Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

‘ซีอีโอหนุ่ม’ เตือน!! อย่ากระตุ้นชีวิตด้วยการติดหนี้ หากไม่มีความสามารถชำระหนี้นั้นๆ ในระยะสั้น

เมื่อไม่นานนี้ ‘คุณซีเค เจิง’ (CK Cheong) นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน (มาเก๊า) ผู้เติบโตที่ประเทศอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้บริหารของ ‘Fastwork Technologies’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีภาระหนี้สิน ผ่านทางช่องติ๊กต็อกชื่อ ‘Ckfastwork’ ระบุว่า…

“ทําไมเราถึงสนับสนุนให้คนติดหนี้? ผมอยากจะเตือนสติประชาชนมากๆ ผมอยากจะให้ช่องทางสื่อของผมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนคิดได้ว่า ‘การติดหนี้’ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนเลย

เราควรจะสามารถติดหนี้ได้ ต่อเมื่อเรารู้ว่าจะสามารถหามาคืนได้แน่ๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น ถ้าหากเรายังไม่แน่ใจว่าจะสามารถหามาคืนได้จริงๆ ผมว่าเราก็ไม่ควรติดหนี้”

คุณซีเค ยังยกตัวอย่างในกรณีที่ หากคุณรู้ว่าลูกค้าต้องการสั่งของ ต้องมีทุนหนึ่งแสนบาท แต่ยังขาดเงินอีก 50,000 บาท หากคุณอยากยืมเงินไปลงทุนตรงนี้ และคุณสามารถขายของสร้างรายได้ นำเงินกลับมาใช้คืนได้ภายใน 3-4 เดือน หากเป็นแบบนี้ ก็อาจจะสามารถติดหนี้ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรู้กำลังของตัวเอง ว่าสามารถหามาใช้คืนได้ แต่หากยังไม่มั่นใจว่าคุณติดหนี้แล้วจะใช้คืนได้ไหม ก็อย่าไปติดหนี้เลย

นอกจากนี้ คุณซีเค ยังกล่าวอีกว่า ยิ่งถ้าหากเป็นพวกหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงประมาณ 16% ยิ่งเป็นหนี้ที่แย่ที่สุดเลย หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่แย่ที่สุดแล้ว อย่าไปสนับสนุนการผ่อน อย่าไปฟังบิลบอร์ดโฆษณาที่เขาว่า ผ่อน 0% ไม่ต้องดาวน์ อย่าไปเชื่อ

“ผมไม่ได้อะไรจากคอนเทนต์นี้ แต่ที่ผมอยากทำคือ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ผู้คนคิดได้มากยิ่งขึ้น ไม่ไปหลงกลหรือหลงเชื่อ เราต้องเป็นประชาชนที่ฉลาดมากยิ่งขึ้น เรียกร้องสื่อให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สื่อที่ทำโฆษณาเชิญชวนการผ่อน เป็นสื่อที่สนับสนุนให้คนไทยติดหนี้ ไปตำหนิติเตือนกันหน่อยครับ เพราะมันไม่ดีครับ ไม่ดีสําหรับสังคมมากๆ เราไม่ควรมีความกระตือรือร้นหรือสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน เพียงเพราะเรามีหนี้สินครับ” คุณซีเค กล่าวทิ้งท้าย

สมุทรปราการ- 'สมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย' จัดพิธีมอบตำแหน่ง 'ดร.บรินดา จางขจรศักดิ์' นั่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48

วันที่ 20 มกราคม 2567 เวลา 17.30 น. ภายในสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย ถ.สุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย จัดพิธีรับมอบตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทยคนใหม่ แก่ทาง ดร.บรินดา จางขจรศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ถูกรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 

โดยมี คุณเพ็ญณี ไพรสานฑ์กุล นายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 47 พร้อมด้วย  Mr.Chun-Fu,Chang ท่านทูตไต้หวัน นายณรงค์ ดีโรจนวงศ์ นายกสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย (TTBA) คุณเฉิน เชาฟง หัวหน้าแผนกกิจการชุมชนต่างประเทศ แห่งสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และคุณ กัว เซียวหมิ่น ประธานสมาคมการค้าไทย-ไต้หวัน(TTBA) คุณเฉิน เมี่ยวยิน ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจโล ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ คณะกรรมการสมาคม เจ้าหน้าที่ และสมาชิกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพร้อมทั้งมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นการอวยพรกันเป็นจำนวนมาก

