Friday, 12 June 2026
NEWS FEED

‘สส. นเรศ’ ชี้ หนี้นอกระบบยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย

ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาหนี้นอกระบบ เผย ปัญหาหนี้นอกระบบยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย แม้รัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่ยังแก้ได้ไม่หมด หลังพบ ปัจจัยก่อหนี้มีถึง 8 ด้าน เตรียมส่งผลการศึกษา พร้อมข้อเสนอแนะถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการแก้ปัญหา ชี้ อาจต้องเสนอสภาแก้กฎหมายบางส่วน หากต้องการช่วยชาวบ้านพ้นบ่วงหนี้นอกระบบ

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและยั่งยืนขึ้น ของคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาหนี้นอกระบบฯ ต้องยอมรับว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีสาเหตุจากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคม และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาหนี้นอกระบบ และได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับวางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังพบว่า ปัญหาหนี้นอกระบบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในสังคมไทย แม้ว่าทุกหน่วยงานจะได้พยายามแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่องก็ตาม

และถึงแม้ว่า ขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังคงดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถช่วยได้ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้น จึงจําเป็นที่จะต้องศึกษาถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมปัจจุบัน รวมทั้งข้อจํากัดของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันที่เป็นปัญหา โดยมุ่งเน้นที่จะศึกษาให้ได้มาซึ่งแนวทางการบริหารจัดการและแก้ไข ปัญหาหนี้นอกระบบทั้งด้านนโยบาย และด้านกฎหมาย รวมถึงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เพื่อเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นแนวทางในการเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

นายนเรศ กล่าวว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการณ ได้ทำการศึกษาถึงแนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เสร็จตามกรอบเวลาและได้ส่งให้ทางคณะกรรมาธิการฯ พร้อมทั้งได้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการศึกษาที่ได้ดำเนินการไปนั้น ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาหนี้นอกระบบมีสาเหตุมาจากอะไร และแนวทางแก้ไขปัญหาจะมีอะไรบ้าง

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า หลัก ๆ แล้วปัจจัยที่ก่อให้เกิดหนี้นอกระบบจะมีอยู่ 8 ข้อ ประกอบด้วย 1. ระดับรายได้และหนี้สินของบุคคลและครัวเรือน ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 2. สภาพเศรษฐกิจของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ประชาชนจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้น 3.ปัญหาความยากจนในสังคม มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย 4. ความจําเป็นและความต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน เช่น กรณีเจ็บป่วย เป็นต้น 5. ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน 6.ขาดความรู้ทางการเงินเกี่ยวกับแหล่งเงินกู้ในระบบ 7. พฤติกรรมการใช้เงินของลูกหนี้ จากการขาดวินัยทางการเงิน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และ8. หนี้นอกระบบเข้าถึงได้ง่าย 

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบด้วยว่า สภาพปัญหาของหนี้นอกระบบที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้มาจาก 3 ด้าน โดยด้านที่ 1. ด้านลูกหนี้นอกระบบ ที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้นอกระบบได้  ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ไม่เพียงพอต่อการชําระหนี้ ขาดวินัยทางการเงิน และถูกเจ้าหนี้เอาเปรียบ เพราะขาดความรู้ด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม  ส่วนด้านที่ 2 ด้านเจ้าหนี้นอกระบบ พบว่ามีการใช้ช่องทางกฎหมายเอาเปรียบลูกหนี้ และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และด้านที่ 3 ด้านหน่วยงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดการบูรณาการการทํางานร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทําระบบฐานข้อมูล

ขณะเดียวกัน ยังพบ ว่า ภาครัฐขาดงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ ทั้งนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ แนวทางในการแก้ไขหนี้นอกระบบ รวมทั้งช่องทางที่ประชาชน สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง

นายนเรศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการพิจารณาศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาหนี้นอกระบบและสภาพปัญหาหนี้นอกระบบที่ยังทําให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้แล้ว ยังได้พิจารณาศึกษาข้อจํากัด ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ อาจจะต้องมีการเสนอแก้กฎหมายในบางส่วน เพื่อให้การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกับ ได้เสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น  2 แนวทาง โดยแนวทางที่หนึ่ง จะต้องบริหารจัดการเชิงบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแนวทางที่สอง เป็นการจัดการแบบองค์รวม โดยการจัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในภารกิจเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดยตรงและเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะมีภารกิจครอบคลุมไปถึงการแก้ไข ปัญหาหนี้สินอื่น ๆ ด้วย 

“การดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการฯ หลังจากนี้ จะนำข้อสังเกตต่อการดําเนินงานและ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคตามแนวทางต่าง ๆ ให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมสรรพากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงแนวทางในการแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้ โดยขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบรายงานผลการพิจารณาศึกษาฉบับนี้ และส่งรายงานผลการพิจารณาพร้อมข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้แก่หน่วยงานดังกล่าว เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ซึ่งคาดหวังว่า จะช่วยให้การแก้หนี้นอกระบบเดินหน้าในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป” นายนเรศ กล่าว 

ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน ตรวจเยี่ยมกองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน สร้างขวัญกำลังใจ

(18 พ.ย. 67) พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน พร้อมด้วยคณะนายทหารฝ่ายอำนวยการของ กองพลนาวิกโยธิน ตรวจเยี่ยมกองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมทั้งรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติที่สำคัญ และรับทราบปัญหา ข้อขัดข้องของหน่วย
โดยมี นาวาโท สุรัตน์  ทรงทิพย์ ผู้บังคับกองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน ให้การต้อนรับ ณ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909534645

คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดตัวห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร

(18 พ.ย. 67) ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เป็น ประธานและกล่าวต้อนรับในพิธีเปิดแถลงข่าวสื่อมวลชน “การเปิดตัวห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร (Complete Integrated Total Lab Automation) แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการสูงสุด” โดยเป็นห้องปฏิบัติการฯระบบครบวงจรไร้รอยต่อตั้งแต่การเจาะเลือด การตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมีคลินิก ภูมิคุ้มกัน โลหิตวิทยา จนถึงการจัดการสิ่งส่งตรวจหลังการตรวจวิเคราะห์ เพื่อให้การบริการเป็นที่ยอมรับ สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการโดยมี รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวนโยบายของคณะแพทยศาสตร์ มช. ในการสนับสนุนการเปิดห้องปฏิบัติการฯ พร้อมด้วย ผศ.นพ.ธนัฐ วานิยะพงศ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวศักยภาพและการให้บริการ พร้อมนำเยี่ยมชม ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการสูงสุด ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ณ ชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี และ ห้องปฏิบัติการชันสูตร ชั้น 1 อาคารตะวัน กังวานพงศ์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ โพสต์!! ในวันเกิด ขอบคุณ ‘ทุกคนที่เชื่อมั่น’ ลั่น!! ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว จะผ่านปัญหาไปให้ได้

(17 พ.ย. 67) จากกรณีที่พิธีกรดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้เปิดประเด็นคลิปเสียงของ นักร้องหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ว่ามีการเรียกเงินกว่า 20 ล้าน แลกกับการพาบอสพอล ดิ ไอคอน กรุ๊ป ไปออกรายการโหนกระแส ก่อนฟิล์มจะออกมาชี้แจงเรื่องราวว่าเป็นการรับงานพีอาร์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นโยงว่าเป็นดาราชายหลอกลงทุนน้ำมันทิพย์ เสียหายนับร้อยล้านไปแล้วนั้น

ล่าสุด ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ ได้โพสต์ภาพใส่บาตรที่ระบุว่าเป็นวันเกิดของตัวเอง พร้อมเผยความในใจถึงแฟนๆ ว่า

