Friday, 12 June 2026
NEWS FEED

รมว.อุตสาหกรรม เรียกกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก ถกเร่งแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กของไทย

(4 พ.ย. 67) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดกระทรวง เชิญแกนนำกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก ร่วมหารือปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก และหาแนวทางแก้ไขเพื่อความอยู่รอดตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในการประชุมที่กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม หารือกับผู้แทนอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก คณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. และ 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งมีสมาชิกรวม 510 บริษัท จ้างงานโดยตรงกว่า 50,000 อัตรา และจ้างงานทั้งระบบกว่า 3 แสนคน

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานส.อ.ท. กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาและพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมเหล็กเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของระบบอุตสาหกรรม เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ได้แก่ ก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ โดยหลายประเทศต่างก็ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติของตน แต่ขณะนี้โลกเผชิญวิกฤตกำลังการผลิตเหล็กของโลกล้นเกินความต้องการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจและธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ถดถอย ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศของจีนลดลง ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กในจีนยังคงผลิตเหล็กในสัดส่วนสูงมากราวร้อยละ 58 ของการผลิตเหล็กของทั้งโลกรวมกัน จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าเหล็กไปยังภูมิภาคหรือประเทศที่มีช่องโหว่ซึ่งจีนสามารถทุ่มตลาดได้ โดยในช่วง 9 เดือนแรก ประเทศจีนได้ส่งออกสินค้าเหล็กแล้ว 81 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปี 2567 จีนจะส่งออกสินค้าเหล็กมากสุดในรอบ 8 ปี ปริมาณสูงถึง 109 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าเหล็กจากจีนที่ส่งมายังประเทศไทยปีนี้มีแนวโน้มปริมาณมากกว่า 5.1 ล้านตัน และครองส่วนแบ่งปริมาณเหล็กนำเข้ามากที่สุดร้อยละ 44 ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในไทยมีการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ถึงขั้นวิกฤตต่ำกว่าร้อยละ 30 แล้วจนหลายโรงงานเหล็กต้องทยอยปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานไป ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก จึงขอเสนอ 7 แนวทางบรรเทาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก ดังนี้

มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กเฉพาะประเภทที่มีกำลังการผลิตมากเกินความต้องการใช้ภายในประเทศไทยแล้ว ได้แก่ โรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นต้น มาตรการส่งเสริมให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้สินค้าเหล็กในประเทศที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon การเร่งกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป มาตรการสงวนเศษเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเหล็กในประเทศ นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดการซากรถยนต์ เพื่อให้มีการบริหารจัดการและสามารถนำวัสดุต่างๆ มาแปรใช้ใหม่ (Recycle) ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นโยบายส่งเสริมการใช้สินค้าที่ได้รับการรับรองจากส.อ.ท. ว่าผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) ไม่เพียงแค่เฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเท่านั้น โดยขยายไปยังโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public – Private Partnership หรือ PPP) และโครงการก่อสร้างของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) ด้วย

การสนับสนุนให้ใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ โดยเข้มข้นขึ้นตามสถานการณ์และทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping หรือ AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention หรือ AC) กับสินค้าเหล็กบางประเภทเท่านั้น โดยไม่มีการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty หรือ CVD) และมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard หรือ SG) แต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถูกจีนส่งสินค้าเหล็กมาทุ่มตลาดปริมาณเฉลี่ยกว่า 4.2 แสนตันต่อเดือน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องสนับสนุนด้วยมาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงที โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็ต้องมีการปรับตัวรับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและประโยชน์ของประเทศชาติด้วย ทั้งนี้หลายข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กบางประเภท การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อาคารโครงสร้างเหล็ก มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเศษเหล็ก รวมถึงการจัดการซากรถยนต์ เป็นต้น โดยจะเร่งรัดผลักดันมาตรการต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล็กยังคงอยู่เป็นพื้นฐานสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศไทย

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์   0649646443

'เผ่าภูมิ' บินเกาหลี หารือ KODIT ถกโมเดลค้ำสินเชื่อ เตรียมพร้อมก่อนตั้ง NaCGA ไทย 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมด้วยนางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รักษาการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และนายสุพัฒน์ เมธีวรพจน์ ประธานกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมหารือกับ Korea Credit Guarantee Fund (KODIT) สถาบันค้ำประกันสินเชื่อของสาธารณรัฐเกาหลี 

โดยหารือเพื่อยกระดับและพัฒนาการค้ำประกันสินเชื่อ เสริมสร้างกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ แบบจำลองทางการเงิน การบริหารจัดการความเสี่ยง สนับสนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ รวมทั้งหารือการยกระดับโมเดลการให้คะแนนเครดิตค้ำประกันสินเชื่อ หรือ Credit Scoring ไปใช้กับรูปแบบธุรกิจใหม่ ปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงาน

นอกจากนั้นยังได้หารือความพร้อมการจัดตั้ง “สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ” หรือ นากก้า (NaCGA : National Credit Guarantee Agency) ของรัฐบาล โดยขยายขอบเขตการค้ำประกันสินเชื่อในรูปแบบการค้ำประกันโดยตรง (Direct Guarantee) ด้วยการเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูล การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น ครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการในทุกๆ กลุ่มได้มากขึ้น

ทั้งนี้ KODIT เป็นสถาบันค้ำประกันที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง มีรูปแบบการค้ำประกันรายบุคคล (Individual Guarantee) และการให้บริการแบบโดยตรง Direct Approach Guarantee โดยมีกระบวนการอนุมัติค้ำประกันที่มีการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางธุรกิจของ SMEs ด้วยการใช้แบบจำลองทางการเงิน KODIT Rating System และใช้ Corporate Rating System; CCRS Rating เพื่อพิจารณาระดับความเสี่ยงของ SMEs และสามารถกำหนดระดับอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามระดับความเสี่ยง

โดยมีธุรกรรมหรือผลิตภัณฑ์ค้ำประกันที่หลากหลายเพื่อรองรับผู้ประกอบการ SMEs ในแต่ละกลุ่ม การบริหารจัดการข้อมูลด้านสินเชื่อ การให้คำปรึกษาทางการเงินและด้านบริหารจัดการองค์กรหรือบริษัท และการลงทุนแบบ Guarantee-aligned Equity Investment เป็นต้น 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบรางวัลโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ครั้งที่ 1 

(7 พ.ย.67) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , คุณพรรณี ปิติกุลตัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พร้อมหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีมอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจร ประเภทบุคคลและหน่วยงาน ตามโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของตำรวจจราจร ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน ภาคีเครือข่าย และตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจจราจร ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ    

สำหรับ 'โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย' ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โดยได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อดำนินตามโครงการ เป็นจำนวนเงิน 4,000,000 บาท ต่อเนื่องปีที่ 2 โดยให้ทุกกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 1,484 สถานี ขับเคลื่อนดำเนินการให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จราจรทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก 5S อันได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส) , SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี) , SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ) ,SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ) , STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน) และให้หน่วยงานระดับกองบัญชาการ และกองบังคับการ ควบคุมกำกับดูแลให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ลดลงได้มากกว่าร้อยละ 5 หรือ 10 คนขึ้นไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี

ตามปีปฏิทิน (ปี พ.ศ.2564 ถึงปี พ.ศ.2566) , ข้อมูลการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี และผลการการบังคับใช้กฎหมาย (หมวก/เมา/เร็ว) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ตามปีปฏิทิน รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามประเมินผล เพื่อพิจารณาคัดเลือก สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล กองบังคับการละ 2 นาย แบ่งเป็น ระดับชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และชั้นประทวน 1 นาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 194 นาย และคัดเลือกสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงานในสังกัดแต่ละกองบัญชาการที่ชนะเลิศ 1 หน่วยงาน รองชนะเลิศ 2 หน่วยงาน รวมทุกกองบัญชาการจำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมอบรางวัล จำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 (เดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม 2567) มอบรางวัลเดือนกันยายน 2567 และครั้งที่ 2 (เดือนกันยายน ถึงธันวาคม 2567) มอบรางวัลเดือนมกราคม 2568 และยังมีรางวัลนวัตกรรมที่มอบให้กับหน่วยงานนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนน โดยจะมีการมอบรางวัลในเดือนมกราคม 2568 

จากผลการขับเคลื่อนดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้เพิ่มความเข้มข้นในการกวดขันวินัยจราจร และการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ลดลงจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ใน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม จำนวน 356 ราย คิดเป็น -8.55 เปอร์เซ็นต์

โดยในวันนี้เป็นการมอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจรครั้งที่ 1 (ห้วงเดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม 2567) โดยเป็นรางวัลประเภทบุคคล จำนวน 30 นาย เป็นสุภาพบุรุษจราจรในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล , มอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน ชนะเลิศ ระดับกองบังคับการ จำนวน 11 หน่วยงาน และมอบรางวัล ระดับกองบัญชาการ 3 หน่วยงาน โดยครั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นหน่วยงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การจัดพิธีวันนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับตำรวจจราจร ที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่และหน่วยงานที่ขับเคลื่อนโครงการฯได้เป็นอย่างดีต่อไป

‘สนธิ’ สวมกอด ‘ชูวิทย์’ อธิษฐานให้หายป่วย พร้อมให้อภัยทุกอย่าง – ลืมทุกเรื่องที่เคยขัดแย้ง

‘สนธิ’ กอดอธิษฐาน ให้ ‘ชูวิทย์’ น้องรักหายป่วย ลืมทุกเรื่องที่ผ่านมา ชูวิทย์ อวยพรให้พี่ชายเจริญ ๆ มีกำลังปราบมารต่อไป ส่วนผมเห็นปลายทางแล้ว

วันนี้ (7 พ.ย.67) ณ บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือผู้จัดการ นำคณะผู้บริหาร พนักงาน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ครบรอบ 34 ปี และเนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันเกิดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุครบรอบ 77 ปี ซึ่งในงานได้มีแขกคนสำคัญหลายคนที่เข้ามาร่วมอวยพรในวันเกิด

