Tuesday, 4 August 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่- ททท. เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569  “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” 

ททท. จัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569 ชู “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” เที่ยวเหนือได้ทั้งปี หวังดันรายได้ 178 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายขจรเดช อภิชาตตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. ร่วมงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ณ ร้านอาหาร Le Coq d'Or Restaurant อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับมือพันธมิตร 17 จังหวัดภาคเหนือ สร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หวังกระตุ้นการเดินทางภาคเหนือช่วง High Season และขยายฐานนักท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล ดันตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 178 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับนักท่องเที่ยวในการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569 โดยปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด "Value is the New Volume" พัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ผ่านการท่องเที่ยวด้วย “โครงการ 12 เดือน 12 เทศกาล จังหวัดเชียงใหม่เที่ยวได้ทั้ง 365 วัน" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงาม และบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ ตั้งเป้ายกระดับเชียงใหม่สู่ "เมืองแห่งชีวิต สุขภาพ และเทศกาล" และผลักดันให้เป็น "The Best Destination" เพื่อให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ "ทรงคุณค่า" อย่างแท้จริง

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ปี 2569 ททท. เตรียมดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคภาคเหนือ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและบอกต่อ (Grand Moment) จากการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดู และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year-round Destination) 

ผ่านแนวคิด Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ ชวนเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดู ภายใต้ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ 1. ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (หลังจากที่ทำงานตลอดทั้งปี)กระตุ้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือและขยายฐานตลาดเฉพาะกลุ่ม 2. ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ความสุข สนุกสนาน และการฮีลใจ พักผ่อน/ผ่อนคลาย ค้นหาตัวเอง กระตุ้นความถี่ในการเดินทางช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ และ 3. ฤดูแห่งการแบ่งปัน บอกเล่าเรื่องราวของความเป็นเหนือ (Northern Stories) 

กระตุ้นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่เมืองน่าเที่ยว ด้วยการเสนอขายสินค้าและบริการด้านสุขภาพ งานคราฟต์ เทศกาลประเพณี อีเวนต์ กิจกรรมท่องเที่ยวยามค่ำคืน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่พักที่มีสไตล์การออกแบบที่สวยงาม วิถีชีวิตชุมชนน่าเที่ยว อาหารถิ่น รวมถึงสินค้าท่องเที่ยวยั่งยืนที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รางวัล CF Hotel (Carbon Footprint Hotels)และ รางวัล STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) 

โดยการจัดงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานภาคเหนือ ทั้ง 11 สำนักงาน ได้เข้าร่วมนำเสนอทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ พร้อมทั้งนำผู้ประกอบการเข้าร่วมเสนอขาย Product Highlight ของทั้ง 17 จังหวัดด้วย

ภูมิภาคภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อีกทั้งยังมีสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โดย ททท. ได้เตรียมนำเสนอหลากหลายกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ใน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูหนาว เช่น ประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด จังหวัดน่าน, เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์, งานเปิดเมิงไต จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานสีสันดอยตุงและงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม จังหวัดเชียงราย, งานแพร่คราฟท์จังหวัดแพร่, Balloon Festival Huppatat จังหวัดอุทัยธานี, งานเทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์,  Ultra Trail Doi Soi Malaiจังหวัดตาก, Chalawan Running จังหวัดพิจิตร ฯลฯ

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูร้อน เช่น ประเพณีปอยส่างลองจังหวัดแม่ฮ่องสอน, เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง จังหวัดลำปาง, งานประเพณีเวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยาจังหวัดพะเยา, Chiang Mai Design Week และ Amazing Chiang Mai Pride จังหวัดเชียงใหม่, เทศกาลทุเรียน จังหวัดอุตรดิตถ์, เทศกาลวันวานอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี, เทศกาลดอกเสี้ยวบาน จังหวัดลำปาง, เทศกาลพายเรือเที่ยวป่า ตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด จังหวัดเพชรบูรณ์, กิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ
กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูฝน เช่น ประเพณีสลากภัตรหรือสลากย้อม จังหวัดลำพูน, กิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัยจังหวัดสุโขทัย, เทศกาลเชียงใหม่คเณศจตุรถี จังหวัดเชียงใหม่, ดอยช้างเทรล จังหวัดเชียงราย, Pai Jazz and Blues Fest 2026 จังหวัดแม่ฮ่องสอน, Mae La Noi Craft Camp จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เทศกาลทุเรียนอุทัยจังหวัดอุทัยธานี, กิจกรรมล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ

สำหรับเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ ขอเชิญชวนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่ว่าจะเป็นประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีล่องสะเปาจาวละกอน จังหวัดลำปาง, เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน จังหวัดลำพูน, งานนมัสการพระธาตุดอยกองมูและลอยกระทงสวรรค์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานประเพณีลอยกระทง “จุดผางปะตี๊ปตี๋นก๋า ปูจาแม่ก๋าเผือก” จังหวัดแพร่, ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก, งานลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง จังหวัดพิจิตร ฯลฯ 

ทั้งนี้ ททท. คาดหวังว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเดินทางตลอดทั้งปีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง ในปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.37 จากปี 2568พร้อมคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.38 เมื่อเทียบกับปี 2568

ผบ.ตร.สั่งขยายผลจับกุม 3 ชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุง และยกระดับมาตรการปฏิบัติการเชิงรุกให้มีเขี้ยวเล็บสกัดสแกมเมอร์

เมื่อวานนี้ (24 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้เร่งสืบสวนขยายผลจับกุมทั้งขบวนการทั้งคนไทย และชาวต่างประเทศ กรณีวานนี้ (23 ตุลาคม 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ กสทช. นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าเป็นฐานลับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเอาเงินจากชาวต่างชาติ โดยพบว่าคอมพิวเตอร์ถูกเปิดใช้งานโดยมีการตั้งค่า IP ปลอม (Fake IP) และพบใช้ลักษณะคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง (scam) เจ้าหน้าที่ตรวจพบการยิงโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยแอบอ้างเป็นสำนักงานกฎหมายหรือทนายความ เพื่อล่อลวงเหยื่อว่าจะช่วยทวงเงินคืน ก่อนดำเนินการหลอกเอาทรัพย์ซ้ำ ซึ่งจากการสืบสวนเบื้องต้น พบกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติในทวีปยุโรป ยังไม่พบรายงานผู้เสียหายเป็นคนไทย 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชาวจีนทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นายจาง (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี, นายหลิว (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี และนายอู่ (นามสมมุติ)อายุ 32 ปี พร้อมของกลางได้แก่ เครื่อง SIMBOX / GSM Gateway สำหรับใส่ซิมโทรศัพท์ 20 ช่อง จำนวน 4 เครื่อง, คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค 10 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 40 เครื่อง พร้อมเครื่องกระจายสัญญาณและอุปกรณ์อื่น ๆ โดยจับกุมในข้อหา “ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” และ “นำเข้า มี หรือทำ ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498” นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยยกระดับในการปฏิบัติการเชิงรุก ในการดำเนินการกับชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในไทย โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ จะไม่ยอมให้มาตั้งฐานหลอกลวงในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด โดยสั่งการให้
1. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ต้องตรวจสอบและคัดแยกข้อมูลคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรที่มีลักษณะผิดสังเกต เช่น เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรบ่อยครั้ง โดยให้แยกเป็นกลุ่มประเทศ สถิติการเข้าออก 

2. ให้ทีมสืบสวน บช.น. และตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 ประสานกับทีมสืบสวน สตม. โดยบูรณาการร่วมกับกองการต่างประเทศ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ ให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็น Center ในการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น โดยการปฎิบัติจะต้องออกภาพการปฏิบัติเชิงรุกแบบ Realtime 

3. การปฏิบัติในการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพ Scammer ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนพลเมืองดี ที่พบเห็นความผิดปกติในการพักอาศัยรวมตัวของบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน/อพาร์ทเม้นท์/คอนโด/ห้องเช่า และสำหรับผู้ที่บอกว่ามีข้อมูลของกลุ่มมิจฉาชีพ Scammer  

