Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

‘ประชาธิปัตย์’ ถึงเวลากู้ศรัทธาคืน สลัดภาพ “พรรคเก่าแก่-อนุรักษ์นิยม” สู่ “พรรคสมัยใหม่-โปร่งใส-ทันโลก” หนุนคนรุ่นใหม่ นโยบายจริงจัง สื่อสารตรงไปตรงมา

ข้อเสนอแนวปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อการฟื้นฟู เรียกศรัทธาคืนมา
ผม #นายหัวไทร เคยเขียนข้อเสนอเชิงวิชาการเพื่อการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ให้ฟื้นฟูกลับมา เรียกศรัทธาคืนจากประชาชนในยุคผู้บริหารชุดใหม่ ก่อน“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”จะได้รับเลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

ขออนุญาตนำมาเสนอซ้ำ เผื่อบางคนในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่เห็น ยังไม่ได้อ่าน
โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ต้องเผชิญ เพราะพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยกำลังสูญเสียทั้งฐานเสียง ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาของประชาชนไปทีละน้อย รุนแรง และรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด จน “เฉลิมชัย ศรีอ่อน”ต้องตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรคออกไป

แนวทางการ “ปฏิรูป/ปรับปรุง” พรรคประชาธิปัตย์
1. ด้านภาพลักษณ์ (Branding & Image)
สร้างเอกลักษณ์ใหม่: จากภาพ “พรรคเก่าแก่-อนุรักษ์นิยม” ไปสู่ “พรรคสมัยใหม่-โปร่งใส-ทันโลก” หรืออาจจะเรียกว่า พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ซึ่งอภิสิทธิ์บอกว่า เป็นพรรคแนวเสรีนิยม
ใช้สื่อดิจิทัลจริงจัง: ทีมโซเชียลมีเดียต้องมืออาชีพ ไม่ใช่แค่ประชาสัมพันธ์ แต่ต้อง Engagement กับคนรุ่นใหม่ และสมาชิกพรรค ให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ อุดมการณ์ นโยบายของพรรค ความคืบหน้า ก้าวหน้าใหม่ ๆ ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจอย่างไม่ชักช้า
รีแบรนด์สีและสัญลักษณ์: ทำให้ภาพลักษณ์แตกต่างจากเดิม เช่น พรรคแรงงานอังกฤษเคยปรับจาก “อนุรักษ์-แรงงานแบบดั้งเดิม” สู่ภาพที่สดใหม่

2. ด้านนโยบาย (Policy Platform) วางจุดขายชัดเจน ไม่แข่งประชานิยมอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “พรรคที่มีความรู้-นโยบายปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพ้อฝัน แต่อธิบายได้
นโยบายจับต้องได้: เช่น เศรษฐกิจฐานรากทันสมัย (Smart Farmer, Digital SME), สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด (Clean Energy), การศึกษาเชื่อมตลาดแรงงาน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่: สร้าง “Think Tank” ภายในพรรค ให้คนรุ่นใหม่คิดนโยบายโดยตรง ไม่ผ่านกรอบเก่า ๆ ง่าย ๆ คืออย่าไปวางกรอบครอบงำคนรุ่นใหม่ ปล่อยให้เขาคิดอย่างเสรี ผู้ใหญ่ก็รับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อนำไปปรับเปลี่ยน

3. ด้านบุคคล/ทีมบริหาร (Leadership & Team)
ต้องลดภาพ “การเมืองตระกูล-การเมืองรุ่นเก่า” เปิดทางให้ Gen X / Gen Y /Gen Z ก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลาง อันจะเป็นแนวทางสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างรอยต่อสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ไม่ให้ขาดช่วงบุคลากร
รักษาฐานเก่า-เสริมคนใหม่: ใช้แนวคิด 3 ข. (ขยี้ ขยับ ขยาย) คนอย่าง ชวน หลีกภัย / บัญญัติ บรรทัดฐาน ควรอยู่ในฐานะ “ผู้อาวุโสที่ให้คำปรึกษา” ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง บงการ หรือสั่งการ
แสวงหาคนรุ่นเข้ามา กล้าเดินเข้าไปค้นหาชักชวน ดันดาวรุ่งให้ชัดเจน ทายาทการเมืองท้องถิ่นที่มีศักยภาพ, คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ-ใต้ ให้มีบทบาทนำ
ผสมผสานทีมมืออาชีพดึงนักเศรษฐศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ใช่แค่นักการเมืองสายอาชีพ เทคโนแครตเฉพาะด้านต้องเข้ามา อย่างการกระจายอำนาจที่เคยเป็นจุดเด่นของพรรค ทุกวันนี้ใครรู้จริง และอธิบายได้ มองไม่เห็นตัวบุคคล

4. โครงสร้างภายในพรรค (Party Reform)ประชาธิปไตยในพรรคต้องเกิดขึ้นจริง ๆ เปิดให้สมาชิกโหวตเลือกหัวหน้า/กรรมการบริหารอย่างโปร่งใส ไม่ใช่เกิดจากการล็อบบี้จนเกินงาม
สร้างระบบ Talent Pool: คัดสรรและฝึกอบรมคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองในนามพรรค (เหมือนที่พรรคการเมืองยุโรปทำ)
อาจจะการรื้อฟื้นโรงเรียนการเมืองขึ้นมาทำใหม่ ฝึกผู้นำคนรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง มีหลักสูตรใหม่ ๆ ขึ้นมาจัดอบรม
เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ประชาธิปัตย์ ต้องไม่ใช่พรรคคนใต้ ไม่ใช่พรรค กทม. หรือพรรคภาคใต้เท่านั้น ต้องกระจายคนทำงานไปทุกภูมิภาค ภาคอีสานคือฐานใหญ่ด้วยจำนวนประชากร