โดยช่วงเวลา 10:30 น. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ทันทีที่ได้เดินทางมาถึงบ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ได้เดินเข้าไปประคองตัวนายชูวิทย์และโผเข้ากอด พร้อมกับบอกว่า ”น้องรักเอ็งกอดพี่แน่น ๆ ขอหายใจเข้าลึก ๆ” และกล่าวต่อว่าจะถ่ายพลังที่ตนเองได้ปฏิบัติธรรมให้กับนายชูวิทย์ พร้อมกับกล่าวต่อว่า “หายใจเข้าลึก ๆ พุทธ หายใจออกโธ ” พร้อมอธิษฐานที่ได้สะสมบุญบารมีที่ตนมีมอบให้กับนายชูวิทย์ ที่เป็นน้องรัก และก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพร้อมกับให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

ก่อนที่นายชูวิทย์ จะมอบพวงมาลัยที่เตรียมมามอบให้นายสนธิ โดยนายชูวิทย์ บอกว่า "ขอบคุณพี่ที่อวยพร ขอให้พี่เจริญๆ ขอให้พี่มีกำลังใจที่เข้มแข็ง และช่วยปราบพวกมารต่างๆ ขอให้พี่ทำหน้าที่นี้ให้คนไทยสังคมไทย ส่วนผมเห็นปลายทางแล้ว"

ก่อนที่นายสนธิ จะบอกว่า "ไม่ ๆ ชูวิทย์ยังต้องอยู่ต่อ ชูวิทย์เป็นคนมีคุณูปการต่อสังคม ไม่ด้านใดด้านหนึ่ง พี่คิดว่าประชาชนทั้งหมดเขาซาบซึ้งจริง ๆ ที่ชูวิทย์ทำ แล้วทุกคนทุ่มเทกำลังใจให้ชูวิทย์ให้หาย พี่บอกมานานแล้วว่าพี่ลืมไปแล้ว พี่รู้แต่ว่าชูวิทย์เป็นน้องพี่ ไม่ต้องมาขอโทษพี่ มาให้พี่กอด เท่านั้นเป็นสิ่งที่พี่ต้องการ

ก่อนที่นายชูวิทย์จะบอกว่า มาถูกวัน มาวันที่พี่ไม่ด่าผม นายสนธิบอกว่า "ไม่...โถ่เอ้ย เอ็งจำได้ไหมเอ็งก็เคยมาหาพี่วันเกิด" ก่อนที่นายชูวิทย์จะตอบว่า "จำได้"

จากนั้นทั้งคู่ก็จูงมือกันเข้าไปด้านใน ในบ้านพระอาทิตย์ ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอติดตามทำข่าว

พ.ต.ท.สำรวย สมาน สว.ตม.จว.อุทัยธานี รับรางวัล ITA AWARDS 2024 อันดับที่ 1 ของประเทศ

พ.ต.ท.สำรวย สมาน สว.ตม.จว.อุทัยธานี รับรางวัล ITA AWARDS 2024 อันดับที่ 1 ของประเทศ(หน่วยงานส่วนราชการระดับต่ำกว่ากรม ผ่านดีเยี่ยม) และข้าราชการตำรวจดีเด่น ด้านบริหารหน่วยงานดีเด่น เนื่องในวันตำรวจ ปี 2566 และ ปี 2567 

พ.ต.ท.สำรวย สมาน สว.ตม.จว.อุทัยธานี บก.ตม.5 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ที่ได้รับรางวัล “การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ITA AWARDS 2024 อันดับที่ 1 ของประเทศ ของหน่วยงานระดับต่ำกว่ากรม (สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร อำเภอ และสถานีตำรวจ ทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2567” เป็นอันดับที่ 1ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ และอันดับที่ 1 ของส่วนราชการในจังหวัดอุทัยธานีได้รับคะแนน คิดเป็นร้อยละ 99.41 (เต็ม 100 คะแนน) ด้วยผลคะแนนรวมทั้ง 3 ด้าน ผ่านประเภท ดีเยี่ยม โดย จำแนกการประเมินข้าราชการตำรวจ ทุกนาย มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อปฏิบัติติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ตามหลักธรรมาภิบาล นำมาซึ่งผลคะแนนที่บ่งบอกถึงคุณภาพในการปฏิบัติติราชการ โดยได้นำเอาหลักการมีส่วนร่วมของข้าราชการที่ปฏิบัติงานในหน่วย ลูกจ้าง ภาคีเครือข่าย ร่วมแรงร่วมใจ ในการทำงานโดยมุ่งหวังในมิติการมีส่วนร่วมของข้าราชการตำรวจและประชาชนร่วมในการมีส่วนร่วม

ซึ่งผลคะแนนทั้ง 3 ด้านประกอบด้วย 
1. ด้านการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน : IIT ได้ 100 คะแนน 
2. ด้านการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก : EIT ได้ 98.02 คะแนน 
3. ด้านการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ : OIT ได้ 100 คะแนน

โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัลตำรวจดีเด่น 2 ปีซ้อน ตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีนโยบายให้จัดทำโครงการคัดเลือกข้าราชการตำรวจดีเด่น เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566 และ ปี 2567 เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชู สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ผลการปฏิบัติราชการดีเด่น ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และ พ.ศ.2567 โดยจัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ผลการปฏิบัติราชการดีเด่น โดย พ.ต.ท.สำรวย สมาน สว.ตม.จว.อุทัยธานี ได้รับคัดเลือกด้านบริหารหน่วยงานดีเด่น ระดับ สว.ตม.จว. 2 ปีซ้อน ด้วยคะแนนสูงสุดใน บก.ตม.5 โดยมีผลงานดีเด่นด้านพัฒนาสถานที่ทำการและพื้นที่ให้บริการ ด้านพัฒนาบุคลากรและส่งเสริมสวัสดิการ และด้านพัฒนารูปแบบการทำงานและระบบเทคโนโลยี
  
พ.ต.ท.สำรวย  กล่าวต่อไปอีกว่า ตั้งแต่ได้ดำรงตำแหน่ง ได้นำแนวคิดเรื่องธรรมาภิบาลหรือการบริหารบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาใช้ในด้านการบริหารงาน นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ ในการปฏิบัติราชการตามกรอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

การทำงานแบบบูรณาการทำงานเป็นทีม ซึ่งปรากฏว่าด้วยการรวมพลังการทำงานบูรณาการทำงานเป็นทีม ทำคนน้อย ให้เป็นคนมาก ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน ร่วมแรง ร่วมใจกันของข้าราชการตำรวจและพนักงานจ้างทำให้ผลการประเมิน ในปี 2567 ได้รับคะแนนรวมทะลุถึง 99.41 (เต็ม 100 คะแนน) เป็นหน่วยแรก และหน่วยเดียวของ สตม.และของ จว.อุทัยธานี ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงคุณภาพในการปฏิบัติราชการในทุกมิติทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการบริหารงานบุคคลและการมีส่วนร่วม ด้านการบริหารงานการเงินและการคลัง ด้านการบริการสาธารณะ ด้านธรรมาภิบาล 

 อีกทั้งได้นำระบบศูนย์ราชการสะดวก (GECC :Government Easy Contact Center) มาขับเคลื่อนเพื่อให้เป็นหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนที่มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวก โดยมีมาตรฐาน ระบบงาน เชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน ส่งมอบบริการด้วยใจ การบริการเหนือความคาดหมายเช่น บริการในวันหยุด เพื่อให้ประชาชน ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย ประชาชนมีความพึงพอใจต่อบริการ ของภาครัฐ

องค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)โดยมีแผนงานสอดคล้อง มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติราชการ ได้แก่ แอพพลิเคชัน “Uthai on Mobile” เพื่อให้ประชาชน ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย สามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา สอดคล้องกับการนำหลักองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) มาใช้ในการปฏิบัติราชการ โดยใช้ความสุขพื้นฐานแปดประการ ในการทำงาน(Happy 8) ประกอบไปด้วย Happy Body (สุขภาพดี) ,Happy Heart (น้ำใจงาม) ,Happy Society (สังคมดี) ,Happy Relax (ผ่อนคลาย) ,Happy Brain (หาความรู้) ,Happy Soul (ทางสงบ) ,Happy Money (ปลอดหนี้) และ Happy Family (ครอบครัวดี)

ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของบุคลากรของ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดอุทัยธานี ที่ยึดถือแนวทางนี้ในการปฏิบัติราชการ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล เพื่อการบริหารจัดการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดคืนสู่ประชาชนต่อไป

 ตม.จว.อุทัยธานี สร้างองค์กรให้มีมาตรฐานสากล เป็นต้นแบบของหน่วยงานราชการขนาดเล็กที่ดีเยี่ยม แม้ขาดแคลนกำลังพล แต่ได้เสริมด้วยการจ้างเหมาบริการบุคคลภายนอก และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ทำให้ประชาชนสะดวก สบาย ในการมาติดต่อราชการ จัดทำอาคารสถานที่ ให้สะอาด สวยงาม ทันสมัย มีมุมพักผ่อน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน 

อีกทั้งให้ความสำคัญ เรื่องสวัสดิการข้าราชการตำรวจ ครบทุกด้าย อาทิ โครงการอาหารกลางวัน ,โครงการประกันชีวิต "ออมสิน อุ่นใจ ให้คุ้มๆ"  ,โครงการตัดผมฟรี ,โครงการส่งเสริมการออกกำลังกาย ,โครงการมอบทุนการศึกษาให้บุตรหลานข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด เป็นต้น อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ลดขั้นตอนการติดต่อ ลดขั้นตอนการสัมผัส ทำธุรการผ่านระบบ Application “Uthai on Mobile” ถือเป็นต้นแบบได้รับการชื่นชมจากกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินวุฒิสภา เมื่อครั้งตรวจเยี่ยม จว.อุทัยธานี และหลายหน่วยงานได้เข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ในหน่วยงานของตน

