Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

'พัชรวาท' ลุย เชียงใหม่ ระดมทุกหน่วย เตรียมรับมือไฟป่า หมอกควัน พื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด ดูแลประชาชน เน้นย้ำ แจ้งเตือนสถานการณ์ PM 2.5 ต้อง 'ทั่วถึง เท่าเทียม ทันท่วงที'

วันที่ 8 พ.ย. ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมการมอบนโยบายเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2567 โดยได้มอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ดังที่ปรากฏในคำแถลงนโยบาย มีการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และใรการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 ต.ค.และ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดมาตรการเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ทั้งระบบให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษปี 2567 เพื่อใช้รับมือกับการควบคุมไฟในป่าการเผาพื้นที่ทำการเกษตร และการควบคุมการเกิดฝุ่นในพื้นที่เมือง ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นในปี 2566 จากปรากฏการณ์เอลนีโย่ เตือนให้เราเห็นแล้วว่าในปีหน้าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น ดังนั้นทุกหน่วยงานจะต้องนำมาตรการที่กำหนดร่วมกันไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน อย่างทันที ด้วยความตระหนักถึงการปกป้องสุขภาพของประชาชน ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ เห็นความพร้อมและรับรู้ว่าภาครัฐทำอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีการละเลย 

"ต้องลดการเผาไหม้ทั้งในพื้นที่เกษตรเผาไหม้ซ้ำซาก  พื้นที่ป่า จะมุ่งเป้าไปที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงโดยเฉพาะพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต้องตรึงพื้นที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เราจะมีการจัดระเบียบการเก็บหาของป่าโดยอนุญาตเฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น ผ่านการลงทะเบียน ส่วนพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะต้องมี จุดตรวจ จุดสกัด เพื่อมิให้เกิดการลักลอบเผาป่า เมื่อเข้าห้วงสถานการณ์ฤดูไฟป่าจะต้องมีผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ มีกำลังพล และเครื่องมือพร้อมปฏิบัติในการดับไฟป่าและสามารถสับเปลี่ยนกำลังระดมพลช่วยกันดับไฟป่าได้อย่างทันท่วงทีโดย ผ่าน war room ระดับพื้นที่ และดึงหมู่บ้านเครือข่ายดับไฟป่า (อส.อส.) มาร่วมในการดับไฟป่าด้วย โดยมีเป้าลดพื้นที่ ไฟไหม้ลดลง 50 % จากปี พ.ศ.2566" พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าว   

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวอีกว่า การควบคุมการเผาจากแหล่งกำเนิด คือหัวใจ ทุกหน่วยงานทุกภาคประชาสังคม ต้องช่วยสื่อสารกับประชาชน ซึ่งนอกจากการดูแลตัวเองแล้ว ต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำคำร้องขอของภาครัฐด้วย การแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นต้องทั่วถึงเท่าเทียมทันท่วงทีเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล ที่รวดเร็วถูกต้อง 

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า นายกฯ ได้มีการสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อกำกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยมอบให้ตนเป็นประธาน และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธานคนที่ 2 และเร่งจัดตั้งศูนย์ ปฏิบัติการระดับพื้นที่เพื่อดำาเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่งหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ที่มีการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

"สุดท้ายขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยราชการปฎิบัติการโดยความแม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ ในปีนี้ภาครัฐได้มีการเตรียมการอย่างรวดเร็วก่อนสถานการณ์ฝุ่นและพร้อมจะดำเนิน อย่างเต็มที่ ทุกฝ่ายต้องรวมพลังกัน ทุกภาคส่วนรวมถึงพี่น้องประชาชนเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นที่คาดว่าจะรุนแรงได้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ"พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าว 

จากนั้นพล.ต.อ.พัชรวาท ได้เดินเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆที่จัดขึ้น พร้อมทั้งทักทายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้การต้อนรับผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และคณะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมรับมอบเงินรางวัลศาลเจ้ามาตรฐานของศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

