Friday, 3 July 2026
LITE

8 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ครบรอบวันเกิด ธงไชย แมคอินไตย์ 62 ปี

หนึ่งในศิลปินเมืองไทยที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน และยังคงครองตำแหน่ง ‘ซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่ง’ ของเมืองไทยมาได้หลายพ.ศ. ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีๆ ธงไชย แมคอินไตย์ ก็ยังเป็น ‘พี่เบิร์ด’ของทุกคนอยู่เสมอ

 

ธงไชย แมคอินไตย์ เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2501 หรือวันนี้เมื่อ 62 ปีที่แล้ว กรุณาอย่าเอามือทาบอก-แสดงอาการตกใจ แม้วัยจะเขยิบมาถึง 62 ปี แต่พี่เบิร์ดของทุกๆ คน ก็ยังเต็มไปด้วยพลัง ยังร้อง เล่น เต้น โชว์ สร้างสีสันให้คนไทยได้แบบสบายสบาย

 

จากพนักงานธนาคารย่านท่าพระเมื่อกว่า 40 ปีก่อน วันหนึ่ง ธงไชย แมคอินไตย์ ก็ได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการเป็นนักแสดงสมทบ ก่อนจะเดินหน้าไปประกวดร้องเพลงในเวทีสยามกลการ แล้วคว้ารางวัลนักร้องยอดเยี่ยมมาครอง กระทั่งในปี พ.ศ. 2529 เขาก็ได้ออกอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองครั้งแรกในชื่อชุด ‘หาดทราย สายลม สองเรา’ และประสบความสำเร็จอย่างมาก

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ ธงไชยมีอัลบั้มเพลงออกมาชนิดนับไม่ถ้วน พร้อมกับมีโชว์คอนเสิร์ตอีกมากมาย มากที่สุดที่ศิลปินไทยสักคนหนึ่งจะเคยมี ไม่นับรางวัลต่างๆ ที่ได้รับมาแบบนับไม่ถ้วนเช่นกัน ความยิ่งใหญ่เหล่านี้ส่งให้ชื่อของผู้ชายคนนี้ กลายเป็น ‘ดาวค้างฟ้า’ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ชื่อ ธงไชย แมคอินไตย์ ก็ยังคงอยู่ในความนึกคิดของแฟนๆ ชาวไทยเสมอ

 

วันนี้วันเกิด ‘พี่เบิร์ด’ ทางเราก็ขออวยพรให้ผู้ชายมากความสามารถคนนี้ มีความสุขแบบล้นๆ ตลอดไป HBD ซุป'ตาร์ของพวกเรา

 

 

เก็บตก 20 เรื่อง ซีรี่ส์แห่งปี START-UP

จบไปแบบยังไม่แห้งดี (จบแบบหมาดๆ) สำหรับซีรี่ส์เกาหลีส่งท้ายปี START-UP

 

เอาจริงๆ ไม่ใช่แค่ซีรี่ส์ส่งท้ายปีเท่านั้นนะ ยังเป็นซีรี่ส์เกาหลีแห่งปี 2020 อีกด้วย เหตุที่ต้องยกตำแหน่งนี้ให้อย่างไม่เป็นทางการ เพราะทันทีที่ซีรี่ส์ดังกล่าวถูกปล่อยสตรีมมิ่งลง Netflix เรตติ้งก็ดีเว่อร์ กระแสความคลั่งไคล้ในเรื่องราวและเหล่าตัวละครก็พรึ่บพรั่บมาแรงแซงทุกเรื่องแบบไม่เห็นฝุ่น

 

แรกทีเดียว ฟังแค่ชื่อ START-UP คงพอเดาได้ว่า เป็นเรื่องราวแนวธุรกิจยุคใหม่ การแข่งขันทางเทคโนโลยี แต่ซีรี่ส์เรื่องนี้ทำได้ดีกว่านั้นมากกกกก! ทั้งผูกเรื่องราวได้น่าสนใจ ตัวละครแทบทุกตัวมีมิติ และสะท้อนโลกของคนรุ่นใหม่ (ในแบบเกาหลีใต้) ได้อย่างน่าสนใจ

 

เอาเป็นว่า ใครที่ยังไม่เคยดู สามารถตามดูย้อนหลังได้แบบรวดเดียวจบได้เลย นี่เป็นข้อดีของการดูซีรี่ส์ยุคสตรีมมิ่งออนไลน์ แต่สำหรับใครที่ยังไม่เชื่อกระแสการตลาดแบบปากต่อปาก ประมาณว่า บอกว่าดี ดี ดี กันปากต่อปาก จนสุดท้ายก็ต้องเข้าไปดู เอาอย่างนี้แล้วกัน เรามี 20 เรื่องราวของซีรี่ส์นี้ ให้คุณได้ลองอ่านดูก่อน

 

ไม่ต้องกลัวว่าเราจะบอกเรื่องย่อ หรือไคลแมกซ์ของเรื่องหรอกนะ แต่เป็นการจับเอา ‘คุณค่า’ ที่ได้จากซีรี่ส์เรื่องนี้ เรียกว่าเป็นคุณงามความดี ที่ไม่ได้ดีแค่นางเอกสวย พระเอกหล่ออย่างเดียว ลองตามไปอ่านดูกัน

 

1 ซี่รี่ส์ START-UP แม้ชื่อจะฟังดูร่วมสมัย เป็นเรื่องของคนยุคใหม่ แต่ภาพหลังของเรื่องราวทั้งหมด คือความรัก ความผูกพันของคนในครอบครัว จากต้นเรื่องที่ดูเหมือนครอบครัวตัวละครต่างแตกแยก แต่ท้ายที่สุด ความรักและความผูกพันก็ทำให้พวกเขากลับมาพร้อมหน้ากันในที่สุด

 

2 ซีรี่ส์พยายามจะบอกว่า ไม่ว่าคนกลุ่มไหนก็สามารถเป็น Startup ที่ประสบความสำเร็จได้ สะท้อนได้จากกลุ่มตัวละครในบริษัท ซัมซานเทค ที่ประกอบไปด้วย นัมโดซาน คิมซงซาน และอีชอลซาน แม้แรกเริ่มพวกเขาจะอยู่ในบริษัทอันซอมซ่อ แถมแต่ละคนยังพูดจาไม่รู้เรื่อง ดูเป็น underdog มากๆ แต่ด้วยความกล้า ลุย อดทน และมีความแตกต่าง สุดท้ายพวกเขาก็ประสบความสำเร็จจนได้

 

 

3 หลายๆ ฉากของซีรี่ส์เรื่องนี้ สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่า Startup ในโลกที่คนอยากทำ Startup ต้องเจอ นั่นคือ ต้องอึด ถึก ทน กินอยู่ หลับนอน และทำงาน อยู่ในออฟฟิศนั่นล่ะ

 

4 ซีรี่ส์นี้ยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าคิดจะทำธุรกิจ Startup ก็อย่าได้กลัวความล้มเหลว ดังสัญลักษณ์ของอาณาจักร Sand Box ในเรื่อง (ทำหน้าที่คล้ายๆ Silicon Valley ในโลกสตาร์ตอัพจริง) ที่ใช้ภาพเด็กผู้หญิงกำลังแกว่งไกวชิงช้า โดยมีที่มาจากการที่ตัวละครหนึ่งเคยนำทรายไปถมเพื่อให้ลูกเล่นชิงช้า พร้อมกับสะท้อนการทำธุรกิจว่าเหมือนกับการเล่นชิงช้านั้น อย่ากลัวที่จะทำอะไรใหม่ๆ ถ้าพลาด หรือตกลงมา ก็ยังมีพื้นทรายที่รองรับ มันก็แค่เจ็บ แต่ไม่ถึงกับตาย จงกล้าที่จะสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา

 

 

5 ซีรี่ส์นี้เหมือนจะเป็นซีรี่ส์ของคนรุ่นใหม่ แต่ตัวละครสำคัญของเรื่องล้วนผูกไว้กับ ‘คนรุ่นก่อน’ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับ ‘คุณย่าชเววอนด็อก’ ซึ่งเป็นคุณย่าของนางเอก เธอเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของเด็กๆ ทุกคนในเรื่อง แถมยังมีประโยคคำสอนมากมาย สุดท้ายซีรี่ส์นี้กำลังจะบอกว่า โลกนี้ล้วนอยู่ได้ด้วยความเก่าและใหม่ ที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของกันและกัน เพียงแต่ต้องผสานให้เป็นหนึ่งเดียว

 

6 คุณงามความดีของซีรี่ส์นี้อีกประการ ตัวละครรุ่นใหม่พยายามสร้างธุรกิจใหม่ๆ ก็จริง แต่สุดท้ายพวกเขาไม่ได้สร้างเพื่อต้องการ ‘ความร่ำรวย’ หากแต่สร้างเพื่อ ‘ประโยชน์’ ให้กับผู้คน สะท้อนได้จากกลุ่มบริษัทซัมซานเทคที่พยายามทำแอปฯ ที่ชื่อ นันกิล เพื่อไว้ใช้นำทาง และบอกข้อมูลต่างๆ ให้กับคนพิการทางสายตา

 

 

7 ‘ความรวย’ ไม่ใช่คำตอบสำหรับซีรี่ส์เรื่องนี้ หลากหลายตัวละครที่อยู่บนฐานะที่ร่ำรวย อาทิ ชาอาฮยอน (แม่ของนางเอก) หรือ วอนอินแจ (พี่สาวนางเอก) แรกเริ่มเดิมที ทั้งสองคนต่างอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงแยกครอบครัวไปอยู่กับพ่อเลี้ยงคนใหม่ แต่สุดท้าย เงิน ก็ไม่ใช่คำตอบของชีวิต หากแต่คือความเป็นตัวของตัวเอง และการได้พิสูจน์ความสามารถที่แท้ของตัวเองต่างหาก

 

8 ซอดัลมี คือนางเอกของเรื่อง เหมือนเป็นตัวแทนของผู้หญิงในโลกนี้ที่ไม่ได้สวยที่สุด เก่งที่สุด แถมครอบครัวก็ไม่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ปลุกเร้าให้เธอต้องก้าวขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง เพราะการจากไปของพ่อ และอยากให้ย่าเลิกขายฮอตด็อก และสุดท้าย อย่าเพิ่งตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง จนกว่าเขาจะได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง

 

 

9 ในมุมกลับกัน นัมโดซาน พระเอกของเรื่อง มีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อและแม่ต่างเป็นห่วงในอนาคตของเขา แม้จะไม่ชอบใจในสิ่งที่ลูกชายทำก็ตามที (ก่อตั้งบริษัทซอมซ่อที่ชื่อ ซัมซานเทค) แต่พวกเขาก็เหมือนลมใต้ปีก ที่คอยอุ้มและส่งแรงให้ลูกชายได้บินขึ้นไปสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จ

 

 

10 มาสู่เรื่องเบาๆ กันบ้าง ซีรี่ส์เรื่องนี้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นซีรี่ส์เกาหลีอยู่เช่นเดิม กล่าวคือ ต้องมีฉากกินข้าวร่วมกันของครอบครัว (ที่แทบทุกเรื่องต้องมี) และต้องเห็นมื้ออาหาร เรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็น Soft Power ทางวัฒนธรรมเบาๆ ที่แฝงมาจนทำให้เรา (คนดู) อยากกินตามบ้าง

