Tuesday, 9 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ศูนย์ปันน้ำใจสาธุฯ รับรางวัล องค์กรเครือข่ายสนับสนุนงานผู้สูงอายุ วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 2566

ศูนย์ปันน้ำใจสาธุ​ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์​ กองทัพเรือ​ ในพระบรมราชินูปถัมภ์​ ได้รับรางวัล​ "องค์กรเครือข่ายที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ" เนื่องในโอกาส วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว​ ประจำปี​ 2566

นอกจากนี้แล้ว พล.ร.ต.หญิง​ อำไพวัลย์​ สวยสม​ ประธานศูนย์ปันน้ำใจสาธุฯ​ ยังได้รับการประกาศสดุดีเกียรติคุณ ยกย่องเป็น​ผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดี ในสังคม​ ปีพุทธศักราช​ 2566​ อีกด้วย โดย​ พลเอก​ ประยุทธ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี​ เป็นผู้มอบรางวัล​​ ณ​ อาคารรัฐประศาสนภักดี​ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม.

พลเรือตรีหญิง อำไพวัลย์ สวยสม ประธานศูนย์ปันน้ำใจสาธุฯ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของศูนย์ปันน้ำใจสาธุฯ ว่า จากประสบการณ์ 7 ปี ของคณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พบว่ายังมีกลุ่มผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องอยู่ติดบ้านหรือติดเตียง ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ให้ดีขึ้น จึงเกิดแรงบันดาลใจทำให้มีการรวมกลุ่มของจิตอาสา ผลักดันให้เกิดศูนย์ปันน้ำใจสาธุฯ ขึ้น โดยมีเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ในขณะนั้นให้การสนับสนุน และเมื่อได้ไปศึกษาดูงานร่วมกับ อบต.พลูตาหลวง ที่เทศบาลตำบลคลองใหญ่ จังหวัดตราด ได้รับทราบถึงระบบการซ่อมอุปกรณ์ไปใช้ในชุมชนของโรงพยาบาลคลองใหญ่ จึงได้นำมาเป็นแนวคิดจัดตั้งศูนย์ปันน้ำใจสาธุ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือขึ้น เมื่อวันที่ 11 ม.ค.63 เพื่อให้ผู้ที่มีความประสงค์ จะขอยืมอุปกรณ์และสิ่งของดังกล่าว นำมาใข้ได้ที่บ้านได้

โดยผู้ที่มีความประสงค์ จะขอยืมอุปกรณ์และสิ่งของดังกล่าวมาใข้ได้ที่บ้าน สามารถติดตอสอบถามรายละเอียดได้ที่ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โทร.0-3893-3905,08-0599-9658, 08-9024-5614 ในวันและเวลาราชการ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 2 คืนรถที่ยึดได้จากแก๊งรับจำนำรถเถื่อน คืนความสุขให้กับประชาชน

ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) เป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายทั่วประเทศ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเงินกู้นอกระบบหลายรูปแบบ เช่น แอพพลิเคชั่นเงินกู้ผิดกฎหมาย, แก๊งหมวกกันน็อค, การรับจำนำรถโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งได้มีการปราบปรามการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวเรื่อยมา

จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ม.ค.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปน.ภ.2 ได้ทำการจับกุม นายณัฐพงษ์ หรือโจ้ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ จำนวน 37 คัน และรถยนต์ จำนวน 69 คัน ซึ่งเป็นรถของกลางที่ได้มาจากการรับจำนำรถโดยผิดกฎหมาย ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และจัดตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอไปแล้วนั้น

กรณีดังกล่าว ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) นำโดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปน.ตร. , พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2/ผอ. ศปน.ภ.2 , พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2/รอง ผอ.ศปน.ภ.2 ได้สั่งการให้ ชุดปฏิบัติการสืบสวนส่วนกลาง ศปน.ตร. และ ศปน.ภ.2 เร่งรัดปราบปรามกลุ่มเงินกู้นอกระบบที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรากว่าที่กฎหมายกำหนด และมีการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ โดยให้ดำเนินการสืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับเครือข่ายผู้กระทำความผิดดังกล่าว

จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า นายณัฐพงษ์ หรือโจ้ ซึ่งถูกจับกุมไปแล้วนั้น เป็นหนึ่งในเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมายซึ่งมี นายฐณะวัฒน์ หรือไอซ์ บางละมุง เป็นหัวหน้าขบวนการดังกล่าว จึงได้ตรวจสอบความเชื่อมโยงทางการเงินและรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถขออนุมัติหมายจับบุคคลเกี่ยวข้อง และขยายผลเข้าตรวจค้น จำนวน 14 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, พิษณุโลก และ กาญจนบุรี จนสามารถจับกุมนายฐณะวัฒน์ หรือไอซ์ หัวหน้าขบวนการ พร้อมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มเติมอีก 8 ราย โดยดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และร่วมกันจัดตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต” และสามารถตรวจยึดของกลางเพิ่มเติม เป็นรถยนต์ จำนวน 23 คัน และรถจักรยานยนต์ จำนวน 43 คัน รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดทั้งหมด 40,700,000 บาท

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทลายเครือข่ายของ นายฐณะวัฒน์ หรือไอซ์ บางละมุง ซึ่งดำเนินการปล่อยเงินกู้อยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนายทุนที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มดังกล่าวได้ทั้งหมด รวมผู้ต้องหาในขบวนการทั้งหมด 9 ราย ตรวจยึดรถยนต์ได้ 92 คัน รถจักรยานยนต์ 80 คัน ซึ่งก็เป็นปัญหาหนี้นอกระบบในอีกรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องแบกรับภาระจ่ายดอกเบี้ยที่สูงมากและบางครั้งไม่สามารถติดตามรถคืนได้

