Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

สั่งปิดชั่วคราว โรงงานน้ำแข็งแอมโมเนียรั่ว เบื้องต้นไม่พบรอยรั่ว คาดสาเหตุเกิดจากพนักงาน

(14 ก.ค. 68) จาก เหตุการณ์ สารแอมโมเนียรั่ว จากโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เลขที่ 9/16 ม.5 ภายในซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 22.06 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยไม่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (14 ก.ค.68) นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายวันชัย แสนงาม รองนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นายแพทย์วิชัย ธนาโสภณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ และค่าสารแอมโมเนียภายในโรงน้ำแข็งดังกล่าว โดยมี นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์  ค่อยชี้แจงรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่

นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี  เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่ว เมื่อช่วงคืนวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 22.00น. และในเวลา 22.30น. เจ้าหน้าที่โรงงานสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ หลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง และพนักงาน ทราบว่า ยังไม่ได้ทฃมีการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น จึงเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 จนกว่าจะได้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.โรงงาน โดยทางเจ้าของโรงงานจะต้องส่งรายงานการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องจักร ซึ่งรายงานดังกล่าวจะต้องมีการรับรองจากวิศวกรควบคุม  ทั้งนี้ หลังได้รับรายงานเอกสารจากโรงงานแล้วทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบมาตรฐาน ก่อนจะมีการพิจารณาให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งต่อไป ส่วนสาเหตุนั้นจากข้อสันนิฐานของโรงงานทราบว่า เบื้องต้นเกิดจากความผิดพลาดจากตัวคนงาน ที่อาจจะไม่ได้ดำเนินงานไปตามขั้นตอนวิธีปฏิบัติจึงทำให้ระบบเซฟตี้วาล์วทำงานจนทำให้มีการระบายแอมโมเนียออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ด้าน ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์สารแอมโมเนียรั่วนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอบางละมุงและ เจ้าสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ได้บูรณาการร่วมในการตรวจสอบหน้างาน พบว่า ขณะนี้ไม่พบกลิ่นของสารแอมโมเนียในเบื้องต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันและให้ได้ค่ามาตรฐานที่ถูกต้อง และเกิดความสบายใจของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงงาน หน่วยงานสาธารณสุขและเจ้าหน้าสคร.6 จะทำการตรวจสอบมวลพิเศษทางด้านอากาศ รวมถึงน้ำดื่ม และน้ำแข็ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้บริโภค ทั้งนี้ จากรายงานจากโรงพยาบาลและผู้นำชุมชน ยังไม่พบการร้องเรียนในเรื่องของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแต่อย่างใด และในขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก จากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมตรวจสอบให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทราบว่าเมื่อช่วงเวลา 22.00น.ของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา พบมีกลิ่นแอมโมเนียออกมาจากถังบรรจุขนาด 30 ตัน หลังเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วออกมา พนักงานก็ได้ทำการปิดวาล์วทั้งหมดทันที เพื่อระงับกลิ่นไม่ใช้ชาวบ้านเดือนร้อน เมื่อระงับกลิ่นเสร็จก็ทำการหยุดการผลิต และมาในช่วงเช้าก็ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่ม โดยให้เจ้าของเครื่องและทีมเอาท์ซอสของโรงงานร่วมตรวจสอบหาสาเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีรอยรั่วจากตัวเครื่องจักร แต่จะเป็นในส่วนความผิดพลาดของพนักงาน ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนนี้ทางโรงงานจะมีการสอบสวนอีกครั้ง จากนี้ทางโรงงานก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของภาครัฐทุกขั้นตอนทั้งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป 

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมกำลังร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวัน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

(14 ก.ค 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ น.อ.มานะ บุญเต็ม หัวหน้ากลุ่มงานพยาธิวิทยาและนิติเวช รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผู้แทน ผอ.รพ.ฯ พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา ร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดย กิจกรรมทำความสะอาดปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้น้อมรำลึกถึงความสำคัญของวันสำคัญของชาติไทยตลอดจน ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘โยซาวะ สึบาสะ’ เศรษฐีชาวญี่ปุ่นผู้หลงใหลประเทศไทย แชร์เรื่องราวชีวิตดิ่งเหว – ครอบครัวพัง หลังตกเป็นทาสยาบ้า