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่ กสทช. สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะในกรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด หากพบเห็นชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดแผกไปจากนักท่องเที่ยวต่อไป ดูแล้วมีพิรุธน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มอบนโยบายดูแลทหารใหม่ทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัยสูงสุด การฝึกมีประสิทธิภาพ หากพบการละเมิดพร้อมดำเนินวินัยเข้มงวด

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ประชุมหน่วยปกครองทหารทั่วประเทศ ถ่ายทอดเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ และมอบนโยบายดูแลทหารใหม่ เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุดและการฝึกที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บังคับบัญชาและผู้ปกครอง หากพบการละเมิดจะดำเนินการทางวินัยอย่างเข้มงวด

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมเจริญจรัมพร หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน พลอากาศโท ขจรฤทธิ์ แก้วอำไพ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน เป็นประธานการประชุมผู้บังคับบัญชาและครูฝึกของหน่วยปกครองทหารในสังกัดกองทัพอากาศทั่วประเทศ โดยจัดประชุมแบบผสมผสาน ทั้งหน่วยในที่ตั้งดอนเมืองและผ่านระบบ VTC สำหรับหน่วยต่างจังหวัด เพื่อเน้นย้ำแนวทางการปกครองบังคับบัญชาและการดูแลทหารกองประจำการ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ซึ่งจะเริ่มรายงานตัวเข้ารับการฝึกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ได้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่มุ่งหวังให้ทหารกองประจำการมีอุดมการณ์อันมั่นคงในความรักและเทิดทูน สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ภาคภูมิใจในเกียรติภูมิความเป็นไทย มีความรู้ความชำนาญในหน้าที่ ยึดมั่นในวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยดูแลทหารกองประจำการอย่างเหมาะสม ตามมาตรฐานการฝึกของกองทัพอากาศ โดยให้ยึดมั่นในระเบียบวินัย คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นทหาร พร้อมกำชับอย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการละเมิดหรือทำร้ายร่างกายระหว่างการฝึก หากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสม จะดำเนินการทางวินัยตามระเบียบของกองทัพอากาศอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการอากาศโยธินได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และระบบการฝึก เพื่อให้การรับทหารใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้ทหารใหม่ทุกนายได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในกองทัพ รวมถึงการจัดตั้งช่องทางสื่อสารกับญาติของทหารใหม่ เพื่อสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่ครอบครัว

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการ เช่น การส่งเสริมการศึกษาต่อ การแนะแนวและอบรมวิชาชีพเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพหลังปลดประจำการ ตลอดจนการส่งเสริมให้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ

กองทัพอากาศยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการทุกนายด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ทหารใหม่ได้เรียนรู้ ฝึกฝน และเติบโตอย่างภาคภูมิใจ ภายใต้หลัก “วินัย ความรู้ ความรับผิดชอบ และความเป็นพี่น้องในครอบครัวกองทัพอากาศ”

แฟนคลับแห่ให้กำลังใจ 'กัน จอมพลัง' กลางงานแถลงข่าว เชื่อเป็นคนดี ไม่ใช่คนโกง

(24 ต.ค. 68) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ แถลงข่าวชี้แจงประเด็นเงินบริจาค หลังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส และความสัมพันธ์กับนักการเมือง โดยมี น.ส.กาญจนา สถาวร ประธานมูลนิธิฯ พร้อม 'กัน จอมพลัง' ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชน ถึงกระแสข่าวที่ไม่มีชื่อเจ้าตัวเป็นกรรมการในมูลนิธิ

โดยระหว่างการแถลงข่าว ได้มีแฟนคลับเข้ามาให้กำลังใจ 'กัน จอมพลัง' พร้อมกล่าวว่า สังคมไม่ควรตัดสินจากภาพลักษณ์ภายนอก เพราะที่ผ่านมา 'กัน' เป็นคนลงมือทำจริงในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นช่วงไฟไหม้ เหตุ สตง.ถล่ม หรือช่วงวิกฤตต่าง ๆ ที่มักเห็นเจ้าตัวช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ FC รายหนึ่งกล่าวด้วยว่า “หน้าอย่างนี้เหรอจะโกง” พร้อมชี้ว่าในสังคมมีคนพูดมากแต่ไม่ทำ ขณะที่ 'กัน จอมพลัง' เป็นคนที่เสี่ยงเอง ลงมือเอง เพื่อช่วยเหลือทหารและประชาชน จึงควรมองที่ผลลัพธ์ของการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือข่าวลือ

