Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

ภาคีชาวไร่ยาสูบไทยเห็นพ้องชาวไร่ปานามา หวั่นประชุมยาสูบโลกทำ 30,000 ครอบครัวหมดอาชีพ

(7 ก.พ. 67) ภาคีชาวไร่ยาสูบไทย กังวลต่อท่าทีของตัวแทนประเทศไทยและผลการประชุมกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกครั้งที่ 10 หรือ WHO FCTC [COP10] ขณะนี้ ที่ประเทศปานามา ชี้ทุกฝ่ายควรคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบทั่วโลก ก่อนตัดสินอนาคตอุตสาหกรรมด้วยความเห็นของคนกลุ่มเดียว หลังทราบข่าวมีชาวไร่ยาสูบปานามาจำนวนมาก ตั้งกลุ่มเดินประท้วงทั่วบริเวณสถานที่จัดประชุม COP10 ย้ำชัดไม่ควรกีดกันการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบการประชุมกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบครั้งที่ 10 หรือ COP10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-10 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ประเทศปานามา ซึ่งมีประเทศภาคีสมาชิก 183 ประเทศส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม เพื่อรายงานสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และกำหนดทิศทางการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา การประชุมกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าขาดความโปร่งใส กีดกันการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยก็ได้ส่งผู้แทนฯ เดินทางไปร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

นายอัจฉริยะ วัฒนาพร แกนนำกลุ่มภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบกว่า 30,000 ครอบครัวจาก 18 จังหวัดทั่วประเทศทั้ง 3 สายพันธุ์กล่าวว่า “องค์การอนามัยโลกและสมาชิก 180 ประเทศกำลังอยู่ระหว่างหารือและพิจารณาแนวทางการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งรวมถึงยาสูบรูปแบบใหม่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอาจมีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนเพราะไม่มีการเผาไหม้ เราอยากให้องค์การอนามัยโลกและตัวแทนประเทศต่างๆ รวมถึงคณะผู้แทนไทยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบจำนวนมากในประเทศ ซึ่งประกอบอาชีพนี้มาอย่างยาวนาน และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ ก่อนจะเสนอหรือสนับสนุนมาตรการสุดโต่งใดๆ เพราะ หลายๆ มาตรการควบคุมยาสูบที่บังคับใช้ในประเทศไทยในปัจจุบัน ก็มักจะอ้างว่ารับมาจากการประชุมกรอบอนุสัญญาฯ นี้ ซึ่งอยากให้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในประเทศของเราด้วย” หนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะมีการพิจารณาในการประชุม COP10 คือแนวทางการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ความร้อน (Heated Tobacco Products – HTP) ถุงนิโคตินสำหรับใช้ในช่องปาก และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่อื่นๆ 

และพิจารณากันว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนหรือไม่ รวมถึงมาตรการสุดโต่งอีกหลายด้านซึ่งนายอัจฉริยะกล่าวเสริมว่า “มีการรายงานข่าวว่า ชาวไร่ยาสูบในปานามาจำนวนมาก ก็ออกมาประท้วงการจัดประชุมกรอบอนุสัญญาฯ COP10 นี้ ว่ากีดกันการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็น และประเทศปานามาเองก็แบนบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ไม่ต่างจากไทย ดังนั้นองค์การอนามัยโลกและรัฐบาลควรหันมาให้ความสนใจว่า ชาวไร่ยาสูบจะได้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์ยาสูบใหม่ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร เพราะผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ความร้อนก็ยังคงใช้ใบยาสูบอยู่ ที่สำคัญควรใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวช่วยในการกำหนดนโยบาย มากกว่าการใช้อคติ เพราะเราคงฝืนวิวัฒนาการของโลกไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างกับกระแสความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้”

'สวนนงนุชพัทยา' ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีมังกรทอง จัดขบวนช้างแสนรู้เชิดสิงโต อวยพรให้นักท่องเที่ยว

วันที่ 8 ก.พ.เวลา 09.00 น.สวนนงนุชพัทยาโดยคุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้จัดขบวนแห่ช้างเชิดสิงโต ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบไปด้วยการจัดขบวนช้างเชิดสิงโต และยังมีเหล่าบรรดานางฟ้า นางสวรรค์ ออกมาร่ายรำอำนวยอวยพร และมีการแจกส้มจากน้องช้างเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่นักท่องเที่ยว

