว่า เขามียาอยู่ชนิดหนึ่ง ถ้าผมได้ลองใช้แล้ว มันจะทำให้ชีวิตของผมดีขึ้น จะทำให้ผมเรียนเก่ง มีร่างกายที่แข็งแรง ผมหลงเชื่อเพื่อน มาลองใช้ยาตัวนี้ดู…

แรกๆ ก็ใช้น้อย แต่ความต้องการยามีมากขึ้น งานการที่เคยช่วยแบ่งเบาแม่ ผมกลับปล่อยปละละเลย ไม่สนใจ กลับถึงบ้านก็หมกตัวอยู่แต่ในห้อง คิดอยู่อย่างเดียวว่า จะหาเงินที่ไหนไปซื้อยามาเสพ

ในที่สุด แม่ก็จับได้ว่าผมติดยาเสพติด ตอนนั้นผมยอมรับว่าผมกลัวมาก กลัวว่าแม่จะไล่ผมออกจากบ้าน กลัวว่าแม่จะไม่ให้ผมเรียนต่อ แต่แม่ไม่เคยพูดคำนั้น แม่นั่งร้องไห้ เรียกผมเข้าไปหา ถามผมว่า “ลูกติดมานานหรือยัง เลิกได้ไหม? ไหนลูกเคยสัญญากับแม่ ว่าลูกอยากเป็นตำรวจ”

ผมรับปากแม่ว่าผมจะเลิก แต่ผมก็ไม่เคยปฏิบัติตามคำพูดของผมเลย แต่กลับหนักขึ้นกว่าเก่า… ถ้าวันไหนแม่ไม่อยู่บ้าน ผมจะแอบกลับเข้าไปขโมยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เอาไปขาย แล้วบอกแม่ว่าพี่เป็นคนเอาไป

บ้านมีแต่เรื่อง… แต่ในที่สุดวันที่ 19 มิถุนายน 2538 ผมยังจําได้จนถึงทุกวันนี้และจะไม่ขอลืม วันนั้นเป็นวันเสาร์ ผมต้องการยามาก ผมบอกแม่ว่า “แม่ครับ ผมขอเงิน 200 บาท จะไปซื้ออุปกรณ์จัดการเรียน” แม่บอกผมว่า “พรุ่งนี้ได้ไหมลูก เพราะว่าพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ ลูกไม่ได้ไปโรงเรียนไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวแม่จะหาให้ ตอนนี้แม่เหลือเงินแค่ 300 บาท แม่ต้องไปหาหมอ”

ผมไม่ฟังคําพูดของแม่ ผมเข้าไปแย่งเงินจากแม่ ผลักแม่จนล้มลง เข้าไปแย่งเงินเอา เงิน 200 บาท ไปซื้อยามาเสพกับเพื่อนอย่างมีความสุข

แต่เวรกรรมมีจริง…

ในวันนั้นช่วงเย็น ผมกลับเข้าบ้าน มีผู้ชาย 2 คนเดินเข้ามาหาผม เขาจับผมเอาหน้าคว่ำลงกับพื้น เอาเท้าเหยียบที่หลังผม ใส่กุญแจมือ พาผมไปที่โรงพักและตั้งข้อหาว่า ‘มียาเสพติดไว้ในครอบครอง’

ระหว่างที่อยู่ในโรงพัก ผมคิดเสมอว่าเดี๋ยวเพื่อนก็ต้องมาเยี่ยมผม เพื่อนต้องไม่ทิ้งผม แต่ความคิดของผมผิดทั้งหมด… คนที่มาเยี่ยมผม คือ น้องของผม

น้องบอกว่า “แม่ไม่มาเยี่ยมพี่หรอก พี่ทําแขนแม่หัก”

ตอนนั้นผมคิดว่า ผมอยากตาย…

แต่ในคืนนั้นเอง ตอน 4 ทุ่ม แม่ที่ในขณะนั้น แขนข้างนึงเข้าเฝือก อีกข้างหนึ่งหิ้วถุงใส่ข้าวมันไก่กับน้ำอัดลมกระป๋อง เดินมาหาผม คําพูดแรกที่แม่พูดกับผม แม่ถามว่า “ลูกหิวข้าวไหม? ไม่ต้องกลัว แม่ซื้อข้าวมันไก่กับน้ำอัดลมกระป๋องที่ลูกชอบมาฝาก แม่จะหาทางช่วยลูก แม่ไม่ทิ้งลูก”