โดย ดร.บรินดา จางขจรศักดิ์ นายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 กล่าวว่า ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านและพี่น้องชาวไต้หวันจากทุกภาคส่วน รวมถึงนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ทุกท่านที่ส่งเสริมพร้อมทั้งให้กำลังใจ ทำให้มีความกล้าที่จะรับตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 นี้ จากนี้ต่อไปดิฉันในนามนายกสมาคม สมัยที่ 48 จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและในค่ำคืนนี้คือจุดเริ่มต้นในการปฎิบัติหน้าที่และจะขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และเต็มความสามารถไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ของสมาคมก็ตามและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชาวไต้หวันที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป       

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น อีกทั้งภายในงานยังได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร ธิดา ชาวไต้หวันพร้อมทั้งมีการจับรางวัลตั๋วเครื่องบินไปกลับประเทศไต้หวัน ก่อนจะมีการตัดเค้กเฉลิมฉลองตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 ต่อไป

นักวิ่ง 1,580 คน ร่วมวิ่ง 3 ระยะ 20 ,10 และ 5 กม.ในกิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่ (International Run @ Krabi) ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองกีฬา เชื่อมโยงการท่องเที่ยว

21 มกราคม 2567 ณ ลานสวนสาธารณะธารา อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่(International Run @ Krabi) โดยมีนายภานุ ศรีวิสุทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ กล่าวรายงาน และมี พ.ต.อ.สมเด็จ สุขการ นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ กล่าวต้อนรับ มีหัวหน้าส่วนราชการ  ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน สื่อมวลชน โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมทั้ง 3 ระยะทาง 1,580 คน

นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า กิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่(International Run @ Krabi) เป็นอีกกิจกรรมสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จุดประสงค์เพื่อมุ่งที่จะพัฒนากิจกรรมด้านกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว และสร้างความจดจำด้านการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ในหลากหลายมิติ และเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ท้องถิ่น เพราะการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นนักกีฬาและผู้ติดตาม จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน เกิดการจ้างงานและการขยายตัวของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัด ที่ใช้กิจกรรมวิ่งเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์

นายภานุ ศรีวิสุทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ กล่าวว่า

มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ ได้อนุมัติโครงการพัฒนาเมืองกีฬาเชื่อมโยงการท่องเที่ยว กิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่(International Run @ Krabi) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด สร้างความเชื่อมโยงของการท่องเที่ยวของจังหวัด กลุ่มจังหวัด และสร้างรายได้ให้กับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ เพื่อส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sport Tourism)โดยใช้กีฬาเป็นสื่อในการพัฒนาลักษณะนิสัยเยาวชนให้มีน้ำใจนักกีฬา มีวินัย ปฎิบัติตามกติกามารยาท และมีความสามัคคี เพื่อกระตุ้นกระแสการแข่งขันกีฬาระดับสากลให้เกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่ และปลูกฝังให้เยาวชนไทยและบุคคลทั่วไปได้สัมผัสการแข่งกีฬาระดับนานาชาติ

"มีนักกีฬาสมัคร ทั้งหมด1,500 คน เต็มจำนวนภายใน 7 วันหลังเปิดรับสมัคร และมีการสมัครเพิ่มอีก จำนวน 120 คน รวมทั้งหมด 1,580 คน แบ่งการวิ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะทาง 21 กม. มีผู้สมัครวิ่ง จำนวน 260 คน ระยะทาง 10 กม.  มีผู้สมัครวิ่ง จำนวน 360 คน และระยะทาง 5 กม. มีผู้สมัครวิ่ง จำนวน 960 คน" นายภานุ ศรีวิสุทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ กล่าว...

ตร. เตือน ผลิต หรือเผยแพร่ สื่อลามกสร้างด้วย AI ที่ใช้หน้าผู้อื่น โทษสูงสุด คุก 5 ปี ปรับ 200,000 บาท

วันนี้ ( 21 มกราคม 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยปัจจุบันได้มีกลุ่มมิจฉาชีพได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย นั้น

ในห้วงที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการสร้างสื่อลามกปลอม โดยการนำภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง ต่าง ๆ ตลอดจนบุคคลทั่วไป มาใช้เป็นใบหน้าตัวอย่างให้ปัญญาประดิษฐ์นำไปสร้างภาพคลิปหรือภาพลามกที่ปรากฎหน้าของบุคคลดังกล่าวขึ้น จากนั้นนำไปเผยแพร่ หรือขายผ่านช่องทางต่าง ๆ

โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สรุปความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ที่ผลิต เผยแพร่ และส่งต่อสื่อลามกปลอมที่สร้างด้วย AI จะเข้าข่ายความผิดทางอาญา 6 ฐานความผิด ตามกฎหมายดังต่อไปนี้

1. ความผิดฐาน “หมิ่นประมาท” – ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

2. ความผิดฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” – ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

3. ความผิดฐาน “ผลิต มีไว้ ซึ่งสื่อลามก เพื่อการค้า เพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน” - ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287(1)

4. ความผิดฐาน “โฆษณาหรือไขข่าวว่าจะหาสื่อลามกได้จากบุคคลใด หรือวิธีการใด” - ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287(3)

5. ความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้” - ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(4) หรือ มาตรา 14(5) แล้วแต่กรณี

6. ความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย” – ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16

นอกจากความผิดทางอาญาที่ได้กล่าวไปข้างต้น ผู้เสียหายที่ถูกนำภาพมาใช้เป็นภาพใบหน้าของบุคคลในสื่อลามกดังกล่าว ยังสามารถฟ้องเรียก “ค่าสินไหมทดแทน” จากผู้ที่กระทำ “ละเมิด” ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนมายังพี่น้องประชาชน ที่นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นสนุก หรือหยอกล้อผู้อื่น รวมไปถึงผู้ที่ผลิตหรือพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำมาใช้ผลิตสื่อลามกจากภาพใบหน้าของบุคคลอื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ให้หยุดการกระทำในลักษณะดังกล่าวทันที เพราะการกระทำของท่านเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย และต้องระวางโทษสูงสุดถึง จำคุก 5 ปี และ ปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท

ส่วนผู้ที่คิดจะซื้อสื่อลามกของบุคคลมีชื่อเสียง ท่านอาจถูกหลอกจากกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างสื่อลามกดังกล่าว

สุดท้าย หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มุกดาหาร -'บุหรี่เถื่อนข้ามชาติ' ตำรวจน้ำมุกดาหารร่วมสรรพสามิต จับเครือข่ายค้าบุหรี่-เบียร์ลาวหนีภาษีข้ามโขงจากสปป.ลาว

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่สถานีตำรวจน้ำ 3 (มุกดาหาร) กองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.3 ร่วมกับนายสันทัด รังคพุทธมานะ สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร แถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตเขตพื้นที่มุกดาหาร ทำการจับกุม บุหรี่และเบียร์ลักลอบนำเข้าจาก สปป ลาว โดยไม่เสียภาษีสรรพสามิต จำนวน 9 กล่อง 4,500 ซอง และเบียร์ 48 กระป๋อง 

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 7:30 น ของวันนี้ได้มีสายข่าวรายงานว่าจะมีการลักลอบขนบุหรี่และเบียร์จาก สปป.ลาว เข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร จ. มุกดาหาร เพื่อนำส่งต่อให้ร้านค้าในพื้นที่ต่างๆ จึงได้บูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำและเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร นำกำลังไปเฝ้าตรวจพื้นที่บริเวณถนนสายมุกดาหาร-ธาตุพนม หน้าวัดศรีทองบุ่น ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร กระทั่งพบรถยนต์กระบะอีซูซุ หมายเลขทะเบียน บจ 8107 มุกดาหาร ต้องสงสัยจึงได้ทำการเรียกให้หยุดแล้วขอตรวจสอบพบว่าที่กระบะท้ายมีกล่องบุหรี่ที่ผลิตใน สปป.ลาว จำนวน 9 กล่อง เมื่อเปิดดูภายในกล่องลพบุรีจำนวน 4,500 ซอง และพบกล่องเบียร์ที่ผลิตใน สปป.ลาว อีก 2 กล่อง จำนวน 48 กระป๋อง สอบถามนายสมบัติ (นามสมมุติ) คนขับรถให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถขนส่งบุหรี่และเบียร์ต่างประเทศที่ลักลอบหนีภาษีสรรพสามิตจริง และยินยอมให้เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย จึงได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางนำส่งสำนักงานสรรพสามิตอำเภอเมืองมุกดาหารดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘หนุ่มพะเยา’ ดวงดี กินกุ้งก้ามกรามพบ ‘ไข่มุกกุ้ง’ 2 ก้อน ชี้!! เป็นของหายากหนึ่งในล้าน เตรียมส่งตรวจพิสูจน์