สรุปสั้น ๆ:
 -สร้างภาพลักษณ์ใหม่ → ทันสมัย โปร่งใส
 -นโยบายใหม่ → Practical + ตอบโจทย์อนาคต
 -คนใหม่ → ดาวรุ่ง + มืออาชีพเข้ามามีบทบาทจริง
 -โครงสร้างใหม่ → พรรคเปิดกว้าง มีส่วนร่วมจริง
มีคำถามว่า….จุดอ่อนที่คนมักมองว่า“ประชาธิปัตย์ ”ดีแต่พูด แต่ทำจริงน้อย หรือไม่พูดแล้วไม่ทำ” + “ส่งใครก็ได้ลงเลือกตั้ง” จนเสียศรัทธาไปมาก “กรณีเสาไฟฟ้า”
ถ้าจะ “ฟื้นภาพลักษณ์” ต้องแก้เพิ่มจากที่ผมสรุปไปก่อนหน้า โดยเฉพาะจุดเจ็บพรรคเอง 

สิ่งที่ ปชป. ต้องปรับเพิ่ม
1. วัฒนธรรมการเมืองภายในพรรค
 -เลิกระบบ “เสาไฟฟ้า” ต้องยุติการส่งผู้สมัครแบบใช้แบรนด์พรรคค้ำอย่างเดียว ต้องคัดคนที่มีโปรไฟล์-ผลงาน-เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่นจริง ๆ
 -ปรับโครงสร้างคัดเลือกผู้สมัคร ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่เปิดรับสมัคร + ประชุมรับฟังความเห็นคนพื้นที่ ไม่ใช่ล็อกไว้แค่คนของผู้ใหญ่ สืบทอดทายาททางการเมือง แต่ขาดคุณภาพ
 -ความรับผิดชอบ ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ ต้องมี mechanism ที่ชัดเจน เช่น ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร หรือลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างมีสปิริต ทำให้เห็น

2. สื่อสารตรงไปตรงมา (Communication) เลิกแนว “พูดสวย แต่เลื่อนลอย” ต้องพูดสั้น กระชับ แล้วทำให้เห็นผล
ตั้ง KPI รายปีของพรรค เช่น “เราจะผลักดันกฎหมาย A, แก้ปัญหา B” แล้วรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนทุก 6 เดือน ทำไม่ได้อย่างที่พูด มีกติกากำหนดความรับผิดชอบ
ใช้ Fact-checking เชิงบวก ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียง พรรคต้อง “รายงานต่อสังคม” ว่าใครผิดสัญญา พรรคไหนหาเสียงไว้แล้วทำไม่ได้ แต่เทคนิคการหาเสียง

3. เปลี่ยนจากพรรคของคนรุ่นเก่า (อนุรักษ์)เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่พรรคที่มีชีวิตชีวา
เลิกการเมืองแบบ “คลับเก่า” ที่วนเวียนอยู่กับแกนนำเดิม ๆ สร้างคนหน้าใหม่ให้เป็นตัวจริง เช่น เปิดตัว 10–15 คนรุ่นใหม่ในสภา/ท้องถิ่น ให้คนเห็นว่าพรรคนี้ไม่ได้หมดไฟรอเวลาตายซาก สิ้นตำนานพรรคใหญ่ สถาบันทางการเมือง
ทำ Political Incubator เหมือนโรงเรียนการเมืองพรรค ที่เปิดให้คนหนุ่มสาว นักกิจกรรม องค์กรท้องถิ่น เข้ามาเป็น pipeline

4. ความเชื่อมโยงกับประชาชน (Grassroots Connection)
ลงพื้นที่จริงแบบมีเป้าหมาย ไม่ใช่ลงไปแจกใบปลิว แต่ไปทำงานร่วมกับชุมชน เช่น โครงการเล็ก ๆ (น้ำเสีย, เกษตร, การศึกษา) ที่ทำได้จริงในเขต ลงชุมชนจัดอบรม สัมมนาให้ความรู้ใหม่ ๆ
เน้นความใกล้ชิด ผู้สมัคร/ส.ส. ต้องเป็น “ตัวแทน” ของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ “ตัวแทนพรรค-กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกส่งมา

