Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

ยูนิเซฟ ต้าน 'Deepfake' ส่อละเมิดเด็กด้วย AI หลังพบข้อมูลมีเด็ก 1.2 ล้านคน ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“Deepfake” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้” ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ

โอกาสทองของคนอยากเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพมาถึงแล้ว คอร์สดีๆจาก DIPROM ติวเข้ม 4 วันเต็ม

กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอเชิญครีเอเตอร์และผู้ที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรพัฒนาครีเอเตอร์มืออาชีพ "DIPROM  NEW CREATOR"
หลักสูตรที่จะพาคุณเจาะลึกทุกทักษะของครีเอเตอร์ที่ต่อยอดไอเดียสู่รายได้ และโอกาสสู่การเป็นนักธุรกิจตัวจริง เช่น การสร้างตัวตน, การวางคอนเทนต์, การผลิตวิดีโอ ไปจนถึงการใช้เครื่องมือ AI และการบริหารการเงิน เพื่อวางแผนธุรกิจสำหรับครีเอเตอร์อย่างเป็นระบบ
🎤 พบกับวิทยากรชั้นนำมากมาย ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์และเทคนิคแบบไม่มีกั๊ก
📅 กำหนดการอบรม: • วันที่ 7-8 เเละ วันที่ 14-15 มีนาคม 2569 
📍 ณ C asean Ratchada ชั้น 10 อาคาร CW Tower

เทคโนโลยี AI จากจีนหนุนเด็กไทย 'เรียนภาษาจีน' เชิงรุก ยกระดับครบสี่ทักษะ

(ซินหัว) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มี "ศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีน" อยู่ภายในอาคารเรียนสีแดงประดับลวดลายมังกรโดดเด่น โดย ดร. รุ่งสุรีย์ สิงหราช ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ กล่าวว่าศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีนแห่งนี้มีครูชาวไทย 7 คน และชาวจีน 1 คน ซึ่งเผชิญความท้าทายจากการดูแลการเรียนการสอนภาษาจีนให้นักเรียนหลายพันคน ทำให้มีการบูรณาการระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากไอฟลายเทก (iFLYTEK) ของจีนในปี 2025 เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน

ดร. รุ่งสุรีย์ กล่าวว่าระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะนี้ทำให้นักเรียนเข้าถึงภาษาจีนแท้ได้อย่างสะดวก ทำให้ครูมี "ร่างอวตาร" ช่วยงานสอน และทำให้เด็กแต่ละคนมีครูชาวต่างชาติเป็นของตนเอง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การสอนออกเสียงและการสอนรายบุคคลเพราะมีครูตัวจริงอยู่จำกัด พร้อมยกระดับทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำสู่การคว้ารางวัลจากการแข่งขันภาษาจีนหลายรายการ ขณะแบบฝึกหัดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน (HSK) ของระบบนี้ช่วยให้นักเรียนเตรียมตัวสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ปรากฏชัดเจนในคณะครูผู้สอน เช่น อารีรักษ์ เพ็ชรสหาย หรือเฉินลี่เจีย ครูชาวไทยที่เคยต้องใช้เวลาเตรียมการสอนหนึ่งคาบนานถึง 3 ชั่วโมง สามารถวางแผนการสอนพร้อมข้อมูลมากมายเสร็จสิ้นภายในเวลาราว 1 ชั่วโมง หรือช่วยติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนจนทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันนักเรียนได้ฝึกหัดการออกเสียง คัดตัวอักษรจีน และบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้การเรียนการสอนมีชีวิตชีวาและนักเรียนมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน

แอปพลิเคชันการเรียนรู้พลังปัญญาประดิษฐ์บนโทรศัพท์มือถือได้แปรเปลี่ยนการเรียนรู้ภาษาจีนจากเชิงรับเป็นเชิงรุก โดยดรัญพร แอ่นฟารี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่าว่าใช้แอปพลิเคชันนี้ฝึกฝนออกเสียงภาษาจีนเกือบทุกวันเพราะช่วยแก้ไขการออกเสียงที่ผิดพลาดได้ทันที ทำให้กล้าพูดภาษาจีนมากขึ้น 

