Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

ยะลา - บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

(1 ส.ค. 68) ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด

ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย 

สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ 

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.นราธิวาส เร่งขยายผลหาตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่โรงพยาบาลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำลังตำรวจนราธิวาสที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ขณะตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณถนนสายสากอ-แว้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 6 นาย ขณะนี้ทุกนายพ้นขีดอันตรายและอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ดังนี้ 

1. ว่าที่ร้อยตำรวจตรี วุฒิชัน แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
2. ดาบตำรวจ จิระ จุลนิล มีบาดแผลบริเวณใบหู แก้ม ปวดหัว แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
3. ดาบตำรวจ มะซากี มามุ มีบาดแผลบนใบหน้า ปากเย็บ แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
4. ดาบตำรวจ กูมหาเดร์  กูเง๊าะ  มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดีช่วยเหลือตัวเองได้
5. จ่าสิบตำรวจ ชายดี  เจ๊ะเปาะสู แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
6. สิบตำรวจตรี โมฮเซน อาลีโต๊ะมะ แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี

ในการนี้ พลโท ไพศาล  หนูสังข์ ได้สอบถามอาการผู้บาดเจ็บ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจ ขอให้ผู้บาดเจ็บทุกนายรักษาสุขภาพ ร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งโดยเร็ว ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทีมแพทย์พยาบาล พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเรื่องสิทธิสวัสดิการให้เร็วที่สุด ยืนยันทุกภาคเร่งติดตามนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด พร้อมฝากทีมแพทย์ พยาบาล ดูแลใส่ใจใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัยเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘เฉลิมพร’ ชี้ทรัมป์เจรจาเก่ง!! ใช้จิตวิทยาต่อรองภาษี เปิดมาที่ 36-46% แล้วลดเหลือ 19% ทำคนไทยดีใจทั้งที่ยังขาดทุน

(1 ส.ค. 68) นายเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Chalermporn Tantikarnjanarkul' ว่า…

“ใครจะว่าทรัมป์บ้า แต่เขาเจรจาเก่งมากนะครับ ถ้าให้ภาษี 19-20% แต่แรก รับรองไม่มีใครยอม แต่พอเปิด 36-46% แล้วลดมา 20% คนที่ได้ 19% เลยดีใจเหมือนได้กำไร ทั้งที่ขาดทุนกันหมด” 

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารใช้อำนาจภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA) ในการกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ทั่วโลก (Reciprocal Tariff) 

โดยไทยโดนอัตราภาษี 19 % จาก 36 % และจะมีผลในอีก 7 วันหลังจากวันลงนามคำสั่ง จากเดิมที่กำหนดมีผล 1 ส.ค. 68

เตรียมเงินในกระเป๋าให้พร้อม! ได้เวลาอัปเกรดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านกับโปรโมชั่นที่แรงที่สุดในรอบปีที่ 'โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า'!

เรายกทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ มาลดราคากระหน่ำสูงสุดถึง 60%! ให้คุณช้อปได้อย่างสบายใจ เพราะสินค้าทุกชิ้นมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รับรองคุณภาพและความปลอดภัย 

อย่ารอช้า! มาช้อปของดีมีคุณภาพในราคาที่คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
📍เจอกันที่ 'สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์' วันที่ 31 ก.ค. – 3 ส.ค. เวลา 10:00 – 21:00 น.

รวมรายชื่อ ‘นักมวยไทย’ แสดงพลังรักชาติ ร่วมบู๊แนวหน้า!! บนสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา

(31 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก หนุ่ยไดโน มวยไทยคลาสสิค Nuidino MuayThaiclassic เปิดรายชื่อสุดยอดนักมวยไทย ที่ถอดนวมชั่วคราวไปสวมเครื่องแบบทหารปกป้องแนวหน้าในสมรภูมิชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศไทย

สำหรับรายชื่อนักมวยที่เข้าร่วมรบในครั้งนี้ ได้แก่ เจมส์ศักดิ์ ทีเด็ด99, ลำพูนชัย แก้วสัมฤทธิ์, บุญหลง คลองสวนพลูรีสอร์ท, เก้าล้าน ศิษย์บุญมี, ลมโชย ส.เถระพัฒน์ และ อีที ทีเด็ด99

นอกจากนี้ ‘เวโร’ นักชกสาวชาวเมียนมา ที่ขึ้นชกในศึก “One Championship” ได้โพสต์ชูธงชาติไทย ยกเป็นประเทศที่ได้รับความอบอุ่น รู้สึกเหมือนบ้านหลังที่ 2 พร้อมขอบคุณคนไทยที่ให้โอกาสเสมอมา และขอยืนเคียงข้างชาวไทยในสถานการณ์ครั้งนี้

เช่นเดียวกับ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักสู้ชาวไทยชื่อดัง และ โคตะ มิอุระ กำปั้นชาวญี่ปุ่น ออกมาสื่อสารให้ชาวโลกได้รับรู้เหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโพสต์ธงชาติไทย และข้อความขอให้ชาวไทยปลอดภัย

จากวิชั่นสู่แอคชั่นจุดเปลี่ยนประเทศไทยโมเดลต้นแบบ 'อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่' มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติnเพื่อทุกคน (Tourism for all)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ทส. รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์
โพสต์บทความเรื่อง

“อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่:
มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติ
เพื่อทุกคน(Tourism for all)”
ในเฟสบุ้ควันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โมเดลอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ”แห่งแรกของไทยไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่:
มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติ
เพื่อทุกคน(Tourism for all)”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ทส.
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์
ประธานมูลนิธิWorldview Climate 
31 กรกฎาคม 2568

“…นี่ไม่ใช่ภาพในฝัน แต่เป็น”ปรากฏการณ์จริง“ของการท่องเที่ยวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ภายใต้แนวคิด "อารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ" (Universal Design in Nature) ที่จะพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่แห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน…”อลงกรณ์ พลบุตร 31 กรกฎาคม 2568

อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่
:มิติใหม่ประเทศไทย

แสงอรุณแรกเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ฉายแสงลงบนทางลาดที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามภูมิทัศน์ 

ผู้ใช้รถเข็นคนหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือ 

นี่ไม่ใช่ภาพในฝัน แต่เป็น”ปรากฏการณ์จริง“ของการท่องเที่ยวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ภายใต้แนวคิด "อารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ" (Universal Design in Nature) ที่กำลังพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่แห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน

การเปิด “โมเดลอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ”แห่งแรกของไทยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนภาคส่วนต่างๆอาทินายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ทส. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก  และ นายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล เป็นต้น

ดร.เฉลิมชัย“และคณะได้ร่วมกันเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ออกแบบตามหลัก Universal Design (UD)พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" โดยกล่าวว่า การจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยและส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึง ตามแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นอกจากนี้ ยังเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของพื้นที่สำหรับรองรับการแข่งขันกีฬา IWAS Games หรือการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวนานาชาติ ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนเมษายน 2569 โดยได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าปรับปรุงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ภายในปี 2569

อะไรคืออารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ (Universal Design in Nature) 
 
เส้นทางธรรมชาติที่ออกแบบตามหลัก"อารยสถาปัตย์ (UD : Universal Design in Nature)”เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกอายุ ความสามารถทางกายภาพ หรือสภาพร่างกาย เน้นการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยประยุกต์หลักการ 7 ประการของ Universal Design 
1.ความเท่าเทียม (Equitable Use)เช่น ทางลาดแทนบันไดสำหรับผู้ใช้รถเข็น  
2.ความยืดหยุ่น(Flexibility in Use)เช่นทางเดินกว้างพอสำหรับรถเข็นและคนเดินสวนกัน  
3.ใช้งานง่าย(Simple and Intuitive Use)เช่น ป้ายสื่อสารด้วยสัญลักษณ์และอักษรเบรลล์  