โดยการกิจกรรมดังกล่าว จัดเพื่อเป็นเฉิลมฉลองเทศการตรุษจีนของชาวจีนและชาวไทยเชื่อสายจีน ซึ่งสวนนงนุชพัทยามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมจากหลากหลายประเทศ กิจกรรมนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศความสนุกสนานครึกครื้น ให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม

ซึ่งการจัดขบวนแห่ใช้น้องช้างมากกว่า 10 เชือกและนักแสดงของสวนนงนุชพัทยาร่วมขบวน 60 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 ก.พ. - 11 ก.พ. 2567 สำหรับผู้ที่ต้องการมาเที่ยวชมมีโปรโมชั่นพิเศษ คนเกิดเดือนกุมภาพันธ์ ลดทันที 50 % สำหรับบัตรผ่านประตู ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ เด็กความสูงไม่เกิน 140 ซม.ที่มากับครอบครัว และผู้พิการพร้อมผู้ติดตามเข้าฟรีทุกวัน ส่วนรอบการแสดงนงนุชโชว์และช้างแสนรู้ แสดงวันละ 4 รอบ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 08.00 น.- 18.00 น.

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' รุ่นที่ 4

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 มุ่งเน้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติและทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่หอประชุมเดชะตุงคะ ศูนย์ฝึกจิตอาสา ภาค 3 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 เป็นประธานเปิดงานพิธีการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' (ภาค 3) รุ่นที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 เพื่อผลิตจิตอาสา 904 ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติในการทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม รวมทั้งเป็นตัวอย่างในการปลูกฝังทัศนคติที่ดี และเป็นต้นแบบให้กับเยาวชน ประชาชน ในเรื่องความเสียสละ ความมีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ สร้างสรรค์สังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความจงรักภักดีที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

โดยหลักสูตรจิตอาสา 905 'หลักสูตรพื้นฐาน' (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 นี้ มีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าทำการฝึกศึกษา จำนวน 200 คน จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วยนักเรียน นักศึกษาข้าราชการพลเรือน,ตำรวจ,ทหาร และภาคประชาชน โดยเป็นปีแรกที่มุ่งเน้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทำการฝึกอบรม ระหว่าง วันที่ 7 ถึง 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 โดยฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ 

ทั้งนี้ ระหว่างการฝึก ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านสถานที่ฝึก ที่พัก วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ และอาหารพระราชทาน จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และหลังจากผู้รับการฝึกได้สำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้รับพระราชทานใบประกาศนียบัตร พร้อมทั้งเครื่องหมายหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงความสามารถ พร้อมจะเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าเพื่อการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ภายใต้ร่มพระบารมีอันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดี

'โบว์-ณัฏฐา' สะท้อน!! โลกนี้มีผู้ฟังอยู่ 2 ประเภท ฟังแล้วนำมุมดีไปใช้ต่อ กับฟังแล้วตีโพยตีพาย 

จากกรณี CK Cheong (ซีเค เจิง) CEO เว็บไซต์ Fastwork ได้แสดงความคิดเห็นเรื่อง ทุกคนมีเวลาเท่ากัน อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา แต่สามารถดูสตรีมมิ่งได้ 8 ชม. การดูสตรีมมิ่งไม่ผิด แต่อย่าลืมเอาเวลามาพัฒนาตัวเอง ซึ่งหลังจากวิดีโอถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนกลายเป็นกระแสดรามา

ล่าสุด (8 ก.พ.67) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ด้วยว่า...