ในวันนี้ (13 ก.ย.66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปน.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพล   อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2/ผอ. ศปน.ภ.2 , พล.ต.ต.ชัยต์พจน์ สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2/รอง ผอ.ศปน.ภ.2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ศปน.ตร. และ ศปน.ภ.2 ดำเนินการคืนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางให้กับผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถที่แท้จริง ซึ่งได้มีการทยอยส่งมอบคืนไปแล้วบางส่วน เป็นรถยนต์ 67 คัน และรถจักรยานยนต์ 39 คัน ในวันนี้มีการส่งคืนรถของกลางที่เหลือทั้งหมด เป็นรถยนต์จำนวน 25 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 41 คัน เพื่อเป็นการคืนความสุขให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกู้หนี้นอก

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การดำเนินการคืนรถของกลางซึ่งตรวจยึดจากแก๊งค์เงินกู้ในวันนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งในการปราบปรามแก๊งค์เงินกู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปน.ตร. และ ศปน.ภ.2 ได้ขยายผลจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาของทั้งขบวนการได้ครบทั้ง 9 คน ตรวจยึดรถยนต์ได้ 92 คัน รถจักรยานยนต์ 80 คัน ซึ่งแก๊งค์นี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่หลายจังหวัด วันนี้จึงได้นำรถของกลางทั้งหมดส่งมอบคืนให้กับผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งค์เงินกู้ดังกล่าวทั้งหมด เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชน อย่าหลงเชื่อในการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งยังเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และหากพี่น้องประชาชนท่านใดได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งค์เงินกู้ผิดกฎหมายหรือมีเบาะแสที่เป็นประโยชน์ สามารถแจ้งไว้ที่ช่องทางสายด่วน 1599 หรือ แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละพื้นที่ได้ทันที

'พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงนโยบายรัฐบาล ประกาศฟื้นฟูหลักนิติธรรม-ไม่ยืนฝั่งคนทำผิด

เมื่อวานนี้ ( 12 กันยายน 2566 ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.25น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ขอเรียนว่า วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำงาน การทำงานได้ต้องหลังแถลงนโยบาย นโยบายเป็นทิศทางให้เห็น 4 ปีข้างหน้าจะบริหารงานไปทิศทางใด ในส่วนกระทรวงยุติธรรม ผมถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด เนื่องจากรัฐบาลนี้หยิบการฟื้นฟูหลักนิติธรรมขึ้นมา หลักนิติธรรม เป็นหลักพื้นฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นหลักในการควบคุมการใช้อำนาจของทุกหน่วยงาน ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ อันนี้คือ บทบาทสำคัญที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องรับนโยบาย ขณะที่สิ่งที่ท้าทาย คือ เราต้องนำตัวชี้วัด มาตรฐานหลักนิติธรรม การคอร์รัปชัน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องเข้าไปแก้ไข ผู้ที่ดูอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ต้องไม่ไปยืนในฝั่งผู้กระทำความผิด หลักนิติธรรม คือ บ้านเมืองต้องปราศจากคอร์รัปชัน ขณะที่รัฐบาลต้องโปร่งใส และต้องส่งเสริมสิทธิพื้นฐาน ไม่ว่าเรื่องแรงงาน ชุมชน ป่าไม้ การปกป้องนักสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาต่อสู้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีคำถาม นโยบายรัฐบาลนี้ ทำไมไม่มีเรื่องนโยบายภาคใต้ ผมได้สอบถามที่ประชุม ครม.แล้วว่า ทำไม นโยบายรัฐบาล ทั้ง 14 หน้าไม่มีเรื่องภาคใต้ ก็ได้รับคำตอบ เรามีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอามาเขียน เรื่องแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ 

"ส่วนกรณียาเสพติดร้ายแรง บทบาทกระทรวงยุติธรรมได้เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา คือ เราเอาประมวลยาเสพติดขึ้นมาใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้ตั้งแต่ปี 2564 แต่กฎหมายลูกล่าช้าก็ยังไม่ประกาศใช้" พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ศรชล.ภาค 1 โดย ศรชล./ศคท.จว.สป. ร่วม จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สู่ชุมชน

ใน 12 ก.ย.66 เวลา 10.00 น. ศรชล.ภาค 1 โดย ศรชล./ศคท.จว.สป. ได้จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สู่ชุมชน ด้วยการจัดกำลังพลในสังกัด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มอบก้อนเห็ดเพื่อการเพาะปลูก ให้กับคณะครูและนักเรียน รร.บ้านขุนสมุทรไทย อ.พระสมุทรเจดีย์ จว.สป. ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับ อ.1 - ป.6 ที่มีเด็กนักเรียนด้อยโอกาสและพิการซ้ำซ้อนศึกษาอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนทุกระดับชั้น ได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชในตระกูลเห็ด

นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารรับประทาน ช่วยบรรเทาภาระและค่าใช้จ่ายของอาหารมื้อกลางวัน ซึ่งมีหน่วยงานตลอดจนผู้มีจิตกุศล ร่วมบริจาคในการจัดหาก้อนเห็ด จำนวน 400 ก้อน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสร้างการเรียนรู้ให้เด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ได้รู้จักและเรียนรู้การใช้ทรัพยากรตามธรรมชาติเพื่อมาดำรงชีวิต ตลอดจนให้เด็กๆ ได้มีกิจกรรมและสานสัมพันธ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ตั้งใจมาให้การสนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับทาง รร.ฯ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์หน่วยงานของ ศรชล.ภาค 1 ให้เด็กๆ ได้รู้จักอีกด้วย 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบรางวัล “บุคคลต้นแบบทางการเงิน และบุคคลต้นกล้าทางการเงิน” โครงการ Money Management & Investment ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2566 สร้างโอกาสแห่งความภาคภูมิใจ