 

11 ไม่ใช่แค่มื้ออาหาร แต่ร้านอาหาร และร้านร่ำสุรา ก็ต้องมี แน่นอน เครื่องดื่ม ‘โซจู’ ต้องมาเช่นเคย นี่ก็ Soft Power อีกหนึ่งอย่างที่ประสบความสำเร็จเอามากๆ ทุกวันนี้ร้านสะดวกซื้อในเมืองไทย มีโซจูขายเพียบเลย

 

12 นอกจากรถแบรนด์หรูจากประเทศเยอรมัน ที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับรถยนต์ทุกคันของตัวละครในเรื่อง ซีรี่ส์เรื่องนี้ยังแอบไทอิน หรือมีแอดเวอเทอเรียลแบบเนียนๆ อยู่เป็นระยะๆ (โดยเฉพาะฉากแต่งหน้าของนางเอก) หากไม่สังเกตแบบจ้องจับผิด ก็อาจจะดูไม่ออก ต้องยกความสามารถนี้ให้กับฝ่ายคิดและถ่ายทำ ซึ่งซีรี่ส์เกาหลีนั้น ‘ขายโฆษณาแฝง’ แทบทุกเรื่อง แต่ดูเพลินจนแยกไม่ออกจริงๆ

 

13 อีกหนึ่งคุณงามความดี คือเสื้อผ้าหน้าผมของทุกตัวละคร ดูลงตัว ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่ฉูดฉาดเหมือนซีรี่ส์เกาหลีบางเรื่อง เสื้อผ้าที่ตัวละครสวมใส่ล้วนใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แถมบางชิ้นเห็นมากๆ เข้าก็อยากจะไปส่องตามร้านในเมืองไทยว่ามีขายหรือยัง ภาพรวมเป็นการสไตลิ่งที่สมจริงกับความเป็นคนรุ่นใหม่ในสายงานสตาร์ตอัพ ดูจับต้องได้ และน่าจับต้องอีกด้วย

 

 

14 เห็นว่าเป็นซีรี่ส์แนวธุรกิจโลกยุคใหม่ก็ตาม แต่ยังคงความเป็นสไตล์เกาหลี โดยเฉพาะเรื่องการสร้างปมตัวละครอันสุดเฉียบ ยกตัวอย่างเช่น นางเอกมีรักแรกจากเพื่อนทางจดหมาย (ที่เขียนขึ้นโดยพระรอง) แต่แท้จริงพระรองนั้นถูกย่าของนางเอกขอให้ช่วยเขียนให้ แต่ปรากฎว่า ชื่อที่พระรองใช้ กลับเป็นชื่อพระเอก (ตัวจริง) ที่ไปเห็นจากในหนังสือพิมพ์ เนื่องจากพระเอกชนะเลิศการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก เวลาผ่านไป 15 ปี คนทั้งหมดก็วนกลับมาเจอกัน ทำให้เกิดเรื่องราวความรักสามเส้าขึ้น

 

15 ซีรี่ส์ START-UP เรื่องนี้ ไม่มีตัวร้าย โดยเฉพาะที่ร้ายอย่างไม่มีเหตุผล แต่ไปวางตัวละครที่ต้องมาแข่งขันด้วย ที่เปรียบเหมือนตัวร้ายแบบเบาๆ ส่วนใหญ่จุดหักเหต่างๆ ของเรื่อง มักเกิดจากความผิดพลาดของเหล่าตัวละคร ซึ่งล้วนแต่เกิดมาจากความอ่อนด้อยในประสบการณ์ คนดูที่ติดตาม ก็ได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์จากพวกเขาไปปรับใช้จริงได้ด้วยเช่นกัน

 

16 ปกติคนดูจะลุ้นว่า เมื่อไรพระเอก-นางเอกจะจูจุ๊บกันสักที แต่สำหรับซีรี่ส์เรื่องนี้ การจูบกันของพระนางแทบจะไม่ทำให้คนดูฟิน หรือดูดดื่มแต่อย่างใด แต่ในมุมกลับกัน ดูเป็นการจูบที่เป็นมุษย์มนา เรียกว่ามาตามอารมณ์ของเรื่อง ไม่ใช่เอะอะจูบ เอะจูบจูบ แม้จะไม่ใช่ฉากขายเหมือนหลายๆ เรื่อง แต่ก็เป็นซีนที่ดูจริง และสบายตาสบายใจ

 

 

17 อย่างที่บอกไป START-UP เป็นซีรี่ส์ที่ให้รายละเอียดของตัวละครแทบทุกตัว ยกตัวอย่าง พระเอก-นัมโดซาน เป็นคนชอบถักนิตติ้ง เมื่อใดที่เขาโกรธ หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาจะถักนิตติ้ง ส่วนนางเอก-ซอดัลมี เมื่อไรที่เธอเอาจริงกับเรื่องอะไรก็ตาม เธอมักจะรวบผมแล้วมัดขึ้นมาอยู่เสมอ แม้แต่ ฮันจีพยอง-พระรอง ตัวละครที่ภาพนอกคือผู้อำนวยการที่แสนจะเพอร์เฟคท์ แต่แท้จริงเขาคือคนเหงาคนหนึ่ง ที่มีเพื่อนคุยคือ คอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ ที่ตั้งอยู่บ้านเท่านั้นเอง

 

 

18 ตัวละคร พระรอง-ฮันจีพยอง เหมือนเป็นภาพสะท้อนของคนยุคปัจจุบัน ที่แม้จะมีต้นทุนในชีวิตที่ต่ำมาก่อน แต่ด้วยความเก่ง และความขยัน ก็สามารถถีบตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นผู้บริหารแถวหน้าได้ แต่ในภาพความสำเร็จ ความร่ำรวย สิ่งที่เขาต้องการ กลับเป็นแค่ความรัก ความเข้าใจ และชีวิตที่เรียบง่าย เหมือนอย่างที่เขามักจะไปหา ‘คุณย่าชเววอนด็อก’ คนที่เคยดูแลเขามาตั้งแต่เด็กๆ ที่ร้านขายฮอตด็อกนั่นเอง

 

 

19 แง่งามของ START-UP อีกอย่างคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือคนแก่ ก็สามารถดูซีรี่ส์เรื่องนี้ได้อย่างเข้าใจและเข้าถึง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องธุรกิจคนรุ่นใหม่ แต่แท้จริงแล้ว ซีรี่ส์ได้ซ่อนการเชื่อมโยงของคนสองเจนเนอเรชั่นเข้าไว้ด้วยกัน คนรุ่นใหม่พร้อมทะยานเพื่อไปสู่อนาคตก็จริง แต่ในเนื้อแท้ พวกเขายังต้องอาศัยประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน เพื่อนำทางไปสู่เป้าหมาย หนำซ้ำ เป้าหมายจริงๆ ที่พวกเขาต้องการ ไม่ใช่แค่พิสูจน์ให้คนรุ่นก่อนเห็นว่าพวกเขาทำได้ แต่มันคือภาพของการทำให้คนที่รักมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่างหาก

 

 

20 ทำไมคนดูมากมายถึงต่างก็ ‘หลงรัก’ ซีรี่ส์และตัวละครของเรื่องนี้ เพราะพวกเขาเหมือนตัวแทนของเราที่พยายามจะ ‘ทำตามฝัน’ (Follow your dream) มากไปกว่านั้น คือการไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง เหมือนดังเช่นตอนท้ายๆ ของเรื่อง ที่พวกเขาได้กลับไปที่ออฟฟิศเก่าแห่งแรกของตัวเอง พร้อมกับยืนกอดคอกันร้องไห้ สะท้อนให้เห็นว่า ที่สุดแล้วชีวิตของคนเรา ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือวัยไหนก็ตามที การได้ไปยังสิ่งที่ใฝ่ฝัน แน่นอนว่า มันคือความสำเร็จ แต่ในแก่นแท้ของความสำเร็จแล้ว มันคือการได้เรียนรู้ และได้เห็นการเติบโตของตัวเองตลอดมา

 

ถูก ‘บูลลี่’ ควรแก้ยังไง?

ใครเคยถูก ‘บูลลี่’ ยกมือขึ้น?

 

ถามแบบนี้ เชื่อเถอะว่า ยกมือกันพรึ่บ ไล่ไปตั้งแต่เด็กประถมไปยันนายกรัฐมนตรี ยุคสมัยนี้เขาเรียกการโดนล้อว่า ถูกบูลลี่ (Bully) แต่ถ้าเป็นยุคก่อนๆ มันก็คือ การถูกล้อ ถูกแซว นั่นแหละ

 

การถูกบูลลี่ หรือการล้อ การแซว เป็นเรื่องทางจิตวิทยาของมนุษย์มาแต่โบร่ำโบราณแล้วล่ะ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม พอมารวมกลุ่มกันเข้า เมื่อเห็นว่าสิ่งใดที่มันดู ‘แตกต่าง’ ไปจากผู้คนปกติในกลุ่ม ก็มักจะมีการออกความเห็น เป็นธรรมดา

 

เช่น ‘ทำไมคนนี้ถึงดำ’ ‘ทำไมคนนั้นถึงเตี้ย?’ แต่ปัญหาต่อมาก็คือ เมื่อมีคนพูด (หรือตั้งประเด็นขึ้นมา) คนอื่นๆ ในกลุ่มก็จะพลอยสนใจ จากที่มีคนสีผิวต่าง หรือส่วนสูงต่างอยู่ในกลุ่มตั้งนานสองนาน พอมีคนตั้งข้อสังเกตปุ๊บ กลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาทันที

 

ที่มันเลยเถิดไปกว่านั้น เมื่อสนใจในความแตกต่าง กลับกลายเป็นการไปย้ำความต่างนั้นๆ อยู่เรื่อยๆ เหมือนอะไรเอ่ยไม่เข้าพวก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มีใครทัก ใครพูด มันก็จะไม่กลายเป็นประเด็น

 

ยังมีอีกหลายกรณี เช่น คนนี้อ้วนกว่าใครในกลุ่ม คนนี้ผอมแห้งกว่าใครในแก๊ง คนนี้สิวเยอะ คนนั้นพูดไม่ชัด คนโน้นผมหยิก กระทั่งพัฒนามาสู่ยุคนี้ ที่มีโซเชี่ยลมีเดียเป็นตัวกระจายอำนาจการบูลลี่ กล่าวคือ ใครที่มีความต่าง หรือมีพฤติกรรมไม่เข้าพวก หรือแม้แต่ทำอะไรน่าเกลียดๆ แล้วโดนถ่ายภาพเก็บไว้ ทั้งหมดนี้จะถูกกระจายกำลังกันโดนบูลลี่ไปในโลกกว้างทันที

 

 

เรื่องเหล่านี้ ใครไม่เจอกับตัวเอง ก็คงไม่รู้ซึ้งว่า ‘มันเจ็บปวดเพียงใด’

 