วันนี้ (วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ ให้การต้อนรับนายขวัญเมือง บุญประสงค์ ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมรับเงินมอบรางวัลศาลเจ้ามาตรฐาน ประจำปี พ.ศ. 2566 ของศาลเจ้าไต้ฮงกง รวมถึงนำเยี่ยมชมหอประวัติมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมี นายณัฐวัตร ก้อนทอง รักษาการผู้จัดการฝ่ายบุคคลและฝึกอบรม / หัวหน้าสำนักกฎหมายและคดี และนางนภาพร เชิญเกียรติประดับ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายณัฐวัตร ก้อนทอง รักษาการผู้จัดการฝ่ายบุคคลและฝึกอบรม / หัวหน้าสำนักกฎหมายและคดี เข้ารับมอบรางวัลศาลเจ้าไต้ฮงกงมาตรฐาน ประจำปี พ.ศ. 2566 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จากนายบรรจบ จันทรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ณ โรงแรม เอส ดี อเวนิว  เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครฯ

* ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง *

พลังศรัทธาองค์หลวงปู่ไต้ฮงในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อปี พ.ศ.2439 นายเบ๊ยุ่น ได้อัญเชิญรูปจำลองหลวงปู่ไต้ฮงจากอำเภอเตี้ยเอี้ย มายังประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ที่ร้านกระจกย่านวัดเลียบ ผู้คนเมื่อทราบต่างก็พากันมาสักการบูชาที่จำนวนมาก จนต้องย้ายไปประดิษฐานที่ซอยดอนกุศล ถนนเจริญกรุง  ช่วงนั้นเกิดโรคระบาดประชาชนต่างมากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อช่วยให้คุ้มครองปลอดภัยและหายจากโรค ทำให้เกิดความศรัทธา บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากและจัดการเก็บศพอนาถาไปฝัง ต่อมาในปี 2452-2453 พระอนุวัตน์ราชนิยม (ฮง เตชะวณิช) ได้ร่วมกับพ่อค้าคหบดี รวม 12 ท่าน ได้เห็นความสำคัญและประโยชน์แห่งกุศลเจตนาของผู้เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ไต้ฮง จึงจัดตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงขึ้น พร้อมสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงขึ้นที่บริเวณถนนพลับพลาไชย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เพื่อประดิษฐานองค์หลวงปู่ไต้ฮง  เมื่อศาลเจ้าไต้ฮงกงสร้างเสร็จสมบูรณ์ ได้อัญเชิญรูปจำลองของหลวงปู่ที่นายเบ๊ยุ่น คหบดีนำมาจากประเทศจีนมาประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกงเป็นการถาวร โดยศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตั้งอยู่ที่ 326 ถนนเจ้าคำรพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10100

ติดต่อสอบถามหรือติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง www.facebook.com/atpohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

สตม. รวบหนุ่มเมืองเบียร์ หนีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก กบดานเชียงดาว

บก.สส.สตม. ได้จับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ คือ นายไมค์ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติเยอรมัน ผู้ต้องหา ตามหมายจับของ ศาลเมืองฮัมบวร์ค ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันละเมิดทางเพศเด็ก, ชักจูงเด็กโดยการแสดงภาพหรือนำเสนอภาพลามกอนาจาร โดยการถ่ายวีดีโอที่มีเนื้อหาลามกอนาจาร และเผยแพร่เนื้อหาลามกอนาจารผ่านทาง ช่องทางการสนทนาสื่อสาร, ผลิตเนื้อหาลามกอนาจารเด็กที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศที่กระทำต่อหน้าบุคคลอายุ ต่ำกว่า 14 ปี และบังคับให้กระทำการทางเพศโดยใช้กำลังหรือข่มขู่ว่าจะทำร้าย ส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการ ตามกฎหมาย 

สืบเนื่องจาก ตร. ได้สั่งการให้ สตม. พิจารณาดำเนินการ กรณีสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย มีหนังสือมายังกองการต่างประเทศ แจ้งข้อมูลนายไมค์ สัญชาติเยอรมัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลเมืองฮัมบวร์ค ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันละเมิดทางเพศเด็กฯ ผบก.สส.สตม. จึงได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. 

ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายไมค์เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2562 ประเภทวีซ่า คนอยู่ชั่วคราว (NON-90) และได้รับอนุญาต  ให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 16 ก.ย.2567 ผบก.สส.สตม.จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายไมค์ เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามหาตัวนายไมค์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อนำตัวมาดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร กก.1 บก.สส.สตม.จึงได้ระดมกำลังสืบสวนติดตาม  หาตัวนายไมค์ จนกระทั่งต่อมาจากการสืบสวนทราบว่านายไมค์ ได้ไปพักอาศัยอยู่กับหญิงไทยที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบนายไมค์อยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ได้รับทราบ และได้เปรียบเทียบปรับเจ้าของบ้านในข้อหา เจ้าบ้าน เจ้าของ หรือผู้ครอบครองเคหสถาน รับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย  แล้วไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมง จากนั้นได้นำตัวนายไมค์ ส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวรอการส่งกลับ ไปดำเนินคดีที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

รวบหนุ่มไต้หวัน-ญี่ปุ่น ตั้ง CALL CENTER ในไทย หลอกประชาชนผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นหลายราย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 รรท.ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.ตม.6 รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม.ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

1.รวบหนุ่มไต้หวัน-ญี่ปุ่น ตั้ง CALL CENTER ในไทย หลอกประชาชนผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นหลายราย 
บก.สส.สตม. ได้จับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ขบวนการแก๊ง CALL CENTER จำนวน 4 ราย ดังนี้ 
1.นายเฉิน (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติไต้หวัน (เพิกถอนวีซ่า)
2.นายเหอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติไต้หวัน (OVERSTAY)
3.นายไดซูเกะ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติญี่ปุ่น (เพิกถอนวีซ่า)
4.นายทาโร่ (นามสมมติ) อายุ 41 ปี สัญชาติญี่ปุ่น (เพิกถอนวีซ่า)
ผู้ต้องหารายที่ 1,3 และ 4 ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผู้ต้องหายที่ 2 ถูกจับกุมในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สืบเนื่องจาก บก.สส.สตม. ได้รับประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันและญี่ปุ่น กรณีแก๊ง CALL CENTER กลุ่มหนึ่ง ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด บก.สส.สตม.จึงได้สืบสวนติดตามผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าว มาดำเนินคดีตามกฎหมาย พฤติการณ์การกระทำความผิดคือ ขบวนการแก๊ง CALL CENTER มีคนไต้หวันทำหน้าที่ เป็นหัวหน้าทีม และคนญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นพนักงาน โดยพนักงานคนญี่ปุ่นจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อหลอกลวงคนญี่ปุ่น และรับหน้าที่จัดหาคนญี่ปุ่น ซึ่งบินจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเป็นพนักงาน CALL CENTER ในประเทศไทย โดยจะให้ส่งข้อความโทรศัพท์ผ่านระบบ VOIP ไปยังผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งฐาน CALL CENTER อยู่ในหมู่บ้านหรูสองหลังติดกันใน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำการขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น พบคนต่างด้าว จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.นายเฉิน (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติไต้หวัน 2.นายเหอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติไต้หวัน 3.นายไดซูเกะ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติญี่ปุ่น พร้อมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 11 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 2 เครื่อง บัตรกดเงินสด และบัตรเครดิต จำนวน 5 ใบ และสคริปต์บทสนทนาที่ใช้สำหรับการพูดคุยกับผู้เสียหายและแบบฟอร์มกรอกข้อมูลผู้เสียหายฉบับภาษาจีนและญี่ปุ่น จำนวนหลายชุด

จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของคนต่างด้าวทั้ง 3 คน ปรากฏดังนี้
1. นายเฉิน (นามสมมติ) สัญชาติไต้หวัน เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2566 ประเภทวีซ่า นักท่องเที่ยว 60 วัน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด 
2. นายเหอ (นามสมมติ) สัญชาติไต้หวัน เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2566 ประเภทวีซ่า นักท่องเที่ยว 60 วัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 1 ก.ค.2566 (OVERSTAY)
3. นายไดซูเกะ (นามสมมติ) สัญชาติญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2566 ได้รับการยกเว้นวีซ่า ประเภท ผ.30 การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้เสนอ ผบก.สส.สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ นายเฉิน และนายไดซูเกะ เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือ ความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) ประกอบกับมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อ กักตัวรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และจับกุมนายเหอ ในข้อหา เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร โดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) นำตัวส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