วันนี้ (13 ก.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบรางวัล “บุคคลต้นแบบทางการเงิน และบุคคลต้นกล้าทางการเงิน” โครงการ Money Management & Investment ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2566 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีคุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตระหนักถึงความเดือดร้อนและความจำเป็นในปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ จึงได้ดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2566 สมาคมแม่บ้านตำรวจได้เสนอให้โครงการ Money Management & Investment เป็นโครงการระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ลงนาม MOU ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 รวมทั้งบรรจุเป็นหลักสูตรเสริม และอบรมให้แก่ข้าราชการตำรวจ ทุกระดับชั้นในทุกสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นการให้ความรู้ คำแนะนำ การให้คำปรึกษา การวางแผนในการบริหาร จัดการเงิน และเพื่อการแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการตำรวจได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และยั่งยืน

นอกจากนี้ ในปี 2566 นี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้วางแผนการดำเนินโครงการเป็น Model การสร้าง “บุคคลต้นแบบ” พัฒนาทักษะการบริหารการเงินและจัดการหนี้สิน หลักสูตร Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน “1 โรงพัก 1 บุคคลต้นแบบ” ซึ่งเป็นการปลูกฝังแนวคิดและทักษะเรื่องการบริหารเงินและจัดการหนี้สิน พร้อมต่อยอดความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงผ่าน Happy Money App. รับคำปรึกษากับวิทยากรเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินของข้าราชการตำรวจและบุคคลในครอบครัว ให้สามารถบริหารจัดการเงินและหนี้ได้อย่างยั่งยืน สร้างบุคคลต้นแบบ Success Case ขององค์กร  เริ่มต้นนำร่องรุ่นที่ 1 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 ได้บุคคลต้นแบบทางการเงิน จำนวน 1 คน และบุคคลต้นกล้าทางการเงินจำนวน 7 คน ,

รุ่นที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านหนี้สินอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดการอบรมให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ ที่ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มเป็น กลุ่มสีแดง ผู้มีหนี้ และเป็นกรณีที่ถูกฟ้องร้องบังคับคดี ถูกฟ้องล้มละลาย กลุ่มสีเหลือง ผู้มีหนี้ แต่ไม่สามารถชำระได้ตามปกติ แต่ยังไม่ถูกฟ้องร้อง กลุ่มสีเขียว ผู้มีหนี้แต่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ไม่กระทบต่อการดำรงชีวิต เจ้าหน้าที่การเงิน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรม เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ได้บุคคลต้นแบบทางการเงินจำนวน 1 คน บุคคลต้นกล้าทางการเงินจำนวน 8 คน และจัดการอบรมรุ่นที่ 3 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ได้บุคคลต้นแบบทางการเงินจำนวน 1 คน บุคคลต้นกล้าทางการเงิน 2 คน โดยการอบรมแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการประหยัดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นกว่า 76,000 บาท มีเงินออมเพิ่มขึ้นกว่า 150,000 บาท และมีหนี้สินลดลงกว่า 580,000 บาท ทำให้               ในปีนี้มี บุคคลต้นแบบทางการเงินทั้งสิ้นจำนวน 3 คน และบุคคลต้นกล้าทางการเงินทั้งสิ้นจำนวน 17 คน ซึ่งได้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลในวันนี้

คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ Money Management & Investment ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ที่ได้รับการยกระดับให้เป็นนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้มีการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมแม่บ้านตำรวจ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 เพื่อให้การดำเนินโครงการมีความต่อเนื่องและชัดเจน ในนามของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ต้องขอขอบคุณตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่เคียงข้างช่วยให้ครอบครัวตำรวจ ได้รับโอกาสดีๆ มีความหวัง มีพลังชีวิต โดยบุคคลต้นแบบและต้นกล้าทุกคนคือตัวแทนของความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งในอนาคตสมาคมแม่บ้านตำรวจมีแผนที่จะพัฒนาต่อยอดบุคคลกลุ่มนี้ ให้สามารถมีบทบาทในการสร้างศรัทธา เป็นพี่เลี้ยงประจำโครงการ ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนข้าราชการตำรวจได้

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนดีใจและยินดีที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมแม่บ้านตำรวจ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการจัดโครงการอบรมส่งเสริมความรู้ทางการเงินและการการจัดการหนี้สินให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวรู้จักวางแผนบริหารการเงิน รู้วิธีจัดการหนี้สิน วางแผนชีวิตของตนเอง ได้แบบมีทิศทาง เป็นเส้นทางที่จะทำให้มีชีวิตที่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกท่าน โดยเฉพาะหัวหน้าหน่วย ได้ช่วยกันดูแลและเข้าถึงปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขบรรเทา วันนี้ข้าราชการตำรวจโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราต้องเห็นคุณค่าของโอกาสนี้ และช่วยกันขยายโอกาส ขยายโครงการนี้ไป ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อให้ลูกน้องเรามีชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้ดีต่อไป

ศรชล.ภาค 1 โดย ศรชล.จว.ปข.จัดข้าราชการ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ สืบสานแนวพระราชดำริฯ

วันที่ 12 ก.ย.66 เวลา 09.45 น.  ศรชล.จว.ปข.จัดข้าราชการ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ สืบสานแนวพระราชดำริในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ ที่จัดขึ้นโดย สถานีตำรวจน้ำ 5 (ปากน้ำปราณบุรี) เป็นโครงการจิตอาสา สร้างบ้านให้น้องปลา ขยายสาขาให้น้องปู

