Sunday, 6 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จัดพิธีประกาศเกียรติคุณ สำหรับกำลังพล สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่รับราชการจนเกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2564

ในวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2564 เวลา 8.30 น. พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณ สำหรับกำลังพลสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่รับราชการจนเกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2564 เพื่อเป็นการสดุดี แก่ผู้เกษียณอายุราชการ  ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุตสาหะ วิริยะ ทุ่มเท กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรม มาโดยตลอดชีวิตรับราชการ ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้จัดพิธีสวนสนามของกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ สำหรับเทิดเกียรติ ปลัดกระทรวงกลาโหม / รองปลัดกระทรวงกลาโหม / นายทหารชั้นนายพล และกำลังพลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ณ ลานด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตึกบัญชาการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน)

 

จันทบุรี - สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561

วันนี้ ( 30 ก.ย.64 ) ที่โรงแรม มณีจันทร์รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ และการคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกจากภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ซึ่งเป็นการแบบลับมีการลงคะแนนเสียงโดยใช้คูหาของ กกต.ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 ผ่านระบบวงจรปิดแยกห้องประชุม 2 ห้องห้องละ 40 คน ซึ่งนางสาวธารทิพย์ จันทร์พิทักษ์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก กล่าวรายงานว่า ด้วยพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้มีองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในประเทศและระดับลุ่มน้ำ โดยมาตรา 27 กำหนดให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำ

โดยมีองค์ประกอบ ประกอบด้วย (1) กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง (2) กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และ (4) กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ และมาตรา 38 กำหนดให้บุคคลซึ่งใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน มีสิทธิรวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ในแต่ละเขตลุ่มน้ำมาจากการคัดเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำแต่ละภาค ซึ่งถูกเสนอชื่อโดยองค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นตามมาตรา 38 และยังคงมีการดำเนินการขององค์กรผู้ใช้น้ำนั้น ในเขตลุ่มน้ำซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564

รองผบ.ตร. ผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในห้วงวันที่ 23 - 30 ก.ย. 64 จับกุมเป้าหมาย 334 คดี ผู้ต้องหา 355 คน

ตามนโยบายของรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กวดขันจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดทางออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน โดยมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) กำกับดูแลนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 366/2564 ลง 23 ก.ค.2564 เรื่อง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และมอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ฯ

โดยวันนี้ (30 ก.ย. 64) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในห้วงวันที่ 23-30 ก.ย. 64 ทั่วประเทศโดยมีรายละเอียดดังนี้

​ศปอส.ตร. และ ศปอส.บช.น./ภ.1 – 9 สามารถจับกุมเป้าหมายได้ทั้งสิ้น 334 คดี​ ผู้ต้องหา 355 คน แบ่งเป็น​คดีหลอกลวงออนไลน์ทางด้านการเงิน 19 คดี

- ​คดีหลอกลวงจำหน่ายสินค้าออนไลน์และสินค้าผิดกฎหมาย 90 คดี
- ​คดีเผยแพร่ข่าวปลอมและคดีความผิดตามพรบคอมพิวเตอร์ 130 คดี
- ​คดีล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กหรือสตรีทางอินเตอร์เน็ตและค้ามนุษย์ 20 คดี
- ​คดีพนันออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติและอื่น ๆ 75 คดี


​โดยมีคดีที่น่าสนใจ เช่น จับกุมผู้ต้องหานำภาพของผู้เสียหายไปใช้ในแอพพลิเคชั่น และหลอกลวงให้ผู้อื่นโอนเงินไปให้ ,จับกุมแก๊งค์หลอกขายโทรศัพท์ ผ่านช่องทางไลน์ , จับกุมผู้ต้องหาอ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย หลอกคนพิการโอนเงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า, จับกุมพริตตี้สาว ถูกใช้ให้โพสต์ชักชวนคนมาเล่นพนันออนไล์ มีผู้ติดตามกว่า 2 หมื่นคน เป็นต้น

 

ชลบุรี - ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการ โดย พลเรือตรี นฤพล เกิดนาค ผู้ชำนาญการกองทัพเรือ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ (อัตราพลเรือโท)