(13 ก.ค. 68) เพจ J-doradic โพสต์ข้อความว่า ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวดังมากที่สื่อไทยยังไม่รายงาน ชายในรูปคนนี้คือ นาย "โยซาวะ สึบาสะ" หนุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งชื่นชอบประเทศไทยมากถึงขนาดขายบ้านที่ซื้อไว้ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนำเงินมาซื้อคอนโดหรูแห่งหนึ่ง และพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

แต่ชีวิตของ นาย โยซาวะ ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ และพลิกผันอย่างหนัก ถึงขนาดต้องเลิกรากับภรรยา และลูก ๆ อีก 3 คน เนื่องจากเจ้าตัวดันไปติดยาบ้าหนักตอนย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่

นาย โยซาวะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนมาก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเขาเป็นผู้เขียนหนังสือด้านการลงทุนชื่อดังมากในญี่ปุ่นชื่อว่า "เงื่อนไขในการหาเงินหนึ่งร้อยล้านเยนในพริบตา" จนเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในญี่ปุ่นว่า “ชายผู้ทำเงินได้ 100 ล้านเยนในชั่วพริบตา” 

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2568 นาย โยซาวะเคยสารภาพผ่านช่อง YouTube ของตนว่า “หลังยุติการทำงานแล้ว ได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย จากนั้น ผมได้ติดยา ‘ยาบ้า’ อย่างหนัก แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะครับ” พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยอีกว่า "ภรรยาได้พาลูกทั้งสามกลับญี่ปุ่นไปแล้ว" ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน นายโยซาวะได้ประกาศว่า "เราทั้งคู่ได้ตกลงหย่ากันอย่างเป็นทางการแล้ว"

ต่อมาในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2568 เขาเคยโพสต์ (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) ว่า “จะไม่กลับไปญี่ปุ่น” แต่ไม่นานจากนั้นก็โพสรูปพร้อมข้อความว่า “เมื่อวานผมมีเหตุจำเป็นจึงต้องบินกลับญี่ปุ่น ตอนนี้อยู่ที่รปปงหงิ” 

และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 2568 หลังจากห่างหายการโพสต์ในโซเชียลไปร่วม 2 เดือน เขาได้กลับมาอัปเดต X อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยว่า "ผมได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชที่ญี่ปุ่น ในช่วงเวลาดังกล่าว"

หลังจากออกจากการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช นายโยซาวะ ได้ไลฟ์สดพร้อมยืนยันว่า "ผมเลิกเสพยาบ้าแล้ว และได้บล๊อกเบอร์กับคอนแทคผู้ขายยาบ้าชาวไทยไปแล้วด้วย" 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่ 11 เดือนกรกฎาคม ปี 2568) โยซาวะได้โพส ภาพคอนโดหรูที่ซื้อไว้ในประเทศไทยพร้อมพูดว่า “ผมกลับมาถึงบ้านที่ประเทศไทยแล้ว หลังจากห่างหายไป 2 เดือน” พร้อมเผยความรู้สึกว่า “ตอนนี้ผมรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกปลอดภัยมาก” รวมถึงได้ให้คำมั่นว่า “จากนี้ไปจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในฐานะพลเมืองดี”

‘เจ๊อ๋อ’ ถูกหวย 90 ล้าน ล่าสุดใช้เงินหมดแล้ว พบรับจ้างดำนาวันละ 300 เลี้ยงชีพ แต่สุขใจกว่าตอนมีเงิน

(13 ก.ค. 68) อุดรธานี -"ฮือฮาอีกครั้ง! “เจ๊อ๋อ” ถูกหวย 90 ล้านบาทงวด 1 พ.ย. 61 ชีวิตเปลี่ยนเป็นเศรษฐินีชั่วข้ามคืน ผู้คนห้อมล้อม เคยจ้าง “เสี่ยเต้ย” 30 ล้าน เลิกเป็นผัวเมียแล้วใช้ชีวิตสาวโสด ล่าสุดเงินเก็บหมด ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง ต้องหาเลี้ยงชีพรับจ้างลงแขกดำนาวันละ 300 บาท 

