Thursday, 11 June 2026
NEWS FEED

เผยตัวเลขยอดสะสมผู้ป่วยโควิด-19 ใน 10 จังหวัดที่มีจำนวนสูงสุด

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดผู้ติดเชื้อรายวัน กับยอดผู้หายป่วยกลับบ้าน เริ่มมีจำนวนที่ใกล้เคียงกัน จุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการเตียง ที่ยังพอจัดสรรให้เกิดความลงตัวได้ ทว่าในความเป็นจริง ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ยังมีผู้ป่วยสะสมที่ยังอยู่ในกระบวนการรักษาอีกเป็นจำนวนมาก 

ถึงขณะนี้ มี 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสมสูงสุด แบ่งเป็น ภาคกลางมากที่สุด จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ตามมาด้วยภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตก 1 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ปิดท้ายด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครถือเป็นจังหวัดที่ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีผู้ป่วยสะสมสูงที่สุด เป็นจำนวนกว่า 221,873 คน มากกว่าอันดับสองที่ตามมาอย่างสมุทรปราการถึงเกือบ 4 เท่า (จำนวนที่ 61,013 ราย) โดย 5 อันดับแรกที่ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยสะสมสูง ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คือ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร ชลบุรี และนนทบุรี

ในส่วนของศรีสะเกษ เป็นจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มียอดผู้ป่วยสะสมมากที่สุด ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด หรือพื้นที่แห่งไหน เวลานี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน หยุดยั้งการแพร่ระบาดลงให้ได้ เริ่มต้นที่ตัวเราเอง ดูแลร่างกาย รักษาความสะอาด เลี่ยงการออกนอกสถานที่ให้มากที่สุด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 

ถึงเวลานี้ ต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน และเราจะผ่านสถานการณ์ยากๆ นี้ไปด้วยกันให้จงได้


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผอ.รพ.นบพิตำ ออกโรงปกป้อง 'หมอหญิง' นำญาติฉีดไฟเซอร์ ยืนยัน เป็นผู้ปฏิบัติงานดีเยี่ยม แต่ที่ทำไปเพราะความกตัญญู

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในกรณีที่แพทย์หญิงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราชนำวัคซีนไฟเซอร์ ไปฉีดให้กับเครือญาติ จนเกิดการตำหนิเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นพ.กฤษณ์ เพชรสำรวล ผอ.รพ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้กล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่า กรณีแพทย์หญิงโรงพยาบาลนบพิตำ ได้พามารดาและพี่สาวมาฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ที่จะฉีดให้เฉพาะแพทย์และบุคลากรด่านหน้าจริง

โดยตามปกติแพทย์หญิงคนดังกล่าวเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างดีเยี่ยม แต่เนื่องจากว่าความสำนึกในความกตัญญู ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดไป ในช่วงเสี้ยววินาที และเกิดผลกระทบที่ใหญ่หลวงขึ้นได้ ซึ่งได้เรียนนายแพทย์สาธารณสุขไปแล้วว่า เป็นวัคซีนโด๊สที่ 7 ซึ่งตามปกติวัคซีน 1 ขวดมี 6 โด๊ส ในส่วนที่เหลืออยู่จะขอไปให้กับบุคคลอื่น แต่อาจจะไม่ได้มีการสื่อสารที่ถูกต้อง ในการนำไปให้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ทั้งนี้แพทย์หญิงที่อยู่ในกระแสข่าวยอมรับว่าเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยได้พิจารณาตัวเองโดยการยื่นหนังสือลาออกจากราชการในตำแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเสนอหนังสือลาออกไปตามขั้นตอนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อพิจารณาต่อไป


ที่มา : https://siamrath.co.th/n/272028


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กระทรวงแรงงาน เปิดโครงการสนับสนุน และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน “ดวงตาแรงงาน”