5. เลิกวาทกรรมเก่าประชาชนเบื่อคำว่า “เราเป็นพรรคประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุด” หรือ “เราไม่โกง” หรือสถาบันทางการเมืองที่หลายพรรคเริ่มใช้
ต้องเปลี่ยนเป็น “เราแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เร็วกว่า” หรือ “เราเสนอสิ่งที่รัฐบาลนี้ไม่กล้าทำ”
ถ้าให้สรุปอีกชั้น
 -เลิกใช้ “เสาไฟฟ้า” คัดคนจริง คนทำงานจริง มีความรู้ความสามารถจริง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ส่งทายาทมาสืบทอดทางการเมือง โดยคนไม่มีคุณภาพเพียงพอ (ถ้าดี มีคุณภาพ ก็ไม่ว่ากัน ผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการสรรหาจริง)
จาก “พรรคพูด” → ไปสู่ “พรรคทำ-รายงานผล”
จาก “ภาพเก่า” → ไปสู่ “พรรคมีชีวิตชีวา มีดาวรุ่ง”
จาก “วาทกรรมเก่า” → ไปสู่ “สารที่ตรงกับปัญหาประชาชน”
ลองวาง “ภาพรีแบรนด์ใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ (สมมติฐาน) ให้เห็นชัด ๆ กันเลย
ภาพลักษณ์ใหม่ (Brand Identity) สโลแกนใหม่:
เช่นเดิม: “เรามีอุดมการณ์ เราไม่โกง” มันเป็นแค่ defensive
ใหม่: “คิดใหม่ ทำจริง เพื่อคนไทยทุกคน” เป็นต้น ควรมีนักคิดให้สอดคล้องกับทิศทาง/แนวทางของพรรค
 • โทนสี/สัญลักษณ์:
 • จากสีฟ้าบาง เป็นสีฟ้าเข้มแบบอนุรักษ์ เพิ่ม ฟ้า-ขาว เน้นความโปร่งใส ทันสมัย สดใส
โลโก้ควรมีเส้นโค้ง/เอาวงกลมกลับมา สื่อถึง “ความร่วมมือ-เปิดกว้าง” ไม่ใช่ลอย ๆ ตามที่ปรับแก้ใหม่ ไม่มีวงกลม
นโยบายเด่น (Policy Platform)
-เศรษฐกิจ: พรรคของ SME และเกษตรสมัยใหม่ → Digital SME Fund, Smart Farmer Academy
-สิ่งแวดล้อม: ผลักดัน Clean Air Act และ พลังงานสะอาด ให้เป็น agenda หลัก
-เยาวชน/แรงงานรุ่นใหม่: กองทุน reskill คนวัยทำงาน + Start-up support สำหรับคนรุ่นใหม่
ท้องถิ่น: Local First Policy → งบตรงถึงท้องถิ่นให้จัดการเอง ไม่ต้องผ่านระบบราชการส่วนกลาง (กระจายอำนาจจริง ไม่กั๊ก ไม่หวงอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

ทีมบุคคล (Leadership Mix)
 -อาวุโส: ชวน / บัญญัติ → “ที่ปรึกษาพรรค” (Symbolic elder statesmen)
 -รุ่นกลาง: เช่น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นิพนธ์ บุญญามณี → เป็น “กุนซือ” ไม่ใช่ตัวนำ
 -ดาวรุ่ง เปิดตัวเป็น “หน้าใหม่ทีมปฏิรูปพรรค” อย่างน้อย 10 คน
 -คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ
 -นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ/สิ่งแวดล้อม
 -ผู้นำท้องถิ่น/NGO ที่มีเครดิต
 -หัวหน้าพรรค: ควรเป็นคนรุ่นกลางที่มีภาพ “สะอาด + ทันสมัย” ไม่ใช่สายเก่าเต็มตัว

🔹 วิธีสื่อสาร (Communication Strategy)
 -ลงพื้นที่ + ทำจริง → เช่น ประกาศนโยบาย “Clean Canal Bangkok” แล้วลงมือทำ pilot project ทันที
 -Digital-first Party → พรรคต้องเล่น TikTok, Reels, X, Podcast ,เพจ,เว็บไซต์ ให้เหมือน start-up มากกว่าพรรคเก่า
 -รายงานผลทุก 6 เดือน → ตั้งระบบ “Dems Report Card” ให้ประชาชนเช็กได้ว่า พรรคทำตามที่พูดแค่ไหน (Re-check)
ภาพทีม/แคมเปญ
 -โปสเตอร์ทีมใหม่: คนรุ่นใหม่ยืนแถวหน้า อาวุโสยืนแถวหลัง → สื่อว่า “ส่งไม้ต่อแล้ว”
.
 • คีย์เมสเสจ:
 1.เราไม่ใช่พรรคเก่า → เราเป็น พรรคเก่าแก่ที่รีสตาร์ทแล้ว
 2.ไม่ใช่แค่พูด → ทุกนโยบายต้องมีโครงการนำร่องทันที
 3.พรรคที่ใครก็เข้ามาได้ → Talent-based Party ใครมีผลงาน-ได้ขึ้นนำ

ถ้าทำแบบนี้ ภาพที่สื่อออกมาจะเปลี่ยนจาก “พรรคเก่าแก่ที่หมดไฟ” → ไปเป็น “พรรครีสตาร์ท ที่พร้อมเป็นทางเลือกจริง”
ยาวหน่อย แต่เป็นข้อเสนอที่ผ่านการศึกษากึ่งวิจัยมาแล้ว อ่านมามาก ฟังมามาก จนตกผลึกนำมาเขียนสรุปเป็นข้อเสนอสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในยุค “ปฏิรูป”

 #นายหัวไทร 

 

พระสุรเสียงที่ยังก้องอยู่ในใจ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เผยความทรงจำสุดซึ้ง เทิดทูน “สมเด็จย่า” คือแม่คนที่สอง ผู้หล่อหลอมชีวิตด้วยความรักและเมตตา