วันนี้วันเกิด ผมขอบคุณทุกกำลังใจ ที่มอบให้ผม ผมรักทุกคนนะครับ ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุขเหมือนกันนะครับ ขอโทษที่ปีนี้เราไม่ได้มากอดมาจับมือกันนะครับ และขอบคุณที่ทุกคนเชื่อมั่นในตัวผม ขอบคุณที่มองผมจากที่ทุกคนรู้จักผม ไม่ได้ใช้อารมณ์มาตัดสิน อดทนนะครับ น้ำตาของทุกคนมีค่าสำหรับผม อดทน และอย่าร้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมจะผ่านมันไปเหมือนทุกครั้งที่ผมเจอปัญหา เพราะความถูกต้องและความจริง มีหนึ่งเดียว และมันจะกลับมาปกป้องผมทุกครั้ง คิดถึงFFทุกคนนะครับ อยากร้องเพลงกับทุกคนแล้ว

‘หมูเด้ง’ ดังยิ่งขึ้นไปอีก!! เมื่อนิตยสาร ‘Rolling Stones’ รายงานว่า!! หมูเด้ง มี ‘เพลงอย่างเป็นทางการ’ มาให้ฟังแล้ว

(17 พ.ย. 67) ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘หมูเด้ง’ โยมีใจความว่า ...

เมื่อนิตยสารดัง Rolling Stones รายงานว่า #หมูเด้ง มีเพลงใหม่ออกมาแล้ว

“Moodeng now has an official song titled.... “Moodeng Moodeng.” 
Yes, you read that right.”

“ตอนนี้ #Moodeng มีเพลงอย่างเป็นทางการแล้วชื่อว่า.... “Moodeng Moodeng”
ใช่ คุณอ่านถูกต้องแล้ว“

เห็นได้ชัดว่าหมูเด้งต้องการครองโลกด้วยเพลงนี้ เป็นเพลงที่มีความยาวเพียง 50 วินาที 

โดยเพลงที่มีท่วงทำนองสนุกสนานนี้มีให้บริการในสี่ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น — ไม่ได้มีเนื้อเพลงมากมายให้แปล 

เนื้อเพลงส่วนใหญ่คือ “Moodeng moodeng / Deng deng deng” และ “Boing boing” วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
โดยมีช่วงหนึ่งที่มีเสียงแหลมสูงร้องว่า

 “Mommy mommy play with me / Please mommy come play with me/ Bounce with me, mom.” 

“แม่ แม่ เล่นกับหนูหน่อย / แม่จ๋า มาเล่นกับหนูหน่อย / กระโดดโลดเต้นกับฉันหน่อยนะแม่จ๋า”

สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักความสง่างามของหมูเต็ง ลูกฮิปโปแคระกลายเป็นไวรัลหลังจากที่ #สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เริ่มโพสต์วิดีโอของหมูเด้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย คลิปฮิปโปตัวเล็กที่ลื่นไถล เคี้ยวหญ้าอย่างอร่อย และกัดสายยางฉีดน้ำก็แพร่หลายไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า 
หมูเด้งก็กลายเป็นสัญลักษณ์ไลฟ์สไตล์ออนไลน์เพราะบุคลิกที่วุ่นวายของเธอ และตอนนี้เธอกำลังจะโด่งดังขึ้นไปอีก

สอบเครียด ‘เจ๊พัช’ นานกว่า 5 ชม. ให้การปฏิเสธ ตำรวจสอบสวนกลาง เตรียมนำตัวฝากขัง!! พรุ่งนี้

(17 พ.ย. 67) ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยว่า เปิดเผยถึงการจับกุมตัว น.ส.กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ หรือเจ๊พัช ว่า เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำนานกว่า 5ชั่วโมง ซึ่ง น.ส.กฤษอนงค์ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและไม่ให้การใด ๆ กับพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่าจะขอให้การเป็นเอกสารในภายหลัง