การที่ ตม.จว.อุทัยธานี ได้รับรางวัล ITA AWARDS 2024 ไม่เกินความคาดหมายมากนัก ผลตอบรับได้กับประชาชนที่มาติดต่อราชการ ลดต้นทุนหน่วย เป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจที่สุด และยังได้รับรางวัลข้าราชการตำรวจดีเด่น ด้านบริหารหน่วยงาน และด้านอำนวยการอละสนับสนุน เนื่องในวันตำรวจแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2567 อีกด้วย

ตม.จว.อุทัยธานี มีสถิติผลการปฏิบัติงาน ตามมาตรการเชิงรุก 5 ด้าน อยู่ในระดับดีเยี่ยม ของ สตม. ตอบสนองนโยบายผู้บังคับบัญชาสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายขนคน ตม.จว.อุทัยธานี ร่วมบูรณาการขยายผลร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กรณีจับกุมเครือข่าย น.ส.เมเตและพวก รวม 11 ราย ขยายผลแจ้งข้อกล่าวหา 1 ราย ออกหมายจับ 4 ราย จับกุมแล้ว 3 ราย จัดทำ Application Line OA เป็นต้นแบบเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับชาวต่างชาติ และผู้ประกอบการตม.จว.อุทัยธานี ได้คะแนนการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นลำดับที่ 2 ของ บก.ตม.5 ด้วยคะแนน 99.38 คะแนน

ปณิธาน ความมุ่งมั่นของ ตม.จว.อุทัยธานี "เป็นองค์กรใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่น และศรัทธา บริการ เหนือความคาดหมาย รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม นำองค์กรสู่ ความเป็นเลิศ"

'พิชัย' เปิด Thailand Pavilion ยกทัพเอกชน โชว์เสน่ห์ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ในงาน CIIE ที่จีน ชวนคนทั่วโลกเป็น ‘ลูกค้าประจำของสินค้าไทย‘ ใช้แล้วติดใจ! 

เมื่อวานนี้ (6 พ.ย.67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิด Thailand Pavilion แสดงภาพลักษณ์ประเทศไทย ในฮอลล์ Country Exhibition ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน China International Import Expo หรืองาน CIIE ครั้งที่ 7 ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์ จำนวน 20 บริษัท อาทิ อาหาร ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และธุรกิจบริการเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ บนพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร คาดเกิดมูลค่าเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท และสาธิตการทำอาหาร เมนูแกงมัสมั่น บริโภคกับข้าวหอมมะลิไทย เพื่อแจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองชิม และช่วยโปรโมตซอฟต์พาวเวอร์ไทยด้วย

นายพิชัย กล่าวว่า งาน CIIE เป็นงานที่ประเทศจีนจัดเพื่อเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศให้เข้ามาขายของ ถือว่าเป็นโอกาสดีของไทยในการเข้ามา ครั้งนี้มี 80 บริษัทเข้าร่วม โดยเป็นของกระทรวงพาณิชย์ 20 บริษัท มีทั้งเรื่องอาหารไทย ซอฟต์พาวเวอร์ ฟิล์ม มวย ข้าวและปีนี้มีข่าวดี ที่พึ่งได้รับรายงานจากกรมการค้าต่างประเทศว่า ไทยส่งออกข้าวได้มากเกินเป้าจากที่คาดว่าจะได้ 8.2 ล้านตัน ตอนนี้ทะลุ 9 ล้านตันแล้ว ปลายปีต้องมากกว่านี้ ถือเป็นข่าวดีของชาวนาไทย  ขอเชิญชวนคนจากทั่วโลกให้มาช่วยซื้อของไทยเยอะๆ มาเป็นลูกค้าประจำของสินค้าไทย มาอุดหนุนเสน่ห์ซอฟพาวเวอร์ไทยกันให้มาก ถ้าท่านทดลองใช้ของไทยแล้วจะติดใจ ทั้ง อาหาร ผลไม้ นวด ชกมวย มาใช้ของไทยแล้วจะชอบ

ต่อจากนั้น รมว.พาณิชย์ยังได้เป็นประธานเปิดบูธจัดแสดงสินค้าของหน่วยงานพันธมิตร เช่น หอการค้าไทยจีน ที่ขนทัพแบรนด์สินค้าไทย เช่น มาม่า ส.ขอนแก่น ชบา มาร่วมจัดแสดง จับคู่ธุรกิจ จำหน่าย แจก รวมถึงเอกชนไทยรายใหญ่ที่มีแบรนด์สินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น CP มาร่วมแสดงศักยภาพของสินค้าและบริการไทยด้วย สำหรับสินค้าไฮไลต์ที่นำมาโชว์ในงาน เช่น ผงน้ำมะพร้าวฟรีซดราย กะทิอัดเม็ด น้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ขนมครกและขนมบ้าบิ่นสำเร็จรูป น้ำจิ้มฟรีซดราย เครื่องแกง ผงปรุงรส ทูน่าสเปรดแบบวีแกน อาหารแพลนต์เบสพร้อมรับประทานและพร้อมปรุง ผลไม้ฟรีซดราย ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