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 แฟนเพจเฟซบุ๊ก HRH Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya เผยแพร่ข้อความของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ระบุว่า... “หลานจ๊ะ” เป็นพระสุรเสียงที่ก้องอยู่ในใจหลานเสมอ ทรงแนะนำกับผู้คนที่มาเฝ้าว่า “นี่หลานฉัน...หลานสิริวัณวรี “ชื่อ สิริวัณวรี(เดิม)เป็นชื่อที่ทรงเลือกพระราชทานด้วยพระองค์เอง พระนามนี้เหมือนเปลี่ยนชีวิตหลานให้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทรงเลี้ยง อบรม สั่งสอนหลานเปรียบเสมือนแม่ ทรงส่งเข้านอน พาสวดมนต์ด้วยกัน สอนในเรื่องกิริยา มารยาทไทย และแบบสากล สอนประวัติศาสตร์ และมีเรื่องเล่าสนุกมากมาย

ทรงให้ความเมตตาหลานเสมอ หลานมีความสุขทุกครั้งที่ได้ ร่วมกิจกรรมกับสมเด็จย่า ในทุกโมเมนต์ ตามเสด็จไปว่ายน้ำที่หัวหิน ทรงสอนหลานว่ายน้ำ ซึ่งท่าน โปรดทะเลมาก

อีกหนึ่งความทรงจำ คือการได้ตามเสด็จสมเด็จย่า ไป ตามที่ต่าง ๆ เหนือ อีสาน ใต้ ในช่วงเวลาตอนปิดเทอม ที่เด็ก ๆ หลายคนจะได้ไปเที่ยวเล่น เรียนพิเศษ เเต่หลาน รู้สึกว่าการได้ตามเสด็จสมเด็จย่าไปตามถิ่นทุรกันดาร นับเป็นการฝึกงานแบบไม่รู้ตัว ได้ซึมซับการทรงงานในแบบวิธีของท่าน เเละ ท่านจะมีวิธีการสอนหลานในแบบประสบการณ์จริง ให้ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ลงมือทำเอง ได้เรียนรู้ เรื่องต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เกิดการซึมซับ ทำให้อยากเรียนรู้ อยากทำต่อไป

จุดที่อยากเป็นนักออกแบบเเละเรียนศิลปะ ก็เพราะมีสมเด็จย่าเป็นแรงบันดาลใจ รวมถึงการเรียนภาษาฝรั่งเศส ด้วยความคิดที่ว่าอยากรู้ว่าปู่กับย่าคุยอะไรกัน

สมเด็จย่า ส่งเสริมให้เรียนรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ให้เรียนรู้ดนตรีไทย ดนตรีสากล ทรงให้กำลังใจและตรัสชมการแสดงของหลานทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง

จำได้ว่า 7 โมงเช้าของวันหนึ่ง หลานได้ไปทูลลาสมเด็จย่าก่อนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ท่านทรงให้ข้อคิดที่มีค่ามาก ทรงเน้นย้ำเรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย การไปเรียนเมืองนอกแต่อย่าลืมความเป็นไทยนำส่วนดีของเขาเอามาปรับใช้ ท่านทรงเล่าให้ฟังว่าในยุคของท่านมีวิธีการศึกษาอย่างไร ท่านไม่ได้สอนตรง ๆ เเต่เป็นการสอนให้หลานรู้จักหาวิธีเรียนรู้ด้วยตนเองและต้องรู้อย่างถ่องแท้

เมื่อมาถึงวันนี้ หลานก็ไม่เคยคิดเลยว่าหลานจะทำได้ ทรงสอนให้มีความเข้มแข็ง อดทน มุ่งมั่น และมีเมตตา ท่านมักจะตรัสชมประชาชนของท่านอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งที่หลานจำฝังใจ คือ สิ่งที่สมเด็จย่า ตรัสว่า คนไทยมีเลือดศิลปินอยู่ในตัว ต่อให้เขาเป็นชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร เมื่อได้รับการฝึกฝน ทางศิลปะ เข้าก็สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างงดงาม

สำหรับหลาน สมเด็จย่า จะไม่มีวันจากลาไปไหน ทุกสิ่งที่ท่านทรงห่วง ทุกสิ่งที่ท่านทรงรัก หลานจะเป็นธุระสานต่อให้ตลอดไป

หลาน สิริวัณณวรี
26 ตุลาคม 2568
22:25 น.
 

กัมพูชาถอนอาวุธหนักจากชายแดน สัญญาณคลี่คลายความตึงเครียด หลัง ‘ไทย–กัมพูชา’ ลงนาม ‘ปฏิญญาสันติภาพ’ ที่มาเลเซีย

(27 ต.ค. 68) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า กัมพูชาและไทยได้เริ่มถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์บางส่วนจากพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาท เพื่อกลับสู่ฐานทัพเดิม ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเพจของกระทรวงข่าวสารกัมพูชาเป็นเวลาราว 10 นาที

การถอนกำลังเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองประเทศลงนามใน “ปฏิญญาร่วมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งชายแดน” ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ลงนาม และมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