(20 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับการติดต่อจากนายสมนึก ตั๋นเกี๋ยง อายุ 42 ปีอยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่13 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ว่าหลังจากที่พ่อตนได้ออกไปหาปลาในกว๊านพะเยาและได้กุ้งก้ามกรามมา 2 ตัว จึงนำมาเผาทำอาหาร ขณะที่เผาเสร็จและนำมารับประทาน ได้กัดเข้าบริเวณหัวกุ้ง ฟันไปกัดเข้าใส่ก้อนเหมือนหินแข็ง นึกว่าฟันหักจึงคายออกมาดู พบเป็นเม็ดสีขาวนวลขนาดเท่าเม็ดมะขาม ลักษณะเหมือนไข่มุก จึงเก็บไว้ คาดว่าเป็น ‘ไข่มุก’ หรือ ‘คดกุ้งก้ามกรามน้ำจืด’ ที่ไม่ค่อยพบเห็นที่ไหนมาก่อน สำหรับไข่มุกหรือคดกุ้งก้ามกรามในกว๊านพะเยายังไม่มีใครพบเห็นมาก่อน

“พ่อได้ออกไปหาปลาในบริเวณกว๊านพะเยาเพื่อนำมาทำอาหาร และไดกุ้งก้ามกรามมาจำนวน 2 ตัวโตขนาด 3-4 นิ้ว ก็นำมาทำอาหารโดยการเผากระทั่งนำมาทาน และกัดบริเวณหัวกุ้งมีก้อนแข็งๆ ตอนแรกนึกว่าฟันหลุด หลังจากคายออกมาก็พบว่ามีลักษณะคล้ายเม็ดมุก 2 ก้อน มีขนาดเท่าเม็ดมะขาม สีขนวนวลแข็งเหมือนไข่มุกหรือคดกุ้ง จึงเก็บไว้ในตลับจากนั้นก็เอาให้เพื่อนที่ทำงานดู ต่างบอกว่าเป็นไข่มุกหรือคดกุ้งและเป็นของหายาก เชื่อว่ามีโชคได้เป็นเจ้าของไข่มุกหรือคดกุ้งก้ามกราม เพราะเกิดมาก็ไม่เคยเห็น และไม่เคยมีประวัติว่ากุ้งก้ามกรามในกว๊านพะเยามีไข่มุกหรือ ‘คดกุ้ง’ แต่หากมีผู้สนใจจะขอซื้อก็จะขายหากให้ แต่จะนำไปตรวจพิสูจน์อีกครั้งว่าเป็นไข่มุกกุ้งหรือคดกุ้งหรือว่าเป็นอะไรอันแน่ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 084-045-4987” นายสมนึก กล่าว

นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ ยืนยันรัฐบาลพร้อมส่งเสริมเกษตรกร พัฒนาพันธุ์พืชไทย ขยายตลาดไม้ดอกส่งออกต่างประเทศ

วันที่ 20 มกราคม 2567 เวลา 10.00 น. พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมให้การต้อนรับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในโอกาสที่เดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  โดยได้เข้าเยี่ยมชมโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ณ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

นายกรัฐมนตรี รับฟังการบรรยายถึงประเด็นการส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่และการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูก ซึ่งจากข้อมูลของโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ พบว่า ไทยมีศักยภาพในหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิประเทศทั้งพื้นราบและที่สูงสามารถผลิตได้ทั้งไม้ดอกไม้ผลได้หลากหลาย เนื่องจากมีความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งสามารถพัฒนาเป็นพันธุ์พืชชนิดใหม่ ๆ ได้อีกมาก  ซึ่งศูนย์ฯ บ้านไร่ฯ เป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกและไม้ผลให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่โครงการพระราชดำริ นำกล้าไม้ไปปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ตลาด รวมถึงยังหาตลาดให้กับเกษตรกรที่อยู่ในโครงการด้วย   

โดยตัวอย่างพันธุ์พืชที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จในปัจจุบัน คือ พืชกลุ่มปทุมมา และกลุ่มกระเจียว หรือที่ต่างชาตินิยมเรียกว่า “สยามทิวลิป” ซึ่งมีการคิดค้นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีสีสันสวยงาม จนเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของภาคเหนือในปัจจุบัน รวมไปถึง กล้วยไม้แวนด้า ดอกไฮเด็นเยียร์ และล่าสุดมีการส่งเสริมการปลูกต้นวาซาบิ ที่สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละกว่า 10,000 บาท 