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 08.30 น. นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการสนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการต่อต้านการทุจริต “ดวงตาแรงงาน” รุ่นที่ 1 ในรูปแบบ Online Platform ผ่านระบบ Zoom โดยมี นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และ นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย

โดยโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ให้แก่ข้าราชการ / เจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานแรงงานจังหวัด อาสาสมัครแรงงานต้านทุจริต และเครือข่ายภาคประชาชน ที่เคยผ่านการอบรมด้านการป้องกับการทุจริตร่วมกับกระทรวงแรงงาน สามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ด้านการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง สอดส่อง และแจ้งเบาะแสการทุจริตในระดับพื้นที่ โครงการแบ่งเป็น 2 รุ่น ๆ ละ 152 คน จาก 76 จังหวัด

นายสุทธิฯ กล่าวว่าการอบรมในวันนี้ จะนำพาผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านเกิดการตระหนักรู้ และต่อต้านกับการทุจริตในทุกรูปแบบ และขอขอบคุณท่านวิทยากร หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาชนทุกท่าน ที่มีความตั้งใจและเสียสละเวลามาเข้าร่วมการอบรม และร่วมเป็นเครือข่ายในการต่อต้านการทุจริตร่วมกับกระทรวงแรงงาน

ทางการจีนประกาศลงดาบ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ลบโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง หลังเจอมือดีขุดรูปเก่าออกมาแฉ

เป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว สำหรับกรณีดราม่าของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ (张哲瀚) ที่เมื่อไม่นานมานี้ถูกมือดีออกมาขุดภาพในอดีตที่เจ้าตัวได้เคยถ่ายไว้ขณะเยี่ยมชม “ศาลเจ้ายาสุคุนิ” (Yasukuni Shrine) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดันมีส่วนไปเชื่อมโยงกับประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นที่มักถูกนำมาพูดถึงและกลายเป็นที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง…

ก่อนอื่นต้องขอเล่าเท้าความก่อนว่าสำหรับกรณีดราม่าสุดร้อนแรงของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เจ้าตัวถูกขุดภาพเก่าขณะที่ไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่จัดขึ้นใน “ศาลเจ้าโนกิ” (Nogi Shrine) ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในศาลเจ้าแห่งนี้มีการเก็บรวบรวมป้ายวิญญาณของทหารญี่ปุ่นบางส่วนที่เคยรบกับจีนในสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่นเอาไว้ อีกทั้งภายในงานครั้งดังกล่าว ตัวของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ เองยังได้มีการถ่ายภาพคู่กับ ‘เดวี ซูการ์โน’ (Dewi Sukarno) อดีตภรรยาชาวญี่ปุ่นของประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียที่เคยเป็นประเด็นกับจีน เนื่องจากเธอเคยออกมาสนับสนุนหนังสือที่ปฏิเสธการกระทำของฝ่ายญี่ปุ่นใน “เหตุการณ์สังหารหมู่ที่นานกิง” (Nanjing Massacre) ซึ่งเป็นดราม่ากันอยู่พักหนึ่งเมื่อช่วงปี 2017

นอกจากประเด็นของเรื่องการไปร่วมงานแต่งเพื่อนแล้ว ภาพถ่ายในอดีตของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ขณะกำลังเที่ยวชม “ศาลเจ้ายาสุคุนิ” ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอย่างร้อนแรงเช่นเดียวกัน โดยเดิมทีว่ากันว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่คนจีนรับไม่ได้และพากันตีตราว่าไม่ควรไปอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่เก็บรวบรวมป้ายวิญญาณเพื่อสักการะเหล่าทหารและอาชญากรทางสงครามหลายคนในกองทัพญี่ปุ่นแล้ว ยังเปรียบเสมือนตัวแทนของการบิดเบือนความโหดร้ายที่ญี่ปุ่นเคยกระทำไว้กับชนชาติอื่น ๆ ในช่วงก่อสงครามอีกด้วย