เห็นมีคนพูดเรื่องการบริหารเวลา แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญ ถ้าคุณมีเวลาดูซีรีส์ อย่าบอกว่าไม่มีเวลาจะทำอะไรเพื่อพัฒนาตัวเอง…แล้วก็มีคนโวยวาย เข้าไปด่า

โลกนี้มีคนที่ฟังอะไรแล้วหยิบส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ต่อ กับคนที่ฟังอะไรแล้วตีโพยตีพาย จับผิดคนพูดแทนการจับประเด็น เพราะอยากได้การโอ๋มากกว่าความจริง อยากได้ข้ออ้างให้กับความล้มเหลวของตัวเองมากกว่าแรงผลักดันเพื่อพัฒนา 

มีพี่คนนึงเคยพูดไว้ว่าถ้าเราให้ความสำคัญกับอะไร เราจะมีเวลาให้มันเสมอ ตอนจีบใคร ยุ่งแค่ไหนก็หาเวลาไปดูหนังได้ ไปเจอกันได้ ดังนั้นในชีวิตอย่าอ้างว่าไม่มีเวลาที่จะทำสิ่งที่ควรทำ ซึ่งจริงมาก…แต่ตอนนั้นไม่มีทัวร์ลง เพราะมันยังไม่มีเทรนด์ของการโยงทุกอย่างเข้ากับคำว่าความเหลื่อมล้ำ เพื่อจะบอกว่าชีวิตฉันดีขึ้นไม่ได้หรอกถ้าคนยังไม่เท่ากัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติห่วงใยอันตรายจากการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีน จัดทำคลิปเตือนพร้อมแนะนำวิธีการจุดประทัดอย่างปลอดภัย

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีนปีนี้ วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ 2567 พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจะประกอบพิธีไหว้เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษ ตลอดจนมีการจุดประทัดตามความเชื่อเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมความเป็นสิริมงคลนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในความปลอดภัยในการจุดประทัดช่วงเทศกาล จึงได้กำชับให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องการจุดประทัดให้ปลอดภัย ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีไอเดียจัดทำคลิปสั้นในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในเรื่องการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีนให้ปลอดภัย โดยมีนายภิญโญ รู้ธรรม นักแสดง พิธีกร และโปรดิวเซอร์ และอาจารย์บอล จากช่องยูทูป “อาจารย์บอล คลิกพลิกชีวิต” มาร่วมแสดงด้วย 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำวิธีการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีนให้ปลอดภัย โดยพี่น้องประชาชนทั่วไปควรระมัดระวังในการเดินผ่านบริเวณที่มีการจุดประทัด เพื่อป้องกันการได้รับบาดเจ็บจากการจุดประทัด สำหรับผู้ที่จุดประทัด ก่อนจุดขอให้สังเกตคนรอบข้างว่ามีใครเดินผ่านไปมาหรือไม่ , ไม่จุดประทัดในพื้นที่ใกล้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก สัตว์เลี้ยง , ห้ามเก็บประทัดใกล้ความร้อน หรือวัตถุไวไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และห้ามจุดประทัดในเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ หากการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนอาจเป็นเหตุรำคาญ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ - กลุ่มไทยสมายล์ เสริมพลังใจ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้

(8 ก.พ.67) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ มอบอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ผ่านรายการร้องทุกข์ ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ThaiPBS)

​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมมือกับรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชนไทยพีบีเอส จัดกิจกรรมนำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ ไม้เท้าพยุงสามขา และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มบริษัท ไทย สมายล์ กรุ๊ป (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับผู้พิการและผู้ยากไร้ ผ่านรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นรายการข่าว ที่เป็นสื่อกลางเพื่อนำเสนอปัญหาและหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากในสภาพสังคมปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังประสบปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ และเป็นช่องทางร้องเรียนและนำไปสู่การแก้ปัญหา 

ทั้งนี้เป็นการสะท้อนปัญหาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ในสังคมไทย การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้มามอบผ่านรายการร้องทุกข์ ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

สำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ที่สนใจรถเข็นวีลแชร์ ไม้เท้าพยุงสามขา และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน สามารถติดต่อได้ที่ รายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส  โทร. 02-790-2630-3 หรือ 02-790-2111 (จันทร์-ศุกร์ 9.00-16.00 น.) หรือ  ID  Line  @RongTookThaiPBS

พี่สอนน้อง!! อย่าแค่ติด 'เขา' แล้วพุ่งเข้าชน เพราะพฤติกรรมแบบนี้ มีแต่ทำให้มวลชนหนีหาย

