Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

ผบ.ตร. ย้ำ ตำรวจพร้อมสนับสนุนทหารป้องกันประเทศ พร้อมเสริมกองทัพรักษาอธิปไตยชายแดนไทย - กัมพูชา ดูแลพื้นที่ส่วนหลัง สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

(12 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ. รุ่นที่ 68 จำนวน 299 นาย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

ผบ.ตร.ได้กล่าวต้อนรับคณะฯ บรรยายสรุปภารกิจและผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ตอบข้อซักถามถึงภารกิจต่าง ๆ ของตำรวจในหลายประเด็น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน โดย ผบ.ตร.กล่าวย้ำในตอนหนึ่งว่า ได้นำเรียนท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกตลอดว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมสนับสนุนภารกิจของทหาร ในการป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่าในส่วนการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เตรียมความพร้อมในทุกส่วนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหากได้รับการร้องขอจากกองทัพ และเน้นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าดูงานของคณะ วปอ.ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ และหน่วยงานความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดชายแดน

(11 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมอาการและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 4 นาย ได้แก่

- จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาด
- พลทหาร วชิระ พันธนา ได้รับบาดเจ็บ จากแรงอัดจากระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก
- พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด บริเวณขาขวาท่อนล่าง
- พลทหาร อนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ถนัด

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทัพบก และมอบเงินบำรุงขวัญในนามกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่กำลังพลและครัว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธีการที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สนใจข้อตกลงที่ให้ไว้ และได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

รู้จัก “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ยกระดับแรงงานไทยให้เข้มแข็ง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการรุกคืบของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม การพัฒนา “ทักษะ” คือทางออกที่จะทำให้แรงงานไทยยังเป็นที่ต้องการและไม่ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และนี่ก็คือภารกิจอันสำคัญของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” (กพร.) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาแรงงานให้เดินคู่มาตรฐานสากล ตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ จัดทำมาตรฐานฝีมือ ทดสอบ-รับรองความรู้ความสามารถ ไปจนถึงบริหารกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

และผู้ที่ขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญนี้ให้เป็นจริงในปี 2568 คือ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คนปัจจุบัน นั่นเอง

สำหรับประวัติของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” เป็นข้าราชการสายแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน “นโยบายสาธารณะ” และ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยพื้นฐานการศึกษาครอบคลุมทั้งรัฐศาสตร์และการบริหารการพัฒนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อยอดความรู้ระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างนโยบายและการพัฒนาคนในระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ในเส้นทางราชการ เริ่มต้นจากการทำงานในหน่วยงานระดับพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ก่อนเติบโตสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หลากหลาย สะท้อนประสบการณ์ที่รอบด้านในระบบแรงงานไทย โดยเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการ นายเดชาได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้าน “การพัฒนาฝีมือ” “การคุ้มครองแรงงาน” และ “การจัดหางาน” ครบทุกมิติ จึงเข้าใจห่วงโซ่แรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ในปี 2568 ภายใต้การนำของ เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หนึ่งในผลงานชูเด่นคือการเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อเตรียมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าฝึกให้ได้ 3,000 คน และจนถึงเวลารายงานได้ดำเนินการแล้วครบ 3,001 คน สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถของกรมฯ ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีทักษะที่ตลาดต้องการจริง

อีกผลงานที่ไม่อาจมองข้ามคือโครงการฝึกอบรมด้าน “Soft Power” ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและขยายแนวคิดการพัฒนาแรงงานจาก ‘ช่างฝีมือ’ สู่ ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ภายใต้เป้าหมายฝึกกว่า 70,000 คนทั่วประเทศในปีนี้ หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน การสร้างสื่อมัลติมีเดีย นวดแผนไทย สปา บาริสต้า ฯลฯ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ว่า “แรงงานไทยต้องมีทั้งฝีมือและ Soft Skills ที่สร้างมูลค่า”

นอกจากนี้กรมฯ ภายใต้การนำของอธิบดีเดชายังได้รับรางวัล “Best Performance Award” จาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภายใต้การนำของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ไม่เพียงพัฒนาแรงงาน แต่ยังยกระดับระบบองค์กรให้พร้อมรับความเสี่ยงทางดิจิทัล เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

สตูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓

(11 พ.ย.68) พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ พร้อมด้วย พลเรือตรี บรรณวิตร์ เฉลิมทอง รองผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค ๓ และคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพล รวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูลโดยมีน.อ.รัฐพล แก้วกระจาย ร.น. หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล พร้อมศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล,นาวาโท คงฤทธิ์ บุญทอง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝังที่ 452,นาวาตรีปรัชญ์ ขำเจริญ หัวหน้าสถานีเรือละงู/รองผู้บังคับหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเกาะหลีเป๊ะ,เรือ ต.273 ,เรือ ต.994ที่ออกปฏิบัติราชการในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน,พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