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถึงแม้ในช่วงบ่ายของวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา ตัวของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ เองจะได้มีการออกมาขอโทษ พร้อมทั้งยอมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ในอดีตของตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ดูเหมือนสถานการณ์ต่าง ๆ กลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย โดยชาวเน็ตจีนส่วนใหญ่ต่างก็ยังคงไม่ยอมรับคำขอโทษและยังมีการจับลากประเด็นโน้นโยงประเด็นนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ตัวของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ กันอยู่อย่างต่อเนื่อง (เช่น เรื่องความไม่รักชาติ)

ซึ่งด้วยผลกระทบจากกระแสเชิงลบที่ไม่ยอมซาลงนี้เอง ทำให้ต่อมาเริ่มมีสินค้าหลายแบรนด์ รวมถึงผลงานหลายรายการที่ทยอยออกมาประกาศยุติการร่วมงานกับหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ กันแบบรัว ๆ

ล่าสุดในวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบรอบ 76 ปีที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และตรงกับวาระที่ทางฝั่งจีนมักจะออกมารำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นเคยบุกจีนในทุกปี บทลงโทษทางสังคมในกรณีของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ที่มีส่วนโยงใยกับประเด็นอ่อนไหวนี้ก็ดูท่าจะเริ่มบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทาง “สมาคมอุตสาหกรรมการแสดงของจีน” (China Association of Performing Arts) ที่สังกัดภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมได้ออกมาทำการลงดาบ ประกาศแถลงการณ์คว่ำบาตร ‘จางเจ๋อฮั่น’ อย่างจริงจัง ซึ่งในหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุเนื้อความโดยสรุปไว้ว่า

“ตามความประพฤติอันไม่เหมาะสมของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ อย่างการไปเยี่ยมชมศาลเจ้ายาสุคุนิในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งถูกเปิดเผยและได้รับความสนใจจากทุก ๆ ภาคส่วนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทางสมาคมฯ เอง ด้วยความที่มีความกังวลต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มีการเริ่มทบทวนวินัยและระเบียบข้อบังคับด้านจริยธรรม จนมีความเห็นกับประเด็นดังกล่าวนี้ว่า

‘ศาลเจ้ายาสุคุนิ’ เป็นเครื่องมือทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ของกองทัพทหารญี่ปุ่นในการก่อสงครามรุกรานนานาประเทศ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่อำนาจฝ่ายขวาในญี่ปุ่นใช้เพื่อบิดเบือนและตกแต่งหน้าประวัติศาสตร์สงครามของตัวเองให้ดูสวยงาม ในฐานะของการเป็นบุคคลสาธารณะ การสร้างมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพอย่างหนึ่ง ซึ่งคำว่า “ไม่รู้” ไม่สามารถใช้มาเป็นข้อแก้ตัวได้

ในครั้งนี้ทางสมาคมฯ มองว่า การกระทำของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ นั้นไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เนื่องจากไม่เพียงแต่เป็นการทำร้ายความรู้สึกของคนในชาติ แต่ยังส่งผลที่ไม่ดีต่อค่านิยมด้านความคิดของเยาวชนในกลุ่มผู้ติดตาม ซึ่งด้วยเหตุนี้เองสมาคม ฯ ขอตำหนิการกระทำของตัวนักแสดงหนุ่มและเพื่อให้สอดคล้องกับ “มาตรการการจัดการตามวินัยข้อบังคับของคนในวงการอุตสาหกรรมการแสดง” จึงขอกำหนดให้มีการคว่ำบาตร ‘จางเจ๋อฮั่น’ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ในขณะเดียวกัน ทางสมาคมฯ ก็ขอเตือนให้ศิลปินส่วนใหญ่เสริมสร้างการศึกษาและความตระหนักรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติอย่างจริงจัง หากมีผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษ”