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 ก.ย.64 ที่หน้ากองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พลเรือโท อนุชาติ อินทรเสน ได้ทำพิธีส่งหน้าที่พร้อมมอบธงสายการบังคับบัญชาให้แก่ พลเรือตรี นฤพล เกิดนาค ผู้ชำนาญการกองทัพเรือ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ (อัตราพลเรือโท) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป โดยมี คณะนายทหาร ข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี

ขอนแก่น - โชว์ศักยภาพผลผลิตกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตั้งเป้ายอดคงค้างไม่เกินร้อยละ 5 พร้อมระบุกองทุนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขอเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ได้ทันที

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 ก.ย. 2564 ที่ หอประชุมเทศบาลเมืองศิลา ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายศรัทธา คชพลายุกต์ รอง ผวจ.ขอนแก่น  พร้อมด้วยนายจำเริญ แหวนเพชร พัฒนาการจังหวัดขอนแก่นร่วม มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติคนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สร้างพลังสตรี สร้างความสุข สร้างรายได้สู่ชุมชน  ตามแผนงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ประจำปี2564 โดยมีคณะทำงานกองทุนบทบาทสตรีและสมาชิกกองทุนฯ จากทั้ง 26 อำเภอของจังหวัดเข้าร่วมแสดงผลงานและนำเสนอผลิตภัณฑ์กันอย่างพร้อมเพรียง

นายศรัทธา คชพลายุกต์ รอง ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเป็นการดำเนินงานให้กลุ่มสตรีได้รับเงินกู้ไปส่งเสริมกิจกรรม ส่งเสริมรายได้ภายในชุมชน ซึ่งขอนแก่นมีกลุ่มสตรีเข้าร่วมดำเนินการตามแผนงานของกองทุนดังกล่าวเป็นจำนวนมากที่กู้ไปประกอบอาชีพ ทั้งในด้านการทอผ้าไหม การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปอาหาร ซึ่งทั้งหมดสามารถพัฒนาไปเป็นสินค้าโอทอป แต่ในภาวะวิกฤตโควิด-19 กรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดแผนงานในเรื่องของการพักหนี้และลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีสมาชิกกองทุนประสานงานเพื่อเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้แล้วอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มสตรีใดที่สามารถยังคงดำเนินการและเดินหน้าต่อไปได้ ในกิจการที่กำหนดก็จะมีการพิจารณาเงินอุดหนุนให้เพิ่มเติมอีกด้วย

 

ตร. PCT จับหนุ่มอ้างเป็นเสี่ย "สวนทุเรียน" ลวงเหยื่อโอนเงินสูญกว่าล้านบาท

วันนี้ (30 ก.ย.64) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ PCT., พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ฯ, พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.ภ.6/หัวหน้าชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 4 นำกำลังตำรวจ PCT เข้าทลายเครือข่าย "หลอกขายทุเรียน ผู้เสียหาย 11 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000,000 บาท

ตำรวจ PCT ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกเฟซบุ๊คชื่อ “คนทำสวนทุเรียน จันทบุรีทุเรียนอร่อย” หลอกขายทุเรียน โดยเฟซบุ๊คดังกล่าวได้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าตนทำสวนทุเรียนและเปิดคิวรับจองทุเรียนก่อนวันเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งได้โพสทั้งในเฟซบุ๊คส่วนตัวและกลุ่มซื้อขายทุเรียนทั่วไปเพื่อหลอกลวงเหยื่อ และสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อมีเหยื่อสนใจเจ้าของเพจจะทักไปหาเหยื่อและใช้นามแฝงว่าชื่อ ป็อบ เป็นเจ้าของสวนทุเรียนอัมรินทร์ ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และแจ้งว่าต้องสั่งจองเป็นจำนวนมาก ๆ ถึงจะส่งให้ จากนั้นจึงให้ผู้เสียหายโอนเงินค่ามัดจำไปก่อนเพื่อเป็นการจองคิว ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากโอนเงินไปมัดจำ โดยให้โอนเงินเข้าทั้งบัญชีตนเองและของบุคคลอื่นหลายบัญชี และเมื่อถึงเวลาส่งของก็ไม่มีการส่งทุเรียนไปให้ผู้เสียหายตามที่ได้ส่งเงินมัดจำไว้ หลังจากนั้นจะบล็อคเฟซบุ๊คของผู้เสียหาย ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ และทำการหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ไปเรื่อย ๆ ในหลายพื้นที่ ตรวจสอบพบมีผู้เสียหายแจ้งความกว่า 15 ราย ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการที่ 4 PCT สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลอนุมัติหมายจับนายพลากร สงวนนามสกุล อายุ 32 ปี ผู้ต้องหา ได้ที่ บ้านเลขที่ 7/1 หมู่2 ต.ไร่อ้อย อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ยึดของกลาง ดังนี้