เมื่อวานนี้ (7 ก.พ. 67) ช่องติ๊กต็อก ‘gikgok999’ โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวก ขณะนั่งอยู่ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีพฤติการณ์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างขบวนกรมสมเด็จพระเทพฯ กำลังเสด็จบนทางร่วมของต่างระดับมักกะสัน และขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวน แต่เมื่อมาถึงบริเวณทางลงด่วนพหลโยธิน 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่รถปิดท้ายสกัดกั้นไม่ให้รถยนต์คันดังกล่าวลงไปร่วมกับขบวนได้ โดยระบุว่า…

ตะวันเอาอีกแล้ว…คือเขาไม่ได้ปิดถนนนะบนทางด่วน ขบวนเสด็จก็วิ่งมาอีกฝั่งใช่ไหม แล้วอีกด้านหนึ่งก็ขับเคลื่อนกันตามปกติ แต่รถของตะวันขับเหมือนพยายามจะเข้าไปอยู่ในขบวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เขาก็ต้องปฏิบัติตามยุทธวิธีนั่นก็คือบล็อกไว้ จนเป็นที่มาของคลิป และเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงได้ดูแล้ว

ปิดถนนทําไม? ถนนของประชาชน แต่ไม่เข้าถึง 112 นะ เป็นเดือดร้อนรําคาญ เพียงแค่ว่าเขาไปขุดอันอื่นที่เกี่ยวกับ 112 มาเพื่อถอนประกัน ซึ่งตะวันก็เพิ่งได้ประกันตัวมา และกําลังที่จะโดนถอนประกันอีกแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าน้องเขาต้องการอะไร คือเหมือนกับอยากให้มันเร่งปฏิกิริยาเคมีการปะทะกันรึเปล่า… ซึ่งมองว่า…ไม่รู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) มันก็จะมีไม่กี่คน หยก ตะวันและก็คนขับที่อยู่ในขบวนการด้วย ขอใช้คําว่าขบวนการเลยนะ มันไม่สามารถเปลี่ยนให้แบบนี้น้องเอ้ย…สุดท้ายมันไม่ดีหรอก น้องจะเสียมวลชน น้องจะเสียแรงสนับสนุนไป ซึ่งตัวพี่จะวิเคราะห์อะไรไปทางไหนได้อีก ถ้าน้องมัวแต่ทําแบบนี้ บอกตรง ๆ ต่อสู้ให้มันโตขึ้นบ้างได้ไหม…ติดเขาพุ่งเข้าชนมันไม่เวิร์ก

และไหนจะโดนฝั่งที่เขาต่อต้าน ไหนจะเสียที่เขากําลังช่วยต่อสู้ทางความคิดเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงของโลก อันนี้ก็ต้องยอมรับเพราะมันเป็นความจริง เรื่องวัฒนธรรมอะไรเข้าใจแหละมันเป็นวัฒนธรรม เป็นความเป็นไทย แต่มันต้องค่อย ๆ หมุนเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอย่างสมูธที่สุด ขอใช้คํานี้ ใช้คําแบบที่ก้าวไกลเขาใช้เลย เปลี่ยนไปให้สมูธที่สุด อย่าไปเข้าใจเจตนาตรงนี้ผิด และขอย้ำอีกทีว่าโมเดลที่มันจะเป็นมันคืออังกฤษ สเปน นอร์เวย์ เดนมาร์ก สวีเดน ไม่ใช่รัสเซีย ฝรั่งเศส…

‘วราวุธ’ ขอโทษประชาชน หลังข้อมูล ‘ผู้สูงอายุ’ โดนแฮ็ก เร่งหาต้นตอคนทำผิด - เพิ่มมาตรการความปลอดภัยยิ่งขึ้น

(8 ก.พ.67) นายวราวุธ​ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแฮ็กเกอร์ต่างประเทศประกาศขายข้อมูลในเว็บไซต์ อ้างเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำใช้ในทางมิชอบ ว่า กรณีที่ผู้ไม่หวังดีมาเจาะฐานข้อมูลของกรมกิจการผู้สูงอายุ และได้ข้อมูลไปจำนวนหนึ่ง แต่เท่าที่ตรวจสอบพบว่าไม่ได้จำนวนมากเท่าที่เป็นข่าว 

“ผมเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ต้องกราบขออภัยต่อผู้สูงอายุ และขอโทษประชาชนทุกคน ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จากที่ผ่านมากระทรวงเราเข้าใจว่าระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของกระทรวงมีเพียงพอ คือไม่ใช่ว่าไม่มี และเข้าใจว่าเพียงพอ แต่พอเกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีมากขึ้นๆ วันนี้ทำให้เราต้องกลับมาเพิ่มมาตรการให้มีความเข้มงวด ให้เข้มแข็งมากขึ้น ในการป้องกันฐานข้อมูลของพวกเรา“ นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางกรมกิจการผู้สูงอายุได้ดำเนินการแจ้งความกับทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) แล้ว และได้ประสานงานขอให้ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกนำไปใช้ในทางใด และเร่งสืบหาให้ถึงตัวการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

นายวราวุธ กล่าวว่า พร้อมกับได้มีการประชุมหารือ เพื่อหามาตรการรับมือป้องกันภัยไซเบอร์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ซึ่งตนได้ใช้โอกาสนี้ขอให้ปลัดกระทรวง พม. ย้ำไปที่ทุกกรม และหน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงพม. ให้กลับไปทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของแต่ละหน่วยงานนั้นมีความปลอดภัย และแน่นหนาแค่ไหนเพียงใด โดยจะเร่งดำเนินการ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นายวราวุธ กล่าวว่า ส่วนกรณีรายชื่อที่หลุดออกไปแล้วขอความกรุณาพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ขอให้ระวังภัยทางไซเบอร์อีกส่วนหนึ่งก่อน เพราะมีผู้ไม่หวังดี มีคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพมากมาย จะมาหาประโยชน์จากผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวงจะมีโครงการต่างๆ เพื่อให้ความรู้กับผู้สูงอายุประกอบไปด้วย แต่ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ขอความกรุณาโทรสายด่วน 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มาที่ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เราจะได้เร่งประสานงานให้ 

'โหรลักยิ้ม' เผย คำทำนายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค่อยๆ เป็นจริง ยามใดคนขาดความ 'ยำเกรง-กตัญญู' ยามนั้นก็ไม่ต่างจากสัตว์

(8 ก.พ.67) ผู้ใช้งานบัญชีติ๊กต็อก ‘flukepatsmile’ หรือ ‘โหรลักยิ้ม อาจารย์ภัทร’ ได้โพสต์วิดีโอถึงกรณีมีแก๊งป่วนขบวนสมเด็จพระเทพฯ และตอบคำถามผู้ติดตามที่ถามเข้ามาว่า ‘อยากรู้ดวงของตะวันกับแบมค่ะ ยิ่งออกมาบีบแตรขบวนเสด็จอีก แย่มาก’ โดยระบุว่า…

“สมเด็จพระเทพฯ ท่านเป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถืออย่างมาก ส่วนตะวันกับแบม ก็เป็นเด็กที่อายุไม่เท่าไหร่ อายุก็ห่างกับสมเด็จพระเทพฯ เยอะมาก พฤติกรรมที่ทําก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง สำหรับคำถามที่ถามเข้ามาก็ต้องดู 3 ส่วน คือ ตามคําทํานาย ตามพิชัยสงคราม และตามหลักธรรม…

“ข้อแรกคือตามคําทํานาย บุคคลที่ทํานายไว้ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งระบุไว้ว่าในกาลข้างหน้าบุคคลจะไม่เคารพศักดิ์ ไม่เคารพอาวุโส ทุกคนจะปีนเกลียวกันหมด ไม่มีความเคารพ ไม่มีความกตัญญู แม้แต่บิดามารดาก็ไม่มีความกตัญญูให้ เพราะฉะนั้นพุทธทำนายจะต้องเป็นจริงเสมอ แล้วจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกาลพ้นกึ่งพุทธกาล ซึ่งตอนนี้ก็พ้นมาแล้ว…

“ข้อสองคือ พิชัยสงคราม การ ‘ตีบนอ้อมหลัง’ ก็คือ สส. ไปยื่นแก้ 112 แล้วก็ให้เด็ก ๆ ไปตีอ้อมข้างหลัง คอยมาแยงข้างล่าง ถือเป็นหลักที่ฉลาดตามหลักมหาพิชัยสงคราม…

