Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

CEO ไทย สมายล์ กรุ๊ป เดินหน้าเพิ่มฟีดรถ EV สีส้มราคาประหยัด ทั้งความถี่และจำนวนยกระดับการให้บริการต่อเนื่อง เตรียมใช้เทคโนโลยี Fleet Management แก้ปัญหาจอดรับผู้โดยสาร

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย สมายล์ กรุ๊ป เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของไทยสมายล์บัสตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของปี 2566 ระบุว่า การพัฒนาธุรกิจในเครือไทยสมายล์กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของเส้นทางให้บริการที่ปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 123 เส้นทาง ประกอบกับการเพิ่มจำนวนรถเข้าให้บริการพี่น้องประชาชน จาก 800 คัน ในช่วงต้นปี 2565 จนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,200 คันแล้ว ส่งผลให้ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดิมเฉลี่ยมากกว่า 300,000 คน/วัน สอดคล้องกับจำนวนรถและรอบที่ให้บริการมากขึ้น ทำให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่พี่น้องประชาชนหันมาใช้บริการรถสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้นขณะเดียวกันทางบริษัท ได้เพิ่มความถี่ เพิ่มจำนวนรถ เพิ่มจำนวนรอบ ไปจนถึงการขยายเวลาการวิ่งให้บริการเป็น 24 ชั่วโมง ใน 4 เส้นทาง

ส่วนแผนระยะยาว ทางไทยสมายล์บัส มีแผนขยายการให้บริการในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการวิ่งรถในเส้นทางใบอนุญาตปัจจุบัน และการขยายให้บริการรูปแบบ Feeder เชื่อมต่อการขนส่ง ทั้งรถ-เรือ-ราง ทั้งยังเพิ่มการให้บริการกลุ่มลูกค้าองค์กรต่าง ๆ ซึ่งในปีหน้าเชื่อว่าจะมีรถเข้ามาให้บริการเพิ่มเป็น 3,100 คันตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ คาดการณ์ว่าจะมียอดผู้โดยสารใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 500,000 คน/วัน

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ ไทย สมายล์ กรุ๊ป ยอมรับว่า ตนรับทราบถึงความเห็นของผู้ใช้บริการ ที่อาจยังพบกับความไม่สะดวกในบางส่วน ทางบริษัทรับฟังและได้ทำการแก้ไขต่อเนื่อง เช่น รถเมล์ไฟฟ้าของ TSB ไม่จอดรับผู้โดยสาร วิ่งเลนขวา ทางบริษัทได้ลงทุนสร้างศูนย์ฝึกอบรมครบวงจร ที่จะปั้นพนักงานขับรถ “กัปตันเมล์” รุ่นใหม่เข้ามาให้บริการด้วยมาตรฐานที่ยกระดับขึ้น ทั้งยังปรับสิทธิประโยชน์รายได้ของพนักงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรม นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มทดลองใช้ระบบ Fleet management ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กำกับการเดินรถ สามารถตรวจการเข้าป้าย ความเร็ว ปริมาณผู้โดยสารบนรถ ไปจนถึงการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ขับขี่-พนักงานผู้ให้บริการ จึงขอให้มั่นใจว่า การบริการของ TSB จะปรับปรุงแก้ไข พัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ

โดยในวันเดียวกันนี้ ยังได้มีการเปิดตัว รถเมล์ไฟฟ้าราคาประหยัด หรือ “รถ EV สีส้ม” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐ ที่มีกำหนดนโยบายว่าเอกชนผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องดำเนินการจัดหาให้มีรถร้อน ออกให้บริการประชาชนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งทางบริษัทได้จัดหามาทั้งสิ้นจำนวน 60 คัน เพื่อนำไปเสริมการเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น ในเฟสแรกจะให้บริการใน 10 เส้นทาง จากนั้นจะศึกษาผลตอบรับเพื่อนำไปพัฒนาการให้บริการต่อไปในอนาคต ด้วยอัตราค่าโดยสาร 10 บาท ตลอดสาย ตามข้อกำหนดใบอนุญาตของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถชำระค่าโดยสารได้ทั้งรูปแบบ HOP Card ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ เดลิ แมกซ์ แฟร์ เดินทางไม่จำกัดในราคาเพียง 40 บาทตลอดสาย ไปจนถึงการชำระด้วยรูปแบบเงินสด