คืนนั้นแม่ทําทุกทาง ทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วยผม แม้กระทั่งก้มกราบเท้าตํารวจ แม่ก็ทํา…

เรื่องราวทั้งหมดหยุดชะงักลงเพียงเท่านี้ เพราะในขณะที่นายชัยเวศกำลังเล่าเรื่องทั้งหมดอยู่นั้นเอง แม่ของเขาก็ได้เดินเข้ามาสวมกอดเขาอย่างอบอุ่น ทำให้นายชัยเวศถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา พร้อมคุกเข่าก้มลงไปกราบแทบเท้าของแม่ผู้ให้กำเนิด และกล่าวขอโทษแม่ซ้ำไปซ้ำมา สร้างความซาบซึ้งและความประทับใจแก่ทุกคนเป็นอย่างมาก จนเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม

‘Pigkaploy’ แจงทุกประเด็นดรามา หลังทัวร์ลง ทำคลิป PR ทหาร รับ!! คิดน้อยไป ทำผู้คนตีความได้หลายแบบ ปัดฟอกขาวให้ใคร

จากกรณีกระแสดรามา ยูทูบช่อง Pigkaploy ของ ‘พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร’ ปล่อยคลิปวิดีโอล่าสุดชื่อ ‘ทหารมีไว้ทำไม EP.1’ ตอน ลองใช้ชีวิตเป็นทหารชายแดนเหนือ 3 วัน 2 คืน l ไทย-เมียร์มาร์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการทำขึ้นตามที่รับบรีฟจากกองทัพบกหรือไม่ ก่อนที่จะมีการลบคลิปดังกล่าวออกไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 67 ‘พลอย-พลอยไพลิน’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘Pigkaploy’ ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า…

“สวัสดีค่ะ พลอยขอชี้แจงประเด็นที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ อย่างแรกเลย พลอยอยากจะอธิบายเจตนาในการทำเรื่องราวของทหารชายแดน เจตนาของพลอยก็คือ อยากให้ทุกคนได้เห็นการทำงานของพี่ๆ ทหารชายแดน เพราะพลอยรู้สึกว่าน้อยคนที่จะได้เข้าไปเห็นการใช้ชีวิต พลอยทราบดีว่า ทุกคนรู้ว่าทหารชายแดนทำอะไรบ้าง แต่พลอยอยากเล่าในมุมมองที่ว่าเขากินอะไรบ้าง อยู่ยังไงบ้างและการปฏิบัติงานเขาต้องทำงานยังไง

เห็นความตั้งใจของพี่ๆ ทหารและความลำบาก ที่พี่ๆ เขาต้องใช้ชีวิตที่ตะเข็บชายแดน และให้คนตั้งคำถามถึงพี่ๆ ทหารชายแดนว่าควรได้รับการดูแลแบบไหน และการเป็นอยู่รั้วของชาติควรเป็นอยู่แบบใด โดยเล่าผ่านภาพและมุมมองที่พลอยไปเจอ และพลอยก็ได้ความร่วมมือจากกองทัพบกโดยตรง ในการช่วยประสานงานเข้าไปดูพื้นที่ในการปฏิบัติงาน เพราะเป็นพื้นที่ต้องขออนุญาต จริงๆ พลอยมีถามประเด็นที่หลายคนสงสัยไปในคลิปเช่นกัน แต่พลอยตัดออก เพราะพลอยไม่อยากให้พี่ๆ ทหารชายแดน และคนที่ช่วยประสานงานให้พลอยได้รับผลกระทบ