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงตระหนักอย่างดียิ่งในคุณค่าแนวพระราชดำริ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งมั่นสืบสาน ต่อยอด พระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ อาทิ งานด้านสิ่งแวดล้อมฯ เพื่อความก้าวหน้า และประโยชน์สุขแก่พสกนิกรชาวไทย

โดยมี พลตำรวจตรี ชัช สุกแก้วณรงค์ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง เป็นประธานในพิธี ณ สถานีตำรวจน้ำ 5 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจน้ำ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

ตำรวจไซเบอร์เฝ้าระวังตรวจสอบ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ชักจูงส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้กระทำผิด

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเด็กหรือเยาวชนซึ่งมีอาการมึนเมาคล้ายเสพสารเสพติดภายในงานเลี้ยงสังสรรค์แห่งหนึ่ง โดยมีผู้ใหญ่จำนวนมากอยู่ด้วย เป็นเหตุให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายว่าเหตุใดผู้ใหญ่จึงปล่อยให้เด็กหรือเยาวชนตกอยู่ในสภาพดังกล่าวนั้น ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้สั่งการให้ทุกกองบังคับการในสังกัด เฝ้าระวัง และตรวจสอบการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว หากพบการกระทำผิดให้เร่งดำเนินการปราบปรามจับกุม พิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีอัตราโทษสูงแล้ว ผู้ปกครองยังอาจจะมีความผิดฐาน บังคับขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.26 (3), 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้งนี้ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุตรหลาน ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง พร้อมกับตรวจสอบดูแลพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ควรใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และมีประโยชน์ต่อสังคม

หมอเตือน!! หมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท พบในคนหนุ่มสาวมากขึ้น

นายแพทย์สุนทร ศรีสุวรรณ์ อาจารย์แพทย์กลุ่มงานศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ กล่าวว่า  โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท เป็นหนึ่งโรคที่ตรวจพบเป็นประจำ โดยผู้ป่วยจะมีอาการ ได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. มีอาการที่คอ อาจมีอาการปวดต้นคอเรื้อรัง เป็นๆหายๆ และอาจมีอาการปวดร้าว ไปยังบริเวณท้ายทอยและศีรษะ
2. มีอาการที่แขน  ได้แก่ ปวดร้าวลง บริเวณสะบัก หัวไหล่ แขน , ชาลงแขน และอาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมือหรือแขน
3. ในคนไข้ที่มีอาการรุนแรงมาก อาจตรวจพบ อาการปวดร้าวลง ทั้งแขนและขา มีอาการอ่อนแรงของขา ให้เดินได้ไม่ปกติ  รู้สึกเหมือนจะล้มง่าย เดินได้ระยะทางสั้นๆ ก็เริ่มจะหมดแรง

สาเหตุของ หมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท
1. เสื่อมตามอายุที่มากขึ้น 
2. เคยรับอุบัติเหตุบริเวณกระดูกคอมาในอดีต
3. มีความผิดปกติ ของโครงสร้างกระดูกคอ มาตั้งแต่กำเนิด
4. มีการใช้พฤติกรรมคอไม่ปกติ อาทิเช่น ทำงานคอมพิวเตอร์ ก้มๆเงยๆคอมากเป็นเวลานาน 

ในอดีต จะตรวจพบเจอโรคนี้ ในกลุ่มคน อายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยสาเหตุหลักๆ เป็นจากความเสื่อมตามอายุ  แต่ในโลกปัจจุบัน พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป มีการใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ มากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทำให้มีพฤติกรรมก้มๆเงยๆ คอ มากกว่าปกติ ทำให้ หมอนรองกระดูกคอทำงานหนัก  เร่งให้เกิดความเสื่อมเร็วขึ้น จึงทำให้ในปัจจุบัน พบโรคนี้ในคนหนุ่มสาวมากขึ้น การตรวจวินิจฉัยยืนยันโรค แพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์เพิ่มเติม เพื่อเป็นการยืนยัน โดยมักจะพบ หินปูนเกาะบริเวณกระดูกคอ อาจตรวจพบความสูงหมอนรองกระดูกคอ ทรุดตัวลง เมื่อเทียบกับหมอนรองกระดูกที่ปกติ

แนวทางการรักษา
1.ลดการใช้งาน นอนพัก พิจารณาใส่อุปกรณ์รองคอ [ Soft Collar ] เพื่อหวังผลลดแรงกระแทก ที่กระดูกคอ
2 .ในช่วงที่อาการกำเริบ  แนะนำรับประทานยาแก้ปวด พาราเซตามอล , ยาแก้อักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ , ยาลดอาการอักเสบของเส้นประสาท

เมื่ออาการทุเลาลง แพทย์อาจพิจารณาให้ทาน ยาวิตามินบำรุงเส้นประสาท ต่อเนื่องสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการฟื้นฟูเส้นประสาท
3. ทำกายภาพบำบัด  ควรพิจารณาเป็นรายๆไป  อาทิเช่น  การดึงคอ [ Cervical Traction ]  , อัลตร้าซาวด์ลดปวด , ใช้คลื่นเสียง Shock Wave ลดปวด ก่อนทำกายภาพบำบัด ควรได้รับการตรวจประเมิน และวางแผนการรักษาจาก แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยตรงก่อนเสมอ
4 .ฉีดยา ลดการอักเสบบริเวณรากเส้นประสาท ผ่าน อัลตร้าซาวด์นำวิถี หวังผลลดอาการปวดที่รุนแรง เฉียบพลัน