หลังจากองค์กรระดับทางการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการแสดงโดยตรงได้มีการออกมาลงดาบกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทางด้านโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ของจีนอย่างเว๋ยป๋อ (Weibo) จึงได้มีการตัดสินใจปิดบัญชีแอคเคาน์เว่ยป๋อส่วนตัวและสตูดิโอของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ รวมไปถึงล้าง Super Topic (超话) หรือหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับตัว ‘จางเจ๋อฮั่น’ ออกจากหน้าระบบทั้งหมด โดยแอคเคาน์ทางการของเว่ยป๋อได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันเหตุที่ต้องปิดทุกอย่างเกี่ยวกับ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ตามทำนองเดียวกับประกาศจากสมาคมอุตสาหกรรมการแสดงของจีน แถมยังมีการเสริมเน้นเช่นเดียวกันอีกว่า “ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะซึ่งมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมาก การมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ควรเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่เหล่าศิลปินคนดังนั้นควรยึดถือ”

โดยนอกจากเว่ยป๋อที่เริ่มเปิดฉากออกมาปิดบัญชีของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ แล้ว ทางด้านของแพล์ตฟอร์มวีดิโอคอนเทนท์ชื่อดังอย่าง “Douyin” (โต่วอิน) หรือที่รู้จักกันในนาม Tiktok ของจีนก็ได้มีการออกมาลบแอคเคาน์ของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในส่วนของแพล์ตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ อาทิเช่น QQ Music, Wangyi (NetEase) ก็ได้ออกมาลบเพลงของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ออกจากระบบทั้งหมด และที่ล่าสุดเลยสำหรับทางด้านของ YOUKU ถึงขั้นมีการลบชื่อของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ออกจากคำอธิบายรายละเอียดเบื้องต้นของซีรีส์ดังที่เคยนำแสดง งานนี้เรียกได้ว่าค่าของ “ความไม่รู้” ที่เกิดขึ้นในอดีตและนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ ต้องเก็บนำมาจ่ายชดใช้ในปัจจุบันนั้นค่อนข้างเป็นราคาที่สูงแบบที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็คาดไม่ถึงเลยทีเดียว...


ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9640000080690


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ผู้บริหาร บริษัท อริยะ’ ตามรอยบุญ 'พระครูแจ้' มอบเงินสด 100,000 บาท และข้าวสาร 2,000 ถุง ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นาย​สมชาย​ เลิศ​อริยา​นันท์​ ประธาน​กรรมการบริหาร​ บริษัท​อริยะอีค​วิป​เม้นท์​ จำ​กัด​ พร้อมด้วยนาย เลิศศักดิ์ เลิศอริยานันท์ กรรมการผู้จัดการ ตลอดจนครอบครัวเลิศอริยานันท์ มอบเงินสดจำนวน 100,000 บาท พร้อมทั้งมอบข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 2,000 ถุง ถวายแด่ท่าน พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เพื่อส่งมอบต่อให้ประชาชนในเขตพื้นที่บางพลี จำนวน 1,000 คน  และมอบให้กับผู้ประกอบอาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง  จำนวน 1,000 คัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตฝ่าวิกฤตโควิค- 19

โดย ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง กล่าวว่า ในวันนี้ได้รับมอบข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 2,000 ถุง และเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท จากนายสมชาย เลิศอริยานันท์ ผู้บริหารบริษัท อริยะ เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19  และจะนำข้าวสารพร้อมเงินที่ได้รับมอบนำไปแจกให้กับผู้ประกอบอาชีพวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จำนวน 1,000 คัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ทางคุณพ่อ​สมชาย​ อริยะ ซึ่งมีธุระกิจกว้างขวางอยู่ในเขตพื้นที่บางพลี และได้นำปัจจัยมาถวาย พร้อมทั้งได้บอกอีกว่า “ถ้าไม่ช่วยพี่น้องประชาชนในตอนนี้แล้วจะช่วยในตอนไหน”

ทางคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อมด้วย นายพิเชษฐ  พัวพันกิจเจริญ ผอ.โรงพยาบาลบางพลี จะได้นำข้าวสารที่ได้รับมอบจากทางคุณพ่อสมชาย นำไปแจกจ่ายตามวัตถุประสงค์ของท่านต่อไป นั้นก็คือนำไปแจกให้กับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เนื่องจากว่าทางคุณพ่อสมชายนั้น  ได้เห็นคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางนำข้าวสารและเงินมอบให้กับคนขับรถแท็กซี่ไปแล้วก่อนหน้านี้ตามที่เป็นข่าวออกไป

เมื่อเห็นอย่างนั้น จึงติดต่อมาทันทีว่าผมจะเอาข้าวสารมาถวายอีกเพื่อจะได้แจกให้กับวินมอเตอร์ไซค์บ้าง ซึ่งวินมอเตอร์ไซค์ก็ยากจน และได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ในวันนี้ทางครอบครัวเลิศอริยานันท์ จึงได้นำข้าวสารจำนวน 2,000 ถุง มาถวายให้กับทางวัดเป็นที่เรียบร้อย เดี๋ยวเราก็จะได้ดำเนินการแจกก่อนภายในสิ้นเดือนนี้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

รบ.สหรัฐฯ ส่อแววเมิน ประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน พร้อมยินดีรับรองตอลิบาน หากเคารพสิทธิเด็ก-สตรี

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ส.ค. 64 สหรัฐฯ ระบุว่า จะรับรองรัฐบาลตอลิบานในอัฟกานิสถาน ก็ต่อเมื่อพวกเขาเคารพสิทธิสตรีและตีตัวออกห่างจากขบวนการเคลื่อนไหวหัวรุนแรงต่าง ๆ อย่างเช่นอัลกออิดะห์ ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธยืนยันว่ายังให้การรับรอง อัชราฟ กานี ในฐานะประธานาธิบดีของอัฟกานิสถานอยู่หรือไม่

"ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพูดถึงท่าทีของเราต่อรัฐบาลใด ๆ ของอัฟกานิสถานในอนาคต มันจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของรัฐบาลนั้น ๆ มันจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของตอลิบาน" เนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการรับรอง

"รัฐบาลอัฟกานิสถานในอนาคตที่ยึดมั่นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนของพวกเขา ไม่ให้แหล่งพักพิงแก่พวกก่อการร้ายและปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนของพวกเขา ในนั้นรวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงและเด็ก ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากร รัฐบาลนั้น ๆ จะเป็นรัฐบาลที่เราสามารถทำงานร่วมกันได้" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุ

ไพรซ์ บอกด้วยว่า ซัลเมย์ คาลิลซัด ผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ ด้านอัฟกานิสถาน ยังคงอยู่ในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ดินแดนที่ตอลิบานมีสำนักงานทางการเมืองและการทูต พร้อมระบุเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างเจรจากับตัวแทนของตอลิบานในประเทศแห่งนี้

ตอลิบาน บุกจู่โจมและเข้ายึดกรุงคาบูลได้อย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจ ในวันอาทิตย์ที่15 ส.ค. 64 สามารถโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ มานานกว่า 2 ทศวรรษได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทั้งนี้ ตอลิบานเคยกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับสตรีระหว่างที่พวกเขาขึ้นปกครองประเทศช่วงปี 1996-2001 ในนั้นรวมถึงห้ามมอบการศึกษาแก่เด็กผู้หญิง ก่อนที่สหรัฐฯ จะยกทัพโค่นล้มรัฐบาลตอลิบาน ตามหลังโศกนาฏกรรมโจมตีนิวยอร์กและวอชิงตัน 11 กันยายน 2001

ระหว่างแถลงข่าวในวันจันทร์ (16 ส.ค.) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงให้การรับรอง อัชราฟ กานี ในฐานะประธานาธิบดีของอัฟกานิสถานหรือไม่ ขณะที่เขาหลบหนีออกนอกประเทศในวันอาทิตย์ (15 ส.ค.) หลังจากพวกนักรบตอลิบานสามารถโค่นล้มรัฐบาลของเขาได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

