Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

“อลงกรณ์” ฝากรัฐบาลใหม่ สานต่อ 12 ก้าวใหม่ปฏิรูปภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เขียนเฟสบุ๊ควันนี้(27พ.ค.)เรื่อง “ วิสัยทัศน์และภารกิจ( Vision & Mission) ก้าวใหม่ปฏิรูปภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูงคืออนาคตที่ต้องรีบสร้างเป็นโอกาสในวิกฤติของไทย “โดยฝากรัฐบาลใหม่สานต่อไว้อย่างน่าสนใจว่า
ท่ามกลางวิกฤติโควิด19และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลกระทบกว้างไกลทำให้เศรษฐกิจประเทศต่างๆชะลอตัว ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ยและอาหารสัตว์แพงขึ้น กระทบต่อราคาและระบบผลิตอาหารทั่วโลก เกิดภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

นับเป็นวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ที่ยาวนานมากว่า3ปีที่ยังไม่มีใครคาดเดาว่าจบลงเมื่อใด แต่ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)วิเคราะห์ว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารที่รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่ขาดความมั่นคงทางอาหาร และ
นี่คือโอกาสของไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับต้นของโลกที่จะปฏิรูปตัวเองสร้างความเข้มแข้งและขีดความสามารถใหม่ของประเทศไทย

ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ผมจะเล่าเรื่อง “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน
มิติใหม่ภาคเกษตรของไทย”เป็นแพลตฟอร์มการปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและระบบเพื่อตอบโจทย์โอกาสของวันนี้และอนาคตที่กำลังจะมาถึง เป็นการบริหารจากวิสัยทัศน์สู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายปฏิรูปภาคเกษตรด้วยนวัตกรรมการบริหารแบบบูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนเป็นคานงัดสร้างจุดเปลี่ยนให้กับอนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

ก้าวที่ 1>> ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม

เราจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center)เรียกสั้นๆว่า ศูนย์AIC 77 จังหวัดเป็นฐานการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area based Development)ของเทคโนโลยีในทุกจังหวัดและจัดตั้งศูนย์AICประเภทศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน(Center of Excellence:COE)อีก 23 ศูนย์ โดยศูนย์AICทำหน้าที่เป็นศูนย์การวิจัยและพัฒนา(R&D)และเป็นศูนย์วิจัยพัฒนาและเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรผู้ประกอบการและถ่ายทอดนวัตกรรมเน้นเมดอินไทยแลนด์(Made In Thailand)เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองโดยคิกออฟพร้อมกันทุกศูนย์ทุกจังหวัดทั่วประเทศเมื่อ1มิถุนายน2563 วันนี้เรามีเทคโนโลยีเกษตรกว่า 800 นวัตกรรม
ที่ถ่ายทอดต่อยอดสู่แปลงนาแปลงสวนแปลงไร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า10,000รายแล้ว

ก้าวที่ 2>>ระบบบิ๊กดาต้าเกษตร

เราจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agriculture Big Data Center:NABC)ภายใต้แพลตฟอร์มดิจิตอลใหม่ๆตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เริ่มดำเนินการตั้งแต่มีนาคม2563 ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีข้อมูล(Information Technology)คือเครื่องมือเอนกประสงค์ของทุกภารกิจและทุกหน่วยงานโดยกำลังเชื่อมต่อกับBig Dataของหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันเกษตรกรและศูนย์AICทุกจังหวัดโดยจะให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลเกษตรในมิติต่างๆบนมือถือและคอมพิวเตอร์

ก้าวที่ 3>> ดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น(Digital Transformation)

เรากำลังปฏิรูป 22หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ.ให้เป็นกระทรวงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี(TechMinistry)ภายใต้โครงการGovTech อย่างคืบหน้า
ด้วยแพลตฟอร์มดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น(Digital Transformation)เพื่อ เปลี่ยนการบริหารและการบริการแบบอนาล็อคเป็นดิจิตอล เปลี่ยนการลงนามอนุมัติด้วยมือเป็นลายเซ็นดิจิตอล(Digital Signature) และเร่งรัดพัฒนาการโครงการNational Single Windowสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯเป็นการปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ใหม่ในการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ก้าวที่ 4>>เกษตรอัจฉริยะ

เราขับเคลื่อนฟาร์มอัจฉริยะ(smart farming)ตามแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆของไทยเช่น ระบบสมาร์ทฟาร์ม ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดดินน้ำอากาศและการอารักขาพืช การพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตร การปรับระดับพื้นแปลงเกษตร(Land Leveling) ระบบเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์(Sead Technology) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ระบบชลประทานอัจฉริยะรวมทั้งการใช้โดรนการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและแพลตฟอร์มเกษตรดิจิตอล(Agrimap platform)โดยมีโครงการเกษตรแม่นยำ(Precision Agriculture)5ล้านไร่เป็นโครงการเรือธงโดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC : Agritech and Innovation Center) รวมทั้งการส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์(Digital Marketing)โดยการสนับสนุนแพลตฟอร์มร้านค้าอีคอมเมิร์ซ และโครงการพัฒนาเกษตรกรเป็นนักการค้าออนไลน์ทุกจังหวัดเช่นโครงการLocal Hero เป็นต้น โดยมีทีมเกษตรอัจฉริยะ ทีมอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce) ทีมBig DataและGovTech ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0รับผิดชอบ

ก้าวที่ 5>>เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง-ชนบท

เราริเริ่มโครงการใหม่ๆเช่นการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(Sustainable Urban Agriculture Development )อย่างเป็นระบบมีโครงสร้างครอบคลุมทั่วประเทศเป็นครั้งแรกตอบโจทย์การขยายตัวของเมือง(Urbanization)ที่ขาดความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ(ประชากรไทยในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี2562) ตลอดจนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์โดยจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์1.3ล้านไร่ การพัฒนาสวนยางยั่งยืนรวมทั้งการพัฒนาแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่บนฐานศาสตร์พระราชา4,009ตำบล และโครงการข้าวอินทรีย์1ล้านไร่ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ฯลฯ.