นายพิชัย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับการโปรโมตซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยในจีน ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในจีน 7 แห่ง ได้ผนึกกำลังกันโปรโมตอย่างเต็มที่ โดยใช้โอกาสช่วงที่ภาพยนตร์ “หลานม่า” เข้าไปฉาย ได้ร่วมมือกับร้านอาหาร Thai SELECT 37 แห่ง ใน 13 เมือง (ปักกิ่ง ชิงต่าว หนานจิง ซูโจว เซี่ยงไฮ้ หางโจว เซี่ยเหมิน ฝูโจว กวางโจว หนานหนิง คุนหมิง ฉงชิ่ง และเฉิงตู) ในการเป็นจุดโปรโมต และบางร้านได้จัดเสิร์ฟเมนูพิเศษจากภาพยนตร์หลานม่า เช่น ปลาทอดสมุนไพร ก๋วยเตี๋ยว และโจ๊กอาม่า เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้ลิ้มลองรสชาติเมนูจากภาพยนตร์ดังกล่าวด้วย

“อนาคตผมเชื่อว่าประเทศจีนจะเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูงสุดในโลกและหวังว่าประเทศไทยจะร่วมมือกับจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยกัน ปัจจุบันประเทศจีนมีการลงทุนในประเทศไทยสูงที่สุด หวังว่าการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับจีนจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หวังว่าทางจีนจะเห็นไทยเป็นคู่ค้าและเป็นพี่น้องกัน ขอบคุณประเทศจีนที่เปิดกว้าง เราจะขายของให้ประเทศจีนได้มากขึ้น เมื่อวานตนได้พบผู้ประกอบการ 16 ราย กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายหลักในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยค้าขายในจีนหรือประเทศต่างๆได้มากขึ้น เราอยากสนับสนุนส่งเสริม 80% อีก 20% เป็นแค่เรกูเลเตอร์กำกับดูแล เน้นส่งเสริมสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทยออกมาขายของได้มากๆ อยากเห็นการค้าไทยขยายตัวมากๆ เห็น GDP เราทะลุเกิน 4-5% ขึ้นไป อยากตามจีนให้ทัน ในความรู้สึกของคนไทยคนจีนมีความผูกพันกันเยอะ และปีหน้าจะเป็นปีที่จะ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ผมว่าความรู้สึกนี้เกินกว่าการค้าหรือการลงทุน ความรู้สึกรักใคร่กันเป็นเรื่องที่สำคัญ จะนำมาซึ่งการค้าที่ดีต่อไปในอนาคต ผมเชื่อว่าไทยกับจีนจะต้องก้าวหน้าไปด้วยกันในอนาคตอย่างแน่นอน“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

การฝึกผสมกองทัพบกไทย ร่วมกับ 'กองทัพบกอินเดีย รหัส MAITREE 2024'

กองทัพบกไทย ร่วมกับ กองทัพบกอินเดีย จัดการฝึกผสมร่วมกัน ภายใต้รหัส 'MAITREE 2024' ประจำปี 2567 ในช่วงวันที่ 2 - 14 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดตาก เป็นการฝึกตามโครงการฝึกระหว่างหน่วยของกองทัพบกไทย กับกองทัพมิตรประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทหาร และการทำงานร่วมกัน ในระดับยุทธวิธี 2) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถส่วนบุคคลในการปฏิบัติการร่วมกับกำลังทหาร 3) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้, ประสบการณ์, เทคนิคการปฏิบัติทางการทหารแนวความคิดในการปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ และ 4) เพื่อฝึกแผนปฏิบัติการร่วม ตลอดจนการฝึกควบคุมบังคับบัญชาหน่วยกำลังผสม มีผู้เข้าร่วมการฝึกฯ จำนวน 154 นายประกอบด้วย ฝ่ายไทย จำนวน 76 นาย และฝ่ายอินเดีย จำนวน 78 นาย

กองทัพภาคที่ 3 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังพลในส่วนของการฝึกฯ ในครั้งนี้ โดยจัดจากกรมทหารราบที่ 14 กองพลทหารราบที่ 4 จำนวน 76 นาย เรื่องที่ทำการฝึก ประกอบด้วย 1) การจัดแสดงสาธิตอาวุธยุทโธปกรณ์ กองทัพบกไทย Static Display 2) อาวุธศึกษา 3) การติดต่อสื่อสาร 4) แผนที่เข็มทิศ 5) การฝึกลงทางดิ่ง 6) การดำรงชีพในป่า 7) การต่อต้านระเบิดแสวงเครื่อง 8) การปฏิบัติการร่วมกับสุนัขทหาร 9) การฝึกแลกเปลี่ยน (Cross Training Exercise (CTX)) 10) mรฝึกภาคสนาม (Field Training Exercise (FTX)) 11) การฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง 12) การยิงปืนเวลากลางคืน และ 13) การฝึกปฏิบัติการทางยุทธวิธี 48 ชั่วโมง