จากการสืบสวนขยายผลพบว่า หัวหน้าของขบวนการดังกล่าวเป็นคนไต้หวัน ซึ่งสั่งการมาจากประเทศไต้หวัน  มีนายเหอเป็นรองหัวหน้า ทำหน้าที่ในการจัดหาบัญชีม้า และควบคุมพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำหน้าที่เป็นพนักงาน CALL CENTER รวมถึงการประสานงานกับผู้ร่วมขบวนการในการหาคนญี่ปุ่นเข้ามาทำงานเป็นพนักงาน CALL CENTER นอกจากนี้ นายเหอ ยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการไต้หวันจำนวน 2 หมาย ในข้อหานำเข้ายาเสพติดและฉ้อโกง ส่วนนายเฉิน เป็นรองหัวหน้า ทำหน้าที่ในการควบคุมพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำหน้าที่พนักงาน CALL CENTER   ในการจัดหาข้อมูลของประชาชนชาวญี่ปุ่น เพื่อส่งให้กับพนักงาน CALL CENTER ใช้ในการโทรหลอก และนายไดซูเกะ ทำหน้าที่เป็นพนักงาน CALL CENTER ในการพูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น และหากหลอกผู้เสียหายได้จะทำการจดบันทึกข้อมูลของผู้เสียหายลงในแบบฟอร์ม 

บก.สส.สตม.ยังได้ขยายผลร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันและเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นที่ประจำประเทศไทย พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีคนไต้หวันเป็นหัวหน้าทีมและมีการนำคนชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำหน้าที่เป็นพนักงาน CALL CENTER แล้วจำนวนหลายราย โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนยังสืบทราบอีกว่า นายทาโร่ สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดหาคนญี่ปุ่นมาทำ CALL CENTER หลบหนีไปอยู่ที่ จ.กระบี่ จึงสืบสวน จนทราบว่า หลบหนีอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.กระบี่ จากการตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. ทราบว่า นายทาโร่ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2566 คนอยู่ชั่วคราว (NON-90) การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด จึงได้เสนอให้ ผบก.สส.สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายทาโร่ จากนั้นได้พบตัวนายทาโร่ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.กระบี่ จึงได้แจ้งให้นายทาโร่ ทราบ และนำตัวส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของผู้ต้องหารายอื่นของขบวนการนี้ 

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศไต้หวันและญี่ปุ่น จะได้ทำการออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาในไต้หวันและประเทศญี่ปุ่นต่อไป 

พี่โจ๊ก ควง ผู้ว่าชัชชาติ ตรวจสภาพการจราจรพื้นที่สามเสน นางเลิ้ง ดูสภาพความเป็นจริง และให้กำลังใจตำรวจจราจรในพื้นที่