“ข้อสามคือการว่าร้ายคนอื่น เช่น ด่าพระ ด่าขุน ด่าพระยา ด่าราชา เมื่อเราว่าร้ายหรือกระทําการอันไม่เป็นความเคารพต่อผู้อื่น โทษก็ย่อมมีมากตามกําลังบุญของบุคคลนั้น ๆ”

โหรลักยิ้ม กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะฉลาดตามหลักวิชัยสงคราม หรือเหตุการณ์ทั้งหมดจะต้องเกิดตามพุทธทำนาย แต่คุณเองก็เป็นคนเลือกได้ ว่าจะทําให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นในยุคของคุณอย่างรวดเร็ว หรือว่าชะลอให้มันนานที่สุด เพราะเมื่อใดที่มนุษย์ขาดความยําเกรง ความกตัญญู การให้เกียรติผู้อื่น มนุษย์ย่อมไม่ต่างกับสัตว์”

'บิ๊กโจ๊ก' ลั่น!! ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด กรณีสาวเอ็นถูกบังคับเสพยาและข่มขืน

ไม่นานมานี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์  หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันจะดำเนินคดีให้อย่างเด็ดขาด กรณีหญิงสาวรายหนึ่งซึ่งมีอาชีพเสริมรับงานเอนเตอร์เทน ถูกลูกเจ้าของรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง บังคับเสพยาและข่มขืน หลังจาก 'สายไหมต้องรอด' ได้พาเข้าพบเพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้สาวเอนฯ รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี 

ทั้งนี้ยังได้ฝากไปยังผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรท้องที่ด้วยว่า นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้เสียหาย ต้องพึ่ง เพจสายไหมฯ เพื่อร้องเรียน ทั้งที่ความจริงแล้วคดีนี้ควรจะจบตั้งแต่ในพื้นที่ไม่ใช่ให้เหยื่อนั่งรถมาถึงกรุงเทพมหานคร

สำหรับกรณีนี้ ทางหญิงสาวรายดังกล่าว เล่าว่าลูกเจ้าของรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง จ้างงานเอนเตอร์เทน โดยให้นั่งรถมาเจอกันที่รีสอร์ท เมื่อไปถึงก็ได้รับการดูแลพาเดินเที่ยวชม ก่อนที่ลูกชายเจ้าของรีสอร์ทจะไปซื้อของมานั่งกินกันในห้อง

ระหว่างนั้นลูกชายเจ้าของรีสอร์ทก็ให้หญิงสาวรายดังกล่าวดื่มเบียร์จนเริ่มเมาก่อนจะหยิบยาเม็ดสีส้มให้กินเข้าไป จนมีอาการร้อนรุ่ม ไม่นานนักก็หักยา ให้กินโดยให้อมไว้ใต้ลิ้นอีก จนอาการร้อนรุ่มรุนแรงยิ่งขึ้น ก่อนที่ลูกชายเจ้าของรีสอร์ทจะบังคับขืนใจ โดยไม่ป้องกันตัว ส่วนหญิงสาวไม่อาจปกป้องตัวเองได้เนื่องจากไร้เรี่ยวแรง

วันรุ่งขึ้นลูกชายเจ้าของรีสอร์ทก็ยังคงบังคับให้อยู่ในรีสอร์ทและมีการข่มขืนกระทำชำเราอีกหลายครั้ง กระทั่งต้องร้องขอชีวิตเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายและใช้เท้าเหยียบที่ใบหน้าลำคอ สุดท้ายลูกชายเจ้าของรีสอร์ทที่ก่อเรื่อง ก็เดินไปบอกแม่ และแม่ก็ให้ลูกน้องพี่รีสอร์ทขี่รถจักรยานยนต์พาสาวเอ็น ไปส่งที่ท่ารถโดยให้เงินไป 30,000 บาท ซึ่งหญิงสาวรายดังกล่าวต้องใช้เงินในการรักษาตัวไปกว่า 20,000 บาทแล้ว จึงนำเรื่องมาร้องเรียนเพื่อให้มีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top