นับเป็นการวางหมุดหมายใหม่ของระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ประกอบด้วย เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน วนเกษตรและเกษตรธรรมชาติทั้งในเมืองและในชนบทครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ

ก้าวที่ 6>>เกษตรแห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต

เราขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต พืชแห่งอนาคต(Future Food Future Crop)เพื่อสร้างเกษตรทางเลือกใหม่แปรรูปเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เวชกรรม น้ำมันชีวภาพเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ใหม่ๆให้เกษตรกรของเราและเป็นสินค้าส่งออกตัวใหม่สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นการตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุคNext Normalที่สนใจสุขภาพมากขึ้นหลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก(Covid Pandemic)ได้แก่ การสนับสนุนโปรตีนทางเลือกจากแมลง(Edible Inseat base Protein)ตามนโยบายฮับแมลงโลก ปัจจุบันมีเกษตรกรกว่า 1 แสนรายทำฟาร์มแมลงเช่น ดักแด้ไหม ดักแด้อีรี่ จิ้งหรีด แมลงวันลาย(bsf) หนอนนกฯลฯ

สอดรับกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)ที่ประกาศว่าแมลงกินได้Edible Insectคืออนาคตใหม่ของโปรตีนโลกและทศวรรษแห่งโภชนาการ รวมไปถึงการส่งเสริมโปรตีนทางเลือกจากพืช(Plant base Protein)เช่น สาหร่าย ผำ เห็ด  แหนแดง ฯลฯมีบริษัทstartupใหม่ๆเกิดขึ้นหลายบริษัท 

ตลอดจนการเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางใหม่โดยโฟกัสการผลิตและการตลาดใหม่แบบคลัสเตอร์เช่น คลัสเตอร์อาหารเจ(vegetarian)อาหารVeganและอาหารFleximiliam อาหารใหม่(Novel food) และคลัสเตอร์อาหารฮาลาลซึ่งมีลูกค้ากลุ่มประชากรมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมกว่า2พันล้านคน มูลค่าตลาดกว่า 30พันล้านบาท

ก้าวที่ 7>>โลจิสติกส์เกษตร เชื่อมไทย-เชื่อมโลก

เราได้วางโรดแม็ปเส้นทางโลจิสติกส์เกษตรเชื่อมไทยเชื่อมโลกในระบบการขนส่งหลายรูปแบบ(Multimodal Transportation)ทั้งทางรถทางรางทางน้ำและทางอากาศ(Low Cost Air Cargo)เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาดทั่วโลกและตลาดเป้าหมายใหม่เช่นโครงการดูไบคอริดอร์-ไทยแลนด์ คอริดอร์ (Dubai Coridor- Thailand Corridor),เส้นทางรถไฟอีต้าอีลู่(BRI)เชื่อมไทย-ลาว-จีน-เอเซียใต้-เอเซียตะวันออก-เอเซียกลาง-ตะวันออกกลาง-รัสเซียและยุโรป และกำลังเปิดประตูใหม่จากอีสานสู่แปซิฟิกไปทวีปอเมริกาเหนืออเมริกาใต้และเปิดประตูตะวันตกประตูใต้สู่ทะเลอันดามัน-อ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียสู่เอเซียใต้ อัฟริกา ตะวันออกกลางและยุโรป

ก้าวที่ 8>>เกษตรแปลงใหญ่ สตาร์ทอัพเกษตร
เรากำลังปรับเปลี่ยนเกษตรแปลงย่อยเป็นเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)ซึ่งขณะนี้ขยายเพิ่มเป็น
กว่า9,800แปลงโดยมีการสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตรและระบบเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปีนี้จะเริ่มโปรแกรมอัพเกรดวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ เกษครแปลงใหญ่และสถาบันเกษตรเป็นสตาร์ทอัพเกษตร(startupเกษตร)และเอสเอ็มอี.เกษตร(SME เกษตร)

ก้าวที่ 9>> ยกระดับเกษตรกรก้าวใหม่
เราพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นyoung smart farmerได้กว่า 20,000คนและส่งเสริมพัฒนาศูนย์ศพก.เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับอำเภอโดยสมาร์ทฟาร์มเมอร์(smart farmer) ปราชญ์เกษตรและอาสาสมัครเกษตร(อกษ.)เป็นทีมงานแนวหน้าทุกหมู่บ้านชุมชนพร้อมกับยกระดับเกษตรกรที่มีประสบการณ์สู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพโดยร่วมมือกับภาคเอกชน ศูนย์AIC สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็นองค์การมหาชนในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอว.และกระทรวงพาณิชย์

ก้าวที่ 10>> เกษตรสร้างสรรค์สู่The Brand Project 

เรากำลังนำระบบทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual property)มาใช้ในการเดินหน้าสู่เกษตรสร้างสรรค์เกษตรมูลค่าสูงด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างแบรนด์(Branding)ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเกษตร พืช ประมงและปศุสัตว์เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศภายใต้โครงการ เดอะ แบรนด์ โปรเจ็ค(The Brand Project)