ทั้งนี้ แฟนคลับย้ำว่า การจดทะเบียนมูลนิธิเป็นเรื่องทางกฎหมาย เพื่อให้รับบริจาคได้อย่างถูกต้อง และเชื่อว่ากันจอมพลังตั้งใจทำเพื่อสังคมมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พร้อมเรียกร้องให้สังคมส่งเสริมคนที่ลงมือทำจริง มากกว่าจะโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน

วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) แจกเครื่องอุปโภคบริโภคและชุดยาสามัญประจำบ้านแก่ผู้ยากไร้ รวม 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 1.6 แสนบาท

(24 ต.ค. 68) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร นำโดย พระศรีวิศาลคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ และนายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่ จัดชุดเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม น้ำตาล ปลากระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลาร้า เส้นหมี่ขาว ขนม ยาสีฟัน ขนมเบ็ดเตล็ด ชุดยาเวชภัณฑ์ รองเท้า ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ รวมจำนวน 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 1.6 แสนบาท เพื่อประกอบพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) นำแจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ โดยมี นายสมานมิตร แยงไธสง ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ร่วมในพิธี 

ในการนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย และอาสาสมัคร อำนวยความสะดวกแก่วัดและประชาชนที่มารับสิ่งของ ณ บริเวณเมรุด้านใต้ (สุสานหลวง) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

‘EleX by EGAT ทับสะแก’ ต้นแบบสถานีชาร์จสีเขียว ผสานพลังงานสะอาดกับนวัตกรรม ‘EGAT Ash Nova’ คอนกรีตรักษ์โลก

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับกระแสนี้ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ไม่เพียงรองรับการใช้งาน EV แต่ยังยกระดับสู่การเป็น “Green Charging Station” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สถานีต้นแบบ ‘EleX by EGAT’ ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

สถานีชาร์จแห่งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงการเป็นมากกว่าจุดเติมพลังงานให้กับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นพื้นที่ที่จุดประกายความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถาปัตยกรรมของสถานีได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเรียบง่าย เพื่อสื่อถึงพลังงานสะอาดและการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ EV ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ “เสาแห่งพลังงาน” ทั้งสามต้น ที่ใช้สีเรืองแสงเพื่อสื่อถึงการรวบรวมและส่งต่อพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงเป็นทั้งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่ให้แสงและความหมายแก่ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

EGAT Ash Nova: คอนกรีตรักษ์โลกจากของเหลือทิ้งสู่วัสดุสร้างสรรค์

หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นของสถานี EleX by EGAT แห่งนี้คือการใช้ ‘EGAT Ash Nova’ ซึ่งเป็นคอนกรีตทางเลือกที่พัฒนาจาก “เถ้าลอย” วัตถุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งจะมีเถ้าลอยบางส่วนไม่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้และต้องฝังกลบ แต่ กฟผ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิจัยและพัฒนาให้สามารถใช้แทนปูนซีเมนต์ได้ถึง 100% และใช้งานได้หลากหลาย เช่น นำไปผสมทำคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง และคอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า เป็นต้น

ข้อดีของ EGAT Ash Nova ได้แก่:
- กำลังรับแรงอัดสูง ทนทานต่อกรดและด่าง
- ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์
- ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมวัสดุรักษ์โลก

ด้านวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในสถานีนี้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมในทุกองค์ประกอบ โดยหลังคา Polycarbonate ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และสีทับหน้าโพลียูรีเทน (สีที่ใช้เคลือบพื้นผิวภายนอกให้เงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วน) ที่มีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบและการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สถานี EleX by EGAT ยังทำหน้าที่เป็น จุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Node) เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชน เรียกได้ว่าสถานีชาร์จแห่งนี้สร้างประโยชน์ด้านพลังงานสะอาดได้อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ ทั่วประเทศแล้ว 303 แห่ง และมีแผนขยายให้ครบ 312 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานีชาร์จ ‘EleX by EGAT ทับสะแก’ จึงไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ด้วยการผสานนวัตกรรม วัสดุรักษ์โลก และการออกแบบที่สะท้อนธรรมชาติ พร้อมตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