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยี่ยมชมครั้งนี้ถือเป็นการ Kickoff จุดเริ่มต้นที่ดีในการหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาล ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาสินค้าทางการเกษตรของไทยที่มีศักยภาพ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาสยามทิวลิป ซึ่งอยู่ที่การนำเสนอไม้ดอกไม้ผลอย่างไรให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกมากขึ้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องให้เกษตรกรทุกรายสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภค ยกระดับรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

จากนั้น ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของศูนย์ฯ บ้านไร่ฯ และหน่วยงานความร่วมมือ จำนวน 6 งาน ได้แก่ 

1. งานพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ได้แก่ ลูกผสมปทุมมาและกระเจียว สายพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์พืช และคุ้มครองพันธุ์พืชที่ได้นำไปส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎรจากภาคเหนือจรดภาคใต้ ลูกผสมแกลดิโอลัส ลูกผสมดาหลา และบานชื่น
2. การขยายพันธุ์แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดต่างๆ ที่นำไปส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร และงานวิจัยเทคโนโลยีการผลิตพืชในระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่น ปทุมมา กระเจียว แกลดิโอลัส วาซาบิ และ สตรอว์เบอร์รี 
3. ผลิตภัณฑ์สินค้าพืชเมืองหนาว เช่น ไฮเดรนเยีย ลิลลี ลาเวนเดอร์ และ วาซาบิ 
4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเย็น (Cold Plasma technology) จากความร่วมมือระหว่างศูนย์ฯ บ้านไร่ฯ กับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์วิจัยเชิงธุรกิจด้านเทคโนโลยีพลาสมาสำหรับเกษตรและชีวภาพ (Agriculture and Bio Plasma Technology Center : ABPlas) เพื่อพัฒนางานวิจัยด้านไม้ดอกและไม้ผล 
5. งานขยายผลกลุ่มไม้ดอก ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ฯ บ้านไร่ฯ (กลุ่มผู้ผลิตแกลดิโอลัส และ กลุ่มผลิตปทุมมาและกระเจียว)
6. งานขยายผลบนพื้นที่สูง งานแสดงผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชนเผ่า เช่น กาแฟภูพยัคฆ์ และการทำเครื่องจักรสาน ฯลฯ

นอกจากนี้ ทางโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่  ได้ดำเนินการจัดเก็บรวบรวมพันธุ์ไม้ดอกต่าง ๆ รวมไปถึงการศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ ซึ่งมีแผนงานพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล 7 ชนิด ได้แก่ 1. กระเจียว ปทุมมา 2. แกลดิโอลัส 3. บานชื่น 4. ดาหลา 5. แอสเตอร์ 6. หงส์เหิร และ7. สตรอว์เบอร์รี เพื่อนำผลสำเร็จในการขยายพันธุ์พืชไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในแต่ละภูมิภาคของประเทศ นำไปเพาะปลูกเพื่อประกอบอาชีพ รวมไปถึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ภาคเอกชน องค์กรต่าง ๆ  โดยสามารถพัฒนาธุรกิจส่งออก ผ่านการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร เชื่อมโยงกับผู้ส่งออก และผู้นำเข้าจากต่างประเทศ สร้างรายได้กว่า 38,668,975 ล้านบาท (จากข้อมูลกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับการขยายผล เมื่อปี พ.ศ. 2565) 

ทั้งนี้ โครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้เริ่มดำเนินการทดลองขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลในหมู่บ้านไร่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และในปี พ.ศ. 2528 ทรงมีนโยบายยกฐานะของโครงการขึ้นเป็นศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ สังกัดอยู่ในศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พร้อมทั้งเพิ่มภารกิจให้ครอบคลุมไปถึงงานพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลด้วย โดยมีพื้นที่ตั้งของสำนักงานศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ อยู่ในหมู่ 1 ต.บ้านแหวน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 33 ไร่ และหน่วยฝึกยางคราม อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ 90 ไร่

‘นายกฯ’ นำทีมเดินทัวร์ตลาดจริงใจที่เชียงใหม่ พร้อมชวนเที่ยวไทย ชาวบ้านแห่มอบกุหลาบต้อนรับแน่น-ต่างชาติขอถ่ายรูปตลอดทาง