พลเรือโท วีรุดม  ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพลและท่านพูดคุยถามความเป็นอยู่ของกำลังพลและถามถึงการเดินทางของกำลังพลด้วยความหว่งใยและรวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูล และตรวจเยี่ยมชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค ๓ และดูความพร้อมของเรือ ท่าเทียบเรือ และสถานที่ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ณ ท่าเทียบเรือตำมะลัง ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จังหวัดสตูล 

ทั้งนี้พื้นที่จังหวัดสตูลนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่อาจจะเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ อาทิเช่น อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม นอกจากนี้ยังมีภัยที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เช่น ภัยจากการคมนาคม ภัยจากการขนส่ง และภัยจากการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นการเตรียมพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ในพื้นที่จังหวัดสตูล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวกระเช้าปีใหม่ “สุขชุมชน” รวมสุดยอดสินค้า GI ไทย 9 รายการ ส่งเสริมบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

(11 พ.ย. 68) ที่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” ว่า กรมมุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า GI อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ ๆ และผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 243 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 114,329 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมฯ ร่วมกับ ท็อปส์ เครือเซ็นทรัล รีเทล ได้คัดเลือกสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 9 รายการ จัดทำเป็นกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และส่งต่อความสุขความปรารถนาดีจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึง โดย GI 9 รายการ ประกอบด้วย สินค้า GI ในกลุ่มอาหาร 6 รายการ ได้แก่ 

1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 
2.ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
3.พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืดและใช้เป็นสมุนไพรไล่ลม 
4.สับปะรดภูแลเชียงราย ให้วิตามินซีสูงช่วยต้านอนุมูลอิสระและดีต่อระบบขับถ่าย 
5.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ให้พลังงานและบำรุงเลือด 
6.ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านกระบวนการคั่วด้วยเกลือแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติหวานมันปนเค็มอ่อนๆ เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 3 รายการ ได้แก่ 

1.ชาเชียงราย ใบชามีกลิ่นหอมละมุน มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความผ่อนคลาย 
2.น้ำหมากเม่าสกลนคร อุดมด้วยสารอาหาร มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
3.กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ปลูกแบบธรรมชาติร่วมกับไม้ป่า

“สินค้า GI ทั้ง 9 รายการ ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 469 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2569 จะมีการผลักดันสินค้าท้องถิ่นจดทะเบียนจีไออีกกว่า 20 รายการ และจะมีการต่อยอดความร่วมมือนำสินค้าจีไอไปจัดเป็นชุดกระเช้าหรือจำหน่ายในเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป กับทั้งที่ท็อปส์ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย” นางอรมน กล่าว

ด้านนายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่ท็อปส์มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกกว่า 90 รายการ สำหรับกระเช้า “สุขชุมชน” เป็นความต่อเนื่องปีที่สอง โดยจัดเตรียมให้เลือก 2,000 ชุด ราคาประมาณ 1,799 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,000 ชุด ซึ่งประเมินว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ ช่วงปีใหม่น่าจะยังขยายตัวได้เกิน 2 หลัก และยอดซื้อเริ่มเข้ามาแล้ว

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมงาน "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน"เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก บุญส่ง พรมนิล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมงาน "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน"เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ จัดกิจกรรม "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน" เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บริเวณปะรำพิธี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีช้างร่วมกิจกกรมดังกล่าวกว่า 300  เชือก  

โดยมี นายประภาส ศรีจันทร์เวียง และนางธัญพร มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย 

ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(11 พ.ย. 68) เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจในสังกัด ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมเพรียงกันเข้าแถวเคารพธงชาติ และยืนถวายน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที พร้อมร่วมกล่าวอุดมคติ 9 ข้อ และกล่าวคำปฏิญาณตนว่า “พวกเราจะจงรักภักดี ปกป้อง เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างเคร่งครัด พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน และพวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม”

การปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปด้วยความพร้อมเพรียง เต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกแห่งความจงรักภักดี และปฏิบัติด้วยความจริงใจจากข้าราชการตำรวจทุกนาย เพื่อแสดงออกถึงอุดมการณ์ ความสามัคคี และความมุ่งมั่นในการเป็น “ตำรวจของประชาชน” อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และร่วมเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติอย่างต่อเนื่อง