'ธนกร' แจงกรณีถอนอายัดเหล็ก 'ซิน เคอ หยวน' กว่า 4.1 หมื่นเส้น เป็นเหล็กจากเหตุไฟไหม้โรงงาน ไม่ใช่ 'เหล็กตึก สตง. ถล่ม'

(24 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อเท็จจริงในประเด็นการถอนอายัดผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ที่มีการนำไปเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน  

“การถอนอายัดเกิดขึ้นก่อนผมเข้ารับตำแหน่ง ประการแรกที่ต้องเรียนย้ำและทำความเข้าใจอย่างชัดเจน คือ การถอนอายัดเหล็กบางส่วนเกิดขึ้นในห้วงเวลาของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ผมยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ วันที่มีการถอนอายัดส่วนแรก เป็นการคืนเหล็กที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐาน จำนวน 16,950 เส้น  มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งผมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 และเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568 ดังนั้น การตัดสินใจหรือการดำเนินการใด ๆ ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2568 จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม ผมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการในเรื่องนี้แต่อย่างใด”

สำหรับกรณีนี้ เหล็กที่ถอนอายัด เป็นเหล็กจากเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้ภายในโรงงาน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ไม่ใช่เหล็กกรณีตึก สตง. ถล่ม ขอเน้นย้ำว่า สาเหตุการอายัดเหล็กทั้งหมดของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เป็นการเข้าเก็บตัวอย่างในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 กรณีนี้จึงไม่ใช่เหล็กจากเหตุการณ์ตึกถล่ม ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อโซเชียลแต่อย่างใด และเป็นการถอนอายัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านหรือเป็นไปตามเกณฑ์การตรวจสอบแล้วเท่านั้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่บริษัทที่ประกอบธุรกิจสุจริต ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่า "ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ประกอบการ  หากผลิตภัณฑ์นั้นถูกต้องตามมาตรฐาน"

กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าปราบปรามเหล็กเถื่อนและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเด็ดขาด  และในขณะเดียวกัน ก็จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกคนที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมและคุ้มครองความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนสูงสุด อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ และเพื่อความมั่นใจสูงสุดของประชาชน ผมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ประกาศถอนอายัดเหล็กเส้นของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 และวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา รวม 41,635 เส้น หลังจากผลการตรวจสอบคุณภาพเหล็กจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) พบว่า เหล็กของบริษัทมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 เหล็กข้ออ้อย ขนาด DB25 ชั้นคุณภาพ SD40T และขนาด DB32 ชั้นคุณภาพ SD50T โดยผลการตรวจสอบในครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 พบว่า เหล็กตัวอย่างเป็นไปตามมาตรฐาน และในครั้งที่สองเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผลการตรวจสอบก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ สมอ. ถอนอายัดเหล็กทั้งหมดและคืนให้กับบริษัทฯ 

การอายัดเหล็กทั้ง 41,635 เส้น ข้างต้น เป็นการขยายผลจากการตรวจพบว่ามีเหล็กข้ออ้อยบางส่วน “ตก” มาตรฐานในรายการองค์ประกอบทางเคมี (ธาตุโบรอน) ประกอบกับการตรวจพบข้อบกพร่องในระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการหลอมเหล็กของบริษัทไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) จึงเป็นเหตุอันควรเชื่อว่าบริษัทอาจควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่สม่ำเสมอซึ่งอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

‘ใบตองแห้ง’ โพสต์วิจารณ์ทหารหนุน ‘กัน จอมพลัง’ สร้างภาพรักชาติ หวังคุมความมั่นคง

เมื่อวันที่ (23 ต.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ และพิธีกร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ระบุว่า…

กัน จอมพลัง โป๊ะแตกแหกโค้งเพราะโดนขุดคุ้ย แป้งเต็มหลัง แต่อันที่จริงนั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่วิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่ต้น