อย่างที่ถามไป มีใครเคยถูกบูลลี่บ้าง น้อยคนนั่นแหละที่จะไม่เคย เอาเรื่องเบสิกสุดๆ ประเภทล้อชื่อพ่อชื่อแม่ ยิ่งชื่อพ่อแม่เป็นชื่อเชยๆ แปลกๆ งานนี้โดนล้อกันจนแก่จนเฒ่า นี่ก็เป็นมิติหนึ่งของการบูลลี่เหมือนกัน ถามต่อมาว่า แล้วจะทำยังไงไม่ให้ถูกบูลลี่? ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า ‘ยาก!’ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีความแตกต่าง หรือแม้แต่ทำอะไร ‘พลาดๆ’ กันได้หมด

 

แต่ตัวการปัญหาจริงๆ มันอยู่ที่ ‘คนบูลลี่’ นั่นต่างหาก

 

ยกสมการง่ายๆ ว่า ‘ถ้าไม่มีคนบูลลี่ มันก็จะไม่มีการถูกบูลลี่’ ถูกไหม? เพราะฉะนั้น สิ่งที่ ‘ทุกคน’ ควรทำ หรือต้องทำ คือ ฉุกคิดสักนิด ก่อนจะพูด ก่อนจะเล่า ก่อนจะแซว ก่อนจะล้อ ก่อนจะให้ความเห็น หรือก่อนจะคอมเม้น

 

ทั้งหมดมันเกิดจากตัวเรานี่ล่ะ บางครั้งไม่ตั้งใจ แต่เผลอตัวพูดออกไปด้วยความสนุก(ปาก) ด้วยความคึกคะนอง คิดว่าขำๆ ล้อกันเล่นๆ แต่ใจเขาใจเรา อะไรที่มากเกินพอดี ผลลัพธ์ที่ออกก็มักจะเกินงามไปด้วยเช่นกัน

 

 

เราไม่ได้บอกให้ใครต้องทำตัวโลกสวย ต้องพูดเพราะๆ แต่ก่อนพูด ขอให้มีสติ ฉุกคิดสักนิดกับคำพูดของเรา อะไรที่ประเมินว่าสุ่มเสี่ยง ก็ข้ามๆ ไปบ้าง ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้

 

สรุปคาถาง่ายๆ ป้องกันการถูกบูลลี่ นั่นคือ ‘การไม่ไปบูลลี่คนอื่นก่อน’ ก็เท่านั้นเอง...

7 ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งปีนี้ทรงเจริญพระชันษา 42 ปี

 

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในหลากหลายด้าน ทางด้านกฎหมาย ทรงส่งเสริมหลักการยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะสตรีและผู้ต้องขังหญิง อีกทั้งส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมในระดับนานาชาติ โดยทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญา สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ

 

อีกหนึ่งพระราชกรณียกิจอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย โดยทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ด้วยวัตถุประสงค์ในการบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนช่วยเหลือประชาชนคนไทย ทั้งในยามประสบภัยพิบัติ และส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

 

เนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันประสูติ ขอพระองค์ทรงมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของประชาชนคนไทยสืบไป ทรงพระเจริญ

 

อ้างอิง: https://th.wikipedia.org/ , http://friendsofpa.or.th/TH/home

 

 

ทำความรู้จักกับ 'เทียน' ในหลากหลายความหมาย

5 ธันวาคม วันนี้คงเป็นอีกวันที่ ‘แสงเทียน’ จะสว่างไสว แต่รู้หรือไม่ ว่าแสงเรืองรองจากปลายเทียนที่เราจุดกันนี้ มีที่มาและความหมายอย่างไร ตามไปทำความรู้จักกันดีกว่า...

 

ที่มาของ ‘เทียน’

เทียน เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมากว่า 2,000 ปีก่อน ทำจากไขมันสัตว์ ไขมันพืช และขี้ผึ้ง โดยใช้แก่นของพืชมาเป็นไส้เทียนเพื่อให้ความส่องสว่าง ในยุโรป นิยมทำเทียนจากขี้ผึ้ง เพราะควันน้อย กลิ่นไม่เหม็น และมีความสะอาด แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงนิยมใช้เทียนขี้ผึ้งนี้ในหมู่คนมีฐานะเสียมากกว่า ส่วนประเทศไทยเรานั้น ประเมินได้ว่า มีการใช้เทียนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เนื่องจากมีประเพณีการถวายเทียนเข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีใหญ่มาตั้งแต่สมัยนั้น

 

ความหมายและสัญลักษณ์การจุดเทียน

ในทางพุทธศาสนา เรามักจุดเทียนไขคู่กัน 2 เล่มเสมอ โดยนัยยะเพื่อเป็นการบูชา ‘พระธรรม’ และ ‘พระวินัย’ ที่เป็นเสมือนดวงประทีปส่องสว่าง ทำให้คนมองเห็น ทำให้เกิดปัญญา มีความรู้ ความเข้าใจ แล้วรู้จักดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

 

ในวัฒนธรรมของประเทศอื่น นอกจากจะให้แสงสว่าง เทียนยังเปรียบเสมือนการช่วยขับไล่ความมืด เป็นสัญลักษณ์ของการบูชา ความหวัง กำลังใจ ความรัก การระลึกถึง และการผ่อนคลาย

 

เทียนยังใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา อาทิ การจุดเทียนในโบสถ์คริสต์ รวมไปถึงการจุดเทียนในงานแต่งงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของบ่าวสาว ว่าแต่ละคนเกิดมามีชีวิตของตัวเอง (ถือเทียนคนละเล่ม) เมื่อมาแต่งงานกันก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกันเป็นครอบครัว (นำเทียนของตัวเองไปจุดเทียนชีวิตคู่ ในพิธีจึงมีเทียนทั้งหมด 3 เล่ม) 

 

การจุดเทียนยังแสดงถึงความอาลัยเด็กๆ ที่เสียชีวิต โดยมีความเชื่อว่า แสงเทียนจะช่วยส่องทางให้แก่ดวงวิญญาณดวงน้อยที่จากไป ที่ผ่านมา มีองค์กรชื่อ The Compassionate Friends ในสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดให้ทุกๆ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี เป็น ‘วันจุดเทียนโลก’ (Worldwide Candle Lighting Day) เริ่มมาตั้งแต่ปี 1997 โดยผู้คนจะพร้อมใจกันออกมาจุดเทียนในเวลา 1 ทุ่มตรงตามเวลาท้องถิ่น เพื่อไว้อาลัยแก่เด็กๆ ที่เสียชีวิตจากการเจ็บป่วย และเหตุการณ์ต่างๆ ทั่วโลก

 

แม้โลกจะก้าวไปสู่ความทันสมัย แต่ ‘เทียน’ ก็ยังคงถูกนำมาใช้ในหลากหลายบริบท โดยเฉพาะการระลึกถึงบุคคลที่จากไป เป็นสัญลักษณ์ของความพร้อมใจกันระลึกถึงสิ่งดีงาม ดังเช่นเปลวแสงแห่งการส่องสว่างที่ได้จากเทียนนั่นเอง

 

อ้างอิง: https://mgronline.com/dhamma/detail/9590000065682

 

 

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ vs อาร์เซน่อล ดาร์บี้แมทซ์เดือดๆ แห่งกรุงลอนดอน

โหมโรง!!!

 

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สัปดาห์นี้ ต้อนรับลมหนาวของเมืองไทย (แต่ที่อังกฤษนั้นหนาวมานานแล้วล่ะ) ด้วยศึกนอร์ทลอนดอน ดาร์บี้แมทซ์ พูดชื่อดูทางก๊านทางการ เรียกตามภาษาแฟนฟุตบอลไทยดีกว่าว่า ‘ศึกไก่ปะทะปืน’

 

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ VS อาร์เซน่อล

 

อย่างที่บอกไป ว่าเป็นศึกดาร์บี้แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งถ้าจะท้าวความกลับไป สองทีมนี้เป็นทีมร่วมเมืองกันมายาวนาน เคยแข่งขันกันครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1887 โดยความดราม่าระหว่างสองทีมนั้นมีกันมาอยู่เรื่อยๆ เช่นครั้งหนึ่ง สเปอร์และอาร์เซน่อล ต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 2 แต่กลายเป็นว่า ทางผู้จัดการแข่งขันเห็นว่า หากให้ตกไปทั้งคู่ อาจทำให้ไม่เหลือทีมใหญ่มีชื่อในดิวิชั่น 1 เลย ก็เลยให้อาร์เซน่อลอยู่รอดต่อไป ส่วนสเปอร์นั้นตกชั้น (ไปซะอย่างนั้น)

 

ยังมีเรื่องแสบสันต์ดราม่าทิ่มแทงใจแฟนบอลของสองทีมนี้อีกเยอะ แต่กลับมาปัจจุบันกันต่อเถอะ คู่นี้เวลาเจอกันทีไร นอกจากคนดูจะเข้าสนามแตกแล้ว ผลลัพธ์ยังยิงกันระเบิดระเบ้อเป็นประจำ ศัพท์ของนักลงทุนเขาเรียก สกอร์สู๊งงงง!

 

แต่ก็ว่าไมได้ เนื่องจากสเปอร์ในวันนี้ มีคุณน้าโชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีม แกขึ้นชื่อเรื่องแนวรถบัสรับแน่น แล้วโต้เร็ว ก็ดูจะน่าสนใจว่า เกมศักดิ์ศรีแบบนี้ มูรินโญ่จะวางหมากอย่างไร จะป้องกันท่าเดียว แล้วค่อยสวน อันนี้แฟนไก่อาจมีหงุดหงิดเอาได้ (นี่มันศึกแห่งศักดิ์ศรีนะว้อยยย!)

 

ด้านอาร์เซน่อล ทีมคู่รักคู่แค้นที่เดินทางมาเยือน สภาพผลงานโดยรวม ก็ยังไม่ร้อนแรงเท่าไรนัก ทีมยังไม่เสถียรลงตัวแบบเป๊ะๆ บทจะชนะก็ฟอร์มหรู แต่บทจะหมู เอ้ย! บทจะแพ้ก็แพ้ง่ายเกิ๊น! แถมล่าสุด โธมัส ปาเตย์ มิดฟิลด์ห้องเครื่องตัวใหม่ที่กำลังทำผลงานได้ไฉไล ก็ดันมีอาการบาดเจ็บ ชวดลงสนามไปเรียบร้อย แต่ถึงยังไง มิเกล อาร์เตต้า เฮดโค้ช คงมีนักเตะใช้งานกับเกมนี้อยู่ในใจแล้วล่ะ แถมก็คงรู้ว่าจะต้องเล่นกับสเปอร์ในนัดนี้อย่างไร ตามประสบการณ์ลูกพี่นักเตะเก่าที่เคยเจอสเปอร์มาหลายดอกในอดีต

 

สรุปว่า นอร์ทลอนดอนดาร์บี้นัดนี้ ยังคงเดือดเหมือนเดิม ส่วนผลจะออกทางไหนน่ะเหรอ เอาเป็นว่า สเปอร์ช่วงเวลานี้ เจอทีมใหญ่ด้วยกัน ‘ตบ’ มาแล้วแทบทุกทีม แถมภาพรวมยังดูดีกว่าอาร์เซน่อลนิดๆ แต่ด้วยศักดิ์ศรี เชื่อว่าทีมปืนใหญ่ไม่ยอมให้ตบง่ายๆ แน่นอน

 

คืนวันอาทิตย์นี้ 23.30 น. เจอกันหน้าจอ ทั้งแฟนไก่! แฟนปืน! ปู๊นๆ!!