ด้านการพัฒนาของ ไทย สมายล์ โบ้ท ได้มีการเสริมฟีดเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า รูปแบบใหม่ ขนาด 19 เมตร เป็นเรือ Catamaran พลังงานสะอาด 100% ซึ่งมีความแตกต่างในทางกายภาพจากเรือรูปแบบเดิมของบริษัท ด้วยขนาดที่กระทัดรัดคล่องตัวมากขึ้น เหมาะที่จะเดินเรือในเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในทุกสภาพอากาศแม้ช่วงน้ำขึ้น ปัจจุบันได้รับเพิ่มมาแล้วจำนวน 9 ลำ ส่งผลให้บริษัทมีฟลีทเรือให้บริการทั้งสิ้น 35 ลำ ซึ่งจะเข้าไปบริการในเส้นทาง Urban และ City Line ก่อนในช่วงแรก แล้วจึงขยายไปเส้นทาง Metro Line ตามความต้องการของผู้โดยสารในแต่ละเส้นทาง สร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้เดินทาง โดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วน คาดว่าจะสามารถเพิ่มความถี่ให้บริการได้ ทุก 7-10 นาที พร้อมทั้งยังสามารถให้บริการกับลูกค้าองค์กร เช่น การเช่าเหมาลำ การวิ่งตามฟีดเส้นทาง หรือเรือนำเที่ยว ได้อีกด้วย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดงานชักพระที่จังหวัดยะลา

เมื่อวานนี้ (30 ตุลาคม 2566) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีชักพระประจำปี 2566 ซึ่งเทศบาลนครยะลาจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 30 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา โดยมีนายอำพล พงศ์สุวรรณ ผวจ.ยะลา รอง ผวจ.ยะลา ผู้บริหารเทศบาลนครยะลา ตลอดจนพี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ประเพณีชักพระเป็นประเพณีที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น ได้รับการสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษและสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน ทราบว่าจังหวัดยะลาได้จัดกิจกรรมประเพณีชักพระมาอย่างต่อเนื่องโดยเทศบาลนครยะลาเป็นหน่วยงานหลัก มีหน่วยงานภารรัฐและเอกชนสนับสนุนการจัดกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ทำให้พี่น้องชาวจังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียงได้ร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงาม ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีของผู้คนในชุมชน ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่น เสริมความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าไทยพุทธหรือมุสลิม ให้สามารถดำรงชีวิตภายใต้สังคมพวัฒนธรรมตามอัตลักษณ์ของตนในทุกศาสนา

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความยินดีอย่างยิ่งในการให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีชักพระในครั้งนี้ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพี่น้องประชาชนในการสืบสานประเพณีอันดีงามให้อยู่คู่กับท้องถิ่นของเรา ทำให้พี่น้องประชาชนชาวยะลาและจังหวัดใกล้เคียงร่วมกันสร้างบุญกุศลแสดงออกถึงความรักความสามัคคีในการร่วมมือมือใจการประดิษฐ์เรือพระและการชักพระหรือลากพระเพื่อมาร่วมงานครั้งนี้ ในครั้งนี้จึงได้ร่วมสนับสนุนการแสดงคอนเสิร์ต "บิว กัลยาณี" ศิลปินคนใต้ เพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชน

คึกคื้น!! พิธีทอดกฐินสามัคคี 'วัดบางพลีใหญ่กลาง' ครอบครัวรอดปัญญารับเป็นเจ้าภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้จัดพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2566 โดยมีสาธุชนผู้ใจบุญจากทั่วทุกสารทิศรวมพลังบุญใหญ่ จากความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนชาวพุทธได้มาร่วมจิตร่วมใจกันร่วมทอดกฐินสามัคคีถวายแด่ทางวัดบางพลีใหญ่กลาง 