สำหรับการฝึกผสม MAITREE 2024 ประจำปี 2567 ถือเป็นการฝึกระหว่างกองทัพบกไทย และกองทัพบกอินเดีย โดยถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารระดับยุทธวิธีร่วมกันทั้งสองกองทัพ และทั้งสองกองทัพจะได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อการปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับความร่วมมือในการฝึกผสมฯ ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมในการสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศ ในการพัฒนาการฝึกผสมฯ กับมิตรประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของกองทัพไทย รวมถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ในการสร้างผลประโยชน์ของชาติให้มั่นคงยิ่งขึ้นสืบไป

‘อนุสรณ์ อุณโณ’ นักวิชาการ มธ. คว้ารางวัลวิจัยดีเด่น จากผลงานวิจัย ‘ให้มันจบที่รุ่นเรา : ขบวนการเยาวชนไทยฯ’

(6 พ.ย. 67) รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว้ารางวัล ‘ผลงานวิจัยดีเด่น สาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2567’ จากผลงานวิจัย ‘ให้มันจบที่รุ่นเรา: ขบวนการเยาวชนไทยในบริบทสังคมและการเมืองร่วมสมัย’ เป็นงานวิจัยที่รวบรวมเส้นเรื่อง ปัจจัยการก่อตัว แนวทางการเคลื่อนไหว ฯลฯ เปรียบได้กับการบันทึกประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ที่ค่อนข้างละเอียดครอบคลุม โดยนักวิชาการ 5 คน ประกอบด้วย อนุสรณ์ อุณโณ, สามชาย ศรีสันต์, เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์, อสมา มังกรชัย และ ชัยพงษ์ สำเนียง

ขณะที่ ผลงานวิจัยดังกล่าว ยังถูกนำมาปรับปรุงเป็นหนังสือ ในชื่อเดียวกัน คือ ‘ให้มันจบที่รุ่นเรา” : ขบวนการเยาวชนไทยในบริบทสังคมและการเมืองร่วมสมัย” โดยเป็นการศึกษาว่า “ขบวนการเยาวชนไทย” ในปัจจุบันก่อตัวขึ้นบนเงื่อนไขปัจจัยอะไร ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยใคร มีมูลเหตุและแรงจูงใจอะไร ขณะเดียวกันก็ศึกษาว่าพวกเขาจัดรูปองค์กรการเคลื่อนไหวในลักษณะใด ในการสร้างเครือข่ายอย่างไร เสนอข้อเรียกร้องอะไร อาศัยกลวิธีใดในการเคลื่อนไหว และได้รับการตอบสนองอย่างไรทั้งจากรัฐและสังคม

นอกจากนั้น ‘ให้มันจบที่รุ่นเรา’ ยังเป็นประโยคบอกเล่าที่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของสังคม ของบ้านเมือง ได้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ ถึงเรื่องราวและบริบททางการเมืองและสังคม อันเป็นแรงจูงใจในการชุมนุมเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและเยาวชน ที่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยการใช้คำพูดนี้ในการประกาศรวมตัวกันเรียกร้องดังที่ปรากฎ “อย่าให้เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นเรื่องของลูกหลานเรา ที่ต้องมาเรียกร้องความยุติธรรมอย่างไม่จบสิ้น…ให้มันจบในรุ่นของพวกเรา…”

เลขาฯ 'อารี' ร่วมขับเคลื่อนความปลอดภัยเพื่อลูกจ้าง ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุในการทำงานไม่เกิน 1.5 คน : 1,000 คน ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้

(6 พ.ย. 67) เวลา 09.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการเสวนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน โดยมี นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางมารศรี  ใจรังษี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะอนุกรรมการพัฒนาส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน ผู้ร่วมงานเสวนาและสื่อมวลชนให้การต้อนรับ ณ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา

​นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการเสวนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยความร่วมมือในการดำเนินการส่งเสริมและป้องกันเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน แก่ลูกจ้าง ระหว่าง สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย 

ในการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นสร้างการรับรู้และการตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน และเมื่อเกิดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ก็จะได้รับสวัสดิการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยฯ ที่ดี จากผลการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างในช่วงปี  2562 – 2566 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการประสบอันตรายกรณีร้ายแรงลดลงจาก 2.53 ต่อ 1,000 ราย เหลือ 2.13 ต่อ 1,000 ราย และมีเป้าหมายในปี 2567 อัตราการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานต้องน้อยกว่าปี 2566 โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 อัตราการประสบอันตรายเท่ากับ 1.55 ต่อ 1,000 ราย นั้น
​การจัดงานประชุมเสวนาฯ 

ในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงานเป็นอย่างมากที่ทุกหน่วยงาน จะได้สร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยฯ รวมถึงผลงานของคลินิกโรคจากการทำงานที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทน อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ เสนอข้อคิดเห็น และแนวทาง สร้างความปลอดภัยในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะนอกจากจะใช้เป็นเวทีแห่งการรับฟังและเสนอข้อคิดเห็นฯ 

จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมวิธีป้องกันความปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุในการทำงานให้ลูกจ้างเพิ่มมากขึ้นแล้ว กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมยังใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ ในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และก้าวทันตามกระแสเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยียุคใหม่ เพื่อให้สังคมแรงงานเข้าถึงข้อมูลของสำนักงานกองทุนเงินทดแทนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ยังได้มีการมอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้สถานประกอบการที่สามารถส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานฯ ซึ่งเป็นรางวัลที่ยืนยันถึงผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่สามารถใช้เป็นต้นแบบและจูงใจให้สถานประกอบการอื่น ๆ เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความปลอดภัยและป้องกันอันตรายให้แก่ลูกจ้างอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

​ด้าน นางมารศรี ใจรังษี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานประชุมวิชาการเสวนาฯ ในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจความสำคัญของงานกองทุนเงินทดแทนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะในการดำเนินการสนับสนุนงบประมาณด้านการป้องกันและส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน จากการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับความปลอดภัย ในการทำงาน ยังมีการจัดนิทรรศการสร้างการรับรู้งานประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนอีกด้วย มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 350 คน โดยความคาดหวังให้เกิดความปลอดภัยและการตระหนักถึงการลดอุบัติเหตุในการทำงานในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ให้ไม่เกิน 1.5 คน ต่อลูกจ้าง 1,000 คน และให้ครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต

'น้าหงา' เขียนถึงพฤติกรรม ‘ฝรั่งนักล่าอาณานิคม’ รุกราน - ปล้นชิงเอาสิ่งมีค่า ฝากความยุ่งยากถึงทุกวันนี้

เมื่อวันที่ (5 พ.ย.67) ‘น้าหงา สุรชัย จันทิมาธร’ ศิลปินแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า คิด ๆเขียน ๆ ไปงั้นแหละครับ ในยุคล่าอาณานิคมที่คนส่วนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าคนอารยะ พวกเขาอยู่ในความคิดที่ว่าต้องถือครองโลกเก่า ๆ ใบนี้ไว้ในอุ้งมือ ด้วยพละกำลังศัสตราวุธที่เหนือกว่า จึงเกิดการยึดครองแผ่กระจายไปทั่วทุกทวีปของโลก ไม่เว้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบประเทศเราและเพื่อนบ้านแวดล้อมเพราะเนื่องมาจากอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่มไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ นิสัยใจคอของผู้มีอำนาจเหล่านี้มักจะภูมิอกภูมิใจตนเองในนาม 'ผู้พิชิต' หรือนักล่า ล่าทาส ล่าสัตว์ล่าคน ปล้นชิงเอาสิ่งมีค่าแร่ธาตุต่าง ๆ นานา

ทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาลจึงถูกพิชิตอย่างราบคาบในนามนักทำลายที่มีนามว่ามนุษย์ผู้เจริญกว่ากระทำต่อผู้ที่เจริญน้อยกว่า ซึ่งความจริงที่ถูกต้องที่สุดก็คือเจ้าของบ้าน เจ้าของถิ่นที่อยู่อาศัยทำมาหากินมาจนชั่วลูกชั่วหลานนั่นเอง ยกตัวอย่างคร่าว ๆ ก็จะมีให้เห็นเป็นต้นว่าอเมริกาเหนือ~ใต้ก็จะกลุ่มชนอินเดียนหรือที่เราเรียกว่าอินเดียนแดง ทวีปแอฟริกามีคนพื้นเมืองผิวดำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีกลุ่มพม่าไทยลาวเวียดเขมรและชนกลุ่มย่อยมากมายหลายหลาก คนที่มาทำแผนที่แบ่งเขตแดนแถบนี้ก็เป็นผู้มีอารยะชาวฝรั่งเศสมากำหนดประเทศใหม่กลายเป็นแผนที่ที่ใช้อยู่จนปัจจุบัน และไทยกลายเป็นประเทศไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเราเสียแผ่นดินหรือราชอาณาจักรไปไม่ใช่น้อยหลายแขวงหลายเมือง แม้กระทั่งแม่น้ำโขงมวลแก่งหมู่เกาะก็หาใช่ของเราไม่

ภาพนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างการพิชิตต้นไม้ซึ่งอาจจะเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเพียงสมมุติฐานเท่านั้น มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.18 ต้น ๆ ที่ทวีปอเมริกาเหนือหรือที่ใดที่หนึ่งก็จำไม่แจ่มชัด เพียงเป็นเรื่องอุทาหรณ์สอนใจว่าการเป็นผู้พิชิตของวีรบุรุษในอดีตอาจเป็นค่านิยมที่ผิดพลาด มีผลกระทบต่อโลกใบนี้อย่างที่พวกเขาไม่ได้คาดการณ์และมองไม่เห็นมาก่อน

สำหรับพวกเขาในตอนนั้น มันเท่ สำหรับเราในตอนนี้ ไม่น่าเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top