"นี่เป็นบางอย่างที่เรากำลังทำงานร่วมกับประชาคมนานาชาติ" ไพรซ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามว่าวอชิงตันจะให้การรับรองใครในฐานะผู้นำอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้แล้ว ไพรซ์ ยังปฏิเสธตอบคำถามที่ว่า แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งพูดคุยทางโทรศัพท์กับ กานี ในวันเสาร์ (14 ส.ค.) ทราบหรือไม่ว่าในตอนนั้นประธานาธิบดีอัฟกานิสถานอยู่ที่ไหน หรือได้รับการบอกกล่าวจากกานีหรือไม่ ว่าเขากำลังหลบหนีออกนอกประเทศ

"สถานการณ์ทางการเมืองกำลังมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เราจะปล่อยให้ประธานาธิบดีกานีเป็นคนเล่าเองว่าเขาบอกอะไรกับท่านรัฐมนตรี ยังไม่มีการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการ" ไพรซ์ ระบุ

สำนักข่าวอัลจาซีเราะห์รายงานว่า กานี บินหลบหนีไปยังอุซเบกินสถาน อย่างไรก็ตามทางรอยเตอร์ยังไม่ยืนยันข่าวนี้


(ที่มา : รอยเตอร์)

https://mgronline.com/around/detail/9640000080738


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“พระครูแจ้” หนุนเกษตรกรพิจิตร เหมาแตงโม 8,000 โล แจกประชาชนที่มาฉีดวัคซีน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ภายในวัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่  อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้มีรถกระบะบรรจุผลไม้มาเต็มคันรถ  และจากการสอบถามทราบว่ารถคันดังกล่าว  ได้มีการลำเรียงผลไม้มาเป็นจำนวนมากเดินทางมาจากทางจังหวัดพิจิตร  โดยการสนับสนุนจากท่าน​  พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง  ที่มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนจังหวัดพิจิตร จึงได้ให้การสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรชาวสวน โดยการสั่งผลไม้ประเภท แตงโม  ของพี่น้องชาวสวนจังหวัดพิจิตร จำนวน 8 ตัน หรือ 8,000 กิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและให้กำลังใจเกษตรกรชาวสวนเพื่อช่วยกันฟันฝ่าวิกฤตโควิด-19

โดย  ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง  กล่าวว่า  ผลไม้ทั้งหมดได้สั่งตรงมาจากสวนผลไม้ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนในจังหวัดพิจิตร จำนวน 8 ตัน หรือ 8,000 กิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและอุ้มพี่น้องเกษตรกรชาวสวนเพื่อฟันฝ่าวิกฤตโควิด-19

อีกทั้ง  ในวันนี้ศูนย์ฉีดวัคซีนวัดบางพลีใหญ่กลาง  ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12-18 ปี 7 กลุ่มโรคเสี่ยง  ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 100  กิโลกรัม และผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกิน 80 กิโลกรัม  โดยตั้งแต่ในช่วงเช้าภายในศูนย์ฉีดวัคซีนวัดบางพลีใหญ่กลาง  ได้มีผู้ปกครองนำบุตรหลานเดินทางมารอรับการฉีดวัคซีนกันอย่างต่อเนื่อง  ตามที่โรงพยาบาลได้มีการแจ้งผ่านทาง SMS  และได้ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้  โดยมีการจัดระเบียบและเว้นระยะห่างแบบ New normal

โดย  ทุกคนที่เดินทางมารับการฉีดวัคซีนยังศูนย์ฉีดวัคซีนวัดบางพลีใหญ่กลางจะได้รับมอบแตงโมจากท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ  เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง  มอบแตงโมให้คนละ 2 ลูก นำกลับไปทานที่บ้านโดยสั่งตรงมาจากเกษตรกรชาวสวนในจังหวัดพิจิตร  จำนวน 8,000 กิโลกรัม  