ในบางราย ที่มีอาการรุนแรงมาก  และ ผ่านการรักษาโดยวิธีอนุรักษ์นิยมแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณา ส่งตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  [ MRI ]เพื่อประเมิน การกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง หากรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดต่อไป
นพ.สุนทร  ศรีสุวรรณ์ อาจารย์แพทย์ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ รพ.ศูนย์หาดใหญ่
สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.thedoctorbone.com

บรรยายภาพ dd1
นายแพทย์สุนทร ศรีสุวรรณ์ อาจารย์แพทย์กลุ่มงานศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์  โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่

บรรยายภาพ dd2
แสดง หมอนรองกระดูกคอ ทรุดตัว เหลือ 4.4 mm
[ ความสูงเดิมของหมอนรองกระดูกคอ ในผู้ป่วยรายนี้ประมาณ 6.6 mm ]

บรรยายภาพ dd 3.1 และ dd 3.2
แสดง หมอนกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง
และแนวกระดูกคอคดผิดรูป

'ปวีณา' พาเหยื่อค้ามนุษย์ไปพบ รอง ผบ.ตร.

รายที่  1.สาวไทย 4 ราย ถูกหลอกไปค้าประเวณีที่ดูไบ 3 ราย -บาห์เรน 1 ราย ขอช่วยดำเนินคดีกับขบวนการค้ามนุษย์ รายที่ 2.ตัวแทนญาติเหยื่อ 24 ราย ถูกหลอกไปบังคับให้ทำงานคอลเซ็นเตอร์ หลอกคนไทยให้ลงทุน ถูกกักขัง ทำร้าย ที่เมืองเล้าไก่ ประเทศเมียนมา ขอช่วยลูกหลานและคนที่รักกลับไทย รายที่ 3.แม่ของสาวไทยวัย 23 ปี ไปญี่ปุ่น 2 วัน ตกตึกเสียชีวิตขอช่วยคลี่ปมสาเหตุการตาย วันนี้เเม่นำโทรศัพท์มือถือลูกสาว ให้ ปวีณา มอบบิ๊กโจ๊ก เพื่อกู้ข้อมูลหาหลักฐาน ใคร? พูดกับลูกเป็นคนสุดท้ายก่อนตกตึกตาย

พร้อมกันนี้ “ปวีณา” ยังได้พา นรต. ปี 3 รุ่น 78 จำนวน 30 นาย ที่ศึกษาดูงานมูลนิธิปวีณาฯ ไปศึกษาดูงานกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. อีกด้วย   

วันที่ 12 ก.ย.66 เวลา 10.00 น. ที่สโมสรตำรวจ เคสที่ 1. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พา 4 สาวไทยซึ่งถูกหลอกไปค้าประเวณีที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3 ราย และประเทศบาห์เรน 1 ราย ไปพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อขอความช่วยเหลือดำเนินคดีกับขบวนการค้ามนุษย์ หลังบางรายเกือบเอาชีวิตไม่รอดในต่างแดน ต้องสูญเงินจำนวนมากเพื่อไถ่ตัว บางรายหลังกลับมาไทยยังถูกขู่ฆ่าทำร้าย ซึ่งเคสทั้ง 4 ราย ร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ และได้รับการช่วยเหลือกลับไทย   

ผู้เสียหายทั้ง 4 คน ให้ข้อมูลว่า ถูกคนรู้จักชักชวนไปทำงานนวดแผนไทยที่ดูไบ และบาห์เรน บอกว่ารายได้ดี เดือนละ 4-5 หมื่นบาท มีที่พัก อาหารฟรี โดยทุกคนหวังว่าจะได้มีเงินส่งมาให้ครอบครัวไม่ลำบาก แต่เมื่อไปถึงที่ร้านกลับถูกยึดพลาสปอร์ต และบังคับให้ค้าประเวณีใช้หนี้นับแสนบาท ถูกกักขังทำร้ายเหมือนตกนรกทั้งเป็น ทั้งหมดจึงได้ร้องทุกข์มายังมูลนิธิปวีณาฯ โดยนางปวีณา ได้ประสาน นายรุธ ธรรมมงคล อธิบดีกรมการกงสุล ประสานช่วยเหลือกลับไทย ซึ่งแต่ละคนถูกขบวนการค้ามนุษย์ข่มขู่ฆ่าเกรงจะไม่ปลอดภัย

เคสที่ 2. นางปวีณา พาญาติเหยื่อถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกไปทำงานที่เมืองเล้าไก่ ประเทศเมียนมา ไปพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมนำข้อมูลคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานที่ดังกล่าวรวม 24 คน ซึ่งร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ ไปมอบให้ เพื่อขอความช่วยเหลือให้ช่วยกลับไทย เนื่องจากแต่ละคนถูกบังคับให้ทำงานหลอกคนไทยลงทุน ถูกกักขังพร้อมคนไทยอีก 200-300 คนอยู่ในตึกที่มีชายฉกรรจ?เเต่งตัวคล้ายทหารถือปืนคอยคุม ถ้าทำยอดไม่ได้ก็จะถูกเรียกค่าไถ่และขายต่อไปที่อื่น    

เคสที่ 3. นางปวีณา พา นางสาวสมพร ศิริโสภณ อายุ 48 ปี เเม่นำโทรศัพท์มือถือของนางสาวธนพร ลูกสาว อายุ 23 ปี ที่เสียชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น ให้ปวีณา มอบให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ว่ามีการติดต่อพูดคุยกับใครบ้างหลังเดินทางไปทำงานถึงประเทศญี่ปุ่นวันที่ 23 ก.ค.66 ใคร? พูดกับลูกเป็นคนสุดท้ายก่อนกลายเป็นศพเสียชีวิตอยู่ในซอกตึกอาคารที่พัก ในพื้นที่เขตอ.อิเซซากิ จ.คานากาวะ 