5 ธันวาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

5 ธันวาคมของทุกๆ ปี ถือเป็นพิเศษของประเทศไทย โดยเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งหากย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2470 พระองค์ทรงประสูติที่โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น รัฐแมสซาซูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี และมีพระเชษฐาคือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  

 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมเวลากว่า 70 ปี โดยตลอดรัชสมัยที่ครองราชย์ ได้ทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง ตลอดจนมีโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ทั้งนี้เพื่อยกระดับและพัฒนาให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าเรื่อยมา

 

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจึงขอร่วมใจกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และทรงสถิตในใจตราบนิรันดร์

 

เลียม กัลลาเกอร์ ฟร้อนแมนโอเอซิส สตรีมมิ่งไลฟ์คอนเสิร์ต

พรุ่งนี้ FC เลียม กัลลาเกอร์ นักร้องนำแห่งวงร็อกโอเอซิส เตรียมเฝ้าหน้าจอรอชมการสตรีมมิ่งไลฟ์คอนเสิร์ตของเขากันได้เลย นี่ถือเป็นการไลฟ์การแสดงดนตรีผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหนแรกของร็อกเกอร์คนดังอีกด้วย

งานนี้เจ้าตัวได้บันทึกการแสดงดนตรีครั้งนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และเตรียมปล่อยลงสู่โลกออนไลน์เพื่อให้เหล่าแฟนๆ ได้ชมกันในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2563 นี้ ซึ่งเวลาที่จะได้รับชมนั้น มีความแตกต่างกันไปตามโซนแต่ละทวีป เริ่มที่อังกฤษ และฝั่งยุโรป ก่อนจะไปที่อเมริกา และตามมาด้วยฟากฝั่งออสเตรเลีย ส่วนเอเชียและประเทศไทยนั้น จะได้ชมกันในวันที่ 6 ธันวาคม ตามมาติด ๆ

ส่วน set list หรือรายชื่อเพลงในคอนเสิร์ตออนไลน์ Down by the Thames River จะมีทั้งบทเพลงจากอัลบั้มเดี่ยว  และเพลงคลาสสิกของ Oasis ที่เลียมแทบไม่เคยหยิบมาเล่นอีกเลย อย่าง "Hello" ซึ่งถือว่ากลับมาเล่นอีกครั้งในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว รวมถึง "Columbia" และ "Fade Away" ที่หาฟังยากมากๆ และแน่นอนว่า ไฮไลต์คือการเปิดตัว "All You're Dreaming Of" ซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดที่เพิ่งปล่อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายชื่อเพลงอื่น ๆ ที่จะได้ชมกันมีดังนี้

- Hello

- Wall of Glass

- Halo

- Shockwave

- Columbia

- Fade Away

- Why Me? Why Not

- Greedy Soul

- The River

- Once

- Morning Glory

- Cigarettes & Alcohol

- Headshrinker

- Supersonic

- Champagne Supernova 

- All You're Dreaming Of

ใครที่สนใจ สามารถซื้อบัตรเข้าชมกันได้ที่ http://liamgallagher.com/ และขั้นตอนการซื้อบัตร https://bit.ly/2JoNYRr งานนี้แฟน ๆ เลียมและโอเอซิส ไม่ควรพลาด ของดีไม่มีบ่อย ๆ แน่นอน


ขอบคุณข้อมูล: เพจ All About RKID

 

ปี 2020 World so heat!

ปี 2020 ไม่ใช่จะมีแค่ โควิด-19 ที่เป็นเรื่องหนักหนา แต่โลกของเรายังมีความร้อนระอุมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีรายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลกปี 2020 (States of the Global Climate in 2020) ระบุว่า ความร้อนของมหาสมุทรอยู่ในระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม ยังสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยช่วงปีค.ศ.1850 - ค.ศ.1900 อยู่ที่ราว ๆ 1.2 องศาเซลเซียสอีกด้วย จุดนี้เองที่ส่งผลให้ปี 2020 มีแนวโน้มว่าจะเป็นปีที่มีความร้อนสูงสุดติด 1 ใน 3 ปีที่เคยบันทึกเอาไว้

.

ยังมีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงที่แทบทั้งโลกต้องล็อกดาวน์ปิดประเทศเพื่อป้องกันโควิด-19 แทนที่การก่อตัวของมลภาวะต่าง ๆ จะลดลง เพราะทุกอย่างหยุดชะงัก แถมทุกคนต้องเก็บตัวอยู่กับบ้าน แต่กลายเป็นว่า ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นไปอีกหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว

แน่นอนว่า เมื่อโลกร้อนขึ้นอีกเช่นนี้ เหล่าภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นเป็นผลของกันและกัน ปีนี้ทั้งปี เฉพาะในอเมริกา เกิดภัยพิบัติทั้งพายุเฮอริเคน Eta และ Iota หรือในแอฟริกาใต้และเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ก็เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นหลายๆ แห่ง ทั้งหมดเป็นผลพวงของสภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง 

หลายคนภาวนาให้ปี 2020 นี้ผ่านไปเร็ว ๆ เพื่อจะได้พบกับปีใหม่ที่ดีกว่า แต่เอาเข้าจริง ไม่ว่าจะปีนี้ หรือปีไหน โลกจะดีขึ้นได้ มันอยู่ที่พวกเรานี่ล่ะ ถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเสียที


อ้างอิง

: https://www.xinhuathai.com/inter/158054_20201203

ภาพจาก

https://www.insurancejournal.com/news/international/2015/02/27/358802.htm

ลัดเลาะส่องมุมชิค ๆ ย่านหัวลำโพง

สุดสัปดาห์นี้ หลายคนหยุดยาว 3 วัน ถ้ายังไม่มีแผนการไปชิลที่ไหน ลองนั่งรถไฟฟ้า MRT มาสถานีหัวลำโพง เดี๋ยวนี้ย่านหัวลำโพง และถนนละแวกใกล้เคียงอย่าง ไมตรีจิตต์ ซอยนานา วงเวียน 22 กรกฎา กลายเป็นแหล่งชุมนุมของร้านรวงหน้าตาเก๋ ๆ น่ารัก ๆ เพียบเลย

นอกจากนี้ยังมีมุมถ่ายรูปสำคัญ ที่เห็นเหล่าดารา เซเลบฯ นิยมไปถ่ายกัน เป็นหน้าตึกเก่าแก่ ที่ถูกปลุกชีพให้กลายมาเป็นโรงแรมบูติก ชื่อว่า The Mustang Blu อันนี้ไม่ควรพลาดมาปักหมุดถ่ายภาพไปอัปลง IG กันนะ

ไม่พูดเยอะดีกว่า เอาเป็นว่า ย่านหัวลำโพง - ไมตรีจิตต์ - ซอยนานา จะคูลเว่อร์ขนาดไหน The States Times LITE เก็บภาพมาให้ดูกันล่ะ

เริ่มต้นการเดินทางมากันง่าย ๆ เพียงแค่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT มาลงสถานีหัวลำโพง เดินขึ้นจากสถานีปุ๊บ มองเห็นสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือสถานีหัวลำโพงเป็นแลนด์มาร์คใหญ่ วันนี้หัวลำโพงผ่านเวลามากว่า 104 ปี เริ่มใช้งานกันมาตั้งแต่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2459 บรรยากาศอันคุ้นเคย กับสถาปัตยกรรมอันสวยงาม กดถ่ายภาพมุมไกลกับหัวลำโพง ก็เข้าท่าทีเดียวนะ

.

เดินข้ามถนนจากหัวลำโพงมาไม่ไกล จะเจอถนนแยกเป็นหลายสาย ให้เดินเข้ามาทางถนนไมตรีจิตต์ จะเจอแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เห็นใคร ๆ ก็ถ่ายภาพมุมนี้ไปลงไอจี ที่นี่เป็นอาคารทรงโคโลเนียลเก่าแก่ที่ถูกปลุกชีพมาเป็นโรงแรม มีชื่อว่า "The Mustang Blu" แต่เมื่อก่อนเคยเป็นทั้งโรงพยาบาล ธนาคาร หรือสถานอาบอบนวด มาวันนี้แปลงโฉมเป็นโรงแรม ตั้งตัวอย่างโดดเด่นจนกลายเป็นจุดถ่ายภาพที่กำลังอินอยู่ในตอนนี้ มา ๆ ต้องมาลอง!

.

ตามเส้นทางไมตรีจิตต์ ยังเต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์เก่าแก่ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนพื้นที่ ส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจร้านค้าที่ค้าขายมายาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น เดินแล้วเหมือนย้อนเวลาหาอดีต

.

เดินจนสุดถนนไมตรีจิตต์ จะเจอแยกซอยนานา ในวันนี้ถนนเส้นนี้กลายเป็นแหล่งแฮงเอ้าต์แห่งใหม่ อาคารเก่า ๆ ถูกแปลงโฉมเป็นคาเฟ่ รวมทั้งตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ยังมี "บาร์ลับ" ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในอาคารเก่า อย่างร้านนี้ WALLFLOWERS เป็นบาร์ลับที่ถ้าไม่ลงเท้าเดินก็คงไม่เจอ ตั้งอยู่ในซอกของอาคารเก่า ๆ 

.

อีกหนึ่งบาร์ยอดฮิตของนักแฮงเอ้าต์รุ่นใหม่ Teen of Thailand (ToT) ตอนที่ไปถึงเป็นช่วงกลางวันยังไม่เปิดทำการ แต่กำแพงร้านแบบดิบ ๆ ก็สะดุดตาพอที่จะเก็บมุมถ่ายภาพเอาไว้

.

บาร์เก๋ ๆ อีกแห่ง แปลงโฉมอาคารเก่าให้สวยเก๋ Ba Hao

.

อีกหนึ่งมุมที่รับรองว่าถ่ายภาพสวยแน่ ๆ นั่นคือ ตามประตูบ้านเรือนแถวนั้น รูปทรงโบราณที่หายากในยุคนี้ แถมผู้พักอาศัยย่านนั้นก็ยังพร้อมใจกันทาสีประตูให้สวยสด ใครอยากถ่ายภาพ สามารถขออนุญาตขอเจ้าของบ้านถ่ายไว้ได้เลย

.

ภาพกำแพงที่เต็มไปด้วยแผ่นพับ ใบปลิว และสติ๊กเกอร์เก่า ๆ ให้อารมณ์ดิบ ๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบย้อนเวลา

.

ธุรกิจเก่าแก่ อาชีพดังเดิมของคนพื้นที่ก็ยังอยู่ อย่างร้านตัดผม บาร์เบอร์สุภาพบุรุษ ไอเท็มหน้าร้านวินเทจได้ใจ จนต้องเก็บภาพเอาไว้

.

สวยงาม สีฉูดฉาด และเต็มไปด้วยความคลาสสิก จะเจอไปตลอดเส้นทาง

.

