Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน! ‘ทรัมป์’ อย่าแทรกแซงไทย–กัมพูชา ชี้ ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ จี้ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง! 'ทรัมป์' อย่าแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ ชี้! สัญญาสันติภาพเป็น 'โมฆะ' หากเกิดจากการบีบบังคับ แนะ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

(9 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีอย่างแข็งขัน ในการอยากมาเป็นประธานให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ผมมีเรื่องอยากจะเตือนนายทรัมป์และฝากเรียนท่านนายกอนุทินและกระทรวงการต่างประเทศ ให้ทราบอยู่สามประการ 

1. มาตรา 2 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กำหนดว่า รัฐสมาชิกทุกประเทศมีความเสมอภาคกันในอธิปไตย ซึ่งหมายความว่า รัฐใด ๆ ต้องมีสิทธิ “ตัดสินใจเอง” ในเรื่องนโยบายภายในและระหว่างประเทศ ดังนั้น หากนายทรัมป์หรือรัฐบาลสหรัฐ ฯ ใช้วิธีกดดันให้ไทยต้องลงนาม โดยไม่สมัครใจ ย่อมขัดต่อหลักอธิปไตยของรัฐไทย 

2. มาตรา 2 (7) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ได้บัญญัติรองรับหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non- Intervention) โดยระบุว่าสหประชาชาติไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกิจการซึ่งอยู่อำนาจภายในของรัฐใด ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้วางหลักในคดี Nicaragua v. United States (1986) ว่าให้หลักการเดียวกันนี้ผูกพันรัฐต่อรัฐด้วย กล่าวคือ ห้ามรัฐหนึ่ง แทรกแซงกิจการภายในของอีกรัฐหนึ่ง โดยศาลอ้างว่าหลักนี้มีสถานะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) คือแม้รัฐจะไม่ได้เป็นสมาชิก UN หรือไม่มีสนธิสัญญาใด ก็ยังต้องเคารพหลักนี้

3. อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties) มาตรา 52 ระบุชัดเจนว่า สนธิสัญญาใดที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง เป็นโมฆะ ดังนั้น หากสหรัฐ ฯ ใช้การบีบบังคับไทย เช่น การขู่ว่าจะขึ้นภาษี ตัดความช่วยเหลือหรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยลงนามในสัญญาสันติภาพ การลงนามนั้นอาจถือว่า ไม่สมัครใจและเป็น 'โมฆะ' ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ 

ดังนั้น ผมจึงอยากให้ท่านนายกอนุทินในฐานะผู้นำประเทศ แสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อทุกประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งไทยสามารถจัดการได้โดยฝ่ายเดียวในเร็ววัน โดยไม่ต้องอาศัยประเทศอื่นใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อันจะทำให้ขัดกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น ด้วยความปรารถนาดี”  

‘กัน จอมพลัง’ เดินหน้าวางตู้คอนเทนเนอร์ 60 ใบ กั้นแนวชายแดนบ้านหนองจาน 10 ต.ค. นี้

(9 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเตรียมนำ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 6 เมตร จำนวน 60 ใบ ไปวางเป็นแนวรั้วกั้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อใช้ป้องกันพื้นที่ชายแดนจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเปิดรับผู้จำหน่ายตู้ที่สามารถส่งของได้ทันภายในกำหนด

กัน จอมพลัง ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดก่อนนำเข้าพื้นที่ และจะเปิดให้ประชาชนหรือแฟนคลับ (FC) เข้ามาร่วม เขียนข้อความให้กำลังใจทหาร บนตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

เจ้าตัวกล่าวยืนยันว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้มีความแข็งแรงมากกว่ากำแพงปูนทั่วไป พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์บนโซเชียลที่ล้อเลียนว่าตู้ดังกล่าวอาจถูกฝ่ายเขมรเข้าไปอาศัยอยู่ โดยย้ำว่า “ไร้สาระมาก” และตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อปกป้องความมั่นคงและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

(สุรินทร์) กอ.รมน.จังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รอง  ผอ.รมน. จังหวัดสุรินทร์ (ท.)

(9 ต.ค. 68) ที่ห้องประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ศาลากลางใหม่ ชั้น4 จังหวัดสุรินทร์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท.) ระหว่าง พลตรี จิตรกร จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 29 ส่งมอบการบังคับบัญชาให้แก่ พันเอก อัครสิทธิ์ ปะกิระตา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25(1) ณ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท.) 