ประเด็นหลักคือ ทหารหนุนหลังให้ท้าย ‘กัน จอมพลัง’ ทหารเป็นตัวสำคัญ ‘ไม่ใช่แป้ง’ ที่ปล่อยให้กันปลุกพลังรักชาติล้นเกิน สามารถบริจาคยุทธภัณฑ์ จนต้องย้อนถาม ‘ทหารมีไว้ทำไม’

ทหารให้กันร่วมเดินแถวหน้า ยังกะแม่ทัพนายกอง เอารถสูบส้วมรถเครื่องเสียงไปแนวหน้า ยังกะ ผบ.หน่วยรถพิเศษ

ทหารใช้กัน ใช้อินฟลู ปลุกเกลียดชัง ปั่นคลั่งชาติ ให้คนนิยมทหาร ชูทหารเป็นพระเอก จนบรรลุเป้าหมาย คุมชายแดนคุมความมั่นคงเบ็ดเสร็จแทนรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตาม อย่าให้แป้งบังตา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ควบคู่สร้างวัคซีนไซเบอร์ ย้ำอย่าผันตัวเป็นบัญชีม้า โทษหนักทุกราย

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แถลงผลปฏิบัติการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผลการปฏิบัติของ ศปอส.ตร. และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) ในห้วงวันที่ 21-23 ตุลาคม 2568 ในหลายพื้นที่ จำนวน 4 คดี ดังนี้ 

คดีที่ 1 พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้เสียหายได้ถูกคนร้ายหลอกลวงว่าเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง จะอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับเงินเกษียณอายุข้าราชการ และหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน เพื่อคุ้มครองข้อมูล เป็นเงิน 252,200 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรหนองขาม และสถานีตำรวจภูธรศรีราชา ได้รับแจ้งข้อมูลการถอนเงินลักษณะน่าสงสัยจาก Warroom IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงไปตรวจสอบยังธนาคารที่เกิดเหตุ พบ นายณธพลฯ กำลังรอถอนเงินสดจากบัญชีของตนเอง เพื่อนำไปให้กับ นายธนพงษ์ฯ โดยก่อนหน้านี้ได้นำเงินสดที่ถอนมาครั้งแรกไปให้ นายธนพงษ์ฯ แล้ว จำนวน 250,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัว นายธนพงษ์ฯ ที่รออยู่หน้าธนาคาร แจ้งข้อหา “เปิดหรือยินยอม และสนับสนุนให้ผู้อื่นเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และสามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ตามโครงการ Money Cash Back เป็นเงิน จำนวน 250,000 บาท 