ก้าวที่ 11>>การพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ไม่มีเหลื่อมล้ำ
เราบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ควบคู่กับการบริหารการพัฒนาเชิงคลัสเตอร์เช่น โครงการ1กลุ่มจังหวัด1นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารทั้งหมด18กลุ่มจังหวัดครอบคลุม77จังหวัดเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตเกษตรตามศักยภาพของแต่ละกลุ่มจังหวัดเพื่อกระจายโอกาสการพัฒนาทุกภาคทุกจังหวัดไม่ให้เจริญแบบกระจุกตัวเหมือนที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาโดยปลายปี2564รัฐมนตรีเกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรทุกอำเภอทุกจังหวัดและปีนี้กำลังจัดตั้งคณะทำงานเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล7,435ตำบลให้แล้วเสร็จเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนระดับพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

เรายังริเริ่มและเดินหน้าอีกหลายโครงการเช่นการจัดตั้งองค์กรชุมขนประมงท้องถิ่นเกือบ3,000 องค์กร
การดำเนินการโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)ตอบโจทย์Climate Changeโดยเพิ่มต้นไม้ลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งโครงการพัฒนาระบบความเย็น(Cold Chain)ตลอดห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมทั่วประเทศและระบบแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว(N2)แบบNitrogen Freezer เป็นต้น

ก้าวที่ 12 >>เปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform)
ความก้าวหน้าของงานแต่ละด้านเกิดจากการบริหารแบบเปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform)ในการทำงานกับทุกภาคีภาคส่วนเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมต่างๆ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย สถาบันเกษตรกร
 สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย เครือข่ายองค์กรเอกชน ทุกกระทรวงและทุกพรรคการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลโดยยึดประโยชน์บ้านเมืองมาก่อนประโยชน์ทางการเมืองได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนำมาซึ่งความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจ ประการสำคัญคือการทำงานอย่างทุ่มเทของคนกระทรวงเกษตรฯ.

ศักยภาพใหม่สู่เกษตรมูลค่าสูงงานหนักและอุปสรรครออยู่ข้างหน้าอีกมาก แต่ด้วยก้าวใหม่ๆตามโรดแม็ปที่วางไว้ เราเดินเข้าใกล้เป้าหมายในทุกก้าวที่กล้าเดินเพื่อปรับรากฐานเดิมสร้างกลไกใหม่สำหรับยกระดับอัพเกรดภาคเกษตรกรรมของไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงภายใต้5ยุทธศาสตร์ของ รัฐมนตรี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน

การปฏิรูปรากฐานใหม่ของภาคเกษตรกรรมด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ให้กับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความพร้อมของประเทศในการเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆของวันนี้และวันหน้าเป็นอนาคตที่ต้องรีบสร้าง จึงขอฝากรัฐบาลใหม่สานต่อด้วยครับ

‘ติวเตอร์ภาษา’ ชี้!! ประเทศที่คนไทยควรกลัว ไม่ใช่ ‘อเมริกา’ แต่เป็น ‘จีน’ ที่กำลังบุกยึดพื้นที่ทำกิน แย่งงานคนไทยทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 66 ได้มีผู้ใช้ติ๊กต็อกท่านหนึ่ง ชื่อ ‘krudewtoeic’ หรือ ‘ครูดิว’ ซึ่งเป็นติวเตอร์สอนภาษาชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์คลิป อธิบายเรื่องที่คนไทยกลัวประเทศสหรัฐอเมริกา จะเข้ามาตั้งฐานทัพและแทรกแซงประเทศไทย ซึ่งตอนนี้เป็นกระแสในโลกโซเชียลอย่างมาก โดยระบุว่า…

ประเทศที่คนไทยกลัว มีอยู่ 2 ประเทศ คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน คนไทยกลัวว่า อเมริกาจะมาตั้งฐานทัพในประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องของอนาคต ที่อาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้

แต่สิ่งที่กำลังเกิดจริงในตอนนี้ คือ การที่ประเทศจีนได้ตั้งฐานทัพอยู่ทุกพื้นที่ในประเทศไทย จนเกิดการกระจายตัวของเหล่าคนจีน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอดจนถึงการที่คนจีนมาเปิดร้านอาหารแข่งกับคนไทย ในย่านการค้าที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับคนไทย อย่างย่านเยาวราช ห้วยขวาง และรัชดา รวมถึงในอีกหลายๆ พื้นที่ของประเทศ อีกทั้งยังอาจไม่ได้เสียภาษีให้กับประเทศไทยอีกด้วย

“คำถามคือ ระหว่างสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว คนไทยเราควรจะกลัวอะไรมากกว่ากัน คิดสิคะ คิด หากถามดิฉัน ดิฉันกลัวคนจีนค่ะ เพราะเขามาแล้ว แต่คนไทยยังเถียงกันเรื่องอเมริกากันอยู่เลย เพราะอะไร ดิฉันไม่เข้าใจ?” ครูดิว กล่าวทิ้งทาย

เหตุใดถนนสายบันเทิง อย่าง ‘RCA’ ถึงเป็นทางโค้ง? พร้อมเตรียมประมูลใหม่ เพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีส้มในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 66 เพจเฟซบุ๊ก ‘โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure’ ได้นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ ‘โค้ง RCA’ ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยทราบมาเล่าให้ฟังกัน

เคยสงสัยกันหรือไม่? ว่าเพราะเหตุใด ‘ถนน RCA’ ถึงเป็นโค้งเชื่อมไปที่ทางรถไฟสายตะวันออก ที่สถานีรถไฟคลองตัน