ปลุกไฟช้างศึก!! ทีมชาติไทยประเดิมอุ่นเครื่องเจอสิงคโปร์ เปิดยุคโค้ช ‘แอนโธนี ฮัดสัน’ เตรียมทีมคัดเอเชียนคัพ 2027 ทดสอบระบบใหม่ก่อนบุกศรีลังกา

(11 พ.ย. 68) ทีมชาติไทยชุดใหญ่เตรียมเปิดฉากยุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของ แอนโธนี ฮัดสัน กุนซือชาวอังกฤษ ด้วยนัดอุ่นเครื่องพบกับทีมชาติสิงคโปร์ วันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 19:30 น. ที่ธรรมศาสตร์ สเตเดียม จังหวัดปทุมธานี นับเป็นบททดสอบสำคัญก่อนลุยศึกคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ที่ศรีลังกาในเดือนถัดไป

แอนโธนี ฮัดสัน กล่าวผ่านสื่อว่า "สมาคมฟุตบอลฯ ต้องการความต่อเนื่องและเตรียมทีมทันที" โดยเกมนี้ถือเป็นโอกาสให้โค้ชใหม่ทดลองระบบและผสมผสานนักเตะรุ่นเก๋ากับดาวรุ่ง เพื่อสร้างความสมดุลในทีม

รายชื่อผู้เล่นชุดแรกประเดิมยุคฮัดสัน มี ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน และสารัช อยู่เย็น ซึ่งถือเป็นการเรียกคืนประสบการณ์ที่สำคัญ รวมถึงการวางแทคติกเน้นเกมรุกที่ไลน์สุดท้าย และการทรานซิชันที่รวดเร็วเพื่อรับมือกับสิงคโปร์ที่มักครองบอลได้มากในอดีต

ไทยมีสถิติที่เหนือกว่าสิงคโปร์ในการพบกัน 5 นัดหลังสุด ด้วยการชนะรวด ทำให้แฟนบอลคาดหวังมาตรฐานผลการแข่งขันจากทีมชาติไทยต่อไป ด้านแฟนบอลที่ต้องการเชียร์ติดขอบสนามยังสามารถซื้อบัตรผ่านช่องทาง ThaiTicketMajor พร้อมเปิดประตูสนามตั้งแต่ 1 ชม.ก่อนการแข่งขัน

โปรแกรมต่อไปทีมช้างศึกจะลงสนามเยือนศรีลังกาในวันที่ 18 พ.ย. 2568 เพื่อเก็บสามคะแนนแรกในศึกคัดเอเชียนคัพ 2027 ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญต่อเส้นทางรอบคัดเลือกในกลุ่มนี้

รรท.พตร. นำบุคลากรทางการแพทย์ร่วมแสดงพลัง ประกาศเจตนารมณ์ เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม พร้อมปฎิญานตน ความจงรักภักดี อุดมคติตำรวจ 9 ข้อ 

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) ที่บริเวณลานจอดรถ อาคารศรียานนท์ รพ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาตื พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นพ.(สบ 8) รพ.ตร. รรท.พตร.เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยพล.ต.ต.เกษม รัตนสุมาวงศ์ รอง พตร.พล.ต.ต.หญิง พิมพรรณ ทรัพย์ขำ รอง พตร.,พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ  รอง พตร.พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน รอง พตร.พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์พยาบาล สหวิชาชีพ ข้าราชการตำรวจ และบุคลากร รพ.ตร. 

โดยบุคลากรทางการแพทย์ ได้เปล่งว่าจาในการร่วมแสดง พลังแห่งความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมกล่าวอุดมคติตำรวจ 9 ข้อ และ “ประกาศเจตนารมณ์เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม” อย่างพร้อมเพียง เสียงดังสนั่นบริเวณ บริเวณดังกล่าว ”รรท.พตร.กล่าว“

สำหรับ อุดมคติตํารวจ 9 ข้อคือ จริยธรรม แนวทางการปฏิบัติตนที่ตำรวจต้องพึงระลึก ยึดมั่น และนำไปใช้ในอาชีพตำรวจ เพื่อให้มีพื้นฐานในการเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี มีวินัย เที่ยงธรรมในอาชีพ และการรับใช้ประชาชน โดยอุดมคติตํารวจ มีที่มาจากบทร้อยกรองที่นิพนธ์ในพ.ศ. 2499 โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฎฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 16  ซึ่งได้กลายมาเป็น อุดมคติตํารวจ 9 ข้อที่ประกอบด้วย เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่, กรุณาปรานีต่อประชาชน, อดทนต่อความเจ็บใจ, ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก, ไม่มักมากในลาภผล, มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน, ดำรงตนในยุติธรรม, กระทำการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต เราจะมาอธิบายอุดมคติตํารวจ 9 ข้อ พร้อมความหมาย ดังต่อไปนี้