อย่างไรก็ตาม  ผลไม้ทั้งหมดที่ช่วยเกษตรกรอุดหนุนมานั้น จะนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ โรงพยาบาลสนาม รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชนในชุมชน อีกทั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนและจะนำผลผลิตทั้งหมดแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่เดินทางมารับการฉีดวัคซีนในวันนี้แต่จะทำการแจกทุกๆวัน  จนกว่าผลไม้ที่สั่งมานั้นจะหมดเพื่อแทนความห่วงใยที่มีต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังคงปฎิบัติหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อย รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อน  ประชาชนที่ขาดรายได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 

‘คณะนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 21,23’ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ ‘มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา’ ร่วมกันบริจาคเงิน อุปกรณ์ สิ่งของและอาหาร ให้กับผู้พิการและด้อยโอกาส

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2564 ณ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาคาร 60 ปี ถ.ราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ "นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ" อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เกียรติรับมอบเงิน / อาหาร / สิ่งของ / อุปกรณ์ต่าง ๆ จาก "คณะนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 21,23" วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ "มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา" รวมพลังสายบุญ พลังจิตศรัทธา ของการทำคุณงามความดี ตอบแทนแผ่นดิน เพื่อช่วยเหลือคนพิการ / คนยากไร้ /  คนด้อยโอกาส 

โดยกิจกรรมในวันนี้เล็งเห็นความสำคัญของการร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน และจิตอาสาทุกท่านเพื่อแก้ไขวิกฤติเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอยู่หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยกันอย่างเต็มที่ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนคนไทย ที่จะคอยเป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติภารกิจ หน้าที่ของบุคลากรทุกท่าน เพื่อให้การช่วยเหลือมนุษยชาติ และประชาชนคนไทยอยู่รอดปลอดภัย และผ่านพ้นวิกฤตการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี พร้อมกัน

ในการนี้ "นายชัยพร ภูผารัตน์" ผอ.สำนักงานสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย ได้เป็นเกียรติเข้าร่วมกิจกรรมที่ดีงาม นี้ด้วย

17 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสถาปนาศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย 

ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางการรับแสดงความจำนงบริจาคดวงตา จัดเก็บดวงตาผู้บริจาคเมื่อเสียชีวิต และจัดสรรดวงตาบริจาคให้จักษุแพทย์นำไปปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยกระจกตาพิการ โดยวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2512  ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ได้รับดวงตาบริจาคจากผู้ถึงแก่กรรมเป็นคู่แรก นำไปปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยกระตาพิการ 2 ราย  ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของผู้บริจาคดวงตา คณะกรรมการจัดหาและบริการดวงตาแห่งสภากาชาดไทย จึงมีมติให้วันที่ 17 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้ดำเนินงานมาครบ 56 ปี ในปี พ.ศ. 2564 นี้

​ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ในปัจจุบัน ทำให้ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยและหน่วยงานเครือข่าย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลทำให้สามารถจัดหาดวงตาบริจาคได้น้อยลง ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้มีการกำหนดมาตรการคัดกรอง

ผู้บริจาคที่เสียชีวิตก่อนดำเนินการจัดเก็บดวงตาอย่างเข้มข้น ​เพื่อความปลอดภัยของผู้รับดวงตาบริจาคและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าดวงตาบริจาคที่ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้รับนั้นมีความปลอดภัย ก่อนส่งมอบดวงตาบริจาคให้จักษุแพทย์นำไปปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยกระจกตาพิการ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยและหน่วยงานเครือข่าย ยังมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยกระจกตาพิการให้ได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดในท่ามกลางวิกฤติครั้งนี้