(20 ม.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เยี่ยมชมตลาดจริงใจ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตลาดเอกชนที่นำสินค้าชุมชนและเกษตรกร ที่กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาให้การสนับสนุนมาขายโดยตรงให้กับผู้บริโภค ซึ่งมีทั้งสินค้าเกษตรเช่นผักผลไม้และสินค้าหัตถกรรมของชาวบ้านที่มีรายได้น้อย และไม่มีช่องทางในการจำหน่าย เช่น ผักปลอดสารพิษ กาแฟ เสื้อผ้าที่ผลิต หรือถักทอ จากกลุ่มแม่บ้านบนพื้นที่สูง

โดยประชาชนได้มอบดอกกุหลาบสีแดง พร้อมสติกเกอร์ข้อความว่า “รักนายกฯ เศรษฐา”

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เดินเยี่ยมชมร้านขายสินค้าต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ออแกนิก และร้านกาแฟ เป็นต้น

จากนั้น นายกฯ รับฟังบรรยายสรุปโครงการของกลุ่มเครือเซ็นทรัล ที่ดำเนินการซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) สู่การสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจสู่สังคม (CSV)

ผู้สื่อสื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจขอถ่ายรูปและทักทายนายกฯ ซึ่งนายกฯ ได้เชิญชวนให้มาท่องเที่ยวประเทศไทย และบอกว่าประเทศไทยมีของดีอีกมาก

ทั้งนี้ การพานักธุรกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า เขาไม่ได้ต้องการเงินจากท่าน แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ ‘Love and Attention’ (ความรักและความเอาใจใส่) จากทุกท่านในที่นี้

‘รร.นานาชาติแห่งกรุงเวียนนา’ เปิดออดิชั่นตามหาอัจฉริยะศิลปะ-ดนตรี-เต้น เด็กไทยมากความสามารถห้ามพลาด!! ลุ้นรับทุนเรียนฟรี 1 ปี ที่ออสเตรีย

(20 ม.ค. 67) โอกาสดี ๆ มาถึงแล้วสำหรับเด็กไทยที่มีความฝันและหลงใหลในศิลปะดนตรี ‘AMADEUS International School Vienna’ โรงเรียนนานาชาติแห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เปิดออดิชั่นตามหาผู้ที่มีความสามารถทางวิชาการ ดนตรี ศิลปะ และการเต้น ร่วมออดิชั่นเพื่อรับทุนแบบ Full Scholarship สนับสนุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษา (Full Scholarship) สำหรับปีการศึกษา 2024 - 2025 มูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท (ต่อทุน) เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สัมภาษณ์และออดิชั่นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567

AMADEUS International School Vienna (อะมาเดอุส อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล เวียนา) โรงเรียนเอกชนชั้นนำที่ดีที่สุดอันดับ 15 ของยุโรป โดดเด่นด้านหลักสูตรวิชาการคุณภาพสูง รวมถึงหลักสูตรดนตรีและศิลปะระดับเวิลด์คลาส เปิดรับสมัครเยาวชนไทยที่มีความรู้ความสามารถทั้งด้านวิชาการ ดนตรี ศิลปะ และการเต้น ร่วมส่งผลงานและออดิชั่นเพื่อชิงทุน AMADEUS Music and Arts Academy (AMAA) ที่ AMADEUS International School Vienna ประเทศออสเตรีย ระหว่างปีการศึกษา 2024-2025 แบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ที่พัก อาหารทุกมื้อระหว่างการศึกษา เป็นเวลา 1 ปี มูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาทต่อคน (50,000 EURO) และทุน Diversity Scholarships สนับสนุนค่าเล่าเรียน 10 % เป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้ นักเรียนมีโอกาสสมัครขอรับทุนเพิ่มเติมจากโรงเรียนได้ในปีการศึกษาต่อ ๆ ไป หากมีผลการเรียนดี มีความสามารถโดดเด่น  โดยทางโรงเรียนไม่มีกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสามารถของผู้สมัครในรอบออดิชั่น

สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจเข้าร่วมชิงทุนดังกล่าว ต้องมีอายุระหว่าง 11 – 18 ปี กรอกใบสมัครพร้อมแนบผลงานที่โดดเด่น (YouTube links, portfolio หรือเอกสารอ้างอิง) ผ่านทาง https://forms.gle/GFXMSd8MqLACj6gS6 ได้ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกผู้เข้ารอบ โดยพิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดจากผลงานที่แนบมาพร้อมใบสมัครจำนวน 16 คน เพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และการออดิชั่นสด ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ระหว่างเวลา 09.30 – 18.00 น. ณ โรงแรมสินธร มิดทาวน์ กรุงเทพฯ, วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น ซึ่งจะใช้เวลาทั้งสิ้น 30 นาที แบ่งออกเป็นการสัมภาษณ์นักเรียนผู้สมัคร 5 นาที ออดิชั่นโชว์ผลงานและความสามารถ 15 นาที และสัมภาษณ์ผู้ปกครองจำนวน 10 นาที