เดินตัดจากซอยนานา มีอีกถนนเส้นคู่ขนานกัน คือถนนพระราม 4 พบกับอีกหนึ่งไฮไลท์ที่มาแล้วต้องไม่พลาด คือร้านกาแฟ JADE (เจต) ที่นี่พลิกโฉมจากอาคารเก่าแก่ที่รกร้างของต้นตระกูลนับสิบปี มาปรุงโฉมให้กลายเป็นร้านกาแฟเท่ ๆ แถมด้านบนยังเปิดเป็นอาร์ต แกลอรี่ ร้านเป็นแบบโอเพ่น แอร์ แต่บรรยากาศชิลๆ เข้าไปนั่งแล้วเหมือนย้อนเวลาไปในอดีต สัญลักษณ์อักษรจีนข้างกำแพง ออกเสียงว่า "อี่" แปลว่า สมหวัง ส่วน "JADE" หรือ "เจต" ในภาษาไทย ก็คือ สมหวังดังใจ

.

กาแฟซิกเนเจอร์ JADE old town ice coffee ของทางร้าน อร่อย เลิศ

.

ภาพอาคารภายนอก ที่ทางเจ้าของร้านบอกว่า มีลวดลายภาษาจีนที่เขียนเอาไว้นับร้อยปี ซึ่งไม่ว่าจะปรับปรุงอาคารยังไง ก็จะคงอนุรักษ์อักษรเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนความเป็นย่านเก่าแก่ที่มีการผสมผสานทั้งของเก่าและของใหม่ ให้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว


เรื่อง: นายสารพัดย่าน

ภาพ: ณัฐ์วริทธิ์ วรรธนะพินทุ

 

4 ธันวาคม..วันเสื้อกั๊กสากล

มี ‘เสื้อกั๊ก’ อยู่ในตู้เสื้อผ้ากันไหม? เอาเป็นว่า ถ้าใครที่มี วันนี้หยิบมาสวมใส่ให้เท่ๆ คูลๆ กันไปเลย เพราะวันนี้ถูกยกให้เป็น ‘วันแห่งเสื้อกั๊ก’

 

ตามประวัติศาสตร์ ‘เสื้อกั๊ก’ ถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1666 โดยในสมัยนั้น ผู้คนเรียกมันว่า เสื้อผ่าอกที่ผูกปมเงื่อนอย่างแน่นหนา หรือ Vest กระทั่งต่อมา รูปแบบการสวมเสื้อกั๊กไว้ใต้เสื้อคลุมก็กลายเป็นแฟชั่นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 17-18 จนในที่สุด มันก็พัฒนาเป็นแอคเซสเซอรี่ชิ้นหนึ่งของการแต่งตัวในยุคปัจจุบัน

 

เหตุที่มาที่ยกให้วันนี้เป็น ‘วันเสื้อกั๊กสากล’ เกิดขึ้นจากนักข่าวคนหนึ่งที่ชื่อ แคโรลีน จอห์นสัน ที่นึกสนุกจัดเทศกาลการใส่เสื้อกั๊กขึ้นในช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว โดยรณรงค์ให้ผู้คนใส่เสื้อกั๊กไปทำงานกัน ก่อนที่จะยกให้ทุกๆ วันที่ศุกร์ที่ 2 หลังวันขอบคุณพระเจ้า เป็นวันเสื้อกั๊กสากลในเวลาต่อมา

 

เอาเข้าจริง ช่วงนี้ทั่วโลกก็เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวกันแล้ว วันเสื้อกั๊กนี้ก็ดูจะเข้าบรรยากาศดีไม่ใช่เล่น ใส่เท่ๆ สวยๆ รับลมหนาว ก็ดูจะเข้ากั๊นเข้ากัน แต่สำหรับเมืองไทย ถ้าคุณเป็นคนทนร้อนได้ดีสักหน่อย ก็จัดเสื้อกั๊กสักตัวใส่เดินพลิ้วๆ ในวันนี้ แต่ถ้าเมื่อไรแอบร้อนขึ้นมา จะถอดออกระหว่างวัน อันนี้ก็ไม่ว่ากันหรอกนะ เอาที่สบายใจ (อิอิ)

 

อ้างอิง: https://anydayguide.com/calendar/1385

5 ปรากฏการณ์ความแรงของซีรีส์ "The Queen’s Gambit"

ไม่น่าเชื่อว่าซีรีส์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการแข่งขันหมากรุกจะกลายเป็นซีรีส์ทอล์กออฟเดอะทาวน์แห่งปีที่กำลังถูกพูดถึงกันมากที่สุดทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก สำหรับ The Queen's Gambit ออริจินัลซีรีส์ของ Netflix ที่ถูกดัดแปลงจากนวนิยายปีค.ศ.1983 ของ Walter Tevis นักเขียนชาวอเมริกัน เล่าเรื่องราวของ 'เบธ' หรือ 'เอลิซาเบธ ฮาร์มอน' เด็กหญิงกำพร้าวัย 9 ขวบที่ต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า สถานที่แห่งนี้ทำให้เธอได้รู้จักหมากรุกเป็นครั้งแรก หลังเห็น 'ไชเบล' ภารโรงบ้านเด็กกำพร้านั่งเล่นคนเดียวในห้องใต้ดิน

เห็นได้ชัดเจนว่าสังคมอเมริกันในยุค '60s โลกของหมากรุกไม่ได้ต้อนรับหรือให้คุณค่ากับผู้แข่งขันผู้หญิงเพราะถูกมองว่านี่คือเกมสำหรับผู้ชายเท่านั้น แต่พรสวรรค์และความอัจฉริยะของเบธได้พาเธอก้าวไปสู่สนามประลองที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นำไปสู่เส้นทางการแข่งขันที่เขย่าชุดความคิดแบบเก่ากับเป้าหมายในการล้มแชมป์เซียนหมากรุกระดับแกรนด์มาสเตอร์ให้ได้ แน่นอนว่าคู่แข่งทั้งหมดของเธอล้วนเป็นผู้ชาย!

หลังจากครอง 1 ใน 10 อันดับซีรีส์ยอดฮิตของประเทศไทยมานานหลายสัปดาห์ เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานว่า The Queen’s Gambit ยังสร้างสถิติใหม่ที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นคือ เป็นซีรีส์ที่มีคนดูมากถึง 62 ล้านบัญชี ภายในเวลา 28 วัน แถมยังครองแชมป์ซีรีส์อันดับ 1 บน Netflix ใน 63 ประเทศทั่วโลก ทำให้ The Queen’s Gambit มีสถิติเป็นมินิซีรีส์ (สร้างซีซั่นเดียวจบ ไม่ทำซีซั่นภาคต่อ) ที่มีผู้ชมมากที่สุดตลอดกาลของ Netflix

แน่นอนว่าความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้กำกับฯ และนักแสดงแจ้งเกิดอย่างงดงาม อีกทั้งเป็นซีรีส์ที่ถูกยกย่องให้ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับซีรีส์ดังระดับโลกอย่าง Stranger Things เลยทีเดียว

เมื่อซีรีส์เกิดกระแสความนิยมและเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากจนเกิดการบอกต่อถึงความดีงามของซีรีส์ ก็ย่อมดึงดูดผู้ชมรายใหม่ให้เข้ามาสตรีมมิ่งชมเพื่อพิสูจน์เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือซีรีส์ที่ทำให้หลายคน "ดูแล้วอิน" แม้จะไม่เคยเล่นหมากรุกมาก่อนก็ตาม ทันทีที่คุณดู EP ที่ 7 ซึ่งเป็นบทสรุปสุดท้ายที่คลี่คลายทุกปมของตัวละครใน The Queen’s Gambit แล้ว คุณจะไม่สามารถลบเรื่องนี้ออกไปจากความคิดได้เลย

นั่นทำให้เกิดปรากฎการณ์ระดับโลก 5 สิ่งต่อไปนี้ ที่ถือเป็นอิทธิพลจากซีรีส์ The Queen’s Gambit

.

1.) สถิติการค้นหาวิธีเล่นหมากรุกพุ่งสูงสุดในรอบ 9 ปี

ใครจะไปคิดว่าในยุคที่เรามีเกมล้ำสมัยให้เล่นกันนับพันนับหมื่นเกม แต่เกมคลาสสิกอย่าง "หมากรุก" ที่มีลักษณะเป็นบอร์ดเกมอย่างหนึ่ง เน้นประลองไหวพริบและเชาว์จะกลับเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก นับตั้งแต่ซีรีส์ The Queen's Gambit ออกฉายพบว่าสถิติการค้นคำว่า "How To Play Chess" หรือ "วิธีการเล่นหมากรุก" กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่มียอดค้นหาพุ่งสูงที่สุดในรอบ 9 ปี ส่วนเว็บไซต์ Chess.com ซึ่งให้บริการเล่นหมากรุกออนไลน์ก็มีผู้มาเล่นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ยังไม่รวมถึงคลิปวิดีโอการเล่นหมากรุกใน Youtube และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่มียอดวิวเพิ่มขึ้นแม้จะเป็นคลิปเก่าก็ตาม เชื่อว่าคุณเองก็ต้องเคยเข้าไปค้นหาคลิปวิดีโอการแข่งขันหมากรุกดูมาแล้วใช่ไหมล่ะ?

.

2.) หนังสือนวนิยายมียอดสั่งซื้อจากทั่วโลก

นวนิยายเรื่อง The Queen's Gambit ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์เรื่องดัง ผลงานของ Walter Tevis ที่มีจำนวน 243 หน้า ติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Time ในรอบ 37 ปี หลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1983 รวมถึงสื่อหลายสำนักหยิบยกนวนิยายเรื่องนี้มีแนะนำและเขียนรีวิวให้อ่านกัน ตามมาด้วยการสั่งซื้อออนไลน์ของแฟน ๆ ทั่วโลก ทำให้หนังสือติดอันดับ Best Seller ในร้านหนังสือชั้นนำของหลายประเทศ และในอนาคตก็จะถูกแปลเป็นฉบับหลายภาษาเพื่อให้เข้าถึงนักอ่านต่างภาษาและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น

.

3.) ยอดขายเซ็ตหมากรุกใน ebay เพิ่มขึ้น 250%

ใช่แล้ว,ไม่ใช่ตัวเลขที่พิมพ์ผิดแต่อย่างใด เพราะหลังจากซีรีส์เรื่องนี้ครองใจแฟน ๆ ทั่วโลก ก็สร้างปรากฎการณ์ฟีเวอร์ทำให้มีผู้สนใจซื้อเซ็ตหมากรุกมาเล่นมากขึ้น ยอดขายออนไลน์ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย มีรายงานว่ายอดขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่าง ebay เพิ่มขึ้นถึง 250 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ซีรีส์ออกฉาย ขณะที่ยอดขายเซ็ตหมากรุกเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเพิ่มขึ้นถึง 125 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมในปีค.ศ.2019 อยู่ที่ 125 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เรียกว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลเกินคาด ต้องยกความดีความชอบให้กับพลังความอินในซีรีส์หมากรุกเรื่องนี้

.