 

รวบหนุ่มรัสเซีย เครือข่ายปาร์ตี้ยาเสพติดข้ามชาติ เอเย่นค้าค้ายาไอซ์-กัญชา กลางเมืองพัทยา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตติ์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญ และคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ขออนุญาตปิดนาม) ว่าที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มี Mr.Konstantin สัญชาติ รัสเซีย มีพฤติการณ์มั่วสุมเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติและวัยรุ่นชาวต่างชาติในพื้นที่และมีการจัดปาร์ตี้ที่บ้านหลังดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง  เมื่อทราบแล้วเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการตรวจสอบข้อมูลบุคคลจากระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือระบบไบโอเมตริก พบมีการแจ้งเตือนว่าบุคคลดังกล่าวมีหมายจับตำรวจสากลหรือหมายแดง เกี่ยวกับความผิดยาเสพติด ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศรัสเซีย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานกองการต่างประเทศ ตร.เพื่อยืนยันหมายจับตำรวจสากลและสืบสวนติดตามตัวบุคคลดังกล่าว จนทราบว่าได้เช่าที่พักอยู่ที่สถานที่จับกุมหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.บ่อผุด อ.เกาะ สมุย จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงวิลล่าหลังดังกล่าว พบ Mr.Konstantin ยืนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งมีรูปพรรณตรงตามที่สายลับได้แจ้งไว้และตรงตามเอกสารข้อมูลบุคคลจากระบบไบโอเมตริก เมื่อ Mr.Konstantin เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงอาการมีพิรุธโดยตกใจอย่างชัดเจนและพยายามวิ่งไปปิดประตูห้อง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมแสดงบัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัว และเรียกให้บุคคลต่างด้าวรายดังกล่าวหยุดเพื่อทำการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเชื่อแน่ว่าการที่บุคคลดังกล่าวมีอาการพิรุธ และจะวิ่งเข้าไปในห้องพักดังกล่าวน่าจะมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในบ้านหากชักช้าเนิ่นนานไป ยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพไป จึงได้แสดงบัตรเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.เลขที่ 583449 เพื่อขอทำการตรวจค้น  โดย Mr.Konstantin ได้ยินยอมและสมัครใจนำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการตรวจค้น ก่อนการทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแก่ Mr.Konstantin และทำการตรวจค้น 

ผลการตรวจค้นพบของกลางซึ่งเป็นยาเสพติดหลายชนิดทั้งแบ่งถุงแยกไว้จำหน่ายและที่ยังไม่แบ่งถุง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในตู้เชฟ และซุกซ่อนอยู่ในโต๊ะทำงาน ภายในห้องนอนในบ้านหลังดังกล่าวที่ผู้ถูกจับรายนี้พักอาศัยอยู่ พร้อมบัญชีเงินฝากและธนบัตรต่างประเทศจำนวนหนึ่ง จึงได้ตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง สอบถามผู้ถูกจับรับว่ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเจอนั้นเป็นของตนเองจริง โดยรับว่าตนได้ซื้อมาจาก Mr.ramis สัญชาติ รัสเซีย โดยจัดส่งยาเสพติดมาทางไปรษณีย์ ในราคา 55,000 บาท เมื่อประมาณ 15 วันก่อนที่จะถูกจับกุม เพื่อที่จะนำมาจำหน่ายให้กับเพื่อนชาวต่างชาติและกลุ่มวัยรุ่นชาวต่างชาติภายในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันและตามปาร์ตี้ต่าง ๆ ที่แอบจัดโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับจึงได้ ตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นของกลางในคดี แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบว่าต้องถูกจับ และแจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และสิทธิตามกฎหมายให้ทราบ ต่อมาได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับมายัง สภ.บ่อผุด และได้ทำการตรวจทดสอบยาเสพติดจากชุดตรวจยาเสพติด ONCB แล้ว จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ตม.สุราษฎร์ฯ จับสาวใหญ่ฮังกาเรียน โอเวอร์สเตย์ซุกเกาะสมุยนาน 10 ปี พบอยู่ไทยเกินเวลา 4,165 วัน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้

สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตติ์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญ และคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับการประสานข้อมูลจากพลเมืองดี ว่ามีคนต่างชาติสัญชาติฮังกาเรียนพำนักในราชอาณาจักรในพื้นที่เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานีและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจำนวนหลายปี เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ได้ทราบข้อมูลบุคคลของคนต่างชาติดังกล่าวเบื้องต้น จึงได้นำข้อมูลทำการตรวจค้นจากระบบการสืบค้นฟังชั่นอยู่เกินกำหนดและฟังชั่นการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรของระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือระบบไบโอเมตริก พบว่าบุคคลต่างชาติรายดังกล่าวชื่อนางแองเจลล่า สัญชาติฮังกาเรียน มีข้อมูลอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจริง

จึงได้ออกทำการสืบสวนติดตามตัวจนทราบว่าได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี ต่อมา จึงได้เข้าทำการตรวจสอบจนพบตัวนางแองเจลล่า และได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ต่อมานางแองเจลล่า ได้นำหนังสือเดินทางมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจสอบปรากฏว่านางแองเจลล่า ถือหนังสือเดินทางประเทศฮังการี่ หมายเลข BB27xxxx และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2552 ด้วยประเภทนักท่องเที่ยว ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 28 ม.ค. 2553 และได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรถึงวันที่ 27 ก.พ. 2553 จากนั้นไม่เคยมาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแต่อย่างใดและไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด หลบหลีกการจับกุมมานาน 10 ปี โดยกบดานตามบ้านเช่าในพื้นที่เกาะสมุย ในที่สุดจนมุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตม.จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้จับกุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาว่าเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 4165 วัน พร้อมแจ้งสิทธิในชั้นจับกุมให้ทราบและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ดำเนินคดีต่อไป

อานิสงส์โควิด!! ดันอนาคตค้าปลีกออนไลน์ 'อินเดีย' พุ่ง โตก้าวกระโดด 3 เท่าในอีก 10 ปี | Knowledge Times EP.24

เกือบสองปีแล้วที่โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า วิถีชีวิต พฤติกรรมผู้บริโภค ฯลฯ จนถึงขั้นที่ธุรกิจมากมายต้องล้มหายตายจากไปและผู้คนก็รู้สึกสิ้นหวังไปตาม ๆ กัน 

แต่ทุกวันนี้มุมมองของผู้คนทั่วโลก เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยตั้งตาคอยว่าเมื่อไหร่โควิด-19 จะหมดไปจากโลกนี้เสียทีนั้น ก็เริ่มเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า นับแต่นี้ไปเราจะอยู่กับโควิด-19 กันอย่างไร เพราะดูแล้วโควิด-19 คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน มนุษย์ต่างหากที่ต้องปรับตัวเองเพื่ออยู่กับโควิด-19 ให้ได้ตามวิถีปกติใหม่หรือ New Normal

ถ้าย้อนกลับไปดูตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว จะพบว่าอินเดียเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองด้วยความเป็นห่วง เพราะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตรายวันเป็นจำนวนสูงมาก ถึงขนาดว่าเผาศพกันไม่ทันเลยทีเดียว 