โดยพิธีทอดกฐินสามัคคีในปี 2566 นี้ ทางครอบครัวรอดปัญญา นำโดย นายธนภณ และนางธนิดา รอดปัญญา รับเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์และเป็นประธานทอดกฐินสามัคคี พร้อมด้วยครอบครัวมุสิกทอง ตลอดจนสาธุชนผู้ใจบุญและผู้มีจิตศรัทธาร่วมจัดพิธีทอดกฐินสามัคคี ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยมี ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางร่วมประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาตามลำดับ

จึงนับได้ว่าการทอดกฐินสามัคคีนั้นทำให้เกิดความสามัคคีธรรม คือการร่วมมือกันทำคุณงามความดี อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีทางพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป โดยเงินปัจจัยทั้งหมดที่ได้จากการร่วมทอดกฐินสามัคคีในปีนี้ทางวัดบางพลีใหญ่กลางจะนำไปใช้บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ และสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ ของวัดต่อไป โดยยอดเงินการทำบุญทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2566 มียอดเงินทั้งสิ้นจำนวน  3,504,345 บาท

กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ สัตวแพทย์ มช. จัดงานประชุมนานาชาติ GASL โดย FAO ต้อนรับผู้ร่วมงานกว่า 200 คนจาก 50 ประเทศทั่วโลก

กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเกียรติจาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดการประชุมนานาชาติ Multi-stakeholder collaboration to strengthen sustainability and resilience of livestock systems in response to drivers of change: 13th Global Agenda for Sustainable Livestock (GASL) Multistakeholder Partnership Meeting and the Regional Conference on Sustainable Livestock Transformation ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ 

โดยมี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ Ms. Shirley Tarawali ประธานของกลุ่ม Global Agenda for Sustainable Livestock (GASL) ดร. นายสัตวแพทย์ธนวรรษ เทียนสิน Director of Animal Production and Health Division องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) Mr. Robert Simpson, Senior Adviser to the Assistant Director - General / Regional Representative ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันกล่าวให้การต้อนรับผู้ร่วมประชุม

ในการนี้ ศ.ดร.น.สพ.กรกฎ งานวงศ์พานิชย์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.สพ.ญ.วรางคณา ไชยซาววงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สัตวแพทย์สาธารณสุขและอาหารปลอดภัยเอเชียแปซิฟิก คณาจารย์ และบุคลากร คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมพิธีเปิดงานประชุมนานาชาติฯ

สำหรับการประชุมที่จัดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ จะมุ่งเน้นหารือในประเด็นด้านการเสริมสร้างให้เกิดการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อระบบปศุสัตว์และการแก้ไขปัญหาในรูปแบบนวัตกรรม 4 มิติสำคัญ ประกอบไปด้วย

ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ หารือแนวทางการสร้างความมั่นคง เพื่อให้ประชากรโลกสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและโภชนาการสูง สนับสนุนการเจริญเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การพิจารณาทางเศรษฐกิจและสังคม มุ่งพิจารณาแนวทางการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสุขภาพ เสริมสร้างความยั่งยืนในการผลิตปศุสัตว์ ตลอดจนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนอย่างเท่าเทียม

ด้านสุขภาพ ร่วมวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของแนวทางการดูแลสุขภาพ อันจะเป็นประโยชน์สำคัญต่อการดำเนินงานและพัฒนาระบบปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความร่วมมือในการวางแนวทางเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเกษตรที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

Global Agenda for Sustainable Livestock (GASL) คือ คณะทำงานด้านวาระระดับโลกที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของระบบปศุสัตว์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2554 โดย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ดำเนินงานผ่านความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน การเคลื่อนไหวทางสังคม และสถาบันการศึกษาองค์กรระหว่างประเทศ 

เป็นการรวมตัวของผู้ที่มีส่วนสำคัญด้านการพัฒนาระบบปศุสัตว์กว่า 200 คนจาก 50 ทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันแนวปฏิบัติและนโยบายเพื่อการผลิตปศุสัตว์ที่ยั่งยืน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการผลักดันการดำเนินงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของภาคปศุสัตว์ โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ สัตว์ และระบบนิเวศ

'ปลดเป้ วางปืน คืนสู่สามัญ' 'ทหารปลดประจำการ เป็นทหารกองหนุน'