ด้านธีรวัต ศรีนาราง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่าเมื่อก่อนการจำคำศัพท์ต้องใช้วิธีคัดซ้ำๆ แต่ก็มักจำไม่ค่อยได้ ทว่าบทเรียนที่คล้ายเกมตะลุยด่านของแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้จำคำศัพท์ได้แบบไม่รู้ตัวและเลิกเรียนก็ยังทบทวนบทเรียนต่อได้

กนกพรรณ อาชนะชัย ที่ร่ำเรียนภาษาจีนมานานถึง 10 ปี ใช้แอปพลิเคชันพลังปัญญาประดิษฐ์นี้เป็นตัวช่วยเตรียมสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน ระดับ 3 เพื่อทำตามความฝันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่จีนในอนาคต โดยเธอมักฝึกทำข้อสอบจำลองเป็นประจำเพื่อเพิ่มคะแนน ด้านนภัสสรณ์ ทวีเพชรรัตน์ นักเรียนอีกคนหนึ่ง กล่าวว่าเพื่อนคู่สนทนาพลังปัญญาประดิษฐ์ของแอปพลิเคชันนี้ช่วยคลายความกังวลพูดผิดในการพูดคุย ทำให้สามารถฝึกฝนได้อย่างมั่นใจทุกที่ทุกเวลาและการเรียนภาษาจีนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากกว่าเดิม

กองทัพเรือยึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วม สนับสนุน ฉก.นย.ตราด เก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม สร้างความปลอดภัยแนวชายแดน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ดำเนินการสนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นปท.ทร. สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device: IED) ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูก ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เช่น หัวลูกปืนใหญ่ เพื่อนำมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรง อีกจำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นการใช้วัตถุระเบิดที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อีกด้วย

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน "ทิ้งไข่" กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้... โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร

กองทัพเรือประกาศใช้สถาปัตยกรรมองค์กร มุ่งสู่ “กองทัพเรือดิจิทัล”

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรให้มีความทันสมัย เป็นระบบ และโปร่งใส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล การช่วยเหลือประชาชน และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบดังกล่าว กองทัพเรือได้พัฒนาสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture: EA) เพื่อจัดระเบียบกระบวนการทำงาน การบริหารข้อมูล และระบบสนับสนุนให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการสั่งการ และยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพเรือในการรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) กองทัพเรือได้จัดแถลงแผนการจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร (EA) อย่างเป็นทางการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน และประกาศใช้ EA เป็นกรอบการพัฒนาการทำงานของกองทัพเรือในทิศทางเดียวกัน เชื่อมโยงทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กรที่ทันสมัย ภายใต้มอตโต “B R I G H T” ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล ความเท่าทันเทคโนโลยี และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ กังขา ประชาธิปัตย์ ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ - คนกรุง 

[สงขลา] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายณภัทร ชุ่มจิตตรี (คิง ก่อนบ่าย) ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยทีมพรรครักชาติ เริ่มต้นหาเสียงช่วงบ่ายด้วยการ เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสงขลา โดยมีลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบเก๋งจีน สร้างสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ภายในศาลเป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ประจำเมือง 

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ และคิง ก่อนบ่าย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ได้เป็นตัวแทนทีมพรรครักชาติ เชิดสิงโตแบบจีน ต่อหน้าศาลฯ ซึ่งสื่อความหมายถึงความมั่งคั่ง สมปรารถนา ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ระหว่างทีมพรรครักชาติ แวะพักบริเวณร้านอาหารที่เกาะยอ ได้พบกับทีมหาเสียงพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคนำทีม จึงได้เข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ FC อาจารย์ต่างตื่นเต้น เข้ามาขอถ่ายรูป และประชาชนบางส่วน สะท้อนมุมมองทางการเมือง ถึงพรรคการเมืองเดิม ๆ โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์ ว่า เริ่มทำให้พี่น้องชาวใต้สับสนกับแนวคิด และจุดยื่นของพรรค