วันนี้ (วันพุธที่ 8 พ.ย.66) เวลาประมาณ 06.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.(มค) รับผิดชอบงานจราจร พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันลงตรวจสภาพการจราจรในพื้นที่เขตสามเสน นางเลิ้ง ของกรุงเทพมหานคร ใน ถ.สามเสน , ถ.ราชดำเนิน , ถ.จรัญสนิทวงศ์ , สะพานพระราม 8 , สะพานกรุงธนบุรี เป็นหลัก ร่วมกับ พล.ต.ท.นิธิธร จิตกานนท์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. (อดีต ผบก.จร.) , พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รรท.รอง ผบช.น. ที่รับผิดชอบงานจราจร, พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ รรท.ผบก.จร., พ.ต.อ.จิรกฤต จารุณภัทร์ รอง ผบก.จร., พ.ต.อ.กมล นุ่นหอม รอง ผบก.น.1 , พ.ต.อ.จามร ทองพัน ผกก.กก.1 บก.จร. , พ.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.สามเสน และ พ.ต.อ.รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.นางเลิ้ง เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริง โดยลงพื้นที่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนหลักบนถนนสามเสน ที่มีผู้ปกครองเดินทางมาส่งบุตรหลานเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลต่อสภาพการจราจรบนถนนสามเสน ต่อเนื่องแยกซังฮี้ ที่ข้ามมาจากฝั่งธนบุรีได้ แต่ก็พบว่าทาง สน.สามเสน ได้ร่วมกับสำนักงานเขตดุสิต และ สมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ช่วยกันอำนวยความสะดวกการจราจร ดูแลบุตรหลานและประชาชนบริเวณดังกล่าวได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ไม่มีปัญหารถสะสมบริเวณหน้าโรงเรียนแต่อย่างใด หลังจากนั้นได้ไปตรวจสภาพการจราจรบริเวณสะพานกรุงธนบุรี , แยกบางพลัด , ถ.จรัญสนิทวงศ์ , ถ.ราชดำเนิน และ แยก จปร. ตรวจเยี่ยมให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ มอบกาแฟกระป๋อง ไว้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร.(มค) เปิดเผยว่า ท่าน ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้รับผิดชอบดูงานจราจรภาพรวมทั้งประเทศ ก่อนหน้านี้ก็ได้รับรายงานถึงปัญหาการจราจรต่าง ๆ มาแล้ว วันนี้จึงตัดสินใจลงมาให้เห็นด้วยสายตาตัวเอง และต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน พ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันปัญหาการจราจรเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของประเทศ ที่ตำรวจต้องร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยกันแก้ไขปัญหา จะทำเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้ โดยคิกออฟด้วยการสั่งให้สำรวจสภาพปัญหาทางกายภาพ ปัญหาภูมิประเทศ ที่ส่งผลต่อการจราจร ทำให้การจราจรติดขัด ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น พื้นผิวการจราจรที่ขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ แล้วประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมกันช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เอง จะลงมาช่วยเสริมเติมเต็มในการช่วยประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียง โดยเฉพาะในส่วนของ กทม. ซึ่งได้หารือร่วมกับ นายชัชชาติฯ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจร และการลดอุบัติเหตุ

ส่วนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย มีกฎหมายใหม่ออกมาหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับเป็นพินัย ที่ออกมาเพื่อให้สอดคล้องและคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย.66 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็จะไปเข้าพบปรึกษาหารือกับ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ ประธานกรรมการว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แนวทางในการปฏิบัติงานและจะมีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศ ในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ลูกน้องมีความเข้าใจ มีความมั่นใจ เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันว่าการบังคับใช้กฎหมายจะบังคับใช้อย่างไร การบังคับใช้กฎหมายเราต้องทำเพื่อการจัดการจราจร จัดระเบียบสังคม ต้องไม่ทำเพื่อหวังเงินค่าปรับหรือเงินรางวัล และการตั้งด่านจราจรก็ทำเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมุ้งเน้นเป้าหมายที่การลดอุบัติเหตุ และให้การกระทำความผิดลดลงและหมดไป ทั้งนี้เรายังต้องตั้งด่านตามปกติ แต่ต้องไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ที่ด่านจราจร เพราะด่านคือตัวแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เห็นด่านต้องวิ่งเข้าด่าน เพราะเขามั่นใจในความปลอดภัย

ในเรื่องสถิติการเกิดอุบัติเหตุจราจรต่าง ๆ ต้องลดลง และต้องลดลงอย่างมีนัยนะสำคัญ ไม่ใช่ลดลงด้วยการทำตัวเลข ต้องเอาเรื่องจริงมาพูดคุยกัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็จะมาช่วยเสริมเติมเต็ม ซึ่งที่ผ่านมาในพื้นที่ก็ช่วยกันทำงานดีอยู่แล้ว และในวันนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยท่าน ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็ได้เตรียมการ เตรียมแผนในเทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว จุดประสงค์เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย มีความเชื่อมั่น มีความมั่นใจ และกลับมาทำงานด้วยความปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมาย สร้างวินัยจราจร สิ่งใดที่เป็นควิกวินที่ต้องรีบทำ ต้องเร่งดำเนินการ เช่น การรณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อค การรณรงค์เมาไม่ขับ เรื่องฟุตบาท ทางเท้าต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นการสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน ประชาชนมีความเชื่อมั่น

สุดท้ายในการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ ดูการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนข้าราชการตำรวจ ก็จะได้นำความห่วงใยจากท่าน ผบ.ตร. ลงไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ สร้างขวัญและกำลังใจ ช่วยเสริม เติมเต็มเป็นสำคัญ ต่อไป 