มณฑลทหารบกที่ 36 จัดพิธีส่งทหารซึ่งรับราชการครบกำหนดและจะปลดจากกองประจำการ

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม 2566 พลตรี วัชรพงศ์  แก้วแจ้ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 เป็นประธานพิธี มอบประกาศเกียรติคุณ และให้โอวาทแก่ทหารกองประจำการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/62, 2/64, 2/65 และ 1/66 ซึ่งรับราชการจนครบกำหนดตาม พ.ร.บ. รับราชการทหาร ในวันที่ 31 ต.ค. 66 และจะต้องดำเนินการปลดเป็นทหารกองหนุนกลับภูมิลำเนา ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 มีทหารกองประจำการเข้ากระทำพิธี จำนวน 155 นาย โดยมี ผู้บังคับบัญชาภายในกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 เข้าร่วมพิธี พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณ และวุฒิการศึกษาจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ให้แก่ทหารกองประจำการ ดังกล่าว ณ อาคารอเนกประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 36 ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

ปลัดแรงงาน เปิดงานวันนิคม จันทรวิทุร พร้อมปาฐกถาพิเศษ 30 ปี กระทรวงแรงงานกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 31 ตุลาคม 2566 นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานเนื่องในวันนิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 21 ประจำปี 2566 และกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “30 ปี กระทรวงแรงงานกับการพัฒนาที่ยั่งยืน : เป้าหมายของสหประชาชาติกับความพยายาม ผลงานที่ผ่านมา และนโยบายของกระทรวงแรงงานในรัฐบาลชุดใหม่” โดยมี นายฐาปบุตร ชมเสวี ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน    

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงแรงงาน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลมีกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วน ได้แก่ กรอบระยะสั้น เป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกายให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโต ประกอบกับการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว กรอบระยะกลางและระยะยาว ด้านการเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน ในส่วนนโยบายของกระทรวงแรงงาน โดยท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มีนโยบายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงแรงงาน 3 ด้าน 8 นโยบาย เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานภายใต้แนวคิด “ทักษะดี มีงานทำ หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”  

นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า ตลอดห้วงระยะเวลา 30 ปี ของการดำเนินงานของกระทรวงแรงงานได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาแรงงานของประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยเหลือตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน” และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติที่กระทรวงแรงงานมีบทบาทเป็นหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาแรงงานในเป้าหมายที่ 8 การส่งเสริมงานที่มีคุณค่า สำหรับทุกคน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2566 มีผลงานสำคัญในหลายด้าน อาทิ ส่งเสริมการมีงานทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีรายได้ที่เหมาะสมรฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ป้องกันและแก้ไขการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม เป็นต้น กระทรวงแรงงานมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแรงงาน เพื่อให้ แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้าน นายฐาปบุตร ชมเสวี ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารทุกระดับ ผู้ปฏิบัติงาน นักวิชาการ นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านแรงงาน ร่วมกันกำหนดทิศทางและเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนงานด้านแรงงานให้สอดคล้องกับความจำเป็นแห่งยุคสมัยและในอนาคต ตลอดจนสร้างข้อเสนอแนะร่วมกันทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

'คุณย่าขาลุย' บุกครัวคุณต๋อยเพลส เดอะคริสตัล เอกมัย - รามอินทรา แหล่งรวมความอร่อย ฟินได้ทุกวัย กินได้ทุกวัน

คุณย่าทั้งหลายจูงมือกันหาของอร่อยทาน ไม่รู้ติดใจอะไรอะไรนักหนากับครัวคุณต๋อยเพลส เดอะคริสตัล เอกมัย - รามอินทรา
พี่อ๋อยสินาภรณ์ พิไลลักษณ์
พี่แหม่มเทพยุดา ศรียาภัย
คุณสุพรรษา เนื่องภิรมย์
คุณตุ้มรสริน จันทรา
คุณตุ๋ยนวลปรางค์ ตรีชิต 
คุณจิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา
คุณปิ๋วศากุน บุนนาค

ครัวคุณต๋อยเพลส เดอะคริสตัล เอกมัย - รามอินทรา แหล่งรวมความอร่อย ฟินได้ทุกวัย กินได้ทุกวัน เปิดทุกวัน เริ่ม 3 มิ.ย. 66 นี้