วันนี้ ยังไม่มีการดำเนินการนำตัว น.ส.กฤษอนงค์ มาสอบปากคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีประเด็นสอบอะไรเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากนี้เตรียมจะนำตัว น.ส.กฤษอนงค์ ส่งฝากผัดแรกที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันพรุ่งนี้ (18 พฤศจิกายน) โดยพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและข่มขู่พยาน

พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อหาที่แจ้งดำเนินคดีกับ น.ส.กฤษอนงค์ มี 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหากรรโชกทรัพย์ และข้อหาเป็นตัวกลางเรียกทรัพย์สินบน (เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143) เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีที่เสนอขอหมายจับต่อศาล นอกจากจะพบว่ามีการข่มขู่เพื่อกรรโชกทรัพย์จากกลุ่มบอส The Icon Group จำนวน 750,000 บาทเมื่อกลางปีที่ผ่านมาแล้ว ยังพบถ้อยคำที่กล่าวอ้างว่าจะมีการจ่ายเงินให้กับหน่วยงานรัฐหน่วยงานหนึ่งด้วยในลักษณะของตัวกลาง เมื่อได้แจ้งข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตจึงทำให้คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

รอง ผบช.ก.กล่าวต่อว่า ในส่วนคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.กฤษอนงค์ รวมไปถึงคดีที่พัวพันกับฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ เกี่ยวเนื่องกับการเรียกรับผลประโยชน์ 20 ล้านบาทกับกลุ่ม The icon Group นั้น มีรายงานข่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อหารือเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่แน่ชัด

ส่วนมื้อเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้สั่งอาหารเมนูเด็ดข้าวคลุกกระเพราไก่ แถมแตงกวา ไม่มีไข่ดาว และน้ำเปล่า 1 ขวด มาให้เจ๊พัช หรือ น.ส.กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ ผู้ต้องหาในคดีกรรโชกทรัพย์และเป็นตัวกลางเรียกทรัพย์สินบน กรณีตบทรัพย์บรรดาบอสดิไอคอน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่ห้องควบคุมตัวชั้น 1 ตึกกองปราบ ให้ได้รับประทาน

ด้านสิบเวรห้องควบคุมตัวชั้น 1 ตึกกองปราบ เผยว่าพนักงานสอบสวนนำเจ๊พัชเข้าสอบปากคำถึง 5 ทุ่มก่อนนำตัวมาควบคุมที่ห้องควบคุมตัวชั้น 1 ตึกกองปราบ และตรวจสอบความเรียบร้อยที่ห้องควบคุม พบว่าเจ๊พัชยังนอนหลับสบายตามปกติ เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย

ความคืบหน้าการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานในประเทศไทย เมื่อระหว่างวันที่ 14 - 16 พฤศจิกายน 2567

(17 พ.ย. 67) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประสานการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ได้นำคณะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง โดยมีนายวัฒนา เตียงกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธเนศ กิตติธเนศวร เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยยง จันทวีภากร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเดินทางด้วย พร้อมคณะทำงานฝ่ายไทย ประกอบด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพอากาศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง และสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารอากาศ ในการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล ในฐานะประธานกรรมการประสานการดำเนินโครงการฯ เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย เดินทางมาร่วมประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายจีน เพื่อร่วมเตรียมการและสำรวจสถานที่ประกอบพิธีที่เกี่ยวข้องกับการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว พร้อมทั้งได้ขอทราบผลสรุปและความคืบหน้าการจัดทำร่างความตกลงและติดตามข้อมูลจากการประชุมร่วมกันของคณะทำงานทั้งสองฝ่ายที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2567 เพื่อที่ฝ่ายไทยจะได้ประสานงานและเตรียมการที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับวาระโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน

โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ได้นำคณะเดินทางไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ณ   วัดหลิงกวง และนมัสการพระอาจารย์ฉางจ้าง รองประธานพุทธสมาคมจีน เจ้าอาวาสวัดหลิงกวง และหารือเกี่ยวกับแนวทางการประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว โดยเจ้าอาวาสวัดหลิงกวง ได้นำสาธิตพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว เพื่อให้คณะผู้แทนฝ่ายไทยได้บันทึกวิธีการและขั้นตอนปฏิบัติอย่างละเอียด เนื่องจากเมื่ออัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาถึงประเทศไทยแล้ว คณะทำงานฝ่ายไทยต้องมีหน้าที่อัญเชิญไปประดิษฐานยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งก่อสร้างมณฑปรองรับไว้แล้ว โดยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธีการและขั้นตอนที่ทางวัดหลิงกวงกำหนดไว้ หลังจากนั้นเจ้าอาวาสวัดหลิงกวงได้นำคณะเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว  ขึ้นเครื่องบินมายังประเทศไทย ซึ่งพิธีจะจัดขึ้นในวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ทั้งนี้ เพื่อซักซ้อมและแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติ จากนั้นในช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 คณะผู้แทนฝ่ายไทยและคณะผู้แทนฝ่ายจีนได้ประชุมหารือในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกันอันจะนำไปสู่การทำความตกลงร่วมในการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงปักกิ่ง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะเดินทางไปยังสำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติจีน (NRAA) เพื่อหารือข้อราชการกับนายเฉิน     รุ่ยเฟิง ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติจีนเกี่ยวกับการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว หลังจากนั้นคณะทำงานฝ่ายจีนได้จัดเลี้ยงอาหารรับรองให้กับคณะทำงานฝ่ายไทย และในช่วงเย็นของวันเดียวกัน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ได้นำคณะเดินทางกลับประเทศไทย ในการเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายก ได้กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและประทับใจในการให้การต้อนรับของฝ่ายจีนมาก ที่ได้ให้เกียรติและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ตั้งแต่เดินทางถึงกรุงปักกิ่งจนกระทั่งเดินทางกลับประเทศไทย โดยทางการจีนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับกิจการศาสนามาต้อนรับและอธิบายเกี่ยวกับความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศจีนตลอดการเยือนเป็นเวลาสามวัน ตนในนามของผู้แทนรัฐบาลไทย จึงขอขอบคุณผู้บริหารสำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติจีนและคณะทำงานฝ่ายจีนทุกคน และหวังว่าการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวงในระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 จะเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติและในฐานะที่พระเขี้ยวแก้วเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าสูงสุดอย่างหนึ่งของประเทศจีนและของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมสักการะพระเขี้ยวแก้วในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน

“เผ่าภูมิ” แจกสัญญาเช่าที่ดิน“ธนารักษ์เอื้อราษฎร์-สุราษฎร์”300 สัญญา กว่า 2,000 ไร่ ชาวบ้านร่ำไห้ดีใจ

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวในโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน ในอำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า

กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ มอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ประชาชน ตามโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ “สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน” โดยในวันนี้ (17 พฤศจิกายน 2567) เป็นการมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ สฎ.848 (บางส่วน) อ.เคียนซา อ.พระแสง และ อ.พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 300 ราย (300 สัญญา) เนื้อที่ประมาณ 2,041 ไร่ 14 ตารางวา เป็นการจัดให้เช่าเพื่ออยู่อาศัย จำนวน 77 ราย เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 85 ตารางวา และ เพื่อประกอบการเกษตร จำนวน 223 ราย เนื้อที่ประมาณ 2,022 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ในอัตราค่าเช่าต่ำสุดที่ 40 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งพี่น้องประชาชนต่างดีใจและบางรายถึงกับร่ำไห้

กรมธนารักษ์มุ่งมั่นจัดหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยประชาชน เพราะถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต เราต้องการเห็นคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ดีขึ้น ต้องการเห็นพี่น้องประชาชนมีที่ดินทำกิน มีที่ดินสำหรับรายได้ที่มั่นคง และมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของรัฐ ทั้งสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อีกด้วย

สรุปผลการดำเนินโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ “สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน” ของปีงบประมาณ 2567 ดำเนินการทั้งสิ้น 12 จังหวัด รวมจำนวน 3,200 ราย เนื้อที่ประมาณ 11,587 ไร่ 1 งาน 94.90 ตารางวา และกรมธนารักษ์จะแถลงแผนธนารักษ์เอื้อราษฎร์ ในปี พ.ศ. 2568 ในวันพุธที่ 20 พ.ย. อีกกว่า 5,000 ราย

ร่วมรำลึกวันเหยื่อโลก จี้รัฐบาลไทยเอาจริงนโยบายลดตายบนท้องถนน

เมื่อวันที่ (17 พ.ย. 67) ณ บริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ มูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สโมสรโรตารี่ประเทศไทย ภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุภาครัฐ ภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดงานวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ( World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ขึ้น โดยมีบุคคลสำคัญจากองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมงาน อาทิเช่น นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนน รัฐสภา, ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, HE. Mr. Jean-Claude Poimbœuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, นายนิกร จำนง ประธานกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย, Mr. Ishtiaque Ahmed, Economic Affairs Officer, Sustainable Transport Section, Transport Division, UNESCAP ผู้แทน UNESCAP,Thailand,  Dr Jos Vandelaer ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย,  Mr.Dave Thomas อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย, นางสาวภัทร์ศรี สุวิมล ผู้ว่าการโรตารี่ ภาค 3350 ผู้แทนโรตารี่ประเทศไทย, นายปรีชา กลิ่นแก้ว เลขาธิการโครงการถนนปลอดเหตุชีวิตปลอดภัย โรตารี่ประเทศไทย, นางรัชนี สุภวัตรจริยากุล (คุณแม่หมอกระต่าย), นายมหาโภคัย ขำกระแสร์  บิดาเด็กชายณัฐพงศ์ ขำกระแสร์ ครอบครัวเหยื่อรถบัสนักเรียน จังหวัดอุทัยธานี, นายอนุสรณ์ แก้วใจ (บิดา) นางสุจิตร รอดจิตร์ ( มารดา ) (เด็กชายสิริณัฏฐ์ แก้วใจ ) ครอบครัวเหยื่อรถบัสนักเรียน จังหวัดอุทัยธานี, นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ, ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ผู้ก่อตั้งSocial Lab Thailand, นางสาววารุณี ซื่อสัตย์สกุลชัย ผู้จัดการแผนกกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท วิริยะประกันภัยจำกัด (มหาชน ), ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน, ผู้แทนมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง, ผู้แทนมูลนิธิร่วมกตัญูญู, ผู้แทนสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.), ผู้แทนสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2  แขกผู้มีเกียรติ พร้อมด้วยเหยื่อเมาแล้วขับผู้สูญเสีย  มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ในฐานะฝ่ายประสานงานการจัดงานวันโลกรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ( World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) เปิดเผยว่า ย้อนหลังไปในอดีต ภัยธรรมชาติได้สร้างความสูญเสียให้กับประชากรโลกเป็นอันดับหนึ่ง แต่ล่วงมาถึงปัจจุบัน ภัยจากน้ำมือมนุษย์ได้สร้างความหายนะให้กับประชากรโลกมากกว่าภัยธรรมชาตินับร้อยนับพันเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุบัติเหตุจราจรที่ได้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ ในปีหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละ 4,100 คน สำหรับประเทศไทยผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ย 17,000 คนต่อปี บาดเจ็บอีกปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน เหตุนี้องค์การสหประชาชาติจึงได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่สามของเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันโลกรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ( World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) เพื่อเชิญชวนให้คนทั่วโลกได้รำลึกถึงผู้ที่จากไปจากอุบัติเหตุจราจร สำหรับประเทศไทย มูลนิธิเมาไม่ขับได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุภาครัฐ เอกชน โดยการสนับสนุนจากสำนักงาน ยูเอ็นเอสแครป ประจำประเทศไทย จัดงานวันโลกรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 ทั้งนี้เพื่อเป็นการเชิญชวนให้คนไทยร่วมรำลึกถึงเหยื่อจากอุบัติเหตุจราจรที่จากไป ต่อมาสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2556 กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันโลกรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ( World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) และเป็นวันสำคัญของชาติตามประกาศขององค์การสหประชาชาติ เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่า มูลนิธิเมาไม่ขับและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทำงานขับเคลื่อนเพื่อการลดอุบัติเหตุทางถนนมายาวนาน สิ่งที่คาดหวังและอยากเห็นมากที่สุดในชีวิต คือรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นชุดใดที่เข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญกับการลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนที่เป็นรูปธรรม มีการกำหนดตัวชี้วัดชัดเจน เพราะความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนมีมูลค่ามหาศาล คิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี คนไทยต้องสังเวยชีวิตบนท้องถนนปีละ 17,000 คน บาดเจ็บเกือบ 1 ล้านคน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมบนท้องถนนที่คนไทยต้องเผชิญ อยากขอวิงวอนรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะคนรุ่นใหม่ กำหนดนโยบายหยุดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนอย่างจริงจัง โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนช่วยเจ้าหน้าที่จัดการกับคนที่ไม่เคารพกฎแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะลำพังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ตนเชื่อว่าปัจจุบันประชาชนที่ขับขี่รถบนท้องถนนมีกล้องหน้ารถ มีโทรศัพท์มือถือ ทุกคนพร้อมจะช่วยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการปัญหานี้ เพียงแต่รัฐบาลต้องแก้กฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนช่วย อาทิเช่น แก้กฎหมายให้ผู้แจ้งได้รับส่วนแบ่งค่าปรับจากผู้กระทำความผิดกฎจราจร เพื่อเป็นแรงจูงใจ