เชื่อว่ายังคงพอจำกันได้ สำหรับ “เจ๊อ๋อ” หรือนางวรรณลี ปัญญาใส บุญหล่นทับโชคดีถูกหวยรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 พ.ย. 61 จำนวน 15 ใบ เป็นเงินมากถึง 90 ล้านบาท และเลขท้าย 2 ตัวอีก 40 ใบ เป็นเงิน 80,000 บาท เป็นข่าวฮือฮาทั่วราชอาณาจักร จากชีวิตธรรมดากลายเป็นเศรษฐินีแค่ข้ามคืน

หลังจากนั้นไม่กี่ปีเธอเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียลอีกครั้งกรณีประกาศแยกทางกับ นายสมภาร สุรัญกุล หรือเสี่ยเต้ย สามีหนุ่มรุ่นน้อง โดยแบ่งทรัพย์สินให้ 30 ล้าน ต่อมาวันที่ 20 พ.ย. 63 เสี่ยเต้ยหรืออดีตสามีก็เสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าหลังใช้ชีวิตโสด นางวรรณลีหรือเจ๊อ๋อใช้ชีวิตตามวิถีคนมีเงิน ทั้งทำบุญและท่องเที่ยวบ้าง และก็ยังช่วยเหลือคนรอบข้างที่เดือดร้อนเข้ามาขอความช่วยเหลือเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองว่าเธอยังมีเงินเหลือเยอะ

แต่ล่าสุดมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากคนใกล้ตัวว่า ปัจจุบันในวัย 51 ปี เจ๊อ๋อแทบจะไม่เหลือเงินใช้จ่ายเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากเดิมเคยถูกหวยมากถึง 90 ล้าน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการออกรับจ้างทั่วไป ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดบ้านหนองหว้า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งจากการได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ๊อ๋อถึงประเด็นนี้ เจ๊อ๋อไม่ได้ปฏิเสธว่าทุกวันนี้เธอมีรายได้จากการรับจ้างดำนาหรือรับจ้างทั่วไป

นางวรรณลี หรือเจ๊อ๋อกล่าวยืนยันว่า รับจ้างดำนาจริง ได้ค่าจ้างวันละประมาณ 300 บาท เป็นรายได้เอาไว้ให้ลูกสาวและหลานไปโรงเรียน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ออกจะสบายใจด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่มีเงินมากมาย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ละวันใช้เงินไม่ถึง 100 บาท บางวันแทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย

เจ๊อ๋อบอกอีกว่าก่อนหน้านี้ที่ตนมีเงินเยอะๆ เราแบ่งเราเลี้ยงคนอื่นตลอด หลังจากกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีเงินแล้ว หากมีคนเรียกไปกินไปดื่มแทบจะไม่ได้จ่าย เป็นการตอบแทนที่เราเคยให้พวกเขา จึงอยากจะขอบคุณเพื่อนๆ และญาติพี่น้องทุกคนที่มีน้ำใจกับเรา แต่ก็ยอมรับว่าทุกวันนี้เงิน 100 บาทมีค่ามาก

‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

(13 ก.ค. 68) อดีต รมช. อุตสาหกรรม ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ตั้งเป็นคำถามน่าสนใจ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

สำนักงานอุตสาหกรรมจ.แพร่ ร่วมเอกชน ลงพื้นที่ประสบอุทกภัย มอบอาหารและน้ำดื่ม ช่วยผู้ประสบภัย 'น้ำท่วม' จังหวัดแพร่

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ร่วมกับ บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่ โดยมอบอาหารและน้ำดื่มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

การลงพื้นที่ นำโดยนายประยูร ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย นางณัฐชา อัมพุช นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมกับทีมที่ปรึกษากิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงลึก 

ภายใต้โครงการส่งเสริมการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ จากอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่ (Local wisdom to global) จาก บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือด่วนแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม 