4.ข้อมูลเข้าใจง่าย(Perceptible Information)เช่น ระบบเสียงนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา  
5.ลดข้อผิดพลาด(Tolerance for Error)เช่นพื้นกันลื่น ราวจับป้องกันการตก  
6.ประหยัดแรง(Low Physical Effort)เช่นทางลาดความชันไม่เกิน 1:12  
7.พื้นที่เหมาะสม(Size and Space for Approach and Use)เช่นจุดพักและพื้นที่หมุนรถเข็น  

สำหรับมุมมองส่วนตัวผู้เขียนขอเพิ่มข้อ8.คือการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์(AI:Artificial e)ในการพัฒนาอารยสถาปัตย์

ตัวอย่าง UD ต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา  อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ทำเส้นทางไม้กระดาน (Boardwalk) พร้อมราวจับและป้ายข้อมูลอักษรเบรลล์รอบบ่อน้ำพุร้อน และEd Roberts Campusในแคลิฟอร์เนียจัดทำทางลาดโค้งรูปเกลียวสีแดงสำหรับวีลแชร์  มีปุ่มกดลิฟต์แบบ Hands-free และใช้วัสดุต่างสีตัดกันชัดเจนสำหรับผู้พิการทางสายตา   

ส่วนญี่ปุ่นใช้แนวคิด "Barrier-Free" เช่นทำทางลาดในสวนสาธารณะและสถานีขนส่ง  และพื้นผิวเตือนทางเดิน (Tactile Paving) สำหรับผู้พิการทางสายตา ทั้งนี้ญี่ปุ่นมีกฎหมายบังคับใช้ในอาคารใหม่ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เช่นเดียวกับอิสราเอลที่มีกฎหมาย Universal Designบังคับใช้ในอาคารสาธารณะใหม่และออกแบบเมือง(City Design)รองรับผู้พิการ

จุดเปลี่ยนสำคัญของไทย: เมื่ออุทยานเขาใหญ่เป็นโมเดลต้นแบบ  

ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐมนตรี ทส.กำหนดให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็น ต้นแบบอารยธรรมสถาปัตย์ทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างน้อย 4 ประเภทในเฟสแรก
1. ทางลาดวีลแชร์ ที่ด่านตรวจศาลเจ้าพ่อ  
2. ห้องน้ำผู้พิการพร้อมราวจับความสูงมาตรฐาน  
3. ป้ายข้อมูลชัดเจน ระบบอักษรเบรลล์และเสียงบรรยาย  
4. พื้นผิวกันลื่น บริเวณจุดชมวิวกม.30 และอ่างเก็บน้ำสายศร   

โดยมอบหมายนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นผู้รับผิดชอบ

แม้ “เขาใหญ่” จะเป็นก้าวแรก แต่แผนงานระยะต่อไปกำลังขยายผลอย่างเป็นระบบ
1.ใช้เป็นเวทีแสดงศักยภาพการท่องเที่ยวเพื่อทุกคนในงาน  IWAS Games 2026
2.UD Corridor เชื่อมเส้นทางอารยสถาปัตย์ระหว่างอุทยานแห่งชาติ เช่น เส้นทางเขาใหญ่-ทับลาน  
3.ชุมชนมีส่วนร่วม ฝึกอบรมชาวบ้านเป็น “ผู้ช่วยนักท่องเที่ยวพิการ”สร้างงานและรายได้ท้องถิ่น   
4.ขยายความร่วมมือทุกเครือข่ายเช่นมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล  
5.ขยาย“โมเดลอารยสถาปัตย์เขาใหญ่”เป็นต้นแบบการพัฒนา
อุทยานแห่งชาติทั้งทางบกและทางทะเลเช่นหมู่เกาะพีพี ธารโบกขรณี ดอยอินทนนท์ แก่งกระจาน ดอยผ้าห่มปกและหมู่เกาะทะเลอันดามัน เป็นต้น

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. ย้ำว่าภายในปี 2569 อุทยานแห่งชาติทุกแห่งจะต้องปรับปรุงให้รองรับผู้ใช้วีลแชร์ได้ครบ 100% และขยายโมเดลเขาใหญ่สู่ อุทยานแห่งชาติ 155 แห่งภายใน 5 ปี ภายใต้แคมเปญ “Tourism for All”  