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ MAC International Education Consultant Agency หรือ ‘MIECA’ โทร. 098-670-1238 และ AMADEUS International School Vienna ประเทศออสเตรีย โทร +43-147-030-3727 E-mail : [email protected] หรือดูข้อมูลเพิ่มเติม www.amadeus-vienna.com คลิกที่แบนเนอร์ AMADEUS AUDITION และเลือก Audition in Bangkok

“สดุดีวีรชนทหารเรือไทย ในยุทธนาวีที่เกาะช้าง” กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับ จังหวัดตราด จัดพิธีเนื่องใน “วันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง” ประจำปี 2567

กองทัพเรือโดย ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับ จังหวัดตราด จัดพิธีเนื่องใน “วันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง” ครั้งที่ 36 ประจำปี 2567 ณ บริเวณอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง อ.แหลมงอบ จว.ตราด และ บริเวณเกาะลิ่ม จว.ตราด โดยมี พลเรือเอก ชาติชาย  ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีฯ 

ในการนี้ ทัพเรือภาคที่1 ได้จัดตั้งหมู่เรือเฉพาะกิจงานวันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง ประกอบด้วย เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงศรีราชา เรือ ต.83 และ เรือ ต.269 สนับสนุนการจัดพิธีสดุดีวีรชนกองทัพเรือ เพื่อกระทำพิธีลอยพวงมาลา ณ บริเวณสถานที่เกิดเหตุการณ์ เกาะลิ่ม จว.ตราด โดย พลเรือโท สุระศักดิ์  สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่1 มอบหมายให้ พลเรือตรี กรัณย์  กลิ่นบัวแก้ว รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เข้าร่วมในพิธีฯ 

สำหรับการจัดพิธีลอยพวงมาลา เนื่องในวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้างในครั้งนี้ มีกิจกรรมประกอบด้วย การอ่านคำสดุดีวีรชนทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง การสงบนิ่งรำลึกถึงดวงวิญญาณของผู้กล้าหาญที่เสียชีวิต และพิธีลอยพวงมาลา ณ บริเวณเกาะลิ่ม จว.ตราด ซึ่งเป็นจุดที่เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี จมลงจากการยุทธนาวีในกรณีพิพาทสงครามอินโดจีน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ถือเป็นการรบทางยุทธนาวีครั้งสำคัญ และครั้งเดียวของกองทัพเรือ ยังความภาคภูมิใจของกองทัพเรือและประชาชนตราดเสมอมา

สืบเนื่องจากการที่ กองทัพเรือ และ จังหวัดตราด ได้ร่วมกันสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อระลึกถึงความกล้าหาญของทหารเรือไทยที่ได้สู้รบกับกองเรือฝรั่งเศสที่มารุกราน ซึ่งแม้กองทัพเรือไทยจะมีกำลังน้อยกว่า แต่ก็สามารถต่อสู้ได้อย่างสมเกียรติ จนทำให้กองเรือฝรั่งเศสได้รับความเสียหายจนต้องล่าถอยกลับไป การสู้รบในครั้งนั้น ฝ่ายไทยสูญเสียเรือรบ และทหารเรือไทยต้องพลีชีพ จำนวน 36 นาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมของเหล่าทหารกล้าในครั้งนั้น กองทัพเรือจึงได้ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดตราด จัดพิธีดังกล่าวขึ้น ในวันที่ 17 มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันเกิดการสู้รบในยุทธนาวีที่เกาะช้าง คือ วันที่ 17 มกราคม 2484 เพื่อระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารเรือไทย ที่ได้สละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติและอธิปไตยของไทยให้คงอยู่สืบไป
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี 0909535645

#ทัพเรือภาคที่1
#วันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง2567
#เทิดทูนสถาบัน_ยึดมั่นระเบียบวินัย_ประชาชนภูมิใจ_ทะเลไทยมั่นคง
#Fit_for_the_Future


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top