แล้วทราบหรือไม่? ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เคยมีโครงการรถไฟเลี่ยงกรุงเทพชั้นใน (บางซื่อ-คลองตัน) เพื่อรับและเชื่อมโยงรถไฟสายตะวันออก กับ เหนือ-ใต้ โดยไม่ผ่านสามเหลี่ยมจิตรลดา ซึ่งพื้นที่ RCA ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนั้น แต่ยิ่งกว่านั้น ถนนรัชดาภิเษก ช่วง ต่างระดับรัชวิภา-ศูนย์วัฒนธรรม และ ถนนศูนย์วัฒนธรรม ก็เป็นเขตพื้นที่ทางรถไฟ คลายข้อสงสัยกับหลายๆ คนว่าทำไม การรถไฟฯ ถึงมีที่ดินให้เช่าอยู่บนถนนรัชดา-RCA

แม้ตอนนี้อาจจะไม่ได้เห็นการพัฒนาทางรถไฟในเส้นทางนี้แล้ว แต่เส้นทางนี้ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่เพื่อการพัฒนา มาเป็นแหล่งรายได้ในการสนับสนุนการรถไฟฯ ในอนาคต ซึ่งที่ดินแปลง RCA นี้กำลังจะหมดสัญญา และจะถูกเปิดประมูลใหม่ ภายใต้การดูแลของ ‘SRTAsset’ (บริษัทบริหารสินทรัพย์ การรถไฟฯ) โดยจะมีการยกระดับการพัฒนาจากการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า สายสีส้ม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งอยู่ต้นทาง RCA ทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย

‘เฟรนช์ บูลด็อก’ ฟรีเวอร์!! จากเรื่องราวดรามาสู่ความน่ารัก ปรากฏการณ์ดังข้ามคืน หลังไปออกรายการโหนกระแส

(27 พ.ค. 66) จากกระแสดรามากลายเป็นความน่ารัก กรณีที่รายการโหนกระแส ได้นำน้องสุนัขสายพันธุ์ ‘เฟรนช์ บูลด็อก’ ไปออกรายการทำให้ในโลกโซเชียลตอนนี้ต่างฮือฮา พากันตกหลุมรักถึงความน่ารักของน้องสุนัขเฟรนช์ บูลด็อกกันเป็นจำนวนมากจนถึงขั้น คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 และ คุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ดำเนินรายการโหนกระแส ถึงกับเอ่ยปากขอซื้อกลับไปเลี้ยงที่บ้านคนล่ะ 1 ตัว และ คุณ หนุ่ม กรรชัย ยังได้ตั้งชื่อลูกสุนัขตัวสีดำของตนกลางรายการอีกว่าให้ชื่อ ‘อีเจี๊ยบ’ จนกลายเป็นกระแสเรียกเสียงหัวเราะในโลกออนไลน์

วันนี้ทาง THE STATES TIMES ของเราจะพาไปส่องความน่ารัก และ ต้นกำเนิดของน้องสุนัขเฟรนช์ บูลด็อก ว่ามีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศอะไร ทำไมถึงมีราคาแพงกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ

โดย ต้นกำเนิดของน้องสุนัขเฟรนช์บูลด็อกมาจาก ประเทศฝรั่งเศส เป็นสุนัขสายพันธุ์เล็ก ได้ปรากฏขึ้นในปารีสในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า ซึ่งเป็นผลมาจากการผสมข้ามพันธุ์ของบูลด็อกพันธุ์เล็กที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษ กับสุนัขที่ชอบจับหนูปารีสในท้องถิ่น ทั่วไปจะเก็บไว้เป็นสัตว์เลี้ยง และเป็นหนึ่งในสุนัขที่ขึ้นทะเบียนบ่อยที่สุดในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย 

ซึ่งขนาดลำตัวที่โตสุดของสุนัขสายพันธุ์นี้ อยู่ที่ 11-12 นิ้ว และ มีน้ำหนัก 7-12 กิโลกรัม โดยมีอายุขัยทั่วไปอยู่ระหว่าง 10-12 ปี ขึ้นอยู่ที่การเลี้ยงดู และ สุขภาพของน้อง บางตัวอาจมีอายุได้ถึง 13-18 ปี 

นิสัยของน้องสุนัขสายพันธุ์นี้ เป็นสุนัขที่มีความอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว มีความเรียบร้อย และมีความเชื่อว่า เมื่อเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ จะนำแต่ความโชคดีมาให้กับผู้เลี้ยงตลอดไป ซึ่งลักษณะนิสัยเหมือนกับสุนัขพันธุ์อื่นทั่วไป คือต้องการความดูแลเอาใจใส่ ใกล้ชิดกับเจ้าของ

สาเหตุที่ทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้มีราคาแพง เนื่องจากเฟรนช์ บลูด็อก ไม่สามารถผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติได้ จึงมีขั้นตอนในการเพาะพันธุ์ที่ค่อนข้างยาก มีการตรวจสุขภาพและการฉีดวัคซีนที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงค่าอาหาร ค่ารักษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทาง THE STATES TIMES จึงขอแนะนำให้กับผู้ที่สนใจ ต้องการน้องสุนัขสายพันธุ์นี้ไปเลี้ยง ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ว่ามีความพร้อมและเวลาแค่ไหนในการเลี้ยงดู เพราะสุนัขทุกสายพันธุ์ต้องการ ๆ เลี้ยงดูที่แตกต่างกัน และต้องการความเอาใจใส่จากผู้เลี้ยง 