สอดรับคำกล่าว"ทางลาดไม่ใช่แค่ทางเดิน...แต่เป็นสะพานเชื่อมความเท่าเทียม"โดย ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล แห่งสกสว. และคำแถลง"ความงามที่แท้จริงคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัส"ของนางฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประกาศยุทธศาสตร์ "The New Thailand" ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยคุณค่า (Value over Volume) และคำกล่าวของคุณกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล “…กลุ่มคนพิการในทุกวงทั่วโลกทุกการพัฒนาทั้งในอดีตและการออกแบบตึกอาคารสถานที่ คนพิการหรือมนุษย์ล้อทั้งหลายมักจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกลืม และที่น่าเศร้ากว่านั้นอีก คือ กลุ่มคนพิการก็มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะถูกนึกถึง..”

สรุป 

การเปิดเส้นทาง UD ที่เขาใหญ่ไม่ใช่แค่ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน”แต่คือ “การออกแบบและขับเคลื่อนมิติใหม่ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ”ที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติจากพื้นที่เฉพาะกลุ่มให้เป็นของทุกคน ภายใต้การขับเคลื่อนและวิชั่น”ทุนทางอารยธรรม“ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการนำของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนบนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของพันธมิตรเครือข่าย พร้อมกับพิสูจน์ว่า "การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นกลไกเพิ่มศักยภาพอัพเกรดการท่องเที่ยวที่มีมูลค่า 1.78 ล้านล้านบาทด้วยมิติอารยสถาปัตย์ธรรมชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ดัชนีชี้วัดการเติบโตของนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติในอุทยาน UD จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า "การท่องเที่ยวเพื่อทุกคน" (Tourism For All)สร้างกำไรหลายมิติทั้งคุณค่าทางสังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ  ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไทยก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดของโลกเป็นประเทศที่มีคนอยากมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติแห่งเอเชีย

ไทยเตรียมส่งคืน 18 ทหารกัมพูชา พรุ่งนี้ ยึดตามสนธิสัญญาเจนีวา – ตอกหน้าเขมรปล่อยเฟกนิวส์

ไทยเตรียมส่ง 18 ทหารกัมพูชา ซบ 'ฮุนเซน' พรุ่งนี้ ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 ตอบโต้กัมพูชาปล่อยข่าวปลอมกล่าวหาไทยลักพาตัวทหารกัมพูชา

(31 ก.ค. 68) - รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านโอร์เสม็ด เทศบาลสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา

โดยไทยจะส่งมอบทหารกัมพูชา ที่ล้ำแดนไทยเข้ามาในดินแดนไทย ระหว่างการสู้รบ บริเวณพื้นที่ซำแต จ.ศรีสะเกษ ภายหลังไทยดูแลตามหลักสากล และมนุษยธรรม

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชา 18 คนนี้ มีบาดเจ็บ 1 คน แขนหัก และอีก 1 คน มีอาการทางจิต เสียสติ จากการสู้รบเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ฝ่ายทางไทย ได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 (Geneva Convention relative to the Treatment of Prisoners of War) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อนุสัญญาเจนีวา ที่ลงนามในปี 1949 อนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ และการส่งทหารกัมพูชา ที่ถูกควบคุมตัว กลับประเทศหลังสิ้นสุดการสู้รบ

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 (1949) กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัว ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม รวมถึงการให้อาหารอย่างเพียงพอ การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ การส่งตัวทหารที่ถูกควบคุมตัว กลับประเทศ กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัว ได้รับการปล่อยตัว และส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด โดยไม่ชักช้า หลังจากสิ้นสุดการสู้รบ ซึ่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 เป็นหลักประกันทางกฎหมาย ที่สำคัญในการคุ้มครองเชลยศึกในช่วงสงคราม