ในส่วนของประเด็นชื่อคลิป ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ เป็นเพียงการนำเสนอในคลิปแรกเท่านั้น แต่ไม่ใช่ชื่อของทั้ง Project พลอยผิดจริงๆ ที่คิดน้อยไปทำให้ประโยคนี้คนตีความไปได้หลายแบบ แต่ถามว่าพลอยไม่ทราบจริงๆ เหรอ? ว่า คำถามนี้คนเขาหมายถึงใคร พลอยทราบค่ะ ว่าเขาหมายถึงคนมีอำนาจบางกลุ่มหรือนายพลยศใหญ่ แต่ประโยคนี้พลอยเลือกมาเป็นปกคลิปหรือการปูเนื้อหาเข้าวิดีโอ เพราะพลอยได้คุยกับพี่ๆ ทหารชายแดน ว่าเขาได้อ่านคอมเม้นที่ด่าว่า แบบเหมารวมทหารทั้งหมด ถึงแม้ว่าคนที่คอมเม้นท์เหล่านั้นคนจะไม่ได้หมายถึงพวกเขา

แต่พี่ๆ เขาก็น้อยใจ และเจ็บปวดกับคำถามนี้ และพลอยก็คิดว่าการตั้งประโยคนี้ เพราะหวังว่าจะเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ทหารจริงๆ มีไว้ทำไม? แต่พลอยลืมคิดจริงๆ ว่า คนจะตีความไปได้หลายแบบ อันนี้พลอยพลาดเองค่ะที่คิดไม่รอบคอบ พลอยต้องขอโทษจริงๆ หลังจากที่เริ่มมีประเด็นพลอยก็เริ่มเห็นคนเข้ามาคอมเม้นไปในมุมต่างๆ แต่เหตุผลที่พลอยลบคลิป หรือตั้งส่วนตัวไว้ เพราะพลอยเห็นข้อความใน X หรือทวิตเตอร์ ที่แคปมาบอกว่ามีหลายๆ หน่วยงานของรัฐนำคลิปพลอยไปใช้ ไม่ว่าจะแปะบนเว็ปไซต์ ดูดคลิปพลอยไป หรือทำภาพแปะข้อความที่ไม่ได้ตรงตามจุดประสงค์และความตั้งใจของพลอยตั้งใจแต่แรก

พลอยเลยลบคลิป และตั้ง Private ในยูทูบ เพราะไม่ต้องการให้มีใครนำไปใช้ผิดจากที่พลอยตั้งใจไว้ จริงๆ พลอยอยากให้ทุกคนได้ดูคลิปกัน และวิจารณ์พลอยได้เลย พลอยน้อมรับคำติชม และนำไปแก้ไขแน่นอนค่ะ แต่พลอยเห็นการนำไปใช้ที่ไม่ถูกต้องจึงขอลบและตั้งส่วนตัวไว้ก่อน

ทั้งนี้ พลอยยังเชื่อในประชาธิปไตยที่แท้จริงที่รัฐบาลได้มาจากเสียงของประชาชน และการทำงานที่โปร่งใส พลอยก็อยากให้ทุกๆ คน ได้เห็นการเป็นอยู่ของพี่ๆ ทหารชายแดน และช่วยตั้งคำถามว่า เราควรปฏิรูปกองทัพได้แล้วหรือไม่? เพื่อความเป็นอยู่และสวัสดิการที่ดีพอสำหรับทหารที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ นี้ คือสิ่งที่พลอยตั้งใจให้คนเข้าใจค่ะ แต่อาจจะนำเสนอได้ไม่ถึง หรือไม่ดีทำให้คนเข้าใจผิด

ทั้งนี้ พลอยต้องขออภัยที่ทำประเด็นนี้ขึ้นมา จนหลายคนมองว่าเป็นการช่วยฟอกขาว พลอยไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นจริงๆ ค่ะ สุดท้ายนี้พลอยขอโทษอีกครั้งที่ทำให้เป็นประเด็น เกิดการเข้าใจผิด และหลายคนผิดหวัง ขอบคุณและขอโทษอีกครั้งค่ะ

นอกจากนั้น พลอย ยังเขียนเพิ่มเติมในช่องคอมเมนต์ พร้อมแนบคลิปวิดีโอด้วยว่า…

“พลอยเปิดคลิปเป็นสาธารณะแล้วนะคะ สามารถคอมเมนต์ติชมได้เลย พลอยน้อมรับปรับเพื่อนำไปแก้ไข”