ซึ่งตำรวจญี่ปุ่นแจ้งสาเหตุการเสียชีวิตกับแม่ว่า ตกจากที่สูงชั้น 8 จากการฆ่าตัวตาย เนื่องจากตรวจสอบบริเวณช่องสุดทางเดินชั้น 8 ไม่พบร่องรอยการต่อสู้และไม่พบลายนิ้วมือหรือรอยเท้าผู้อื่นนอกจากผู้เสียชีวิตคนเดียว แต่แม่ยังไม่ปักใจเชื่อเพราะไม่มีสาเหตุหรือแรงจูงใจที่จะให้ลูกสาวคิดสั้นฆ่าตัวตาย จึงขอให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ช่วยตรวจสอบหาความจริงให้ด้วย  

ขณะที่วันนี้ นางปวีณา ได้พานักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 3 รุ่นที่ 78 จำนวน 30 นาย ที่เข้าศึกษาดูงานมูลนิธิปวีณาฯ ระหว่างวันที่ 29 ส.ค. – 12 ก.ย.66 ตามโครงการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หลักสูตรสัมผัสปัญหาชุมชน รุ่นที่ 27 ปีการศึกษา 2566 ไปศึกษาดูงานกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อเก็บประสบการณ์นำไปปรับใช้หลังเรียนจบไปเป็นตำรวจรับใช้ประชาชนต่อไป 

นางปวีณา กล่าวว่า ขอขอบคุณ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ที่ประสานการช่วยเหลือร่วมกับมูลนิธิปวีณาฯ ด้วยดีเสมอมา ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร่วมกับมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือเหยื่อและผู้เสียหายได้จำนวนมาก พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้อยากฝากเตือนคนไทยอย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ หากจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศควรตรวจสอบกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศให้ดี เพราะอาจตกเป็นเหยื่อได้ และเจ้าหน้าที่ก็อาจจะช่วยไม่ได้ทุกคน

สถิติรับเรื่องราวร้องทุกข์ มูลนิธิปวีณาฯ ประจำปี 2565 ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. – 23 ธ.ค. 2565 รวมทั้งสิ้น  6,745 ราย เป็นเรื่องค้ามนุษย์/ค้าประเวณี จำนวน 255 ราย สถิติรับเรื่องราวร้องทุกข์ มูลนิธิปวีณาฯ ประจำปี 2566 ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. – 8 ก.ย. 2566 รวมทั้งสิ้น  4,491 ราย เป็นเรื่องค้ามนุษย์/ค้าประเวณี จำนวน 181 ราย

ผิงผิง-โคลนาซีแพม สาวสองสุดแสบ นัดเดทผ่านแอ๊พพลิเคชั่นหาคู่สาวสอง โดยขึ้นข้อความว่า “สาวสอง ใครร้อนเงินทักมา” สุดอันตราย ล่อแมลงให้เหล่าชายหนุ่มสายเหลืองตกเป็นเหยื่อ ใช้การวางยามอมผู้เสียหายชายสายเหลือง ก่อนจะรูดทรัพย์และยานพาหนะไปหมดตัว

ผิงผิง-โคลนาซีแพม สาวสองสุดแสบ นัดเดทผ่านแอ๊พพลิเคชั่นหาคู่สาวสอง โดยขึ้นข้อความว่า “สาวสอง ใครร้อนเงินทักมา” สุดอันตราย ล่อแมลงให้เหล่าชายหนุ่มสายเหลืองตกเป็นเหยื่อ ใช้การวางยามอมผู้เสียหายชายสายเหลือง ก่อนจะรูดทรัพย์และยานพาหนะไปหมดตัว บางรายถูกลงมือทำร้ายขณะพยายามฝืนต้านฤทธิ์ยา แผนประทุษกรรมสุดแสบ บดยา Clonazepam ไว้ก้นแก้วก่อนรินเบียร์ผสม พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ส่งชุดสืบมือดีไล่ล่ากว่า 2 เดือน จนในที่สุดจับตัวได้ขณะกำลังหลบหนีออกชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน หลังจับกุมเจ้าตัวสารภาพทำเอาชุดจับกุมอึ้ง “เห็นคนล้มฟุบแล้วมีความสุข คิดว่ามีพลังวิเศษ” เสพติดต้องก่อเหตุเดือนละ 2-3 ครั้ง ขยายผลพบเป็นมือขวาบอสชาวไต้หวัน หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 แห่ง ในประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น./หน.ชุด PCT 5 , พ.ต.อ.วิชัย  แดงประดับ รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ , ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น , ร.ต.อ.กฤษณะ ชนิดไทย , ร.ต.อ.อำนาจ แป้นดวงเนตร , ร.ต.อ.สุรศักดิ์ บุญนุ่ม , ร.ต.อ.วทัญญู เริ่มประชาธิปไตย , ร.ต.ท.คณาธิป ภูสมตา , ส.ต.อ.ณัฐกิต  เชื้อสุข , ส.ต.ท.จิรวัฒน์ ศรีมั่นมีชัย , ส.ต.ต.เมธิชัย คำดี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สืบนครบาล และเหล่านักเรียนอบรมหลักสูตรสืบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 112 ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายอภิชาติ ศรีโคตร หรือ “ผิงผิง” อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60 ม.11 ต.หนองน้ำใส อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ผ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223 ซ.รังสิต-นครนายก 10 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหา โดยกล่าวหาว่า  “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน”