ตำรวจไซเบอร์ รวบสาวใหญ่เครือข่ายแก๊ง Hybrid Scams เอเยนต์จัดหาบัญชีม้ารายใหญ่ภาคใต้ ดีกรีความสามารถสื่อสาร 4 ภาษา หนีคดีกบดาน พื้นที่จังหวัดเชียงราย

จากกรณี กก.4 บก.สอท.4 ได้ทำการสืบสวนจับกุม แก๊งหลอกให้รักและชักชวนลงทุน (Hybrid Scams) ผ่านแอพพลิเคชั่น BITSTAMP  ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพ ได้สร้างแอพพลิเคชั่นเทรดเงินสกุลดิจิตอลหลอกเหยื่อให้ร่วมลงทุนโดยใช้รูปโปรไฟล์หล่อสวยชวนคุยจนสนิทใจ แล้วหลอกให้ร่วมลงทุนเทรดเหรียญสกุลดิจิตอล  จนเกิดความเสียหายกับเหยื่อเป็นวงกว้าง  มูลค่าความเสียหายกว่า 9 ล้านบาท ซึ่งได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหายเมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2564 นั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 เวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ กก.4 บก.สอท.4 ชุดจับกุม 
นำโดย พ.ต.ท.สายชล ผาแก้ว สว.กก.4 บก.สอท.4, พ.ต.ต.ณวดล ภาโส สว.กก.4 บก.สอท.4, พ.ต.ต.วิสุทธิ์ ครุฑจันทร์ สว.กก.4 บก.สอท.4 นำกำลังเข้าจับกุม นางสาวฉัตรดาว อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”  และ         นางบังอร อายุ 55 ปี  ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานความผิดเดียวกัน  โดยจับกุมได้ในพื้นที่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

พฤติการณ์กระทำความผิดของ นางสาวฉัตรดาว ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมบัญชีธนาคาร จ้างบุคคลอื่นให้เปิดบัญชีธนาคาร โดยเป็นผู้รับซื้อขายบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) รายใหญ่ในพื้นที่ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จากนั้นรวบรวมบัญชีธนาคารที่หามาได้ส่งให้กลุ่มแก๊งนายจ้าง เพื่อไว้ใช้ในการรับโอนเงินจากเหยื่อ ส่วนด้านนางบังอร นำบัญชีของตนเองให้ นางสาวฉัตรดาว เช่า นำไปใช้กระทำความผิดเพื่อรับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ทราบว่าตนมีหมายจับ จึงหลบหนีจากพื้นที่จังหวัดสงขลา มาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตามเจอ จนกระทั่งถูกจับกุมตัวได้ดังกล่าว 

พ.ต.อ.คมสัน มีภักดี ผกก.4 บก.สอท.4 เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาให้การว่า เนื่องจากตนเองมีความสามารถพูดได้หลายภาษา และเคยมีสามีเป็นคนจีน ถูกชักชวนไปทำงานต่างประเทศ จึงได้เดินทางไปทำงานเป็นลูกจ้างของกลุ่มแก๊งคนจีนในประเทศมาเลเซีย ในช่วงแรกทำงานดูแลเกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ และตนก็เริ่มจัดหาบัญชีธนาคารเพื่อนำเอาไปให้นายจ้างใช้ในกิจการต่างๆ  ต่อมานายจ้างได้เริ่มจ้างโปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมเกี่ยวกับการลงทุนเทรดเงินสกุลดิจิตอลขึ้นมา เพื่อหลอกลวงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนไทย ให้ลงทุนเทรดเงินดิจิตอล ตนจึงรับหน้าที่เป็นผู้จัดหาบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) รวมถึงจัดหากระเป๋าเงินอิเลคทรอนิคซึ่งมีการลงทะเบียนยืนยันตัวบุคคลโดยบุคคลอื่น เพื่อนำมาใช้ในการหลอกลวงรับโอนเงินจากเหยื่อ ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นระบบ ในแบบองค์กรอาชญากรรม

พม. จับมือเพจ Because We Care ผนึกกำลังสถานศึกษา หนุน “รัก…ในวัยเรียน” รณรงค์ยุติความรุนแรงทุกมิติ ไม่บูลลี่ (Bully)

วันนี้ (26 พ.ค. 66) เวลา 13.00 น. นายธนสุนทร  สว่างสาลี รองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการ “รัก...ในวัยเรียน” จัดโดย เพจ Because We Care ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง พม. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนักถึงการยุติการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงการบูลลี่ (Bully) ให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชน อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นสร้างการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์สังคมน่าอยู่และมีความสุขสำหรับทุกคน โดยมี พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า พยาบาล (สบ 5) โรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาปลัด พม. กล่าวแนะนำกิจกรรมโครงการ “รัก...ในวัยเรียน” โดยมี นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ว่าที่ร้อยตรี สุริยัน จันทรา ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ  คุณชลทิชา สัตยมานะ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และศูนย์เยี่ยมบ้านโรงพยาบาลตำรวจ เข้าร่วม ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ได้แก่ กิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมาย (Cyber Bullying)” กิจกรรม “เพศกับวัยรุ่น” กิจกรรมร้องเพลง “อยากจะฟัง” และกิจกรรมสันทนาการสานสัมพันธ์ อีกทั้งการจัดนิทรรศการโครงการ “รัก...ในวัยเรียน” การเฝ้าระวังปัญหาสังคม และการแจ้งเหตุให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมทุกรูปแบบ โดยศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวง พม. ณ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ

นายธนสุนทร กล่าวว่า สืบเนื่องจากกระแสสังคมไทยในปัจจุบัน มีการเกิดเหตุการกระทำความรุนแรง ซึ่งเป็นการทำร้ายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจต่อผู้อื่น โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงกลุ่มสตรีและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งการกระทำความรุนแรงต่อผู้อื่นทั้งที่เป็นการจงใจใช้กำลังหรืออำนาจทางกาย ข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเท่านั้น ในขณะที่การใช้คำพูดที่เป็นการล้อเลียน ดูหมิ่น และเหยียดหยามผู้อื่น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการกระทำที่ทำร้ายสภาพจิตใจของผู้อื่น หรือที่เรียกว่า "การบูลลี่ (Bully)" ทั้งนี้ เพจ Because We Care ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยุติและรณรงค์ในการลดปัญหาความรุนแรงในทุกรูปแบบต่อเด็กและเยาวชน รวมถึงกลุ่มสตรีและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 

นายธนสุนทร กล่าวเพิ่มเติมว่า เราในฐานะอนาคตของชาติ ต้องรวมพลังกันยุติการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งการบูลลี่(Bully) โดยลำดับแรก เราควรต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อน ต้องรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เพราะทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเข้มแข็งหรืออ่อนแอกว่าใคร และความรักไม่จำเป็นต้องทำร้ายผู้อื่น เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง เด็กและเยาวชนอยู่ในสภาวะความเสี่ยงที่จะถูกกระทำความรุนแรง เราไม่ควรเพิกเฉย หรือมองว่าเป็นเรื่องของคนอื่น  ควรเข้าไปช่วยเหลือหรือแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยเฉพาะ 1) ศูนย์ช่วยเหลือสังคม โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ 2) สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการฟรี 24 ชั่วโมง  และ 3) ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินทางสังคม "ESS Help Me" ปักหมุด หยุดเหตุ ใน LINE OA บนมือถือ

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า เพจ Because We Care ได้ตระหนักถึงปัญหาการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงการบูลลี่ (Bully) ที่ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน จากการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ  โดยกลุ่มเด็กและเยาวชน นับเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รวมทั้งประชาชน ทั้งนี้ จึงมีการประสานความร่วมมือเป็น "พลังทางสังคม" ด้วยการดำเนินโครงการ "รัก...ในวัยเรียน" เพื่อปลูกจิตสำนึกและลดการกระทำความรุนแรงทุกมิติในวัยเรียน และเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและการรับรู้ในการป้องกันและยุติการกระทำความรุนแรงอย่างเข้มแข็งต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งวันนี้ นับเป็นการจัดกิจกรรมโครงการ "รัก...ในวัยเรียน" ครั้งที่ 2 และครั้งต่อไป จะมีการจัดกิจกรรมฯ ในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2566 ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ


#ช่วย24ชั่วโมง #พม24ชม #ข่าวพม

ตร.ไซเบอร์ทลายแหล่งขายซิมผีกลางเมืองหนองคายพบจำหน่ายออนไลน์ ลูกค้ารีวิวเพียบ

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการให้ทำการระดมจับกุมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 โดยเน้นการจับกุมผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับ ซิมม้า และบัญชีม้า เพื่อปิดกั้นช่องทางการกระทำผิดของคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นั้น

พ.ต.อ.นิคม ชัยเจริญ ผกก.3 บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สอท.3 บก.สอท.3 ทำการสืบสวนหาข่าวผู้ที่กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวทั้งช่องทางเปิดร้านในแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ พบว่ามีการโพสต์ขายซิมโทรศัพท์ ผ่านแอพพลิเคชั่น Shopee โดยมีชื่อร้าน “7phone” จากการตรวจสอบแสดงความคิดเห็นหลังการซื้อขายของลูกค้า จากร้าน “7phone” ทราบว่าร้านค้าดังกล่าว ได้มีการขายและส่ง ซิมโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนเปิดใช้งานพร้อมใช้ มาเป็นจำนวนหลายครั้งแล้วจริง และได้มีลูกค้ามาแสดงความคิดเห็นหลังการรับสินค้าว่าได้รับสินค้าจริง และใช้งานได้จริงตามรายการ “ซิม True พร้อมใช้งาน (ชุด 5เบอร์ ,10เบอร์)  ไม่ผ่านแอพใดๆทั้งสิ้น” และมีหน้าร้านชื่อ ศูนย์บริการทรูเอเจนท์พลัส โดย กิติพัฒน์ เทเลคอม โดยได้ลงรายละเอียดที่อยู่หน้าร้านอยู่ที่ 767/1 ม.11 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย 43000 จึงได้ดำเนินการล่อซื้อซิมโทรศัพท์มาตรวจสอบพบว่าเป็นซิมที่ลงทะเบียนพร้อมใช้จริง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และขออนุมัติศาลจังหวัดหนองคายออกหมายค้น จนนำมาสู่ “ปฏิบัติการบุกค้นทลายแหล่งขายส่งซิมผี “7phone” กลางเมืองหนองคาย”