Fresh News ระบุอีกว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็น “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์” ของทั้งสองประเทศ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากผู้นำมีเจตนารมณ์และความกล้าพอที่จะร่วมมือกัน กัมพูชายืนยันจะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างจริงใจ และเดินหน้าร่วมมือกับไทยและพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อให้สันติภาพเกิดผลในทางปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน วุฒิสภากัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการลงนามปฏิญญาร่วมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการเปิด “บทใหม่ของสันติภาพ” และย้ำจุดยืนให้ทุกปัญหาชายแดนได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี พร้อมเสนอให้ตั้งกลไกถาวรของอาเซียนเพื่อรักษาเสถียรภาพและผลักดันการเจรจาชายแดนที่ยังคงค้างอยู่ต่อไป

 

จากพระราชพิธี รัชกาลที่ 9 สู่พระพันปีหลวง รถพระที่นั่งคันเดียว ที่ส่งเสด็จทั้งสองพระองค์ สัญลักษณ์แห่งความพอเพียง ที่ยังคงวิ่งอยู่ ในหัวใจคนไทย

(26 ต.ค. 68) รถตู้สีเทาเรียบง่าย หมายเลขทะเบียน 1ด–0929 ที่ปรากฏในพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันนี้

คือรถคันเดียวกันกับที่เคยใช้อัญเชิญพระบรมศพของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2559
รถพระที่นั่งคันโปรดที่พระองค์ทรงใช้ทรงงานมาอย่างยาวนาน เรียบง่าย สมถะ แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและความหมายอันลึกซึ้ง สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรแห่ง ‘ความพอเพียง’ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงยึดมั่นและทรงสืบสานร่วมกันตราบจนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ในพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขบวนรถเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลศิริราชมุ่งหน้าไปยังพระบรมมหาราชวังด้วยรถตู้สีเทาเรียบ ๆ หมายเลขทะเบียน 1ด–0929 ซึ่งแทบไม่ต่างจากรถตู้ทั่วไป


รถพระที่นั่งคันนี้ไม่ได้เป็นรุ่นใหม่หรือหรูหรา หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและคุณค่าทางจิตใจ เพราะเป็นรถที่พระองค์ทรงโปรดและทรงมีรับสั่งให้ใช้คันนี้เสมอ

ภายในรถก็เรียบง่ายเช่นเดียวกัน  มีเพียงวิทยุเดิมติดรถและโต๊ะขนาดเล็กสำหรับทรงงาน นายช่างประจำตัวจะคอยดูแลซ่อมแซมให้อยู่เสมอ
ไม่มีตรา ไม่มีธง ไม่มีสัญลักษณ์ประจำรัชกาล เพราะเมื่อสิ้นรัชกาล ตราสัญลักษณ์ทั้งปวงจะหยุดใช้งานทันที เพื่อรอการสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป

รถพระที่นั่งคันนี้คือ Volkswagen Caravelle T4 รุ่น V6 แบบฐานล้อยาว (Long Wheel Base) ผลิตระหว่างปี 2002–2003 เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ขนาด 2.8 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า

ในต่างประเทศ รถรุ่นนี้ถือเป็นรถที่เรียบง่าย เน้นการใช้งานจริงมากกว่าความหรูหรา ราคาขณะนั้นราว 2 ล้านบาทกว่า แต่ในมือของพระมหากษัตริย์ไทย รถธรรมดาคันนี้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘ความพอเพียง’ และ ‘การใช้สิ่งของอย่างรู้คุณค่า’ ได้อย่างงดงาม

และเมื่อเวลาผ่านไปกว่าเกือบหนึ่งทศวรรษ รถพระที่นั่งคันเดิม ที่มีนามเรียกขานว่า ‘เจมส์ บอนด์’ ก็ได้ปรากฏอีกครั้ง ในพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ราวกับเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายร่วมกันของสองพระองค์ ที่คนไทยทั้งประเทศ เคารพรักเป็นที่สุด เพราะทั้งสองพระองค์ นั้นทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประชาชนไทยตราบจนวาระสุดท้าย

‘เจมส์ บอนด์’ นั้นจึงไม่ใช่เพียงรถยนต์คันหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเรียบง่าย ความสมถะ และความพอเพียงในแบบฉบับของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเครื่องเตือนใจคนไทยทุกคนให้เห็นว่า

ความยิ่งใหญ่... มิได้อยู่ที่ความหรูหรา แต่อยู่ที่หัวใจที่รู้คุณค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่

รถพระที่นั่งคันนี้จึงเปรียบเสมือน ‘ความพอเพียง’ ที่สองพระองค์ทรงมอบไว้ให้แผ่นดินไทยตราบนิรันดร์
 

ถอดรหัสความสำเร็จ จากสนามจริง จาก ‘พี่อู๋ ศรายุทธ’ กูรูการตลาดยุคใหม่ เปิดตัว!! ‘หนังสือใหม่ - รายการใหม่’ เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง ถ่ายทอดด้วยประสบการณ์

(26 ต.ค. 68) ‘พี่อู๋’ ศรายุทธ พุทธรักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดยุคใหม่ ได้เปิดตัว หนังสือเล่มใหม่!! ‘การตลาดแบบง่าย ๆ และใช้ได้จริง’ Simple & Practical Marketing โดยภายในเล่ม เน้น!! เนื้อหา ความภาคภูมิใจ แนวคิดสะกิดใจ และโอกาสในการทำธุรกิจ ให้ประสบความสำเร็จ 