4.) 'อันยา เทเลอร์-จอย' กลายเป็นนางเอกในดวงใจ

การแสดงนำของ 'อันยา เทเลอร์ - จอย' หญิงสาวผู้รับบทบาท 'เบธ' ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะเธอเต็มไปด้วยมิติชวนค้นหาที่ทำให้ตัวละครมีความน่าหลงใหลมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของอันยาที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก เนื่องจากเธอเคยถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนและถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียนเรื่องหน้าตาว่า 'ตาห่าง' จนสูญเสียความมั่นใจและเกลียดใบหน้าของตัวเอง จนกระทั่งเธอตัดสินใจก้าวสู่เส้นทางนางแบบและนักแสดงในที่สุด เธอเคยมีผลงานแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Witch (ค.ศ.2015) และ Split (ค.ศ.2017) ก่อนจะมาแจ้งเกิดอย่างงดงามจากซีรีส์ The Queen's Gambit

.

5.) เกิดการส่งต่อพลังงานบวกและแรงบันดาลใจดี ๆ

แม้ซีรีส์จะเล่าเรื่องแพสชั่นของผู้หญิงที่มีต่อการแข่งขันหมากรุก ทว่าประเด็นที่ถูกนำเสนอกลับมีความน่าสนใจ มากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเฟมินิสต์ ปัญหาครอบครัว ปมในวัยเด็ก การเผชิญความโดดเดี่ยว การมองข้ามความรักที่คนรอบข้างมอบให้ ฯลฯ ล้วนสะท้อนข้อคิดบางอย่างกลับคืนสู่ผู้ชม มีเว็บบล็อกมากมายที่เขียนบรรยายความรู้สึกและรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป สร้างสังคมแห่งการแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจดีๆ ที่เกิดจากความสำเร็จของซีรีส์ ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนยกให้เป็นซีรีส์ที่งดงามที่สุดบน Netflix ประจำปี ค.ศ.2020 เลยทีเดียว

 

"หัวใจวาย" มัจจุราชเงียบที่เกิดได้กับทุกคน

สัปดาห์ก่อน ข่าวการจากไปของ "ดีเอโก้ มาราโดน่า" นักฟุตบอลชื่อดัง ทำเอาผู้คนทั่วโลกใจหาย พร้อมกับต้องเหลียวกลับมาดูแลใส่ใจร่างกายตัวเอง เนื่องจากมาราโดน่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุ "หัวใจล้มเหลว" หรือ "ภาวะหัวใจวาย" ซึ่งในทางการแพทย์ ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้สูงอายุ แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่อายุน้อยได้เช่นกัน

The States Times LITE ชวนทุกคนมาเรียนรู้ภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา สัญญาณไหนที่ควรระวัง หรือทางไหนที่ควรหลีกเลี่ยง แม้แต่คุณเข้าข่ายภาวะสุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า ตามไปเรียนรู้แบบง่าย ๆ กัน

หัวใจล้มเหลวคืออะไร?

มันคือภาวะที่หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เมื่อหัวใจอ่อนแรงไม่สามารถปั๊มเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะเริ่ม "ขาดเลือด" หรือ "ไม่สามารถใช้เลือดได้" หรือ "ไม่สามารถนำเอาออกซิเจนในเลือดไปใช้งานได้" เหล่านี้จะนำไปสู่ "อาการวูบ" เป็นลม หรือถ้าหากขั้นรุนแรง คือปั๊มเลือดออกไม่ได้เลย จะกลายเป็นหัวใจล้มเหลวจนถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตได้ 

.

คนอายุน้อยก็หัวใจล้มเหลวได้

เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ดูแลการรับประทานอาหาร เช่น นิยมอาหารฟาสต์ฟู้ดส์ อาหารที่มีรสหวาน อาหารรสจัด รสเค็ม ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยนำไปสู่โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นพิษต่อหัวใจและหลอดเลือด ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย และเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้อายุจะยังน้อยอยู่ก็ตาม

สัญญาณแบบไหนที่เข้าข่ายหัวใจมีปัญหา?

สังเกตง่าย ๆ ว่า  จะออกแรงได้น้อยลง หรือเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ถ้าหนักมากกว่านั้น จะพบว่ามีอาการเหนื่อยแม้กระทั่งทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน หรือประเภทรุนแรงมาก ๆ แม้กระทั่งนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ยังรู้สึกเหนื่อย นอนราบแล้วไอ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งหากพบอาการในลักษณะนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณอาจมีสิทธิ์หัวใจล้มเหลว ถึงขั้นเสียชีวิตฉับพลันได้

.

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากภาวะหัวใจล้มเหลว

1.) "อย่า" ต่อไปนี้ให้ได้ อย่าให้อ้วน อย่าให้น้ำหนักเกิน อย่าให้ไขมันในเลือดสูง อย่าให้เป็นเบาหวาน อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้า และอย่าเครียด

2.) การพักผ่อนที่เพียงพอ จะทำให้ห่างไกลทั้งจากภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคภัยต่าง ๆ ได้

3.) การออกกำลังกาย ยังเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน จะมากหรือน้อย ยังไงก็ควรต้องออกกำลังกาย

4.) เปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้องใช้ร่างกายหนัก ๆ ประเภทอดนอนทำงานยันเช้า หรือนอนไม่เป็นเวลา อย่าคิดว่ายังอายุน้อยแล้วจะไม่ป่วย เพราะร่างกายถูกใช้งานหนักเกินความจำเป็น จะยิ่งทรุดโทรมเร็วกว่าปกติ เหมือนรถที่ใช้งานตลอดเวลา ย่อมจะพังเร็วเป็นธรรมดา

.

ทั้งหมดเป็นที่มาที่ไปของภาวะหัวใจวาย หรือหัวใจล้มเหลว ซึ่งถึงที่สุด คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับมันบ้าง มิฉะนั้น เราอาจใช้งานมันได้ไม่นาน อันนั้นจะเรื่องใหญ่เอานะ รักอะไรไม่เท่า รักตัวเอง ใช้ชีวิต  รวมทั้งใช้ร่างกายกันด้วยความพอดีกันนะครับ 


อ้างอิง

https://www.phyathai.com/article_detail/

https://mgronline.com/goodhealth/detail/9590000066796

 

3 ธันวาคม..วันคนพิการสากล

3 ธันวาคมของทุกปี ถูกยกให้เป็น วันคนพิการสากล

 

วันนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2525 หรือกว่า 38 ปีมาแล้ว โดยองค์การสหประชาชาติ ได้ตั้งวันนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนพิการ และให้เกิดการตื่นตัวในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการ รวมไปถึงสนับสนุนการสร้างเสริมศักยภาพ การเปิดโอกาสและสนับสนุนคนพิการให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป

 

นอกจากนี้ยังได้มีการสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ เฉลิมฉลองวันคนพิการสากลทุกปี เพื่อขับเคลื่อนปฏิบัติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยอยู่บนพื้นฐานของสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม และได้มาตรฐานในระดับสากล

 

จากการสำรวจทางสถิติขององค์การสหประชาชาติ พบว่า กลุ่มประเทศแถบเอเชียและแปซิฟิกนี้มีจำนวนประชากรที่เป็นบุคคลพิการมากที่สุดในโลก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาความยากจน นอกจากนั้นก็เกิดจากความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ  อุบัติเหตุ และผลของสงคราม ด้วยความพิการทุพพลภาพที่มากขึ้นทุกขณะ ทางองค์การสหประชาชาติจึงพยายามรณรงค์ให้ทุกๆ ฝ่ายได้ช่วยกันหาทางป้องกันแก้ไข เพื่อลดจำนวนผู้พิการลงให้ได้อย่างต่อเนื่อง

 

แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องป้องกันแก้ไขกันอย่างจริงจัง และยาวนาน แต่สิ่งที่ผู้คนในสังคมสามารถทำได้ทันทีนั่นก็คือ การมีน้ำใจ ช่วยเหลือ และหยิบยื่นโอกาสให้กับผู้พิการ เท่านี้ก็สามารถทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และดำรงชีวิตด้วยตัวเองอย่างมีความสุขยิ่งขึ้นเช่นกัน

 

 

 

สัมผัสตัวตนพระเอกมาแรง "ตรี - ภรภัทร ศรีขจรเดชา"

นักแสดง กับ ดารา เป็นสถานะในวงการบันเทิง ที่ฟังดูใกล้เคียงกันมาก และดาราดาวรุ่ง ช่อง one31 อย่าง "ตรี - ภรภัทร ศรีขจรเดชา" ก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นมาได้ ซึ่งผลงานล่าสุด ละครเลดี้บานฉ่ำ เขาให้คะแนนตัวเองไว้ 7.5 / 10 แต่เรื่องชีวิตได้เกรดเท่าไหร่ ต้องตั้งใจอ่านกันดู

บางคนใช้เวลานับปี บางคนสิบปี บางคนอาจเพียงผลงานข้ามคืน แต่สำหรับหนุ่มวัย 25 ที่ผ่านการพิสูจน์ฝีมือด้านการแสดงในละครมาแล้ว 4 เรื่อง ตรีจึงค่อย ๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนต้นกล้าที่ค่อย ๆ เติบโตหยัดยืน

ด้วยความสูงเกิน 180 ซม. หน้าคม ผิวเข้ม เขาจึงโดดเด่นมากยามที่เดินมาถึงสตูดิโอ บนใบหน้ามีรอยยิ้มเล็ก ๆ และคำทักทายใคร ๆ อย่างอารมณ์ดี แม้จะยังไม่รู้จักกัน แต่พอเดาได้ว่า พระเอกร่างสูงโปร่งคนนี้เป็นคนอารมณ์ดีแน่นอน เรื่องราวระหว่าง The States Times กับเขาจะจริงจัง ดราม่า หรือฮาซะขนาดไหน พื้นที่ถัดจากนี้มีคำตอบ  


Q: หากไม่เรียก ตรี มีชื่ออื่น ๆ ไหม ที่เพื่อน ๆ หรือคนสนิทใกล้ ๆ ตัวตรี เรียก

A: ตอนเด็ก ๆ อาจจะมีที่เรียก "ตรีเทพ" มาจากเด็ก ๆ เล่นเกมเก่งเทพ ๆ (หัวเราะ) ถ้าเด็กมาก ๆ เลย เคยมีเรียก "อ้วน เตี้ย ดำ" พอสูงขึ้นมาจริง ๆ ก็มาเรียกว่า "โย่ง" แต่รวม ๆ ส่วนใหญ่ก็เรียก "ตรี" นั่นแหละครับ

Q: ประมาณว่าเคยโดนบุลลี่ 

A: (หัวเราะ) ใช่ครับ แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครบุลลี่แล้วครับ อ้อ! มีอีกอัน ช่วงมัธยมฯ ผมเกรียน แล้วตรงนี้ (ชี้ไปที่ท้ายทอย) มันจะเป็นแบบรอยขีดเหมือนช่องหยอดกระปุก ตอนนั้นเป็นแผลหัวแตก เลยโดนเรียก "กระปุกออมสิน" ไม่ชอบเลย (ยิ้ม)

Q: โดยรวม ๆ คนใกล้ตัวตรี มักบอกว่านิสัยใจคอคุณเป็นยังไงครับ 

A: เข้าถึงยากมั้งครับ ดูหยิ่ง ไม่ค่อยพูด แต่จริง ๆ ผมอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นเรื่องปกติ ถ้ารู้จักกันแล้ว คุยเต็มที่เลยครับ

Q: แล้วตัวตนจริง ๆ เป็นยังไงกันแน่

A: Friendly นะ คุยได้ทุกเรื่อง ใครปรึกษาก็คุยได้ ใจ - ใจ ค่อนข้างพูดตรง ไม่ได้ประจบใครเลย ผมเป็นแบบนี้กับทุกคน ทำอย่างนี้เหมือนกันกับทุก ๆ คนครับ

Q: แล้วสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น คืออะไรครับ 

A: ผมว่า ผมเอาใจใส่คนนะ เป็นห่วงตลอดเวลา ถามไถ่ว่า ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทำอะไรอยู่ ยิ่งสนิทก็ยิ่งเป็นห่วงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่พี่ยาม ป้าแม่บ้าน ผมจะทักทาย สวัสดีทุกครั้งที่พบกัน แล้วก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเสมอ 

.