1.เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
เพราะหน้าที่ของตำรวจมีหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามให้เกิดความสงบสุขในสังคม บ้านเมือง ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีปลอดภัย เมื่อดำรงอาชีพตำรวจก็คือข้าราชการคนหนึ่งที่รับเอางานของพระราชามาทำ ซึ่งการรับงานเหล่านี้มาทำต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มที่มีความรับผิดชอบเท่ากับมีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

2.กรุณาปราณีต่อประชาชน
ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก รับรู้ความทุกข์ยากของประชาชนจากการเผชิญเรื่องเดือดร้อนต่างๆ ในทุกวัน เช่น ขโมยขึ้นบ้าน ถูกจี้ ถูกชิง ถูกทำร้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ที่ประชาชนพบเจอเป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับความทุกข์ เมื่อเราเป็นตำรวจไม่ควรมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เราควรที่จะช่วยเหลือ และแก้ไขความทุกข์ เพื่อความเป็นอยู่อาศัยของประชาชน

3.อดทนต่อความเจ็บใจ
อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องเจอกับความเหนื่อยในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคำพูดไม่ดี คำบ่น คำว่าร้าย เพราะคำพูดจาทั้งหลายเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในอาชีพนี้ต้องรู้สึกแย่ เกิดความเจ็บใจ ฉะนั้นต้องมีความอดทนอดกลั้นให้มากกับสิ่งที่ต้องเผชิญในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่

4.ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ความยากลำบากในที่นี้คือความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหน้าที่ทั้งหลายในอาชีพนี้มีทั้งหนัก ทั้งเบา ซึ่งเมื่อเริ่มต้นเส้นทางในอาชีพตำรวจแล้ว เริ่มต้นด้วยความตั้งใจมักจะทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้ดี ฉะนั้นจงอย่าย่อท้อต่อความยากลำบากที่เผชิญในหน้าที่

5.ไม่มักมากในลาภผล
คนที่เป็นตำรวจต้องยึดมั่นในความพอดี ไม่สร้างเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เช่น การกลั่นแกล้งประชาชนเพื่อรีดไถ หรือหวังผลประโยชน์ของประชาชน เป็นต้น ฉะนั้นการห้ามใจตัวเองไม่ได้ และเปราะบางต่อความโลภไม่ควรเป็นสิ่งที่มีในคนที่ดำรงอาชีพตำรวจ

6.มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
การทำประโยชน์ สร้างความอบอุ่น ความสงบสุขให้ประชาชนคือหน้าที่ของตำรวจที่ปฏิบัติ ซึ่งหน้าที่เหล่านั้นก็เปรียบได้ว่าเป็นการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

7.ดำรงตนในยุติธรรม
ตำรวจคือผู้รักษากฎหมาย เป็นผู้ที่ทำดำรงให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ซึ่งต้องรักษาทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย กติกาที่สังคมกำหนด และที่สำคัญตำรวจไม่ควรทำตัวเองเป็นกฎหมาย

8.กระทำการด้วยปัญญา
อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องพิสูจน์ความจริง ต้องอยู่กับความจริงเสมอ ทำอะไรต้องใช้ปัญญา ฉะนั้นตำรวจต้องหมั่นหาความรู้ให้ตัวตลอดเวลา เรียนรู้เพิ่มเติม เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ เสมอ และไม่ควรทำอะไรด้วยการคาดเดา หรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์

9.รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต ข้อสุดท้ายคนที่ดำรงอาชีพตำรวจต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรเป็นคนกล้าบ้าบิ่นในการทำสิ่งต่างๆ รวมถึงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะคนที่กล้าบ้าบิ่นคือคนที่มีความประมาท ขอให้ยึดมั่นไว้ว่าการเป็นตำรวจต้องมีความไม่ประมาทให้ชีวิตอยู่รอดอย่างปลอดภัย อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความรับผิดชอบ และยังทำให้เป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ คนอยากที่จะเลือกเดินเส้นทางนี้ ใครที่มุ่งมั่นตั้งใจย่อมเป็นไปได้ เมื่อเป็นได้ และได้ดำรงอาชีพนี้แล้วก็อย่าลืมที่จะยึดมั่นในอุดมคติตํารวจ 9 ข้อด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากใครมีความต้องการอยากจะเป็นตำรวจและต้องการคำปรึกษาในการเตรียมตัวสอบตำรวจ หรือมีความสนใจติวสอบตำรวจเพื่อพิชิตความฝัน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top