โดยกระทำพิธีลงนามเอกสารรับ – ส่งหน้าที่ ทั้งนี้ พลตรี จิตรกร จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 29 ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ได้ร่วมมือ ร่วมใจในทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีมาโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มีความรักความผูกพันธ์กับกำลังพลและหน่วย ได้เห็นถึงความจริงใจ มุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติงาน ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้จะดำรงอยู่ในจิตใจตลอดไป อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังพลทุกนายมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ เช่นนี้ตลอดไป สำหรับ พันเอก อัครสิทธิ์  ปะกิระตา รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท.) ท่านใหม่ หลังเสร็จพิธีรับ – ส่งหน้าที่ ได้ประชุมกำลังพลสังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2569 โดยผลการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดโครงการอุปสมบทหมู่ ณ ดินแดนพุทธภูมิ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต และวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

เมื่อวันที่ (7 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล เป็นประธานพิธีปลงผม และมอบเครื่องอัฐบริขาร โครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 45 นาย เพื่อน้อมอุทิศถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต และวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ณ สโมรสรตำรวจ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า การจัดโครงการอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรทั่วประเทศ ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กว่า 5,000 โครงการ ทั้งด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม และการส่งเสริมสันติภาพ ซึ่งได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ เช่น “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์” จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในปี พ.ศ.2549 นอกจากนี้ ข้าราชการตำรวจผู้อุปสมบทจะได้มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา อันเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม

ผู้เข้าร่วมโครงการได้เริ่มประพฤติปฏิบัติธรรม น้อมจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อเป็นบุญให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง หมู่คณะ และองค์กร และในวันที่ 9 – 23 ตุลาคม 2568 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะเดินทางไปยังดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย และประเทศเนปาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้ไปปฏิบัติธรรมยัง 4 สังเวชนียสถาน ได้แก่ สถานที่เนื่องด้วยการประสูติ (ลุมพินีวัน), สถานที่เนื่องด้วยการตรัสรู้ (พุทธคยา), สถานที่เนื่องด้วยการปฐมเทศนา (สารนาถ) และสถานที่เนื่องด้วยการปรินิพพาน (กุสินารา)

ทั้งนี้ เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนเอง ครอบครัว หมู่คณะ องค์กร ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมอนุโมทนาบุญในโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

'ทูตจีน' เข้าพบ 'สีหศักดิ์' หารือแบบทวิภาคี พร้อมยืนยันไม่ได้ส่งอาวุธให้กัมพูชายิงไทย

(9 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdo รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มาพบหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย - จีน และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย - กัมพูชา รัฐมนตรีฯ ขอบคุณที่จีนมีบทบาทสร้างสรรค์ในความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ไทย - กัมพูชา โดยสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาพูดคุยหาทางออกร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี ขณะเดียวกัน ได้แสดงความห่วงกังวลต่อรายงานข่าวว่า จีนได้ส่งอาวุธไปสนับสนุนกัมพูชาก่อนจะเกิดการปะทะไม่นาน ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สาธารณชน 

เอกอัครราชทูตฯ ยืนยันท่าทีที่เป็นกลางของจีน และการยึดมั่นในนโยบายการไม่ส่งอาวุธให้คู่ขัดแย้ง ซึ่งจีนปฏิบัติมาโดยตลอด ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว คือ ความร่วมมือในการป้องกันประเทศตามปกติที่มีอยู่แล้ว โดยหลังจากการปะทะ จีนก็ไม่เคยสนับสนุนอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชาเพื่อโจมตีไทย ทั้งนี้ จีนหวังว่า ไทยและกัมพูชาจะแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี โดยจีนพร้อมมีบทบาทที่สร้างสรรค์และสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนในเรื่องนี้

อนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์ไทย - จีน และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกระดับและทุกกรอบความร่วมมือ เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย - จีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน 

‘ชาวเกาะพะงัน’ เรียกร้องหน่วยงานตรวจสอบ อิสราเอลกว้านซื้อที่ดิน!! สร้างผลกระทบต่อชุมชน

(9 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นสื่อท้องถิ่นโพสต์คลิปเสียงและข้อความเรียกร้องให้ชุมชนเกาะพะงันร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาการตั้งถิ่นฐานของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โพสต์อ้างว่ามีชาวอิสราเอลกลุ่มหนึ่งย้ายมาอยู่จำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและทรัพยากรของเกาะ เช่น การซื้อที่ดินผ่านนอมินี การก่อสร้างผิดกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใกล้อุทยานแห่งชาติ ทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาในโพสต์ที่ผู้เขียนเรียกร้องให้ชุมชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแบบฟอร์มสำรวจความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน

โดยชาวบ้านและผู้โพสต์ระบุปัญหาหลายด้านทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ราคาที่อยู่อาศัยและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่ขัดกับกฎระเบียบท้องถิ่น รวมถึงความกังวลว่าเม็ดเงินบางส่วนอาจไม่กลับสู่ชุมชนไทยโดยตรง 