‘ร้านสัจจะเทพ’ จำหน่ายธูปไหว้เทพฮินดู 4 กลิ่น หอมล้ำยาวนาน ปลอดภัย ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

ธูปหอมไหว้เทพฮินดู ‘สัจจะเทพ’ ต้นตำรับนำเข้าจากอินเดียแท้ ยืนหนึ่งเครื่องสักการบูชาเทพฮินดูแบบถูกต้องตามตำรา พร้อมกลิ่นหอมที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศและคืนความสดชื่น 4 แบบ 4 กลิ่น ตอบโจทย์ครบความต้องการ

หากเอ่ยถึง ‘ธูป’ หรือ ‘INCENSE’ ซึ่งมาจากคำสันสกฤตว่า ‘ธูปะ’ แปลว่า เครื่องหอม (ที่ใช้จุด) นับเป็นเครื่องบูชาสำคัญที่ใช้ในพิธีทางศาสนาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชีย ที่นิยมจุดธูปเพื่อบูชาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าตามความเชื่อของแต่ละประเทศ ดังนั้น ธูป จึงเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธามาช้านาน

แน่นอนว่า ธูปที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในธูปที่ดีที่สุดในโลกคือ ธูปจากประเทศอินเดีย เพราะชาวอินเดียมีความชำนาญในการผลิตเครื่องหอมมาตั้งแต่อดีตนับพันปี และยังเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญของโลก อย่างศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ซึ่งล้วนแต่ใช้ธูปหรือเครื่องหอม ในการสักการบูชามาอย่างยาวนาน

สำหรับประโยชน์ต่าง ๆ ของธูปหอม ที่นำมาใช้ในปัจจุบัน หลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ส่วน 
- ใช้จุดบูชาพระ บูชาเทพ และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงใช้ในพิธีมงคลต่าง ๆ
- ใช้จุดสร้างบรรยากาศ ให้ความสดชื่น ด้วยกลิ่นหอมแบบต่าง ๆ 

ทั้งนี้ มีความเชื่อมาอย่างยาวนานว่า กลิ่นหอมที่เกิดจากการจุดธูปสักการบูชาเทพฮินดูนั้น ยิ่งกลิ่นธูปมีกลิ่นหอมมากเท่าใด จะช่วยสื่อถึงเทพ และพรที่ขอนั้นจะสำเร็จผลได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหลายรายที่นำเข้าธูปหอมจากอินเดียเข้ามาจำหน่าย และหนึ่งในนั้นคือ ‘ร้านสัจจะเทพ’ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายธูปหอมอินเดียเกรดพรีเมียมรายแรก ๆ ของประเทศไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 50 ปี โดยแบรนด์ที่ทางร้านนำเข้ามาจำหน่ายชื่อ ‘MAVANA’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตธูปหอมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศอินเดีย

จุดเด่นของธูปหอมอินเดีย ที่ทาง ‘ร้านสัจจะเทพ’ นำเข้ามาจำหน่ายนั้น นอกจากจะเป็นธูปอินเดียแท้ ๆ แล้ว ยังได้รับการเลือกสรรอย่างเหมาะสมสำหรับใช้สักการบูชาขอพรเทพฮินดูที่ตรงตามตำรา ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ ด้วยสูตรลับเฉพาะตัว ให้กลิ่นหอมยาวนาน ควันน้อย ไม่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่มีสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด

ธูปหอมอินเดียจากร้านสัจจะเทพ มีให้เลือก 4 แบบ 4 กลิ่น ตอบโจทย์การใช้งานอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย

‘Ganesh’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีเขียวเข้ม ที่เหมาะสำหรับใช้จุด บูชาพระพิฆเนศ และเทพฮินดู ที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น สร้างความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดใส 