ทั้งนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ยังคงให้การสนับสนุนและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถฟื้นฟูกิจการและดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์เสนอทางออกประเทศไทย ชู 'ยุทธศาสตร์ทาง2แพร่ง'ผนึกกลุ่ม BRICS ประเทศโลกใต้ฝ่าวิกฤติภาษีทรัมป์2.0

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความพิเศษเรื่อง “ประเทศไทยกับ BRICS : ก้าวใหม่บนทางสองแพร่ง?” ไว้อย่างน่าสนใจใน เฟสบุ้ควันนี้โดยมีใจความดังนี้

“ประเทศไทยกับ BRICS : ก้าวใหม่บนทางสองแพร่ง?”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

(12 ก.ค. 68) การประชุมสุดยอดBRICSครั้งที่17 จบลงแล้วโดยปีนี้จัดขึ้นที่เมืองริโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro)มีบราซิลเป็นเจ้าภาพในฐานะประธานกลุ่ม BRICS ระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคมซึ่งมีความสำคัญต่อโลกและประเทศไทยในท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศจากผลกระทบของสงครามความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆและสงครามภาษีทรัมป์2.0ภายใต้ภัยคุกคามของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว

การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ“สองลำดับความสำคัญหลัก”
1.  ความร่วมมือของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South Cooperation)
2.  ความร่วมมือพันธมิตร BRICS เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (BRICS Partnerships for Social, Economic, and Environmental Development)

นอกจากนี้ยังมีวาระ 6 แนวทางความร่วมมือหลัก
1.ความร่วมมือด้านสุขภาพระดับโลก (Global health cooperation)
2.การค้า การลงทุน และการเงิน (Trade, investment, and finance)
3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)
4.การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI governance)
5.สถาปัตยกรรมการรักษาสันติภาพและความมั่นคงพหุภาคี (Multilateral peace and security architecture)
6 การพัฒนาสถาบัน (Institutional development)

ท่าทีของกลุ่ม BRICS ต้องการสร้างสมดุลใหม่กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐและโลกตะวันตกซึ่งประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ
1.การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเศรษฐกิจโลก เพื่อให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้มีบทบาทมากขึ้น
2.การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
3.การสร้างกลไกระหว่างประเทศทางเลือก ทั้งในด้านการเงิน การให้ความช่วยเหลือ และการระดมทุน เพื่อการพัฒนา

ศักยภาพกลุ่มBRICS-Global South
มีข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพของกลุ่มBRICSและกลุ่มGlobal South
1. ศักยภาพการเติบโต
ภายหลังก่อตั้งเมื่อ16ปีก่อนกลุ่ม BRICS ขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็วจากกลุ่มประเทศก่อตั้งบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ โดยมีสมาชิกเพิ่มเติม คือ เอธิโอเปีย อียิปต์ อิหร่าน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และในที่ประชุม BRICS หรือ BRICS Plus Summit ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 67 ณ เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ได้เพิ่มประเทศพันธมิตรใหม่ 13 ประเทศแต่ยังไม่ใช่สมาชิกอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย ไทย แอลจีเรีย เบลารุส โบลิเวีย คิวบา อินโดนีเซีย คาซัคสถาน มาเลเซีย ไนจีเรีย ตุรกี ยูกันดา อุซเบกิสถาน และเวียดนาม

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายสิบประเทศที่สนใจเข้าร่วมกับBRICS
2. ศักยภาพการลงทุน
ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กลุ่มBRICS ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า จาก 84,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2544 เป็น 355,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 นอกจากนี้ ส่วนแบ่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกของ BRICS ก็เพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก 11% เป็น 22%
 
2. ศักยภาพการค้า
มูลค่าการค้าของประเทศ BRICS เติบโตขึ้นมากกว่า 7 เท่า มีมูลค่ามากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง10กว่าปีที่ผ่านมา
(ข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ)

3.แนวทางการค้าGlobal South
การค้าระหว่างประเทศกลุ่ม Global Southเดินตามแนวทางของกลุ่ม BRICS กล่าวคือตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2566 การค้าระหว่างกลุ่ม Global South เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจาก 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาคู่ค้าแบบดั้งเดิมที่ลดลง ในขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศกำลังพัฒนา

4.กลุ่มBRICSกับอาเซียน
ทิศทางที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือBRICS ตั้งใจขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าโลกที่สำคัญ การเข้าร่วมของอินโดนีเซีย, เวียดนาม,ไทย, มาเลเซีย จะสร้างศักยภาพทางการค้าเพิ่มเติมสำหรับกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Global South 

ในการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ได้ประกาศจุดยืนที่ไม่สอดคล้องกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในประเด็นภาษีการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (Middle East) ความจำเป็นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)และการเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence)ทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโดยกล่าวว่า  ประเทศอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% สำหรับประเทศใดๆ ที่เข้าร่วมกับ "นโยบายต่อต้านอเมริกา" ของกลุ่ม BRICS ซึ่งสะท้อนท่าทีในทางไม่เป็นมิตรของประธานาธิบดีสหรัฐที่มีต่อกลุ่มBRICSอย่างชัดเจน

BRICS :ทางออกเศรษฐกิจไทย 
กลุ่ม BRICSได้นำเสนอโอกาสสำหรับประเทศที่ประสบปัญหาภาษีทรัมป์ 2.0 โดยกลุ่มBRICSมี GDP รวมกันตามกำลังซื้อ (PPP) ในปี 2025 สูงถึง 77 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งสูงกว่ากลุ่ม G7 ถึง 1.3 เท่า นอกจากนี้ เมื่อรวมBRICS PlusมีGDP รวมกันกว่า 40% ของโลกและเติบโตเฉลี่ยที่ 4% ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าสองเท่าของการเติบโตของ G7 ที่ 1.7%

กลุ่มBRICS ยังมีอำนาจต่อรองร่วมกันด้วยจำนวนสมาชิก 11 ประเทศและพันธมิตรอีก 10ประเทศและประชากร40%ของโลก กลุ่ม BRICS Plusได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดโลก ทั้งในด้านพลังงาน ทรัพยากรแร่ธาตุ และอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่ม BRICS Plusผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 32% และน้ำมันดิบ 43% ของโลก ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นอิสระด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น กลุ่มนี้ยังผลักดันกฎการค้าที่เป็นธรรมและการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO)

กลุ่ม BRICS ตอบรับให้ ประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิกประเทศพันธมิตร(BRICS Plus)ตามมติที่ประชุมผู้นำ BRICS ครั้งที่ 16 ที่รัสเซียเมื่อวันที่ 23 ต.ค.2567 

การมีสถานะเป็นในBRICS (BRICS Plus) ของประเทศไทยเป็นทั้ง“โอกาสและความเสี่ยง”

หากประเทศไทยสามารถปรับตัวและใช้จุดแข็งด้านตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และจุดยืนด้านภูมิรัฐศาสตร์รวมทั้งภูมิเศรษฐศาสตร์จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของกลุ่ม BRICSโดยตรงและโดยอ้อมเป็นทางออกทางเศรษฐกิจในยุคการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่กำลังเกิดระเบียบโลกใหม่(New World Order)

ก้าวใหม่ของไทยบนทางสองแพร่ง ประเทศไทยควรเข้าร่วมในระดับที่เหมาะสมในประเด็นที่สอดคล้องกับกุศโลบายของประเทศเพราะกลุ่มBRICSมีศักยภาพสูงและเติบโตเร็วมีประชากรมากกว่าร้อยละ 40 ของโลก มีการผลิตและการส่งออกน้ำมันของโลกร้อยละ 40 ผลิตข้าวสาลีธัญพืชหลักของตลาดโลก  35% มี GDP รวมกว่า30% ของโลก(แซงหน้ากลุ่ม G7 ที่มีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกลดลงเหลือร้อยละ 30) และมีสัดส่วนการค้าร้อยละ 40 ของโลก
สำหรับไทยซึ่งมีมูลค่าการค้ากับ BRICS กว่า20% ของการค้าทั้งหมด

มีข้อสรุปที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันสำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับไทย
1. ลดการพึ่งพาตลาดเดิม เช่น สหรัฐและยุโรป และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มBRICS