ต่อมาวันที่ 25 พ.ค.66 พ.ต.อ.นิคม ชัยเจริญ ผกก.3 บก.สอท.3 จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 นำโดย พ.ต.ต.ศิรสิทธิ์ ทันศรี สว.กก.3 บก.สอท.3 นำกำลังเข้าตรวจค้น ศูนย์บริการทรูเอเจนท์พลัส เลขที่ 767/1 ม.11 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย 43000  พบนายกิติพัฒน์ จิรสิทธิ์การุญ อายุ 56 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน จากการสอบถาม นายกิติพัฒน์ฯ ให้การรับว่าซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ตรวจพบในกล่องพัสดุเป็นซิมการ์ดที่ลงทะเบียนในนามของบุคคลอื่นและตนเองมีหน้าที่แพ็คซิมการ์ดใส่กล่องเพื่อส่งให้กับผู้ที่สั่งซื้อจริง จึงได้จับกุม นายกิติพัฒน์ จิรสิทธิ์การุญ อายุ 56 ปี เจ้าของร้านฯ ในความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวใช้บริการได้”และตรวจยึดซิมโทรศัพท์เครือข่ายทรูและดีแทคที่ลงเบียนแล้ว จำนวน 180 ซิม ที่บรรจุจ่าหน้าซองเตรียมส่งให้ลูกค้า และซิมโทรศัพท์ เครือข่ายทรู อีกจำนวน 496 ซิม นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

CEO ISC ส่งเสริมอากาศไร้ไวรัส ป้องกันโควิดฯ แม้ยามปลอดภัย

เมื่อต้นเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ประกาศสิ้นสุดภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรณีโรคโควิด 19 แต่ยังเตือนให้ทุกประเทศยังคงต้องเฝ้าระวัง และป้องกันควบคุมการระบาดอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเร่งรัดการฉีดวัคซีนเพื่อให้มีระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด 19 เพียงพอในระดับบุคคล และประชากรเพื่อลดโอกาสป่วยหนัก และเสียชีวิตจากโควิด 19 โดยสามารถใช้วัคซีนชนิดใดหรือรุ่นใดก็ได้ ฉีดปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ ให้เว้นระยะห่างจากเข็มสุดท้ายหรือประวัติการติดเชื้ออย่างน้อย 3 เดือน

แม้ว่าโคโรนาไวรัสจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น และรับมือกันได้ด้วยวัคซีน และลดพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ
เรายังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันตามสภาพกิจกรรมประจำวัน และสถานที่อยู่อาศัยและการทำงานด้วย

สำหรับ การดูแลสุขภาพกายส่วนบุคคล ยังจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปพบปะผู้คนหรืออยู่ในที่ชุมนุมชนรวมถึงล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสจุดต่างๆ ที่อาจเป็นที่สะสมของเชื้อโรค รวมทั้งก่อน และหลังรับประทานอาหาร

สำหรับ สถานประกอบการ หรือสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน อาจมีการส่งเสริมประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงเป็นวาระประจำ ด้วยการเพิ่มความปลอดภัย และสบายใจของบุคลากร หรือลูกค้าในสถานที่นั้นๆ ด้วยเครื่องพ่นฆ่าเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรีย ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรเลือกผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายที่มีมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ

คุณ ศลีนา ศักดิ์เสรี ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อินติเกรต ซิสเต้ม (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ISC ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์นวัตกรรมเทคโนโลยีอเนกประสงค์ กล่าวว่า "สามสี่ปีก่อน ช่วงโควิด 19 ระบาดใหม่ ผู้คนตื่นตัว ระแวดระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยง โดยรักษาระยะห่างอย่างเข้มข้น ส่วนในปัจจุบัน ผู้คนมีความคุ้นชิน และอยู่ร่วมกับโรคอุบัติใหม่ที่กลายเป็นโรคประจำถิ่นนี้อย่างหมดความกังวล ทว่า ไวรัสยังคงพัฒนา กลายพันธุ์ไปตามธรรมชาติ มีความหนักเบาด้านความรุนแรงไปตามภูมิภาค และสุขภาพของผู้รับเชื้อ ฉะนั้นเราไม่ควรประมาทกับสิ่งนี้ ยังคงต้องคำนึงถึงการป้องกัน และความปลอดภัย ทั้งชีวิตส่วนตัว ครอบครัว พนักงาน และลูกค้าในสถานประกอบการ ตามมาตรฐานที่ควรปฏิบัติ เพื่อสุขภาวะที่ดีของบุคคล และกิจการค่ะ"

ฝากไว้ให้คิด พ่อไดโนเสาร์ตัวหนึ่ง เขียนจดหมาย ถึง ลูกที่โหยหาประชาธิปไตย – เสรีภาพ

วันที่ 26 พ.ค.2566 - ขณะนี้ชาวเน็ตมีการแชร์ต่อข้อความของผู้เขียนที่ใช้ชื่อว่า "พ่อไดโนเสาร์ตัวหนึ่ง" เขียนถึงลูก โดยมีเนื้อหาดังนี้

ถึง ลูกรัก

พ่อติดตามข่าวที่ลูกเรียกร้อง”ประชาธิปไตย”และ”เสรีภาพ”แล้ว พ่อรู้สึกแปลกใจ ที่เราอยู่กันมาตั้งแต่ลูกเกิด ทนุถนอมอบรมมาอย่างดี แต่ลูกกลับไปเชื่อ”ใครก็ไม่รู้” ที่ไม่เคยแม้แต่จะให้เงินลูกสักบาท ให้กินข้าวสักจาน จนลืมคำสั่งสอนของพ่อแม่ แต่อย่างไรก็ดี พ่อเคารพความคิดเห็นของลูกเสมอ จะไม่ตำหนิติติงอะไร แต่จะปรับตัวประพฤติปฏิบัติให้ดีขึ้นตามที่ลูกต้องการ ดังนั้น พ่อกับแม่จึงคิดว่า ถึงเวลาที่เราควรจะทบทวนปรับตัวให้เข้ากับ”เสรีภาพ”ตามที่ลูกต้องการ พ่อจึงอยากจะแจ้งให้ลูกทราบดังนี้