Q: ด้านการแสดง นับตั้งแต่ละครเรื่องแรก จนถึงตอนนี้ ถ้าให้เต็มสิบ ตรีให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่ 

A: เรื่องแรก (เรื่องเธอคือพรหมลิขิต) ผมให้แค่ประมาณ 2 - 3 คะแนน แค่นั้น เพราะว่าถ้าเทียบกับคนอื่น ละครมันก็เหมือนกับการเข้าโรงเรียนนะครับ ค่อย ๆ เริ่ม ค่อย ๆ เพิ่มพูนไปตามประสบการณ์ที่เรามี แต่ตอนนี้ล่าสุดกับ เลดี้บานฉ่ำ อาจจะให้ 7 - 7.5 คะแนน เพราะผมคิดว่ายังจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้อีก

Q: คำว่า พัฒนา โฟกัสอะไรเป็นพิเศษ หรือต้องพัฒนาจุดไหน 

A: พัฒนาการเล่นละครนี่แหละครับ มีบางจุดที่เราอาจจะยังถ่ายทอดอารมณ์มาโดยที่เราไม่ได้เรียบเรียงมา บางทีก็ปล่อยตู้มเลยทีเดียว มันควรจะเป็นเหมือน Dynamic ไล่เป็นเส้นกราฟ ตอนนี้ก็พยายามฝึกมากขึ้นอีก จัดการกับอารมณ์และร่างกายตัวเอง

Q: 6 ปีที่เข้ามายืนตรงนี้ เห็นหรือมองวงการบันเทิงอย่างไร

A: ตอนเข้ามาใหม่ ๆ ผมคิดว่าการเข้ามาเป็นดารามันง่ายนะครับ แต่เราคิดว่าแค่ดาราไง ไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นพระเอกหรือรู้จักคำว่าศิลปิน นักแสดง ดาราก็อาจจะแค่ท่องบท เล่นได้ เดี๋ยวมันก็มีชื่อเสียงไปเอง ผมเคยคิดว่าแค่ร้องไห้ได้ ก็คือเก่งมากแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่เลย พอเราโตขึ้น เราก็เห็นมิติต่าง ๆ มากขึ้น บางครั้ง บางซีน มันไม่จำเป็นต้องร้องไห้มีน้ำตาก็ได้ การเสียใจมันมีหลายรูปแบบ และนั่นมันคือ การเข้าใจบทและความเป็นนักแสดง

Q: แล้วอะไรคือ มุมคิดสู่การพัฒนา

A: หลังจากผมมีโอกาสอุปสมบท ได้เรียนรู้โลกทางธรรม รู้จักปล่อยวางมากขึ้น เข้าใจว่าโลกเป็นแบบนี้ ๆ ทำใจให้มันสบาย เพราะในการใช้ชีวิตและโลกการทำงาน ผมควรจะอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คือใครแนะนำอะไร ไม่ว่าเขาจะอายุเยอะกว่าหรือน้อยกว่า เราควรเป็นผู้ฟังที่ดีก่อน ทำอะไรก็ตาม รู้จักรับฟังคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ฟังแต่ตัวเอง

.

Q: จากบทบาทนักแสดง มีอะไรที่ตรีอยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำอีกไหมในวงการ

A: ก่อนผมเข้ามาตรงนี้ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ ไม่ชอบแสดงออกอะไรเลย แต่แล้วการทำงานมันพาเรามาถึงจุดนี้ เราควรจะเปลี่ยนตัวเองบ้าง ไม่ใช่เราจะยึดติดกับอะไรเดิม ๆ อย่างการร้องเพลง ผมพูดเลยว่า ไม่ชอบร้องเพลงเลย แต่ทุกวันนี้ผมพยายามลอง ผมเริ่มฝึกร้องเพลงจริง ๆ จัง ๆ ประมาณ 2 - 3 เดือนมานี้ จากที่เคยร้องเพี้ยนมากก็เริ่มเพี้ยนน้อยลง เริ่มตามจังหวะมากขึ้น เริ่มใช้เสียงสูงเสียงต่ำได้ ผมว่าการเรียนสิ่งต่างๆ ช่วยเพิ่มความสามารถให้ตัวเรา ไม่ใช่แค่เล่นละคร ได้ ยุคนี้ไม่ได้แล้ว มันต้องทำเป็นหมดทุกอย่าง 

Q: แล้วถ้างานพิธีกรล่ะ ก็ยังไม่เคย อยากทำไหม ถ้าไม่เคย

A: การเป็นพิธีกรกับการเป็นนักแสดงมันไม่เหมือนกันเลย พิธีกรมันต้องแบกไว้ทั้งหมด และต้องทำให้มันสนุกตลอด ผมไม่รู้ว่าผมจะมีความสามารถนั้นหรือเปล่า แต่ถ้าได้โอกาสก็อยากได้ลองเรียนรู้งานทุกแขนงในวงการบันเทิงครับ เมื่อก่อน อะไรที่ทำไม่ได้...ไม่รู้ ผมจะไม่ทำ แต่ตอนนี้ ผมคิดว่า ลองทำก่อน ชอบ...ไม่ชอบ มาว่ากัน อย่างน้อยทำไปให้ได้ลอง...ได้รู้ก่อน อย่าคิดปฏิเสธอะไรตั้งแต่เริ่ม ผมว่าแบบนั้นมันจะดีกับเรา

.

Q: ชีวิตตัวละครพระเอก (ท็อป) ในเลดี้บานฉ่ำ มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกับตัวจริงของตรีบ้าง

A: ดูจากครอบครัวก็ต่างกันแล้ว พื้นเพเราไม่ได้เป็นแบบท็อป ชีวิตจริงผมโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คนที่เลี้ยงผมมาคือ คุณแม่ คุณยาย และมีพี่ชายอีก 2 คน ที่คอยดูแล พี่ชายคนโตตอนนี้อายุ 41 คนกลางก็ 38 ซึ่งผมอายุย่าง 26 พวกเขาก็เป็นเหมือนผู้ปกครองที่คอยดูแล สั่งสอนเรา ตั้งแต่เด็กจะโดนตี โดนดุด้วย ตอนนั้นไม่เคยเข้าใจเลย แต่พอเราโตขึ้นมา เราเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ เขาก็หวังดี เขาผ่านอะไรมาก่อน วันนี้ผมจึงรู้ว่าการฟังผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะว่าเราอาจไม่เคยผ่านหลายอย่างมา สิ่งที่เขาพูดมันถูกหรือมันผิดแล้วค่อยว่ากัน แต่เราควรรับฟังก่อนเสมอ

Q: แล้วนิสัยใจคอท็อปเป็นอย่างไร

A: ท็อปมีนิสัยพื้นเพเป็นคนจริงใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ท็อปมีพ่อเป็นเพศทางเลือก และมีปมหนักกับชีวิตกับครอบครัว แต่ท็อปเป็นคนรักใครก็รักจริง อยากให้ทุกคนได้ดี เห็นใจคนอื่น มีความเมตตา มันอาจมีจุดร่วมที่เชื่อมโยงได้นิดหนึ่ง อย่างตัวผมถึงจะไม่ได้อยู่กับพ่อ แต่ก็สนิทกัน ตอนแรกได้บทมาเนี่ย โอ้โฮ เกี่ยวกับพ่อด้วยเหรอ ยากเลย เพราะเราอาจไม่ได้ผูกพันลึกซึ้งกับพ่อ แต่ตัวละครเจอปมที่หนักกว่าผม เรื่องที่ท็อปเจอมันเป็นเรื่องที่เด็กผู้ชายทุกคนคงรับยาก 

Q: อะไรคือบทเรียนสำคัญจากตัวละครนี้

A: โลกอุดมคติของสังคม พ่ออาจเป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นผู้นำ เป็นคนสั่งสอน อบรม และเสียสละทุกอย่าง พ่อเป็นเหมือนไอดอล แล้ววันหนึ่ง พ่อ (รับบทโดย วิลลี่ แมคอินทอช) ก็ทำลายความฝันนั้นเละตุ้มเป๊ะหมดเลย เมื่อท็อปรู้ว่าพ่อเป็นแบบนางโชว์ เขาก็เจ็บจี๊ดไปทั้งหัวใจ ทำนองนั้นครับ แต่พัฒนาการตัวละครก็นำเขาสู่การคลี่คลาย เขาอาจคิดว่าความรักของเพศทางเลือก ไม่มีจริงหรอก เพราะว่าพ่อเขาก็ไม่รักแม่ แต่การพัฒนาของตัวละครนี้ ก็เดินไปสู่การมองเห็นมุมที่ดีของคนกลุ่มนี้ ที่มีความรักไม่แตกต่างจากชายหญิง เพียงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แค่เขาต้องหาทางยอมรับให้ได้ มันก็จบ

.

Q: จากผลงานที่ผ่าน ถ้าเทียบความเข้มข้นของตัวละคร และการทำการบ้านหนัก 

A: ตอนที่เป็นปีย์แสง (ในละครสงครามนักปั้น 1 และ 2 ) อาจจะเจอแม่ที่ตัวละครคิดว่า ทำไมถึงไม่รักเรา แต่เขาก็มีเหตุผลให้เรา มันก็ยังไม่ได้เป็นปมหนักขนาดท็อป (ในละครเลดี้บานฉ่ำ) ส่วนมาเป็นเรืออากาศโท รวิศ (ในละครภาตุฆาต) ชอบแฟนคนเดียวกันกับพี่น้อง ซึ่งรู้แค่ว่าเป็นเพื่อนสนิท ก็ไม่ถือว่าเป็นปมอะไร ยังไม่มีปมไหนที่ต้องทำการบ้านหนัก อาจต้องฝึกการพูดจา ท่าทาง และการเป็นทหาร 

แต่สำหรับเลดี้บานฉ่ำ ตัวละครท็อปมันยากที่จะยอมรับในสิ่งที่พ่อเป็น ถามว่าเขาลืมได้ไหม เขาพยายามลืม เพราะว่าแม่เป็นคนบอกทุกอย่างว่าแม่ให้อภัย หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ผลสุดท้ายสิ่งที่เขามาเจอมันก็ยังเป็นปมย้ำที่ว่า พ่อเขามีแฟนเป็นผู้ชาย หอมแก้มกันต่อหน้าเรา แต่ท็อปก็ยังรับไม่ได้กับสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเลยเป็นตัวละครที่ยาก

Q: เรื่องนี้ประกบกับนำแสดงตัวใหญ่ทั้งนั้นเลย...