ทั้งนี้ประเทศไทยส่งออกไปยังกลุ่ม BRICS (ตัวเลขเฉพาะ 9 ประเทศสมาชิกทางการ) โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่า 42,769.8 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ20% ของการส่งออกทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเติบโตขยายตัวได้อีกในอนาคตโดยเฉพาะประเทศพันธมิตร(BRICS Plus)
2.ช่วยกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จากความผันผวนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)และภูมิเศรษฐศาสตร์
2.ช่วยยกระดับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยโดยกลุ่มBRICS มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานผ่านกลไก New Development Bank (NDB) ซึ่งเอกชนไทยสามารถเข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการเหล่านี้

โดยเฉพาะในด้านก่อสร้าง เทคโนโลยี และภาคบริการ
3.เป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายตลาดสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากกลุ่มBRICSมีความต้องการสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าเทคโนโลยี จึงเป็นโอกาสเอกชนไทยสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่เน้นคุณภาพและนวัตกรรม เช่น สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีเกษตร และบริการด้านสุขภาพ
4.การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ 
หากในอนาคต BRICS สามารถพัฒนาไปสู่การใช้สกุลเงินของตัวเองหรือการค้าด้วยสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น ไทยอาจลดต้นทุนจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และสามารถใช้กลไกทางการเงินที่เอื้อต่อธุรกิจมากขึ้น
5. การใช้จุดแข็งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของไทยในการเชื่อมโยงระหว่าง BRICS กับอาเซียน(ASEAN) ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และวัฒนธรรม
รวมทั้งเป็นตัวเชื่อมระหว่าง BRICS กับกลุ่มอื่น ๆ อาทิ เอเปค (APEC) บิมสเทค (BIMSTEC) และ ความร่วมมือแห่งเอเชีย (ACD:Asia Cooperation Dialogue)

อย่างไรก็ตาม การเป็นพันธมิตรกลุ่มBRICS ของประเทศไทยจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแต่ก็ต้องบริหารความเสี่ยงและความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆโดยยืนยันหลักการ "ไม่เลือกข้าง" เน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเป็นหลักทั้งนี้ต

สร้างจิตสำนึก รักสิ่งแวดล้อมNavy Fc Academy เปิดกิจกรรมคัดแยกขยะ ณ สนามโครงการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนราชนาวี สัตหีบ กม.5

(12 ก.ค. 68) พลเรือตรี อโศก ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ Navy FC Academy เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม 'การคัดแยกขยะภายใน Navy FC Academy' ตามมาตรการ Green Waste ณ สนามโครงการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนราชนาวี สัตหีบ กม.5 เพื่อให้การคัดแยกและเก็บรวบรวมขยะเป็นไปอย่างมีระบบ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปลูกฝังวินัยด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนในสังกัดอย่างยั่งยืน

มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้การจัดเก็บขยะในแต่ละพื้นที่ดำเนินไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างจิตสำนึกในการรักษาความสะอาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ เยาวชนทุกคนของ Academy

กมธ.ปปง.ฯสวมหมัด โฆษกพรรคพลังประชารัฐ แขวะ 'นายก.อิ๊ง' แก้ปัญหาแก๊งค์คอล-พนันออนไลน์

จ.เลย- เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ปธ.กมธ.ปปง.สภาฯ สวม พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพลังประชารัฐ แขวะ นายก.อิ๊งฯ แก้ปัญหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ ว่าตั้ง บุคลากรพัวพันสีเทา ชี้การแต่งตั้ง กมธ.ปปง.(สามัญ) และ (วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.) เป็นหน้าที่ของสภา ไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี ไล่ให้ทำความเข้าใจโครงการสร้างก่อนออกมาพูด 