ด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ผู้โพสต์เตือนว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวบางชาติเริ่มถอนตัวและไม่กลับมาท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการท้องถิ่นในระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ชุมชนต้องการแนวทางจัดการที่รักษาวัฒนธรรม ทรัพยากร และความเป็นอยู่ของคนบนเกาะให้ยั่งยืน เช่น การเข้มงวดเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดิน ระบบภาษี และการบังคับใช้กฎหมายอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ โพสต์ว่า ‘ภูเก็ต’ หมดกันท่องเที่ยว ‘อิสราเอล’ เปิดเพจขายแพ็กเกจทัวร์ให้ชาติเดียวกันเอง โฆษณากันฉ่ำในโชเชียลทุกช่องทาง 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน 'วันนวมินทรมหาราช'

(9 ต.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นประธานกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพิธีวางพวงมาลาฯ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อพสกนิกรตลอดพระชนม์ชีพ 

ทั้งนี้ วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กำหนดชื่อวันดังกล่าวตามที่ได้ขอพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานชื่อเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัยมาด้วย โดยใช้ชื่อว่า "วันนวมินทรมหาราช" แปลว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันที่ประชาชนชาวไทยจะได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กำชับตำรวจดูแลความปลอดภัยประชาชน 

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง และผู้เกี่ยวข้อง ณ สภ.ป่าโมก เพื่อรับฟังสรุปสถานการณ์อุทกภัย มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการช่วยเหลือประชาชน

ผบ.ตร. กล่าวว่า จังหวัดอ่างทองได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การเสริมคันดินกันน้ำ และเตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีการถอดบทเรียน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรป่าโมก และสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ต่างสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเริ่มทรงตัวและลดลงแล้ว อยู่ในห้วงการฟื้นฟู จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน และดูแลทรัพย์สินของผู้ที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนมาอาศัยอยู่บริเวณริมถนน รวมถึงให้ดูแลจัดการเส้นทางจราจรในพื้นที่ที่ไม่สามารถสัญจรได้ และให้ลาดตระเวนตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้มีการก่ออาชญากรรมซ้ำเติมผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลในส่วนของข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อวางแผนให้การช่วยเหลือต่อไป 

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่หมู่ 4 บ้านสวนยายส้ม ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย ก่อนมอบถุงยังชีพ ยารักษาโรค สิ่งของบำรุงขวัญ แก่ประชาชน 108 หลังคาเรือน

ลำปาง-ผบ.มทบ.32 ต้อนรับผู้บริหาร กฟผ.แม่เมาะ มอบถุงยังชีพช่วยชาวลำปาง

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.30 น. ณ ห้องรับรอง อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  พลตรี กวิน  ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ให้การต้อนรับ คุณสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ, คุณสุทธิพงศ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 และคุณเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ พร้อมคณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.แม่เมาะ) โอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีกับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา 

ในคราวเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  นำคณะผู้บังคับบัญชา รับมอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด, น้ำดื่มจำนวน 200 แพ็ค (2,400 ขวด) เพื่อส่งต่อความห่วงใยแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่ประสบภัยพิบัติและผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนต่างๆ โดยผ่านภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 32 และหน่วยทหารในพื้นที่ อันเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดทั้งยังจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต และขอให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน และหน่วยงานทหาร พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกโอกาส

‘ฮุน เซน’ โพสต์แก้ข่าว รพ.กัมพูชา ปฏิเสธรักษาเชฟไทย ย้ำรักษาทุกคนเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหยียดเชื้อชาติ

(8 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาโพสต์เอกสารของกรมอนามัยจังหวัดบันเตียเมียนเจย ชี้แจงกรณีข่าว “อดีตเชฟไทย” เสียชีวิตหลังโรงพยาบาลปอยเปตปฏิเสธรักษา ยืนยันไม่เป็นความจริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “เลือกปฏิบัติ” หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” โดยระบุว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่เคยปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดหรือมีฐานะอย่างไร

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบศพชายไม่ทราบชื่ออยู่หน้าอาคารร้างในเมืองปอยเปต ต่อมาพบว่าเป็นคนไทยชื่อ “เมธาชาญ ยอแสง” อายุ 24 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งเข้ามาทำงานในกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ทีมแพทย์ระบุสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือหลักฐานว่าผู้ตายเคยมาที่โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต

ด้าน กรมอนามัยกัมพูชาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจยได้รักษาผู้ป่วยชาวไทยรวม 31 ราย โดยไม่เคยเรียกเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วยที่ยากจน ย้ำว่าทีมแพทย์ให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา พร้อมเผยตัวเลขผู้ป่วยไทยที่ได้รับการดูแลในหลายแผนก รวมถึงสูตินรีเวช ศัลยกรรม และอายุรกรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top