แบ่งปันมุมมองการตลาดจากประสบการณ์ตรง ที่สามารถนำไปใช้กับการทำงานจริงได้

ย่นย่อจากประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในการทำงาน มาสู่หนังสือเล่มนี้

สามารถนำไปใช้เป็นแบบเรียนการตลาดทั่วไปโดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง

คุณจะได้อะไรบ้างจากหนังสือเล่มนี้

ใครคือผู้ที่ทำน้ำปลาร้าบรรจุขวดที่มี อ.ย. รายแรกของประเทศไทย ต้องเจออะไรบ้างกว่าที่จะได้วางขาย จนทำให้ตลาดน้ำปลาร้าในประเทศไทยกลายมาเป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 10,000 ล้านบาท/ปี

การยอมรับความผิดพลาดตรง ๆ กับลูกค้า จะส่งผลอะไรบ้างกับธุรกิจ

รอยยิ้มจากการลงมือทำ (ที่อ่านแล้วคุณจะยิ้มตาม)

บุคคลต้นแบบของความซื่อสัตย์ ซึ่งจะทำให้เราได้รู้ว่าความซื่อสัตย์ คือสิ่งที่ปกป้องธุรกิจและคนในครอบครัวได้

คำว่า ‘เพื่อ’ ทำไม?? จึงเป็นคำที่กำหนดอนาคตของธุรกิจได้

ประเทศไทยจะกลายเป็น ‘มหาอำนาจ’ ทางเศรษฐกิจของโลก

อาชีพที่คุณจะคาดไม่ถึงว่าเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน
อาชีพอะไรที่จะหายไปเร็วกว่าที่คิดไว้
สังคมไทยจะต้องส่งเสริมอาชีพนี้ ประเทศไทยจึงจะอยู่รอด

วิธีการควบคุมประชากรโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

‘หนังสือเล่มนี้เลือกคุณ’

เพราะ ‘ความบังเอิญ; ไม่มีอยู่จริง!!

นอกจากนี้!!  เตรียมพบกับโปรเจกต์สร้างแรงบันดาลใจครั้งใหม่!!

เมื่อ “พี่อู๋ – ศรายุทธ พุทธรักษา” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดยุคใหม่
จับมือกับ สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES
ร่วมผลิตคอนเทนต์เข้มข้น!! ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากสนามธุรกิจ
ทั้งการเริ่มต้น ลงมือทำ ฝ่าวิกฤต และพลิกเกมให้สำเร็จ!!

เพื่อ ‘จุดไฟความคิด’ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
และทุกคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจในยุคดิจิทัล
เนื้อหาแน่น แรงบันดาลใจเต็มร้อย พร้อมเทคนิคต่อยอดได้จริง!!

‘หนึ่ง วิทิตนันท์’ เล่าความประทับใจ!! ครั้งถวายงาน!! ภาพพระราชกรณียกิจ พระพันปีหลวง ย้ำ!! ภาคภูมิใจ ที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ตั้งใจ!! ทำความดี เดินตามรอยพระบาท

(26 ต.ค. 68) ‘หนึ่ง’ วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ ครีเอทีฟรายการโทรทัศน์ชื่อดัง และผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า ...

เมื่อราวปีพุทธศักราช 2536 ผมได้รับมอบหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นผู้อัดขยายภาพ Cibachrome และภาพขาวดำเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ในขณะนั้นคือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ) ที่ทรงโปรดเกล้า พระราชทานความช่วยเหลือดูแลผู้อพยพชาวกัมพูชาจำนวนมากมายมหาศาล ที่ศูนย์อพยพเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ เพื่อนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด 

งานที่ได้รับมอบหมายในครั้งนั้นมีผมเป็นผู้อัดขยายภาพ และรุ่นน้องคณะศิลปกรรมฯ จุฬาฯ สัมพันธ์ สารารักษ์ รับงานเขียนภาพจิตรกรรม 

ในขณะที่ผมขยายภาพไปแต่ละภาพก็บังเกิดความรู้สึกประทับใจและตื้นตันใจเป็นอันมาก เป็นเพราะภาพเหล่านั้นได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาความกรุณาของมนุษย์ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระพันปีหลวงฯทรงมีต่อผู้อพยพชาวกำพูชา และยิ่งได้รับรู้เรื่องราวเบื้องหลังเรื่องหนึ่งของที่มา จุดเริ่มต้นของการสร้างศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดแห่งนี้ ยิ่งทำให้รู้สึกปลาบปลื้มและเกิดแรงบันดาลใจอย่างมากมาย หนึ่งเรื่องที่ผมได้ยินจากปากของท่านอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ ท่านเล่าให้ฟังว่าเมื่อราวปี พ.ศ. 2522 พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปส่งเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมศูนย์อพยพ และเมื่อทรงได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่อันกันดารแร่งแค้นของผู้อพยพเหล่านั้น ก็ทรงรับสั่งว่า ฉันจะไม่กลับ ฉันจะไม่ไปไหน เราต้องช่วยกัน ทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านี้ดีขึ้น และต้องทำเดี๋ยวนี้ อาจารย์เล่าต่ออีกว่า ไม่ว่าข้าฯราชบริบาลจะกราบทูลบังคมทูลขอให้ทรงเสด็จกลับเท่าไหร่ พระองค์ท่านก็ไม่ยอม จนทุกฝ่ายต้องมาประชุมร่วมกันตั้งสัตยาบันและกราบบังคมทูลแนวทางในการช่วยเหลือต่าง ๆ จนเห็นเป็นรูปธรรม จึงทรงยอมเสด็จพระราชดำเนินกลับ 