เชียงรายเปิดปฏิบัติการ 'เชียงรายฟ้าใส' เพื่อจัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ พร้อมออกตรวจ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามนโยบายของรัฐบาล จับคาราโอเกะค้ากาม พบเด็กอายุ 13 ปี

จังหวัดเชียงรายได้รับเรื่องร้องเรียนจาก องค์กรเอกชนด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ว่าสถานประกอบการร้านลาภ คาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องการตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต เปิดและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด และยินยอมให้แสวงหาประโยชน์ทางเพศกับพนักงานของตนซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี อันเข้าข่ายเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เวลา 22.30 น. นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงได้สั่งการให้นายกองรบ กระทุ่มนัด ป้องกันจังหวัดเชียงราย ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดเชียงราย ผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1  และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1ร่วมกับ นายศัพทนา อินต๊ะ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองเชียงราย รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองเชียงราย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเมืองเชียงรายที่ 3 กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และ ตำรวจภูธรเมืองเชียงราย เข้าตรวจสอบ โดยได้มีการสืบสวนและตรวจสอบข้อมูลแล้วน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดจริง จึงได้ทำการวางแผนและเข้าจับกุมโดยวิธีล่อซื้อบริการทางเพศกับเหยื่อเป้าหมาย 

ต่อมาเวลาประมาณ 22.20 น. สายลับได้ทำการล่อซื้อ จำนวน 2 ราย และพาเหยื่อเป้าหมายมาที่โรงแรมฯ เมื่อรวบรวมหลักฐานจนเชื่อว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ทางชุดจับกุมได้เข้าทำการช่วยเหลือเหยื่อที่คาดว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้สำเร็จจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบเหยื่อ 1 รายมีอายุเพียง 16 ปี และต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน ชุดจับกุมได้เข้าตรวจสอบภายในร้านดังกล่าว พบหญิงให้บริการเพิ่มเติมอีก 5 ราย ดื่มกินกับลูกค้าด้วยความสนุกสนาน และ ได้ขอตรวจสอบ พบหญิงให้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี อีก 2 คน ซึ่งมีอายุ 16 ปี 1 คน และพบเด็กอายุ 13 ปี 1 คน ให้บริการกับแขกภายในร้าน และได้ควบคุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันตั้งร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร

หรือน่าจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำความผิด, ร่วมกันบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็ก แสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะ ลามกอนาจาร ไม่ว่าว่าจะเป็นไปเพื่อได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด, ร่วมกันเป็นนายจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18ปี เป็นลูกจ้าง โดยไม่แจ้งการจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน, ร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมเป็นธุระจัดหา หรือชักพาไปซึ่งคนใดเพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี ทั้งนี้สำหรับข้อหาค้ามนุษย์ อยู่ระหว่างการสอบสวนพนักงานบริการจำนวน 7 คน โดยทีมสหวิชาชีพต่อไป 

เชียงใหม่-รมว.ยุติธรรม แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ยึดของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผนึกกำลังฝ่ายตำรวจ ทหาร ปกครอง และ ป.ป.ส. แถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ต้องหา 3 คนพร้อมของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เวลา 11.00 น.พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.อ.วิชาญ  สุขสง ที่ปรึกษา รมว.ยธ.,นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ที่ปรึกษา รมว.ยธ., นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วย รมว.ยธ. ,นายนิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่, พล.ต.ท.ภาณุรัตน์  หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.เลขาธิการ ป.ป.ส., นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ป.ป.ส., พล.ต.ต.กฤตธาพล  ยี่สาคร รรท.ผบช.ภ.5 ,พล.ท.นฤทธิ์  ถาวรวงษ์  มทน.3/ผอ.ศอ.ปส.ชน., พล.ท.เสนีย์  ศรีหิรัญ  ผทค.พิเศษ ทบ.,พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์  รรท.รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รองผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.วีรชน  บุญทวี รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล  กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รรท.รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ดุลเดชา  อาชวะสมิตระกูล รรท.รอง ผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.ธวัชชัย  พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,พล.ต.ต.วรพงศ์  คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , พ.อ.อัศพงษ์ นิลพันธ์ เสธ.ศอ.ปส.ชน.,พ.อ.กิดากร จันทรา รอง ผบ.กกล.ผาเมือง ,พ.อ.เกียรติอุดม นาดี รอง เสธ.กกล.ผาเมือง  และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 2 คนพร้อมของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ 