แต่มาถึงวันนี้ก็พบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศอินเดียกลับดีขึ้นมาก มาตรการที่เคยเข้มงวดต่าง ๆ ก็ได้รับการผ่อนคลาย และล่าสุดก็มีข่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว 

ล่าสุดรัฐบาลอินเดีย ได้มีการอนุญาตให้ร้านอาหารเปิดบริการให้ลูกค้าเข้าไปรับประทานที่ร้านได้แล้วจนถึง 4 ทุ่ม และร้านอาหารทุกร้านต่างก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มียอดขายดีกว่าช่วงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกต่างหาก เพราะคนอินเดียนิยมออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน

โดยตอนนี้ทางสมาคมที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารในอินเดีย กำลังต่อรองกับรัฐบาลเพื่อขอขยายเวลาปิดร้านจาก 4 ทุ่มเป็นถึงเที่ยงคืน เนื่องจากธรรมชาติของผู้บริโภคชาวอินเดียมักจะชินกับการรับประทานอาหารค่ำในช่วงเวลาที่ค่อนข้างดึก 

ฉะนั้นการที่ร้านอาหารต้องปิดร้านแค่ 4 ทุ่มตามระเบียบของราชการ จึงกลายเป็นปัจจัยกดดันให้คนอินเดียต้องรับประทานอาหารค่ำเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งถ้าสมาคมฯ สามารถเจรจาให้เปิดร้านอาหารได้จนถึงเที่ยงคืน ก็จะยิ่งทำให้ขายดีมากยิ่งขึ้น เพราะร้านอาหารจะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างน้อยสองรอบ 

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องรอลุ้นการตัดสินใจจากรัฐบาลอินเดียว่าจะโอนอ่อนผ่อนตามตามเสียงเรียกร้องหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ร้านอาหารกลับมาขายดิบขายดีแบบคาดไม่ถึง แต่ถ้าไปส่องดูที่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่าง ๆ กลับพบว่า “เงียบเป็นป่าช้า” 

นั่นก็เพราะผู้บริโภคยังไม่กล้าเข้าไปเดินช็อปปิ้งสักเท่าไหร่ 

ซึ่งหากมาลองวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่า สาเหตุสำคัญก็คือ ผู้บริโภคชาวอินเดียมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะกับการช็อปปิ้งผ่านระบบออนไลน์

โดยในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมาผู้บริโภคชาวอินเดียเคยชินกับการช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น จนกระเทือนไปถึงโครงสร้าง 'ตลาดค้าปลีก' ในอินเดียให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปโดยปริยาย

ทั้งนี้  หากย้อนไปเมื่อปี 2554 จะพบว่า ตลาดค้าปลีกของอินเดีย ประกอบไปด้วยธุรกิจค้าปลีกอยู่สองประเภทหลัก คือ... 

>> ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Retailing/Unorganized Retailing) หรือ “Kirana” ถ้าเรียกภาษาบ้าน ๆ แบบประเทศไทยก็คือ “ร้านโชห่วย” นั่นเอง โดยร้านโชห่วยประเภทนี้มีสัดส่วนสูงถึง 95% 

>> ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอีกประเภทหนึ่ง คือ ธุรกิจค้าปลีกแบบสมัยใหม่ (Modern Trade Retailing/Organized Retailing) มีสัดส่วนอยู่แค่เพียง 5% 

>> แต่ถัดมาอีกประมาณ 4 ปีคือ ในปี 2558 ก็พบว่าสัดส่วนในตลาดค้าปลีกของอินเดียก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยร้านโชห่วยมีสัดส่วนลดลงเหลือ 92% และร้านค้าปลีกแบบสมัยใหม่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 8% 

หลังจากนั้น จนถึงปี 2562 ก็พบว่าโครงสร้างในธุรกิจค้าปลีกของอินเดียได้เริ่มเปลี่ยนไปอีกรอบ โดยครั้งนี้เริ่มมี 'ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์' เพิ่มเข้ามา

ส่งผลทำให้สัดส่วนของร้านโชห่วยลดลงเหลือ 88% สัดส่วนของธุรกิจค้าปลีกแบบสมัยใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 9% และสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกออนไลน์แทรกเข้ามา 3% ภายใต้มูลค่าตลาดค้าปลีกรวมของอินเดียปี 2562 ที่มีตัวเลขประมาณ 790,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ยิ่งไปกว่านั้น มีการคาดการณ์กันว่า ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในอินเดียน่าจะเติบโตต่อไปอีก!!