‘Money Drawing’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีเขียวอ่อน สำหรับใช้ไหว้เทพฮินดู ขอพร ขอทรัพย์ เรียกเงินเรียกทอง ที่มีกลิ่นหอมเย็น ๆ ให้ความรู้สึกสงบ แต่แอบแฝงสดชื่น เหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้สีขาวในยามเย็น

‘Laxmi’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีเหลือง สำหรับใช้บูชาพระพิฆเนศ และบูชาเทพฮินดูองค์อื่น ๆ โดยเฉพาะพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความงาม ผู้ประทานพรด้านความรัก ที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น สดใส เฉกเช่นเครื่องประทินผิวของผู้หญิง ที่มีความหอมหวานสดชื่น

‘Amor’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีชมพู สำหรับจุดไหว้เทพฮินดู เหมาะสำหรับขอพรในเรื่องของความรัก กลิ่นหอมอบอวลชวนหลงใหล ของบรรดาดอกไม้นานาพรรณ โดยเฉพาะกลิ่นหลายที่หอมหวาน ชวนเข้าสู่ภวังค์แห่งความรัก

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าธูปหอมอินเดีย ทั้ง 4 แบบ 4 กลิ่น จากร้านสัจจะเทพ ไม่เพียงแต่จะใช้สำหรับจุดบูชาเทพเท่านั้น แต่ยังสามารถจุดเพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้อง สร้างความสดชื่น ผ่อนคลาย ด้วยกลิ่นหอมที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สามารถใช้เพิ่มความหอมได้ทุกโอกาสตามต้องการ

สำหรับธูปหอมอินเดีย 'ร้านสัจจะเทพ' ได้นำเข้าธูปหอมจากอินเดียเป็นรายแรกๆ ของประเทศไทย ตั้งแต่ปี 1953 ปัจจุบันได้พัฒนามาสู่การขายผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยล่าสุด ‘คุณวารินทร์ สัจเดว’ ผู้ประกาศข่าว และนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่สอง ได้ปรับรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยเปลี่ยนช่องทางการขายทั้งหมดมาสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านช่องทาง Tiktok @shopyupdotco และ Line @shopyupdotco เพื่อขยายช่องทางการขายที่เข้าถึงลูกค้าให้กว้างขึ้น อีกทั้งยังเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัล ที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ ขอเชิญชวนผู้ศรัทธาในองค์เทพฮินดู ร่วมสักการบูชาขอพรทวยเทพ ด้วยวิธีการและบทสวดที่ถูกต้อง กับทริปไหว้เทพสุดปัง ที่จะพาคุณขอพรพร้อมไหว้เทพฮินดู ด้วยวิธีการและบทสวดที่ถูกต้อง ตามแบบฉบับอินเดียขนานแท้ ขอพรความรักได้ดังหวัง การงาน การเงินได้ดังใจ ณ เทวาลัยสยาม @ Nomad Castle ในวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 67 นี้ เพียง 574 บาทต่อท่าน

สนใจร่วมทริป ติดต่อไปได้ที่ โทร 081-489-1116 หรือ Line @shopyupdotco

‘วราวุธ’ ย้ำ!! เร่งช่วยเหลือครอบครัว 23 เหยื่อโรงงานพลุระเบิด พร้อมดูแลด้าน ‘กาย-จิตใจ-การศึกษา-รายได้และความเป็นอยู่’

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 67 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับรายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุโรงงานพลุระเบิด ที่ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า ถือเป็นพระมหากรุณาที่คุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอัคคีภัย องคมนตรีได้เยี่ยมเยียน สอบถามความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัย ซึ่งถือเป็นขวัญและกำลังใจ นอกจากผู้ได้รับผลกระทบแล้ว ยังเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วย

นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้สำหรับผู้เสียชีวิต 23 ราย เราได้รายละเอียดครบทุกคนแล้ว โดยทราบว่ามีใครเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง เกี่ยวข้องอย่างไร เพราะบางคนผู้ได้รับผลกระทบที่สุดคือหลาน โดยมีลูกมีอาชีพรับจ้างรายได้ไม่แน่นอน ฉะนั้น คนที่เสียชีวิตจะเป็นเสาหลัก แต่บางบ้านผู้เสียชีวิตไม่ใช่เสาหลัก ดังนั้นจึงจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า รายละเอียดทั้งหมด แบ่งเป็น 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย, สุขภาพจิต, เรื่องการศึกษา, รายได้และความเป็นอยู่ โดยในแต่ละมิติจะมีหลายหน่วยงานเข้ามา อาทิ เรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิต จะเป็นเรื่องของกระทรวงพม. กับกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการศึกษาก็จะมีทั้งเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามา ด้านรายได้ก็จะมีเงินประกันสังคม จากกระทรวงแรงงาน ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ก็จะมีกระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชนเข้ามาช่วย

อย่างไรก็ตาม ตนย้ำกับทีม พม.หนึ่งเดียวแล้วว่า ขณะที่ พม.มีวอร์รูมแล้ว ขอให้มีการประสานงานที่ดีกับหน่วยงานอื่น เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สับสน

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตอนนี้เคสที่หนัก คือ 3 ครอบครัว เด็กเยาวชนที่สูญเสียทั้งพ่อและแม่พร้อมกัน เนื่องจากเป็นเด็กเล็ก ยังเรียนหนังสือ ซึ่งขณะนี้มีหลายฝ่ายเข้าช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา ทุกคนจะต้องได้เรียนต่ออย่างแน่นอน และต้องขอขอบคุณ ทุกหน่วยงาน ภาคเอกชนทุกราย และอีกหลายฝ่ายที่ยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุน

“นักสหวิชาชีพ และนักจิตวิทยา รายงานกรณีเข้าประกบดูแลเคส ระบุว่า ตอนนี้ทุกคนอยู่ในภาวะเครียด เศร้าและซึม จิตใจย่ำแย่ ซึ่งในช่วง 7-10 วันแรกนี้ นักสหวิชาชีพ และนักจิตวิทยาจะประกบอยู่ทุกวันตลอดเวลา มีการประเมินสภาพจิตใจกันทุกวัน สถานการณ์หลังพูดคุยแล้วจิตใจเป็นอย่างไร และมีทีมแพทย์ ทีมนักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาร่วมงานกันด้วย เราต้องตามติดกันทุกวัน เพราะในเบื้องต้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การดูแลสภาพจิตใจกันก่อน” นายวราวุธ กล่าว

‘ก.พ.ร.’ แจง!! ข้อมูล ‘แร่ลิเทียม’ ในไทย เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ชี้!! ไทยไม่ใช่อันดับ 3 ของโลก แต่มีความสมบูรณ์กว่าหลายๆ แห่ง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 67 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ก.พ.ร.) ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ กรมฯได้เผยแพร่ข่าวว่ามีการพบแหล่งลิเทียมในประเทศไทย ที่แหล่งเรืองเกียรติ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา มีปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ประมาณ 14.8 ล้านตัน มากเป็นอันดับ 3 ของโลก เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% หรือมีปริมาณลิเทียมคาร์บอเนตเทียบเท่า (LCE) ประมาณ 164,500 ตัน และสามารถนำแร่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ร้อยละ 25 จะนำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคันนั้น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ชี้แจงว่า คำว่า ‘Mineral Resource’ มีความหมายถึง ‘ปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่’ ซึ่งแตกต่างจากคำว่า ‘Lithium Resource’ ซึ่งหมายถึง ‘ปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม’

ดังนั้น การนำข้อมูลปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ไปเปรียบเทียบกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียมของต่างประเทศ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า ประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกได้

สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ เป็น ‘แร่เลพิโดไลต์’ (lepidolite) ที่พบใน ‘หินเพกมาไทต์’ (pegmatite) และมีความสมบูรณ์ของลิเทียม หรือเกรดลิเทียมออกไซด์ เฉลี่ย 0.45% แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ดังกล่าวได้คุ้มค่า อีกทั้งแร่ลิเทียมมีความสัมพันธ์กับแหล่งแร่อื่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ดีบุกและธาตุหายากอื่น ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งดีบุกที่สำคัญในอดีต จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพบแหล่งลิเทียมเพิ่มเติม หากมีการสำรวจในอนาคต