ตามหมายจับ 2 หมายจับ 
1.หมายจับศาลอาญาที่ จ.2174/2566 ลงวันที่ 10 ก.ค. 66 ข้อหา “ลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน” (พื้นที่ สน.สุทธิสาร)
2.หมายจับศาลอาญาที่ จ.2963/2566 ลงวันที่ 11 ก.ย. 66 ข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” (พื้นที่ สน.พญาไท)

ตรวจยึดของกลาง 4 รายการ
1.บัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 6 ใบ (เป็นของบุคคลอื่น) รับว่าเป็นของบัญชีม้า
2.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง (ของตนเอง 2 เครื่อง , ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 4 เครื่อง)
3.เงินสด จำนวน 25,000 บาท
4.ยา Clonazepam จำนวน 3 แผง (ยาที่ใช้มอมเหยื่อ)

พฤติการณ์กล่าวคือ ดำดิ่งสู่จิตใต้สำนึกสุดอำมหิตผิดเพี้ยนของ “นักมอมยา”นามว่า “ผิงผิง” หรือ นายอภิชาติ ศรีโคตร เธอเป็นสาวประเภทสองวัยเพียง 22 ปี ที่ก่อวีรกรรมกับเหล่าชายหนุ่มสายเหลืองได้อย่างแสบทรวง กลายเป็นมหันตภัยในยามรัตติกาลสำหรับชายหนุ่มในเมืองกรุงไปแล้ว เมื่อเธอได้ตระเวนก่อเหตุ “วางยาและรูดทรัพย์” เหล่าชายหนุ่มที่ติดกับดักเธออย่างนับไม่ถ้วน โดยแผนประทุษกรรมสุดแสบของเธอเริ่มต้นจาก “แอ๊พหาคู่” โดยเธอจะทำตัวเป็นสาวสองทรงเจ๊สายเปย์ สปีชีส์ตัวรับ ขึ้นข้อความทำนอง “สาวสอง ใครร้อนเงินทักมา” ล่อแมลงให้เหล่าชายหนุ่มสายเหลืองที่ไส้แห้งต่างเข้ามารุมเร้า อย่างที่ทราบกันดี วงการนี้ไม่สนทนากันนานเพราะต่างมุ่งไปตามกามอารมณ์กันอยู่แล้ว โดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้กันจุดหมายปลายทางคือ “เพศสัมพันธ์” เมื่อนัดหมายสถานที่แล้วเหล่าเหยื่อชายสายรุกมักพุ่งมาอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัวว่า สถานที่ดังกล่าวคือ “ห้องเชือด” ที่เธอได้เตรียมการขุดหลุมพลางไว้รอเหยื่อไว้แต่เนิ่นแล้ว โดยเธอจะนำยา Clonazepam จำนวน 3-10 เม็ดมาบดให้ละเอียด ก่อนจะเทลงในแก้วน้ำที่เตรียมไว้และเพิ่มความแนบเนียนด้วยการใส่น้ำแข็งเปล่าให้เต็มแก้ว ปิดบังคราบผงยาที่นองอยู่ก้นแก้ว โดยทันทีที่เหล่าชายหนุ่มที่ตกเป็นเหยื่อย่ำเท้าเข้ามาในถ้ำเสือ เธอเริ่มสะกดจิตเหยื่อด้วยการเปย์แบงค์พันให้ชายหนุ่มก่อน 1 ใบ 

จากนั้นจะหว่านล้อมชักจูงให้เหยื่อดื่มเบียร์เปิดหัวเป็นอันดับแรก เหยื่อหนุ่มเกือบทั้งสิ้นล้วนติดกับดักค่ายกลของเธอ เมื่อเหยื่อเริ่มเปิดกระป๋องเบียร์และบรรจงเทลงในแก้วที่เธอวางยาไว้ ผงยาผสมปนเปกับน้ำสีทองของเบียร์ไร้ร่องรอยให้สงสัย และเมื่อของเหลวสีทองผสมยาที่เธอวางไว้ก้นแก้วไหลเข้าสู่ร่างกายชายหนุ่มก็เป็นอันรุกฆาต ยาดังกล่าวนั้นจะออกฤทธิ์รุนแรง ง่วงซึม มึนศีรษะ สับสน จดจำสิ่งต่างๆ ไม่ได้ เกือบทุกรายล้มพับไปในไม่กี่อึดใจ บางรายพยายามฝืนต้านฤทธิ์ยาเธอยิ่งชอบเพราะเธอจะลงมือทำร้ายร่างกายเช่น กระโดดถีบ ต่อยหน้า ตบหน้า ต่างๆนาๆโดยที่เหยื่อไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ จนกว่าเหยื่อจะสลบไสลไป โดยภาพการล้มพับของเหล่าชายหนุ่มสร้าง ความสุข , ความสนุก , ความสะใจ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเอง “มีพลังวิเศษ” ให้เธอจนเธอเสพติดเข้าเส้นเลือดไปแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นเมื่อเหยื่อไร้สติ เธอจะลงมือกวาดทรัพย์สินของเหยื่อไปจนเกลี้ยง รายใดโชคร้ายขับรถมาก็จะถูกขโมยไปด้วย 

ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 66 เธอได้ลงมือก่อเหตุกับชายหนุ่มรายหนึ่ง ที่โรงแรมชื่อดังในซอยศรีอยุธยา 12 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี จ.กรุงเทพฯ โดยเธอได้ขโมยทรัพย์สินเงินสด โทรศัพท์ และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบท์ ของเหยื่อไป มูลค่าความเสียหายประมาณ 200,000 บาท จากนั้นหายไปในกลีบเมฆชนิดไร้ร่องรอยให้คลำหา เป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เธอจะมาก่อเหตุและหายไปราวหมอกควัน เหยื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยแผนประทุษกรรมเดิมที่ตรึงใจเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนที่ติดตามไล่ล่าเธอมาเกือบ 2 เดือน จนเรื่องนี้ถึงหูนายตำรวจผู้ดูแลเมืองหลวงอย่าง พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เร่งสั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. สืบสวนแกะรอยจนสืบทราบว่าสาวประเภทสองรายนี้คือ นายอภิชาติ ศรีโคตร อายุ 22 ปี และกำลังหลบหนีออกไปทาง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อหลบหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พล.ต.ต.ธีรเดชฯ ไม่รอช้าส่งชุดสืบนครบาลและนักเรียนสืบสวน 112 ไล่ล่าติดตามไปอย่างกระชั้นชิด ไล่กวดถึงริมชายแดนกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ขณะกำลังพยายามจะหลบหนีออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

ในชั้นจับกุม นายอภิชาติ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ใน ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยทำมาเป็นเวลากว่า 3 ปี หลอกคนไทยได้ยอดรวมประมาณล้านกว่าบาท ซึ่งตนได้ค่าคอมมิชชั่นมา 400,000 บาท แต่ได้ใช้เสเพลกับการพนันไปหมดแล้ว ในปัจจุบันตนได้เป็นมือขวาของบอสชาวไต้หวันชื่อว่า เสี่ยว เฟ่ย เชียน ซึ่งเป็นเจ้าของคอลเซ็นเตอร์ 3 ตึกในปอยเปต ล่าสุดได้ทำหน้าที่เป็น HR และคอยจัดหาบัญชีม้าให้กับบอสชาวจีน โดยจะเข้าๆออกๆกัมพูชาและประเทศไทยเป็นประจำเพราะตนเองเสพติดภาพการล้มพับของเหยื่อ เพราะมันทำให้ตนเองมี ความสุข , ความสนุก , ความสะใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งตนได้เคยไปลองมอมยาใส่กลุ่มชายหนุ่มในสถานที่ท่องเที่ยวแล้วเห็นเหยื่อล้มฟุบพร้อมกัน 4 คน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีพลังวิเศษ ซึ่งตอนนี้ได้เสพติดความสุขนี้ไปแล้ว 

ซึ่งตนเองจะหาเวลาว่างจากการทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เดือนละ 2-3 ครั้ง เพื่อเข้ากรุงเทพมาก่อเหตุลักษณะนี้ ความสุขก็ส่วนหนึ่งแต่อีกส่วนก็หวังจะได้ทรัพย์สินจากเหยื่อด้วย โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากตนเองเคยถูกผู้ชายมามีเพศสัมพันธ์ด้วยแล้วโดนชายคนนั้นขโมยทรัพย์สินไประหว่างที่ตนเองหลับ โดยตอนนั้นตนเองถูกขโมยเงินไปกว่า 80,000 บาท จึงแค้นมากวางแผนล่อลวงชายคนนั้นมาและได้ลองมอมยาแบบนี้เป็นครั้งแรก โดยตอนนั้นใส่ยาไปทั้งหมด 10 เม็ด จนล้มพับไปจากนั้นก็ขโมยของขโมยรถของชายคนนั้น จากนั้นก็รู้สึกสนุก สะใจ จึงติดเป็นนิสัยและก่อเหตุต่อมาเรื่อยๆ โดยยาที่ตนได้มานั้นตนเองไปหาหมอแล้วจะบอกว่าต้องการยาตัวนี้ ถ้าหมอคนไหนไม่ยอมให้ก็จะแสดงละครบอกหมอว่าถ้าไม่ให้จะไปฆ่าตัวตาย หมอก็จะยอมให้ โดยให้ทีละ 20-30 แผง และที่เลือกวางยาในเบียร์แบบนี้เพราะว่าตนเคยลองใส่ในน้ำเปล่าแล้วมันจะขุ่นๆทำให้เหยื่อดูออกได้ง่าย ส่วนรถที่ตนเองได้ขโมยมาจะนำไปขายให้กับขบวนการส่งรถออกนอกประเทศ โดยจะเก็บรถที่ขโมยมาไว้กับตัวเองไม่เกิน 2 ชั่วโมง ส่วนบัตรประชาชนที่ถูกตรวจค้นพบหลายๆใบนั้น ตนเองได้มาจากเหยื่อบ้าง และได้จากพวกเปิดบัญชีบ้าง เลยนำมาใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆแทนชื่อของตนเองเพื่อปกปิดตัวเอง” หลังจับกุมตัว ได้นำส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “เรายังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของภัยสังคมรายนี้ โดยจากการขยายผลการจับกุมในขณะนี้เราพบพยานหลักฐาน รถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องสงสัยว่าได้จากการก่อเหตุ กว่า 13 คัน และพบข้อมูลเหยื่อและผู้ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่ออีกไม่ต่ำกว่า 10 ราย จึงขอประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อคนร้ายรายนี้ ให้แจ้งมาที่เฟสบุ๊คเพจ สืบสวนนครบาล IDMB เรามีเจ้าหน้าที่ประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง เราจะปกปิดข้อมูลของคุณเป็นความลับ และขอฝากเตือนไปยังเหล่าผู้ปกครองให้หมั่นเฝ้าระวังบุตรหลานที่ชื่นชอบการเล่นแอ็พพลิเคชั่นหาคู่ลักษณะนี้ ให้หลีกเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของท่าน ในส่วนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตอนนี้เราได้ข้อมูลสำคัญของขบวนการมามากพอสมควร ซึ่งเราจะมีการขยายผลต่อไปจนถึงที่สุด แม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top