นี่เป็นเรื่องเล่าหนึ่งในอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่ผมได้ยินและได้เห็นประจักษ์พยาน สิ่งเหล่านี้เป็นความประทับใจที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยและมีโอกาสที่ดีที่ได้มีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการสำคัญถึงแม้แต่จะเล็กน้อย และผมตั้งใจว่าจะทำความดีทุก ๆ วัน เดินตามรอยพระบาทไม่คลาดคลา 

กราบถวายบังคมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นนทบุรี-ผู้ตรวจการอัยการพร้อมคณะที่ปรึกษาจัดโรงทาน หอยนางรม ลูกชิ้นทอด บาร์บีคิว ทำบุญ “โรงทานน้ำใจ ทอดกฐินวัดคงคา”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่วัดคงคา อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการพร้อมคณะที่ปรึกษาได้มีการจัดงานโรงทาน หอยนางรม ลูกชิ้นทอด บาร์บีคิวงานทำบุญ ทอดกฐินประจำปี วัดคงคา อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ได้มีการจัดตั้ง โรงทานอาหารและเครื่องดื่มฟรี เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและบริการแก่ประชาชนผู้มาร่วมงาน

กิจกรรมโรงทานคณะที่ปรึกษาผู้ตรวจการอัยการพร้อมคณะจัดโรงทาน หอยนางรม ลูกชิ้นทอด บาร์บีคิวได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาและผู้ใหญ่ใจบุญหลายท่าน อาทิ
    •    พล.ต.ต. ธัมรงค์ วงศ์แป้น
    •    ดร.นพดล เพิ่มพิทยา ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
    •    คุณธวัชชัย วงกล้าหาญ (โกชัย)
    •    คุณอดิเรก แย้มพราย คณะทำงานรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง
    •    คุณปฐมพง สวัสดี คณะผู้ติดตามและเลขานุการคณะที่ปรึกษาผู้ตรวจการอัยการ
    •    คุณพิพัฒน์ สมเผดิม เลขานุการคณะที่ปรึกษาผู้ตรวจการอัยการ

พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาผู้ตรวจการอัยการ ได้แก่
คุณพิชิต บัวสุวรรณ, คุณโกสินธ์ จินาอ่อน, คุณวุฒม์ ฤทธิ์เมฆพร, คุณศตกมล จิวิศิษฎ์กระจ่าง, คุณราชัน เตียวบุ่นเหียง, คุณนฤทธิ์ชัย แสงกระจ่าง, คุณกิตติพงษ์ คำเมือง และคุณสาม สาราภู

ร่วมด้วย
    •    พ.ต.อ. ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์
    •    ร.ต.ท. พนัส จริตงาม รอง สว.กก.สส.บก.น.1
    •    คุณเกรียงศักดิ์ ภูมิพัฒน์, คุณโกวิทย์ พวงทอง, คุณอรรถรัตน์ ไชยชนะ, คุณสิทธิเดช ไทยสังข์, คุณบัญชา ปานิวัฒน์, คุณไตรภพ วรรณปกาสิต และทีมงาน รับเหมาถมที่ ป.ปกาสิต
โดยกิจกรรมโรงทานครั้งนี้ดำเนินงานโดย
เชฟโอ ครัวริมบ่อ เพชรเกษม 77 สวัสดิการ 1 แยก 6
ร่วมกับ ครอบครัวปั้นประจง และ ครอบครัวรัตนสมบูรณ์

มีการตั้งโรงทานแจก ให้ประชาชนที่มาร่วมงาน ได้อิ่มบุญอิ่มใจไปพร้อมกันทั่วหน้า

‘โอปอล สุชาตา’ น้อมรำลึก!! ยก!! ‘พระพันปีหลวง' ต้นแบบ ‘Soft Power’ ทรงเป็นแรงบันดาลใจของสตรี ส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคน เห็นคุณค่าของตนเอง

เมื่อวานนี้ (25 ต.ค. 68) ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ มิสเวิลด์ 2025 ได้โพสต์แสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของสตรีไทยและคนทั้งโลก ส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนเห็นคุณค่าของตนเอง และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม

นอกจากนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้นำแห่งความงามและคุณค่าทางวัฒนธรรม ยกระดับผ้าไหมไทยและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ไทยที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก ทรงเป็นต้นแบบของ ‘Soft Power’ ที่แท้จริง

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของสตรีไทยและคนทั้งโลก ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร โดยเฉพาะด้านสุขภาพของสตรีไทย ทรงส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนเห็นคุณค่าของตนเอง และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม

พระองค์ทรงเป็นผู้นำแห่งความงามและคุณค่าทางวัฒนธรรม

ผู้ทรงยกระดับผ้าไหมไทยและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ไทยที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก

ด้วยพระปรีชาญาณและพระเมตตา พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของ Soft Power ที่แท้จริง สตรีผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง สง่างามทั้งกาย วาจา และจิตใจ

พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตด้วยความเสียสละ ความงามจากภายใน และการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น พระราชดำรัสและพระจริยวัตรของพระองค์จะคงอยู่เป็นแสงนำทางให้ข้าพเจ้าและสตรีไทยทุกคนก้าวเดินบนเส้นทางแห่งคุณค่าชีวิตอย่างงดงาม 💙👑

แม่ของแผ่นดิน ผู้สถิตเหนือกาลเวลา… และอยู่ในใจเราตลอดไป
 

‘บุ๋ม ปนัดดา’ โพสต์ข้อความสุดซึ้ง ระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวานนี้ (25 ต.ค. 68) ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

เคยมีโอกาสได้ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ให้พระองค์ท่าน และยังจำได้ไม่ลืมถึงช่วงเวลาสำคัญนั้น เมื่อพระองค์ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนว่า

“หนูนางสาวไทย ใช่ไหมจ๊ะ หนูสวยมากจ้ะ”

เจ้าตัวเล่าว่าตอนนั้นถึงกับ “เข่าอ่อน” เพราะทั้งปลื้มและตื่นเต้นสุดหัวใจ ได้แต่ตอบกลับไปด้วยเสียงสั่นว่า “เพคะ” พร้อมในใจคิดเพียงว่า พระองค์ท่านทรงสง่างามและมีพระสิริโฉมงดงามเหลือเกิน

วันนี้เมื่อทราบข่าวการเสด็จสวรรคต “บุ๋ม ปนัดดา” ได้โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งว่า

“ตื่นมาพบข่าวร้าย ว่าพระองค์ท่านจากไปแล้ว บุ๋มขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้”

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความทรงจำอันงดงาม ที่สะท้อนถึงความรักและความเคารพที่คนไทยมีต่อพระองค์ท่านอย่างสุดหัวใจ

คอนเสิร์ตยังมีได้ ความอาลัยก็ยังอยู่ บทพิสูจน์ว่า ‘ไทย’ คือ ประเทศแห่งการประนีประนอม ผ่าน!! คอนเสิร์ต ‘แบล็กพิงก์’ ‘รัฐบาล–ประชาชน’ ร่วมใจหาทางออก อย่างสง่างาม

(26 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ความเห็นของผม’ ได้โพสต์ ข้อความ ระบุว่า ...

ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการประนีประนอม

ประโยคนี้ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเคยพูดกับนักข่าวต่างประเทศเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน 

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างแท้จริงว่า ประเทศเราเป็นประเทศแห่งการประนีประนอมจริง ๆ หลังมีการประกาศการสวรรคตของพระพันปีหลวงช่วงดึกวันศุกร์ต่อเช้ารุ่งของวันเสาร์ ในตอนสาย ๆ ของเมื่อวาน ทุกคนจึงจับตาดูท่าทีของรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรกับคอนเสิร์ตแบล็คพิ้งค์ วงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกที่จะแสดงที่ไทยอีก 2 รอบ คือค่ำวันเสาร์ กับ อาทิตย์ หลายคนก็รอดูว่าจะมีการประกาศยกเลิกคอนเสิร์ตหรือไม่ หรือจะมีคอนเสิร์ตต่อ แล้วคนที่ไปดูจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ก็ปรากฏว่า มีการขอความร่วมมือให้คนที่ไปดูแต่งชุดขาว/ดำ และในคอนเสิร์ตก็มีการไว้อาลัยก่อนเริ่มคอนเสิร์ต โดยคอนเสิร์ตก็ยังแสดงได้ต่อตามปรกติ ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกันได้อย่างดีเยี่ยม คนดูก็ได้ดู เพียงแค่อาจจะต้องใส่ชุดขาวดำ นักร้องก็แสดงต่อ ผู้จัดก็ไม่ต้องยกเลิกอะไร มันเป็นทางออกที่สวยงาม
ความเห็นของชาวโซเชียลจึงชื่นชมทางออกนี้กันอย่างล้นหลาม แม้จะมีความเศร้า แต่ทุกคนก็รู้ว่าพระอาทิตย์ยังคงส่องแสง โลกยังคงหมุน ชีวิตก็ต้องไปต่อ 

มันคือการ Compromise แบบที่ในหลวงทรงบอก 

นี่คือการปรับตัวของสถาบันพระมหากษัตริย์ยุคใหม่ โดยแท้จริง และรัฐบาลก็นำมาปรับใช้ได้อย่างดีเยี่ยม

กลายเป็นว่า ใครก็ตามที่ง้างปากรอจะด่าเพื่อก่อดราม่า เจอการประนีประนอมแบบนี้เข้าไป ก็หุบปากแทบไม่ทัน ใครที่ด่าไปแล้ว ก็เจอด่าสวนอีกต่างหาก ว่ารัฐบาลก็ผ่อนปรนให้อย่างมากแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับทุกฝ่าย 

ผมก็หวังว่าหลังจากนี้ คนไทยจะร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ กันแบบนี้ไปตลอดจนผ่านพ้นช่วงพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี ซึ่งผมว่าก็คงจะใช้เวลาเป็นปีเหมือนกัน 

ผมเชื่อว่า หากเราคิด และตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุและผล การร่วมกันแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ มันย่อมมีทางออกของมัน 
อย่างน้อยคนไทยก็ร่วมด้วยช่วยกัน ให้พระพันปีหลวงที่สถิตอยู่บนสวรรค์ ได้สบายพระราชหฤทัยเถิดครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top