คดีที่ 2 พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.4 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมือง 4 นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดขอนแก่น ตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 10 ต.สำราญ อ.เมืองขอนแก่น พบชายชาวจีน 4 คน และหญิงชาวเมียนมา 1 คน เช่าบ้านหรูเปิดฐานปฏิบัติการหลอกคนจีนข้ามประเทศ พบพฤติการณ์หลอกลวงเหยื่อหลายรูปแบบทางออนไลน์หลายแพลตฟอร์ม ในลักษณะ Hybrid Scam สร้างแพลตฟอร์มปลอมเทรดทองคำ หลอกคนจีนด้วยกัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด จากการตรวจค้นพบของกลาง คอมพิวเตอร์ จำนวน 4 เครื่อง, โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 27 เครื่อง, เครื่องขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ต 4 เครื่อง, เงินสด จำนวน 140,650  บาท และสมุดบัญชีธนาคารประเทศเมียนมา จึงแจ้งข้อหา “อั้งยี่, ซ่องโจร, เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาต และไม่แจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าหน้าที่” ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผล รวมถึงตรวจสอบเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีที่ 3 พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 นำกำลังจับกุมตัว นายหู สัญชาติจีน พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง, บัตร atm ธนาคารต่างๆ รวม 2,057 ใบ และเงินสด 537,900 บาท สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ออกตรวจป้องกันเหตุในพื้นที่ เมื่อมาถึงบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พบ ชายไม่ทราบชื่อ ยืนอยู่หน้าตู้ ATM ลักษระมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบและทำการตรวจค้นพบของกลางบัตร atm หลายใบ และเงินสดจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจค้นห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง และพบของกลางทั้งหมด จึงแจ้งข้อหา “มีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบไว้ในครอบครอง และ เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นๆ” ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 4 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 ตรวจสอบข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะการซื้อ-ขายสินค้าไม่ตรงปก หรือการรับสินค้าหรือพัสดุที่ไม่ได้สั่งซื้อ และเรียกเก็บเงินจากผู้รับพัสดุปลายทาง (COD) มีประชาชนหลงเชื่อและจ่ายเงินไป เมื่อตรวจสอบสินค้าในกล่องพัสดุพบสินค้าไม่มีคุณภาพ และเป็นสินค้าที่ตนไม่ได้สั่ง ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จึงดำเนินการตรวจสอบผ่านบริษัทขนส่งเอกชน พบว่า นายรัศมิธ์ศิลป์ฯ ในห้วงตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ถึงวันที่ 7 กันยายน 2568 พบข้อมูลการส่งพัสดุทั้งหมด 47,244 ชิ้น รวมยอด COD ที่จะได้รับ 10,680,668 บาท และอีกรายคือ นายชัยวัฒน์ฯ ในห้วงวันที่ 1 กันยายน ถึงวันที่ 15 กันยายน 2568 ได้ทำการจัดส่งพัสดุจำนวนประมาณ 22,500 ชิ้น จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้าย พบว่าในช่วงเดือนกันยายน 2568 มีการโอนเงินจากบริษัทขนส่งให้กับ นายชัยวัฒน์ฯ รวมเป็นเงินจำนวน 1,440,328 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการตรวจสอบโกดังเก็บสินค้า พบว่า นางสาวรัชฎาภรณ์ฯ เป็นเจ้าของ จากพฤติการณ์ทั้งหมดของกลุ่มคนร้าย ประกอบด้วย นางสาวรัชฎาภรณ์ฯ, นายชัยวัฒน์ฯ และ นายรัศมิธ์ศิลป์ฯ พร้อมพวก รวม 15 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพัสดุหลอกลวงผู้เสียหายหรือประชาชนทั่วไป ที่หลงเชื่อรับพัสดุที่ตนไม่ได้สั่ง แล้วเก็บเงินปลายทาง (COD) จนเกิดความเสียหายดังกล่าว ตำรวจไซเบอร์จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ในวันนี้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร. นำเงินที่อายัดได้ทันและผ่านการดำเนินการตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อย คืนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 1 ราย จากคดีถูกหลอกลวงเกี่ยวกับเงินเกษียณอายุราชการให้โอนเงินเพื่อคุ้มครองข้อมูล จำนวน 250,000 บาท

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ในฐานะได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและ ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง ฝากเตือนประชาชนที่คิดจะรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำการสแกนหน้ายืนยันตัวตนโอนเงินจากการกระทำความผิด ซึ่งการกระทำเช่นนี้ผิดทางกฎหมายและมีอัตราโทษสูง โดยมีความผิดตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 มาตรา 9 ฐานเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท

เลขาธิการ ป.ป.ส. หนุน 'เขินโมเดล' ชุมชนต้นแบบต้านยาเสพติด ศรีสะเกษ

เมื่อวานนี้ (23 ต.ค. 68) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 'เขินโมเดล' ที่โรงเรียนเขื่อนช้างวิทยาคาร ตำบลเขิน อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีปลัดจังหวัด นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และชุด ชรบ. ร่วมให้การต้อนรับ

พ.ต.ต.สุริยา ชื่นชมชุมชนตำบลเขินที่รวมพลังแก้ปัญหายาเสพติดจนเห็นผลจริง โดยเฉพาะบทบาทของ ชรบ. ที่เป็นกำลังหลักเฝ้าระวังและขับเคลื่อนงานในพื้นที่ จนกลายเป็นต้นแบบ 'เขินโมเดล' ขยายผลสู่ตำบลอื่นของจังหวัด

พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ผ่านการบำบัด 2 ราย ตามข้อร้องเรียนจากสายด่วน 1386 'ท่านแจ้ง เราจับ' เพื่อเป็นกำลังใจในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมั่นคง ไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top