‘รองโฆษก’ เผย!! รัฐบาลไทย รับมอบ 4 วัตถุโบราณบ้านเชียง อายุกว่า 3,500 ปี ชี้!! เป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ‘ไทย – สหรัฐอเมริกา’ ทางด้านวัฒนธรรม

(17 พ.ย. 67) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมรับมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง 4 ชิ้น จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ประกอบด้วย ภาชนะดินเผา กำไลข้อมือ และลูกกลิ้งทรงกระบอกสองชิ้นที่ยังไม่ทราบการใช้งานที่แน่ชัด โดยวัตถุโบราณดังกล่าว มีลวดลายเขียนสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และได้รับยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม สังคม และเทคโนโลยีของมนุษย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่า 3,500 ปี 

“พิธีการส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญต่อแหล่งที่มาของโบราณวัตถุแล้ว ถือเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมมาต่อเนื่อง ต่อจากการส่งคืนโบราณวัตถุประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ (The Standing Shiva) หรือ โกลเด้นบอย เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งการนำวัตถุโบราณ ที่ห่างไกลจากประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสถานทูตสหรัฐที่ติดต่อและส่งคืนวัตถุโบราณล้ำค่าชิ้นนี้ รวมถึงหน่วยงานทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือโดยเฉพาะองค์การยูเนสโก” นางสาวศศิกานต์ กล่าวระบุ

นางสาวศศิกานต์ ยังกล่าวอีกว่า คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุในต่างประเทศ และได้วางแนวทางติดตามวัตถุโบราณคืนสู่ประเทศไทยทุก ๆ สามเดือน และได้รับแจ้งว่าสหรัฐจะส่งคืนโบราณสถานให้ไทยอีก 2 ชิ้น เป็นประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ และภายหลังการรับมอบโบราณวัตถุทั้ง 4 ชิ้น จะมีการจัดแสดงให้ผู้สนใจได้เข้าชมยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่อไป รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top