ตม.จว.ตาก , ตม.จว.เชียงใหม่ และ กก.สส.บก.ตม.5 สืบสวน และติดตามจับกุมแก๊งลักรถ ทำอุบายเช่ารถยนต์ป้ายแดงจาก กทม. ส่งออกขายเมียนมา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์  ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ตม 5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.5 , พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.ตม.จว.ตาก และ พ.ต.ท.สุชาติ เพ็ญภู่ รอง ผกก.ตม.จว.ตาก ร่วมแถลงข่าว ดังนี้

พล.ต.ท.สมพงษ์ ขิงดวง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ตาก ทำการสืบสวนพฤติการณ์ของกลุ่มคนซึ่งลักษณะโจรกรรมนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ โดยให้ประสานกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ จึงทราบข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค.64 นายอภิวัฒน์ฯ และ น.ส.ณัฏฐณิชาฯ ได้เช่ารถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว สีขาวมุก ป้ายแดงหมายเลข ส36xx กรุงเทพฯ มูลค่า 1,249,000 บาท จากบริษัท  ไทย วีพี คอร์ปอร์เรชัน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถเช่า โดยทำสัญญาเช่าระยะยาว  ต่อมาบริษัทฯ ติดตามระบบจีพีเอสซึ่งติดไว้กับรถยนต์พบว่า รถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จว.ตาก ซึ่งเป็นบริเวณรอยต่อพรมแดนไทยกับประเทศเมียนมา เมื่อติดต่อกับผู้เช่าทั้งสองก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมนำรถมาคืน เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ตาก จึงได้ทำการสืบสวน และทำรายงานการสืบสวนพร้อมส่งพยานหลักฐานส่งให้ สน.ทองหล่อ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 5 ราย  ได้แก่

1. นายอภิวัฒน์ฯ ที่อยู่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่

2. น.ส.ณัฏฐณิชาฯ ที่อยู่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่

3. นายเสถียรพงษ์ฯ ที่อยู่ อ.ดอยสะเก็ด จว.เชียงใหม่

4. นายอรุณรัตน์ฯ ที่อยู่ อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี

5. นายวสันต์ฯ ที่อยู่ อ.เมืองลำพูน จว.ลำพูน

ในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป”

ไทม์ไลน์การเช่ารถ จากการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุม มีดังนี้

1. วันที่ 16 ก.ค.64 นายอภิวัฒน์ฯ, น.ส.ณัฎฐณิชาฯ, นายเสถียรพงษ์ฯ ไปเช่ารถ

2.วันที่ 16 ก.ค.64 ช่วงบ่าย รถอยู่กับนายอรุณรัตน์ฯ ที่ จว.สระบุรี

3.วันที่ 18 ก.ค.64 ช่วงบ่าย รถอยู่กับนายอรุณรัตน์ฯ ที่ จว.ตาก

4.วันที่ 18 ก.ค.64 เวลา 20.00 น. นายวัสนต์ฯ เข้าพักโรงแรมในอำเภอแม่สอด

5.วันที่ 18 ก.ค.64 เวลา 21.00 น. นายอรุณรัตน์ฯ ขับรถยนต์เข้าพักห้องเดียวกับนายวสันต์ฯ

6.วันที่ 19 ก.ค.64 GPS รถยนต์ขึ้นอยู่เขตเมียนมา

7.วันที่ 21 ก.ค.64 ติดต่อผู้เช่ารถยนต์แต่บ่ายเบี่ยง

8.วันที่ 23 ก.ค.64 ติดต่อผู้เช่ารถยนต์ไม่ได้

9.วันที่ 9 ก.ย.64 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ นายอภิวัฒน์ฯ, น.ส.ณัฎฐณิชาฯ, นายเสถียรพงษ์ฯ , นายอรุณรัตน์ฯ และนายวสันต์ฯ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top