เตรียมปักหมุด…เช็คความฟินที่กินแห่งใหม่ “ครัวคุณต๋อยเพลส เดอะคริสตัล เอกมัย - รามอินทรา” แหล่งรวมความอร่อยทั่วฟ้าเมืองไทย ถูกใจสายกินตัวท็อป นักช้อปตัวแม่แน่นอนจ้า

พบกับ!!! ร้านเด็ด เมนูอร่อยกว่า 60 ร้านค้า การันตีความอร่อยโดยรายการครัวคุณต๋อยมารวมไว้ที่นี่ที่เดียว ทั้งเมนูคาว หวาน ของว่าง และเครื่องดื่มนานาชนิด พร้อมปรุงสด เสิร์ฟใหม่ถึงมือคุณทุกวัน

ขอแนะนำโซนเด็ด “KKT SHOP” ร้านของฝากที่คัดสรรของอร่อย ของดี คุณภาพเยี่ยมทั่วทุกภาค มาไว้บริการให้ลูกค้าเลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นของฝากให้กับคนที่คุณรัก

พิเศษสุด!!! ในทุก ๆ สัปดาห์พบกับอีเว้นท์จากร้านเด็ด ของดี ของอร่อย มาในธีมรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างสีสันสนุกคึกคัก และร่วมส่งต่อความอร่อยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดทุกสัปดาห์

บรรยากาศภายในตกแต่งด้วยโทนไม้ดูอบอุ่น แอร์เย็นสบาย เหมาะกับกลุ่มลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย มีโต๊ะและเก้าอี้ไว้บริการรองรับมากถึง 200 ที่ พร้อมให้เหล่านักกิน ได้มาสัมผัสความฟิน อิ่มเอมกับของอร่อย อย่างสุขใจ

ตั้งอยู่: เดอะคริสตัล เอกมัย - รามอินทรา เดินทางสะดวกสบาย มีที่จอดรถมากมายไว้บริการ เปิดบริการ: จันทร์ - อาทิตย์ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 3 มิ.ย.66 เป็นต้นไป เวลา:10.00 – 20. 30 น.
#ครัวคุณต๋อยเพลส #ครัวคุณต๋อย #ไม่กินถือว่าผิด #เดอะคริสตัลเอกมัยรามอินทรา

ตำรวจท่องเที่ยวไอเดียเก๋ ออกคลิป 2 ภาษา แนะนำ 5 ข้อแนะนำ การท่องเที่ยวในวันฮาโลวีนให้ปลอดภัย

วันนี้ (31 ต.ค.66) พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและโฆษกกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ปี 2566 นั้น วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งในประเทศไทย นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นิยมเที่ยวกันวันฮาโลวีนในลักษณะของงานปาร์ตี้ โดยสถานที่ที่มักนิยมไปเที่ยวกัน มักจะเป็นลักษณะของร้านที่มีการจำหน่ายสุรา ผับ บาร์ เช่น ถนนข้าวสาร เป็นต้น

ด้วยความห่วงใยความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว พล.ต.ต.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จึงได้จัดทำคลิป 5 ข้อแนะนำ ในการเที่ยวฮาโลวีนให้ปลอดภัย ได้แก่ 

1. เตรียมแผนเดินทางล่วงหน้า เพื่อจะได้รู้จักเส้นทาง หากเป็นสถานที่ปิด ก็ควรรู้จักทางออกฉุกเฉิน เผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

2. ควรมีเพื่อนไปด้วย เพราะในวันฮาโลวีนบางสถานที่ผู้ที่ไปเที่ยวอาจแต่งหน้าแนวแฟนตาซี ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใครหากพบเจอเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เพื่อนจะจำเราได้ และคอยช่วยเหลือกัน 

3. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เพื่อป้องกันเรื่องการล้วงกระเป๋า รวมไปถึงการเบียดเสียดกับคนจำนวนมาก เพื่อเวลาฉุกเฉินจะได้เอาตัวเองออกมาจากสถานที่นั้นได้ง่าย