ก่อนหน้านี้ ทางกัมพูชาได้ปล่อยข่าวปลอมว่า ทหารไทยได้ลักพาตัวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 เผยควบคุมตัว ‘ทหารกัมพูชา’ 20 นาย เข้าแดนไทย ยอมจำนน เพราะกระสุนหมด!! พร้อมส่งทหารเดี้ยง 2 นาย รักษา รพ.ในไทย

(31 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พบความเคลื่อนไหวสำคัญของกองกำลังกัมพูชา ทั้งการเสริมกำลังตามแนวชายแดน และการใช้โดรนบินลาดตระเวนในหลายจุด ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวทหารกัมพูชา 20 นาย บริเวณช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังฝ่ายทหารกัมพูชายอมจำนนเนื่องจากกระสุนหมด ในจำนวนนี้มี 2 นายบาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาที่ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์ พร้อมให้จิตแพทย์ประเมินอาการเนื่องจากอาจมีภาวะเครียดจากการรบ

ทั้งนี้ อาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้ ถูกส่งให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนทหารทั้ง 20 นาย ถูกดำเนินคดีฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

‘ประวิตร’ ชี้ ‘ลองเฟย์สัน’ ตกเป็นเหยื่อคนที่หากินกับเรื่อง ม.112 หลังศาลอาญา สั่งจำคุกปมคอมเมนต์ใต้โพสต์ “กลุ่มตลาดหลวง"

(31 ก.ค. 68) นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักเคลื่อนไหว และผู้สื่อข่าวข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ เจ้าของฉายานักข่าวเทวดา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แสดงความเห็น กรณีช่างไฟวัย 29 ปี ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า ‘ลอเฟย์สัน’ Laufeyson) ถูกศาลอาญาตัดสินจำคุก ในความผิด ม.112 หลังเข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ กลุ่มรอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส ว่า เขาคือเหยื่อทั้ง #ม112 และเจ้าของตลาด เจ้าของตลาดหลวงเขาไม่เดือดร้อนหรอก เขามีงานสอนมหาลัยในต่างแดน เงินเดือนดี อวดใช้ของแบรนด์เนมแพงๆเป็นอาจินต์ ส่วนคุณก็เข้าคุกไป เป็นเหยื่อของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ของการวิพากษ์ (หรือด่าใส่ร้าย) สถาบันฯ แถมดีไม่ดีเจ้าของตลาดเอาเรื่องที่คุณลอเฟย์สัน ที่เป็นช่างไฟ อายุเพียง 29 ต้องติดคุก ไปแคมเปญหากินในต่างแดนต่อได้อีก

อ่านข่าวแล้วสลด ทั้งกฎหมายที่อยุติธรรม และระบบห่วงโซ่ทางอาหารของคนที่หากินกับตลาดแบบนี้ ชื่อตลาดที่ใช้คำว่า "รอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส" มันก็ fake แล้ว... น่าสะอิดสะเอียนกับห่วงโซ่อาหาร ของการด่าเจ้า เพราะคุณลอเฟย์สันก็กลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติของจำนวนคนติดคุก 112 ส่วน 98-98% ของตัวบิ๊กเขาอยู่ต่างแดน เหลือสู้อยู่ในคุกก็อย่างแค่ อานนท์ นำภา

สำหรับ กลุ่ม "รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส - ตลาดหลวง"นั้น ก่อตั้งขึ้นโดย รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัย

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

(31 ก.ค. 68) เวลา 13.30 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิษณุโลก ในนามของจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้แทนมอบสิ่งของร่วมกับคุณสุเกียรติ ด่านพิษณุพันธ์ และกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก รวม 27 หน่วยงาน ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สิ่งของที่นำมามอบประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม และเวชภัณฑ์ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือกำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยกองทัพภาคที่ 3 จะส่งต่อสิ่งของทั้งหมดให้กองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปแจกจ่ายยังพื้นที่เป้าหมายอย่างเหมาะสม

แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อจังหวัดพิษณุโลก และพี่น้องประชาชนที่ร่วมแสดงน้ำใจอันงดงาม พร้อมย้ำว่ากองทัพภาคที่ 3 จะดำเนินการแจกจ่ายสิ่งของให้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top