(12 ก.ค. 68) ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย จ.เลย นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กรณีที่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ออกมากล่าวหาว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีการตั้ง ส.ส. เป็นกรรมาธิการตรวจสอบการฟอกเงิน และอ้างว่าเป็น ส.ส.ที่ไปพัวพันกับแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ ต้องขอชี้แจงว่ากรณีนี้ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีความเข้าใจในตำแหน่งและหน้าที่รวมถึงระบบการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการทำงานของ คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ปธ.กมธ.ปปง.ฯ กล่าวว่า พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย คงไม่มีความเข้าใจระบบงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า กรรมาธิการที่เกี่ยวกับเรื่องการฟอกเงินในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ 1.กรรมาธิการ (สามัญ) คือ คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปปง.) ที่มาจาก ส.ส.ในแต่ละพรรค จำนวน 15 คน 2.ขณะนี้มีการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปปง.ฯ ที่ล้วนเป็นตัวแทนที่ถูกส่งมาในแต่ละพรรคการเมือง ดังนั้นที่ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวหาจึงเป็นข้อความที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการการแต่งตั้งดังกล่าว เป็นโควต้าบุคลากรของแต่ละพรรคส่งมาเป็นตัวแทนในการทำหน้าที่ในคณะ กมธ.(สามัญและวิสามัญ) ทั้งนี้รูปแบบการแต่งตั้ง กรรมาธิการวิสามัญฯ การแต่งตั้งจึงมี 2 แบบ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับตัวนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เป็นการกล่าวหาที่ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของสภาฯ ตนยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาเรื่องการพนันออนไลน์ การป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ ที่ผ่านมาได้มีการออกพระราชกำหนดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับล่าสุุด ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี

“สำหรับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการพนันออนไลน์ การหลอกลวงออนไลน์ กมธ.ปปง.ฯ ได้ทำการเร่งหามาตรการณ์ต่างๆในการพิจารณากฏหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเอาผิดกับเครือข่ายนี้อย่างต่อเนื่อง ที่มีการทำงานสอดประสานกับทุกกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สำนักงาน ปปง.ฯ - กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI มีการชำระปัญหาบัญชีม้า ติดตามป้องกันกันร่วมกับตำรวจ ที่มั่นใจว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการป้อกันปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต” นายเลิศศักดิ์ กล่าวในที่สุด

กัมพูชาถูก UNESCO เบรกกลางที่ประชุม เหตุไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน กล่าวหา 'วัดภูม่านฟ้า' ลอกนครวัด

(12 ก.ค. 68) เกิดเหตุปะทะทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม หลังรัฐมนตรีวัฒนธรรมกัมพูชา กล่าวหาว่าวัดภูม่านฟ้าในไทยลอกแบบ 'นครวัด' อย่างไม่เหมาะสม 

นางเฟือง สะกุณา รัฐมนตรีวัฒนธรรมกัมพูชา กล่าวในที่ประชุมว่า วัดไทยแห่งนี้เลียนแบบนครวัดอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณค่าความเป็นมรดกโลก พร้อมเรียกร้องให้ยูเนสโกสอบสวนเรื่องดังกล่าว 

ฝ่ายไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าผู้แทนไทย ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น พร้อมระบุว่าเรื่องนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง และไม่เหมาะสมกับเวทีระดับโลก พร้อมยืนยันว่าวัดภูม่านฟ้าได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมไทยหลากหลาย ไม่ใช่การลอกแบบนครวัด 

ต่อมา ยูเนสโกไม่อนุญาตให้กัมพูชาแถลงเพิ่มเติมในที่ประชุม เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด ขณะที่หลายประเทศเห็นว่าประเด็นนี้ควรเป็นเรื่องทวิภาคี ไม่ใช่ปัญหาที่ควรนำเข้าสู่การพิจารณาของยูเนสโก 

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองประเทศเคยตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านวัฒนธรรม แต่การกล่าวหาล่าสุดนี้กลับถูกกัมพูชาเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียทันทีหลังจบประชุม ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น 

สำหรับวัดภูม่านฟ้า หรือวัดพระพุทธบาทศิลา ตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มสร้างเมื่อปี 2541 โดยหลวงพ่อแดง ภายใต้แรงศรัทธาของชาวบ้าน วัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่เรียกว่า 'สิงหนคร' โดยออกแบบให้คล้ายปราสาทหินในอดีตตามจินตนาการของผู้ออกแบบ ไม่ได้จำลองมาจากนครวัดโดยตรง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top