​ในปี 2564 ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยและหน่วยงานเครือข่าย ยังร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ป่วยกระจกตาพิการให้ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และความร่วมมือด้านการแพทย์ เพื่อให้บุคลากรหน่วยงานเครือข่ายสามารถปฏิบัติงานด้านการจัดหาและบริการดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ ข้อมูลศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย (ตั้งแต่ 2508 - สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564) มีผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา 
จำนวน 15,506 ราย และมีผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา (ตั้งแต่ 2508 - สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564) จำนวน1,452,327 ราย

​สำหรับการบริจาคดวงตาในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ที่ต้องการแสดงความจำนงบริจาคดวงตาให้แก่ ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย สามารถใช้ช่องทางการแสดงความจำนงบริจาคได้ดังต่อไปนี้ บริจาคดวงตาผ่านเว็บไซต์ www.eyebankthai.com แจ้งความจำนงผ่านโทรศัพท์ หมายเลข 0 2256 4039-40 (ในวันและเวลาราชการเท่านั้น) หรือสอบถามข้อมูลได้ที่เหล่ากาชาดจังหวัด โรงพยาบาลเครือข่ายศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย และที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

​เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 30) ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย จำเป็นต้อง เลื่อนการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้อุทิศดวงตาให้แก่สภากาชาดไทยที่ล่วงลับไปแล้ว เนื่องในวันศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ประจำปี 2564 ออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

‘บิ๊กตู่’ ตั้ง ‘เสรี วงษ์มณฑา - เกษมสันต์ วีรกุล’ เป็นบรรณาธิการบริหาร ศูนย์บริหารสื่อสารในภาวะวิกฤต วางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค. ช่วยตอบโต้เฟกนิวส์อย่างทันท่วงที

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลและศบค. กำลังเร่งควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ไทยที่ยังถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนให้ได้โดยเร็ว โดยได้เร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งในการเร่งรัดการจัดหาวัคซีน ปูพรมฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด การค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อเชิงรุกและนำผู้ป่วยทุกคนเข้าระบบการรักษาให้เร็วที่สุด รวมถึงให้ผู้ป่วยติดเชื้อเข้าถึงยาให้ไวที่สุด การสร้างสถานที่กักตัวให้เพียงพอทั้งในประเภท Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) ให้เพียงพอทุกพื้นที่ รวมทั้งดูแลแรงงานและโรงงานในรูปแบบ Bubble and Seal ใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Tele-Medicine) ในระบบ HI และ CI จัดระบบการส่งยา รวมทั้งติดตามการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ฟ้าทะลายโจร และสูตรยาอื่น ทั้งของยาจากต่างประเทศ เช่น Remdesivir หรือ Oseltamivir หรือ Hydroxychloroquine เพื่อให้ผู้ป่วยสีเหลืองและสีเขียวเข้าถึงยาได้กว้างขวางที่สุด รวมทั้งให้มีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK อย่างโปร่งใส ชัดเจน ขณะเดียวกันต้องมีการจัดการขยะติดเชื้อแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง คือ การทิ้งขยะติดเชื้อที่ถูกต้อง การจัดเก็บ และปลายทาง คือ กระบวนการทำลายขยะติดเชื้อ

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบบริหารการสื่อสารในภาวะวิกฤต ด้วยการตั้งศูนย์บริหารสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการ มีนายเสรี วงษ์มณฑา และนายเกษมสันต์ วีรกุล เป็นบรรณาธิการบริหาร เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค. โดยขอให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทั้งในรูปแบบคู่มือประชาชน คู่มือชุมชน ช่องทางติดต่อทั้งโทรศัพท์ สายด่วน ไลน์ แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ ของหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนทราบการปฏิบัติตัวตั้งแต่เริ่มติดเชื้อ สิ่งที่สังคมต้องการ คือข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง มีความเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ ทั้งเรื่องวัคซีน ยาและเวชภัณฑ์ ยาสมุนไพร สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ทุกหน่วยต้องแก้ข่าวบิดเบือน (Fake News) ให้ทันท่วงที  


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top