A: ผมต้องคลุกคลีกับพี่ ๆ ทุกคน ต้องรีบทำลายกำแพงตัวเองให้หมด ต้องอ่อนน้อมและเข้าไปถึงตัวงานให้ได้ ผมพยายามทำแบบนั้น อย่างพี่วิลลี่คือ พ่อและแม่ในคนคนเดียวกัน เราขอคำปรึกษาเขาว่าจะเอาอย่างไรดีครับซีนนี้ ต้องเล่นแบบไหน ผมลองแบบนี้นะ หรืออย่างพี่โก๊ะตี๋ และอีกหลายท่าน เขาใส่มุกตลกแบบอิมโพรไวซ์ หรือมุกสดแทรกมาตลอด บางทีเราไม่เคยเล่น Comedy ผมก็มีหลุดขำประจำ

.

Q: ร่วมงานกับ มารี เบิร์นเนอร์ เป็นยังไงบ้าง

A: พี่มารี เบิร์นเนอร์ เป็นคนเก่ง และ น่ารักครับ ถึงจะเห็นเขาอยู่ในวงการมาสักพัก แต่ไม่เคยร่วมงานด้วยเลย พยายามทำลายกำแพง พยายามสนิทกับเขาให้เร็วที่สุด เพราะถ้าเราไม่สนิทกัน ตัวละครมันจะไปกันไม่ได้ พยายามรับส่งให้ดีเวลาเล่นด้วยกัน พี่เขาก็ประสบการณ์มากกว่า เขาก็มักจะสอนในสิ่งที่ดี ๆ ตรีลองพูดอย่างนี้สิ ลองคิดอย่างนี้ เราก็ฟังเขาตลอด แต่ว่าถ้าบางอย่างเราไม่เข้าใจ พี่ลองแบบนี้ดีกว่าไหม ก็ลองเล่นดู แล้วก็พากันไปครับ พากันไปทั้งคู่ รับส่งกันอย่างดี

Q: ในช่อง ONE ตรีปลาบปลื้มใครบ้าง

A: ผู้หญิงที่ผมร่วมงานมาก็พวกแม่ ๆ ทุกคน ผมก็ปลาบปลื้มหมดนะครับ พี่แหม่ม พี่เกด เพราะว่าเขาเก่ง เป็นคนมีฝีมือมาก มีสมาธิ อย่างผู้ชาย พี่กัปตัน พี่ดอม ทุกคนที่เราทำงานด้วยเก่งหมด อย่างนางเอก เลดี้บานฉ่ำ พี่มารี ผมร่วมงานด้วยแล้วผมรู้สึกว่าแบบ โอ้โฮ เขาเก่งทั้งในจอและนอกจอ คือเป็นคนมีความคิดที่ดี คนเรามีความคิดบวก คนก็จะอยากอยู่ด้วย อยากร่วมงานด้วยครับ

Q: แล้วถ้าเป็นระดับสากลล่ะในโลกนี้ ตรีชอบซูเปอร์สตาร์คนไหนบ้าง 

A: ถ้าเป็นเกาหลี ผมก็ชอบลีมินโฮ, คิม อูบิน, แบ ซูจี อย่างนี้ผมก็ชอบ เวลาที่เล่น ข้างนอกไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ข้างในเยอะมาก ผมก็ดูเป็น Reference ตลอด แล้วก็ล่าสุดนี่เลย Who Came From The Star นั่นก็เก่ง คือเราก็ดูทุกคนเป็นไอดอลเรา ดูถือว่าเป็นอาจารย์ ดูวิธีที่เขาถ่ายทอดอารมณ์ ส่วนถ้าเป็นสากล ผมชอบ คริสเตียน เบล และก็ นางเอก Me Before You เอมิลี คลาก ถ่ายทอดอารมณ์แบบสุดยอด ร้องไห้เลย

Q: พอเป็นนักแสดงแล้ว เวลาเสพอะไร มันจะล้นกว่าชาวบ้านเขา จริงไหม

A: จริงครับ การเป็นนักแสดงเวลาเสพอะไร มันต่างไปนะ Emotion เนี่ยมันรับง่ายกว่าคนอื่น ๆ อยู่แล้ว บางทีพูดปุ๊บเรารู้สึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในชีวิตส่วนตัว หรืองาน เอ้อ...ทำไมเรารับเข้ามาง่ายจัง แต่ผมก็ศึกษาดูวิธีเล่น เฮ้ย ทำแบบนี้ได้ไง เล่นแบบนี้ได้ไง มันกลายเป็นคนละมุมมองเลย เวลาเรามายืนจุดนี้ เราดูว่าเขามีวิธีอย่างไร เขาคิดอย่างไร ทำไมเก่งจัง

Q: สมมุติว่าวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง ตรีจะทำอะไรอยู่ที่ไหน

A: ก็คงไปใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป อาจจะทำงานที่บ้าน ขายตั๋วเครื่องบิน ทำงานทัวร์ครับ แล้วช่วงนี้ก็อาจจะแย่หน่อย หรืออาจจะเปิดร้านอาหาร หรือทำแบรนด์เสื้อผ้า ก็คิดอยู่ว่าจะทำ เพราะว่าเราก็เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้ว หรือว่าอาจจะเป็น Programmer ก็ได้ Gamer ก็ได้นะ แนวนี้ 

Q: ตัวเรามีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ อีก ที่ทำอยู่

A: ผมชอบสวดมนต์ ไหว้พระ มันทำให้จิตใจเราสงบ และกินมังสวิรัติ ทุกวันพระ กินมา 3 - 4 ปี แล้วครับ ทำเอง โดยไม่มีใครบังคับ และไม่ได้บนอะไรด้วยนะครับ เดือนนึง 4 ครั้ง มันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง ทำแล้วสบายตัวสบายใจ

Q: มุมพักผ่อน อย่างการท่องเที่ยว ล่ะ

A: อยากไปมากกก ช่วงนี้ไม่มีเวลาเลย ชอบอยู่ในธรรมชาติ อากาศเย็น ๆ ไปนั่งอยู่เฉย ๆ ได้พักจริง ๆ มีโลกของตัวเอง ไม่ต้องคิดอะไร บางทีเราอาจเป็นคนที่ไม่ค่อยให้กำลังใจตัวเอง เวลาเราเจออะไรชอบแบบกดเข้าไปกว่าเดิม กดให้มันยิ่งแย่ผมว่า เราต้องหัดให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ 

Q: มันมากจากว่าสิ่งที่ผสมปนเปอยู่ระหว่างอารมณ์ตัวละคร กับ ชีวิตเรา หรือเปล่า

A: ใช่ครับ... บางทีกลับมาบ้าน นิ่ง ๆ แม่ถามเป็นอะไรหรือเปล่า ผมไม่รู้ตัวครับ มีอารมณ์ขึ้นลงแบบสวิงตลอดเวลา บางทีเราอาจจะไม่ได้แย่มาก ๆ แต่เราดูไม่เหมือนปกติ คนใกล้ชิดจะรู้ แล้วก็ต้องบอก ผมขอโทษนะที่แสดงออกผิดปกติ ต้องขอโทษ

.

Q: ในกรุงเทพฯ แฟน ๆ จะเจอตรีได้ที่ไหนบ้าง

A: ยากเลยครับ คงไม่เจอ ผมไม่ค่อยไปไหนเลย ชอบอยู่บ้านครับ แล้วก็ไปฟิตเนส ส่วนกินก็กินที่บ้าน หรือว่าถ้าโอกาสพิเศษจริง ๆ ก็ออกไปกินร้านทั่ว ๆ ไป อ้อ ถ้าเจอผมได้ ก็ที่ตึกแกรมมี่ครับ แล้วก็ที่กองถ่าย (หัวเราะ)

Q: เรื่องที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับตรี...

A: ตอนเด็ก ๆ ผมเคยโดนผู้หญิงบอกเลิกด้วยข้อหาว่า ผมเตี้ยเกินไป (หัวเราะ)

Q: เดี๋ยวก่อน! ขอโทษ ตอนนี้คือ 180+ นะ

A: แล้ววันนึง มันสูงเอง มันบังเอิญสูงเอง (หัวเราะ)

Q: คนแบบไหนที่จะไปเดต ไปสนุก ไปอยู่ด้วยกันหลาย ๆ วันได้

A: ผมว่ามันต้องอยู่ที่ความเข้าใจเหนือสิ่งอื่นใด เพราะว่าถ้าเรามองแค่หน้าตา อยู่ไปเรื่อย ๆ หน้าตาก็เฉย ๆ มันต้องเข้าใจกัน แล้วก็มีไลฟ์สไตล์ที่คล้าย ๆ กัน 

Q: ชอบอยู่กับคนแบบไหน

A: ผมชอบคนเก่ง ชอบคนทำงาน ชอบคนที่อยู่ด้วยแล้วมันมีพลังบวก เพราะเราชอบเป็นพลังบวกให้เขาด้วย แล้วยิ่งอยู่บวกกับบวกมันยิ่งดี ผมชอบแบบนี้

.

Q: ถ้ามีเวลาเหลือแค่ 10 วัน อยากทำอะไรกับใคร ยังไงบ้าง

A: ขออยู่กับแม่ครับ อยู่กับคนที่เรารักจริง ๆ จะอยู่กับเขาให้นานที่สุด อยู่เพื่อใช้เวลากับเขาครับ อาจพาเขาไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้พาไป ชดเชยในสิ่งที่เราอาจเคยทำไม่ดีกับเขา อยากทำให้เขามีความสุขที่สุด สิ่งเดียวที่ทำให้เรามีความสุขอยู่ตอนนี้ก็คือ คุณแม่ และครอบครัว เป็นสิ่งเดียวที่ยึดจิตใจผม ผมอยากใช้เวลากับคุณแม่ให้มากที่สุด อันนี้พูดจริง ๆ จากใจ

Q: ในฐานะที่เป็นคนในอาชีพนักแสดง อยากบอกอะไรกับผู้คนในสังคมทุกวันนี้บ้าง

A: ขอให้รับฟังในสิ่งที่คนที่มีประสบการณ์มาก่อน ผ่านวันเวลามาก่อนเรา อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่อยากให้รับฟังก่อน อยากให้เชื่อกันก่อน เพราะบางอย่างที่เรายังไม่เจอ เราไม่รู้หรอกมันจะเป็นอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ผมบอกตัวเองเสมอว่า ต้องรู้จักรับฟัง 

.

ติดตามงานละคร เลดี้บานฉ่ำ ที่กำลังออนแอร์อยู่ทาง ช่อง one 31 ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15-22.45 น. และผลงานอื่นๆ ของตรี ได้ที่ Instagram: treporapat  / Twitter: treporapat


เรื่อง ณัฐพล ช่วงประยูร 

ภาพ ณัฐ์วริทธิ์ วรรธนะพินทุ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top