1.บุญคุณต่อกัน คงไม่มีตามที่ลูกบอกว่า ลูกเกิดมาเพราะความสนุกของพ่อแม่ จึงไม่มีบุญคุณต่อตัวลูก ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอนเลี้ยงดู ข้าวปลาอาหาร และอื่นๆที่เคยหยิบยื่นให้ ซึ่งทั้งหมดนั้นพ่อและแม่ไม่คิด ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแม้ลูกจะไม่เต็มใจก็ตาม

2.ค่าใช้จ่ายที่พ่อเคยให้ลูกใช้ในแต่ละเดือนนั้น พ่อคิดว่ามันเป็นการละเมิด”สิทธิเสรีภาพ”ของพ่อ เพราะเงินที่หามาได้นั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อ พ่อจึงควรมี”สิทธิเสรีภาพ”ในการจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ควรให้ลูกละเมิดสิทธิ์ของพ่อโดยการนำเงินของพ่อไปใช้ ดังนั้น พ่อจะตัดค่าใช้จ่ายที่เคยให้ลูกลงครึ่งหนึ่ง โดยในส่วนที่เหลือ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ”บุพการี”ที่รักสนุกจนทำให้ลูกเกิดมา ถือว่าเราใช้”สิทธิเสรีภาพ”ในขอบเขตของแต่ละคนตามที่ลูกต้องการ

3.ค่าที่พัก จริงๆแล้ว บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของพ่อกับแม่โดยมีลูกเป็นผู้อาศัย หรือเปรียบดังผู้เช่าที่สมควรจะเสียค่าเช่า ซึ่งตลอดมา ลูกไม่เคยจ่ายค่าเช่าเลยแม้แต่บาทเดียว รวมทั้งค่าน้ำค่าไฟก็ไม่เคยเสีย แต่ไม่เป็นไร พ่อยินดีให้อยู่ฟรีๆ แต่จากนี้ เราต้องเคารพ”สิทธิเสรีภาพ”ตามที่ลูกแสวงหา ดังนั้น ในเมื่อลูกใช้น้ำใช้ไฟที่พ่อไม่ได้ผลิตเอง แต่ซื้อมา ลูกจึงต้องรักษาเสรีภาพด้วยการ”ใช้เอง จ่ายเอง”ทั้งค่าน้ำค่าไฟ จะได้เท่าเทียมกัน เพราะพ่อกับแม่ก็ใช้เอง จ่ายเอง อย่างเสมอภาคเช่นเดียวกัน

4.อาหารการกิน เพื่อให้มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค และเพื่อให้ทันสมัยตามที่ลูกต้องการ นับจากนี้ พ่อกับแม่จะหันไปสั่งอาหารฟู๊ด แพนด้ามากินตามที่พ่อและแม่อยากกิน ส่วนลูกจะกินอะไร ก็แล้วแต่เสรีภาพของลูก โดยขอให้จ่ายเงินเองเพื่อความเสมอภาค หรือต้องการหุงหากินเอง ก็ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่เพราะแม่เตรียมเอาไว้ให้แล้วในครัวโดยไม่คิดเงิน

5.เรื่องมรดก เพราะเราไม่มีบุญคุณต่อกัน ดังนั้น ลูกไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเป็นภาระเลี้ยงพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ขอให้ลูกเดินตามความฝันที่ลูกต้องการ เพราะอีกไม่นานพ่อกับแม่ก็คงตายแล้วตามที่ลูกๆด่าทอ และเพื่อตายอย่างสงบและไม่ให้เป็นภาระของลูกๆ พ่อจึงจัดการมรดกที่พอมีของพ่อ ทั้งบ้านและที่ดิน ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ พ่อจะเริ่มทยอยขายให้หมดก่อนพ่อตาย โดยเงินที่ขายมาได้นี้ พ่อจะแบ่งให้ลูกครึ่งหนึ่งในฐานะบุพการี ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง พ่อและแม่จะเก็บไว้กินไว้ใช้ รวมทั้งเอาไว้จัดงานศพ ส่วนที่เหลือจากจัดงานแล้ว ถือว่าเป็น”สิทธิเสรีภาพ”ของพ่อ พ่อจึงขอถวายวัดไปเพื่อสั่งสมบุญไปใช้ในภพหน้า

6.พ่อจะไม่บั่นทอนกำลังใจของลูกในการตามหา”เสรีภาพ”ในฝันตามที่ถูกสร้างวิมานไว้ แต่อยากให้ลูกคิดให้จงหนักว่าคนที่เขาวาดฝันให้ลูกนั้น เขามาเสี่ยงตายกับลูกหรือไม่ แต่สำหรับพ่อและแม่แล้ว หากลูกเป็นอะไรไป พ่อกับแม่คงใจสลายเพราะความรัก ซึ่งแม้จะเป็นความรักที่ลูกไม่เคยเห็นค่าเลยก็ตาม พ่อจึงขออวยพรให้ลูกปราศจากอันตรายทั้งปวง

7.เรื่องสุดท้าย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ต่อจากนี้ ลูกจะเรียกพ่อกับแม่ว่า”คุณ”เฉยๆก็ได้นะ ส่วนพ่อกับแม่จะขออนุญาตเรียกลูกว่า”ลูก” ตลอดไป
 

‘ทรงสมัยซังฮี้’

ร้านสูท ‘ทรงสมัยซังฮี้’ ร้านประจำของ ‘พรรคก้าวไกล’ ที่มีรายได้กว่า 50 ล้านบาท ในปี 2564
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top