4. หากจำเป็นต้องดื่ม ให้ดื่มอย่างมีสติ และก็ต้องดื่มแล้วไม่ขับ 

5. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หรือมาตรการการรักษาความปลอดภัยของสถาานที่นั้นๆ เช่น ไม่ทำให้เกิดประกายไฟ เป็นต้น

ทั้งนี้ คลิป 5 ข้อแนะนำ ในการเที่ยวฮาโลวีนให้ปลอดภัย กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้จัดทำเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยสามารถชมคลิปนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Tourist Police Bureau กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หรือ www.facebook.com/1155TPB

‘รองฯ กิตติ์รัฐ’ พร้อมคณะ เรียกประชุม ตัดวงจรผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในปี 2567 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

เมื่อวานนี้ (30 ต.ค. 66) เวลา 13.30 น.ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป) , พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป 2), พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ปป 3), พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ปป 4) และพล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6 รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป 5) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม รับฟัง และมอบนโยบายการดำเนินการป้องกันปราบปราม และสกัดกั้นการแพร่ระบาดยาเสพติด ตามภารกิจเร่งด่วน ตัดวงจรผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในปี 2567 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และ ตร.  

โดยมี พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ปส. พร้อมด้วย รอง ผบช.ปส. , ผบก.,รองผบก.และ ผกก.ในสังกัด บช.ปส.เข้าร่วมประชุมและบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานสำคัญที่ผ่านมาและแผนที่จะดำเนินการต่อไป ตลอดจนปัญหาข้อขัดข้อง ในการดำเนินมาตรการลดจำนวนผู้เสพยาเสพติด ,มาตรการจับกุมผู้ค้ายาเสพติด และมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไปโดยเสร็จสิ้นการประชุม เวลา 15.30 น.

ไทยสมายล์ กรุ๊ป ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน ผุดไอเดีย “สถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิต” แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม Low Carbon

วันนี้ (28 ต.ค2566) ที่ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนนิคมอุสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ นำคณะผู้บริหาเจ้าหน้าทีพนักงานไทยสมายล์ กรุ๊ปและบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกิจกรรมโครงการ ปลูกต้นไม้ป่าชายเลน

จากการต่อยอด ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนเมื่อปี 2565 สู่การเป็นสถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิต ในปี 2566 เป็นตัวชี้วัดที่ชาวบ้านสามารถพิสูจน์ด้วยตาเปล่าและจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพและการศึกษานวัตกรรมเทคโนโลยี 

กลิ่นไอความเจริญ เกิดขึ้นแล้ว ณ ฉะเชิงเทรา ในพื้นที่ตะวันออก EEC เมื่อกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป ผู้นำรถขนส่งสาธารณะ Low Carbon ร่วมกับ บลูเทคซิตี้ ฉะเชิงเทรา และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)ผู้นำนวัตกรรมพลังงานบริสุทธิ์ ได้นำพนักงานร่วมกับชาวบ้านบางปะกงกว่า 100 ชีวิต สานพลังบริสุทธิ์ช่วยกันปลูกป่าชายเลน เช่น ต้นถั่วขาวทะเล ต้นฝาดดอกขาว-แดง รวมจำนวน 1,000 ต้น เทียบเท่าการกักเก็บคาร์บอนได้ 100 ตัน ใน 10 ปี และใช้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยเยาว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่โลก

รวมทั้ง การผุดไอเดียพัฒนา“สถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิต” โดยมีแนวคิดจัดทำโครงการบ้านปลาธนาคารปู ที่เบื้องต้น ได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ฉะเชิงเทราศึกษาวิจัยเพาะพันธุ์ลูกปูทะเล ที่มีเป้าหมายจะปล่อยลูกปูคืนสู่ธรรมชาติปีละ 1,000,000 ตัว โดยวางแผนปรับปัจจัยแวดล้อมให้ลูกปูสามารถเติบโตเต็มวัย จนประชาชนสามารถจับขายได้ ซึ่งมีราคาโดยเฉลี่ยตัวละ 100 บาท คิดเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ได้ไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดการประเมิน สถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิตได้อย่างดี ที่มีทั้งดินดี น้ำดี มีคุณภาพชีวิตดี มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ ส่งผลให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีความสุขได้อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top