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด ระบุว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวใต้ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการธำรงรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อชาวบ้านพูดถึงพรรคเดิมที่เคยเลือกอย่าง ‘ประชาธิปัตย์’ กลับเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในทิศทางของพรรค โดยเฉพาะสโลแกน ‘ฟ้าจะกลับใต้’ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ประกาศชัดว่า ไม่เอาพรรคที่จะทำร้ายสถาบันหลัก หรือสร้างปัญหาชายแดน แต่ประชาธิปัตย์กลับแสดงท่าทีว่าสามารถพูดคุยกับพรรคประชาชนได้ แม้จะมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่การระบุว่าสามารถร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้หากไม่มีนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลอยู่

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร โดยเชื่อมโยงไปถึง พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนแรกของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 และเคยร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2489 จึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประชาธิปัตย์ประกาศจะกลับไปหาสมบัติพ่อเฒ่า หมายถึงการจะจับมือกับกลุ่มคนที่ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพื่อย้อนกลับไปสู่ยุคคณะราษฎร 2475 ใช่หรือไม่ จึงขอให้ชี้แจงให้ชัดเจนเพราะคนใต้ฝากคำถามมา

มจธ. ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง เปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ

ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

‘บิ๊กกุ้ง’ ตอบชัด! ทหารมีไว้ปกป้องคนไทย รวมถึงคนถาม “มีทหารไว้ทำไม?” ไม่งั้นเขมรอาจบุกถึงโคราช

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตพิษณุโลก และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติ “นักรบผู้กล้าทหารผ่านศึก” เพื่อสดุดีทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ ทั้ง 42 นาย ในสมรภูมิชายแดนไทย - กัมพูชา เนื่องในวันทหารผ่านศึก ที่เวทีกลาง สวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ จ.พิษณุโลกโดยมีหน่วยงานราชการ สมาคม ชมรม สื่อมวลชน นักศึกษาประชาชนม อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และอดีตทหารร่วมกิจกรรมสดุดีวีรกรรมทหารกล้า

บรรยากาศในงานมีการนำรูปวีรชนนายทหารกล้า จำนวน 42 นาย มาตั้งเอาไว้ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้วางดอกไม้ไว้อาลัยให้กับทหารกล้าทุกนาย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพในความเป็นวีระบุรุษ ที่ยอมสละชีวิตและเลือดเนื้อปกป้องอธิปไตยชาติไทยเอาไว้ ส่วนบนเวทีมีการแสดงร้องเพลงปลุกใจของวงดนตรี หมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับวงดนตรีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ มีการแสดงโขน ของโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร และการแสดงขับร้องประสานเสียง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

และมีการ Video conference กับ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่2 (แม่ทัพกุ้ง)ผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่บนเวที พร้อมได้พูดคุยกับผู้ที่มาร่วมในบริเวณดังกล่าว

โอกาสนี้แม่ทัพกุ้ง -พล.อ.บุญสิน ได้เล่าเรื่องราว ช่วงที่ยังคงดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการทำงานชายแดนว่า อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ดูแลทหารและครอบครัวทหารด้วย

‘ผอ. จิสด้า’ ได้รับเลือกนั่งประธาน ‘STSC’ แห่งสหประชาชาติ ชาติที่ 15 ของโลก ถือธงนำ ‘จัดระเบียบอวกาศ’ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)” ได้โพสต์ข้อความว่า ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีการทูตและวิทยาศาสตร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (UN COPUOS) เวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ได้แต่งตั้ง ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า-GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ให้ทำหน้าที่ประธาน STSC อย่างเป็นทางการ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในระดับสากล 

ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางพิธีการ แต่ STSC เปรียบเสมือน "มันสมองของโลก" ที่มีหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดทิศทางกิจการอวกาศของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขยะอวกาศ (Space Debris), สภาพอวกาศ (Space Weather), ความยั่งยืนในระยะยาว (Long-term Sustainability) รวมถึง การจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top