ปัจจุบันมีผู้ได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจลิเทียมจำนวน 3 แปลง ในพื้นที่จังหวัดพังงา และมีคำขออาชญาบัตรเพื่อสำรวจลิเทียมในพื้นที่จังหวัดอื่นอีก เช่น จ.ราชบุรี และ จ.ยะลา

โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จะเร่งรัดให้เกิดการสำรวจลิเทียมและแร่หายากเพิ่มขึ้น ให้ประเทศไทยมีข้อมูลพื้นฐานสำหรับการทำเหมืองลิเทียม เพื่อรองรับการเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคต่อไป

นอกจากนี้ ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แจงว่า ตัวเลข 14.8 ล้านตัน เป็นปริมาณของหินเพกมาไทต์ ซึ่งมีธาตุลิเทียมปะปนอยู่เฉลี่ย 0.45% เมื่อถลุงสกัดเอาลิเทียมออกมาแล้ว จะได้ลิเทียมประมาณ 6-7 หมื่นตัน

เปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา โมเดล S หนึ่งคัน ใช้ลิเทียมสำหรับทำแบตเตอรี่ประมาณ 62.6 กิโลกรัม ถ้ามี 1 ล้านคัน ก็ใช้ลิเทียมไป 62,600 ตัน

ปริมาณลิเทียมที่คำนวณจากหินเพกมาไทต์ จากแหล่งเรืองเกียรติ เท่ากับ 6.66 หมื่นตัน ซึ่งหากนำมาเทียบกับข้อมูลแหล่งลิเทียมของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก พบว่า ไทยยังห่างไกลจากประเทศ Top 10 เป็นอย่างมาก โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ โบลิเวีย 21 ล้านตัน, อาร์เจนตินา 20 ล้านตัน, ชิลี 11 ล้านตัน, ออสเตรเลีย 7.9 ล้านตัน และ จีน 6.8 ล้านตัน

ผบช.สทส. และ ผบก.สส. พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน191 ตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน

วันนี้ (19 ม.ค.67) เวลา15.30น.พล.ต.ท.ศิริพงษ์ ติมุลา ผบช.สทส., พล.ต.ต.อธิศวิส กมลรัตน์ ผบก.สส. พร้อมคณะ ได้เดินทางมาร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน191ตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยมี พ.ต.อ.สุณัฐพล นิรมิตศุภเชษฐ์ รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.สมศักดิ์ ขันชัยทิศ ผกก.กก.สส.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน / ผช.ผอ.ศูนย์191และข้าราชการตำรวจในสังกัด จำนวน 11 นาย ให้การต้อนรับ พร้อมกับเข้ารายงานผลปฎิบัติ หน้าที่ ปัญหา ขัดข้อง อุปสรรคในการปฎิบัติงานให้ทราบ 

พร้อมได้สั่งการดังนี้
1. มีระเบียบวินัยในการปฎิบัติหน้าที่ ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเวร ควรจัดให้เป็นระบบและมีระเบียบ มีความพร้อมให้บริการกับประชาชน
2.เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุควรมีความชำนาญในพื้นที่ที่รับผิดชอบ รู้จักสถานที่เกิดเหตุว่าอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบใด  มีทักษะในการสื่อสารที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดี และมีใจรักในงานบริการ และมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์
3.หมั่นตรวจเช็คระบบและอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารทั้งหมดภายในศูนย์รับแจ้งเหตุ ให้มีความพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา
4.กำชับการรับสายเรียกเข้าทุกสายด้วยความรวดเร็ว และสอบถามรายละเอียดข้อมูลจากผู้แจ้งเหตุให้ครบถ้วน
5.กำกับดูแลสายตรวจให้ ไประงับเหตุและให้บริการประชาชนด้วยความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ 
6.นำข้อมูลและสถิติการรับแจ้งเหตุ มาวิเคราะห์วางแผนในการป้องกันอาชญากรรม และปรับปรุงการปฏิบัติงานของศูนย์รับแจ้งเหตุให้ดียิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top