พฤติการณ์ของคดีดังนี้ ก่อนเกิดเหตุ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ได้บูรณาการประสานการปฏิบัติด้านข้อมูลข่าวสารยาเสพติดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนทราบว่าจะมีกลุ่มขบวนการลับลอบค้ายาเสพติดทำการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนไปส่งให้กับกลุ่มขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงสั่งการให้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนออกทำการสืบสวนติดตามจับกุม ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจกลุ่มขบวนดังกล่าว ใช้รถยนต์กระบะ ทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ ในการขนลำเลียงยาเสพติด และใช้รถยนต์กระบะทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ในการนำทางตรวจสอบความปลอดภัยในเส้นทางลำเลียงยาเสพติด จึงได้ประสานกับศูนย์ควบคุมและสั่งการการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5 ตรวจสอบและวิเคราะห์เส้นทาง พร้อมทั้งดำเนินการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่เข้าร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2566 พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ ขับผ่านในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง - อ.แม่จัน จว.เชียงราย - อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น 

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ  โดยตั้งเป้ากวาดล้างยาเสดติดให้ลดน้อยลงและหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย รักษา ดูแล และส่งคืนเขากลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปเสพ จนถึงการตรวจยึดยาเสพติดและยึดทรัพย์  ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขจัดปัญหานี้ออกไปจากสังคมไทย  

พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมมือบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง  ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่และท้าทายอย่างมาก  หากทำได้สำเร็จจะสามารถลดความเดือดร้อนของประชาชนได้  เช่นเดียวกับการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ที่มีของกลางยาบ้ากว่า 5 ล้านเม็ด  ซึ่งหากปล่อยให้หลุดรอดไปได้  จะส่งผลเสียหายกระทบตามมาเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน  จึงขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสกัดจับเครือข่ายครั้งนี้ได้

ด้าน พลตำรวจตรี กฤตธาพล ยี่สาคร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 เปิดเผยถึงการจับกุมในคดีนี้ ว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 พบว่ารถยนต์คันดังกล่าว ขับผ่านพื้นที่ อ.ไชยปราการ, อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ โดยมีรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ขับขี่ในลักษณะนำหน้ามาโดยตลอด โดยรถยนต์ทั้ง 2 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่  อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ออกทำการตรวจสอบตามเส้นทางที่คาดว่ารถยนต์ทั้ง 2 คันจะขับผ่าน จนกระทั่งเวลา 04.30 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ จอดอยู่บริเวณถนนเลียบลำน้ำปิง ใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติ ถนนป่าตัน ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ โดยในกระบะหลังมีลักษณะเป็นโครงเหล็กเสริมและใช้ผ้าใบคลุม ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ได้รับแจ้งว่ามีการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เรียกให้หยุดรถและได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ 

และได้ทำการตรวจสอบรถยนต์กระบะคันดังกล่าว พบนายณัฐพล สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สอบถาม  นายณัฐพลฯ โดย นายณัฐพลฯ ได้ให้การยอมรับว่า ตนได้ลำเลียงยาเสพติดจริง จากนั้นจึงได้ขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนประมาณ 5,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณหลัง รถยนต์กระบะ และในเวลาต่อมาไม่นาน ได้พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นรถนำสำรวจเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด 

จึงได้เรียกให้หยุดรถ และได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้น พบในรถยนต์กระบะคันดังกล่าวมี นายธนภัทร สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ และนายประสิทธิ์ สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เป็นผู้โดยสารมาด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอทำการตรวจค้นตัว  ผลปรากฏไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยทั้งสองได้ให้การยอมรับสารภาพว่า ทั้งสองเป็นผู้ขับขี่รถยนต์นำทางให้กับนายณัฐพลฯเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยในเส้นทาง จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพงส.สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้กำหนด Kick Off การแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล 2 เรื่อง ประกอบด้วย การพิจารณาใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 5 (10) ในการกำหนดพื้นที่พิเศษ และโครงสร้างเฉพาะ เพื่อดำเนินการในพื้นที่ที่มีปัญหาการนำเข้ายาเสพติดรุนแรง ใน 15 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย และนครพนม

โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือที่ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งคิดเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ ของการนำเข้าทั้งหมดในห้วงปี 2565 ที่ผ่านมา  ซึ่งหากเราสามารถสร้างแนวทางสกัดกั้นที่เข้มแข็งตรงจุดเหล่านี้ได้ จะช่วยลดปริมาณยาเสพติดที่นำเข้าสู่ประเทศไทยได้จำนวนมาก  ขณะเดียวกันจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ Quick Win ในการนำผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการสำรวจกว่า 32,000 คน เข้ารับการบำบัดรักษา เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และขอฝากประชาชนทุกคนร่วมกันเป็นหูเป็นตา ดูแลครอบครัว คนใกล้ชิด ชุมชน หากพบเห็นเบาะแสยาเสพติดสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. 1386

ผบ.ตร.จัดสภากาแฟหารือผู้บริหาร ตร. พร้อมด้วย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อดูแลตำรวจและประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งหารือแก้ไขคำสั่งระเบียบพนักงานสอบสวน ให้ทำงานคล่องตัวมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (7 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รรท.รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ , พล.ต.อ.วินัย ทองสอง , พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ , ดร.ประทิต สันติประภพ , อดีตผู้บังคับบัญชา และผู้บัญชาการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมหารือ “สภากาแฟ” ขับเคลื่อนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   

ระหว่างการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ ได้มีการหารือประเด็นการแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 419/2556 เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำงานได้คล่องตัวมีประสิทธิภาพ เข้ากับบริบทสังคม ให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการเพิ่มค่าตอบแทน ค่าสำนวนให้พนักงานสอบสวนให้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงานสอบสวน 

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยแนวทางการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม ที่ได้รับคำชี้แนะ คำแนะนำที่มีประโยชน์จาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ในการขับเคลื่อนองค์กร ดูแลสวัสดิการ ขวัญกำลังใจ การเจริญเติบโตของข้าราชการตำรวจ รวมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้ การพูดคุยหารือในรูปแบบสภากาแฟ เป็นดำริของ ผบ.ตร.ที่ต้องการรับฟังความเห็นจาก รอง ผบ.ตร. ,ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ในการขับเคลื่อนนโยบายของ ตร. อีกทั้งเป็นการแสดงถึงความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในการขับเคลื่อน ตร.เพื่อดูแลข้าราชการตำรวจ และพี่น้องประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ นำทีมหารือ ตม.ย่างกุ้ง ช่วยเหลือคนไทยกลับประเทศ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (วันอังคารที่ 7 พ.ย.66) เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศพดส.ตร. ที่รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมด้วยกงสุลไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. และผู้ช่วยทูตตำรวจไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เข้าพบหารือกับนายหม่อง หม่อง ทาน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมและตรวจคนเข้าเมืองย่างกุ้ง ณ ที่ทำการ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ที่เมืองเล้าก์ก่ายกลับประเทศไทยโดยปลอดภัย ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก 

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เปิดเผยว่าจากการที่เราได้ร้องขอในการช่วยเหลือคนไทยนี้ ทางการพม่าแจ้งว่า คนไทยทั้ง 162 คน ที่เมืองเล้าก์ก่ายนั้น เข้าเมืองมาผิดกฎหมายทั้งหมด แต่เห็นแก่ความร่วมมืออันดีระหว่างกันที่ผ่านมา ทั้ง ตม.ไทย และ ตม.เมียนมา ทำให้ทางการพม่าจะไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายเข้าเมืองกับคนไทยทั้ง 162 คน ที่เมืองเล้าก์ก่าย และจะเร่งรัดส่งกลับประเทศไทยให้เร็วที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันนี้ ทางการพม่าก็จะมีการประชุมหารือกันระหว่าง ตม.เมียนมา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมียนมา เกี่ยวกับกระบวนการส่งกลับคนไทยทั้งหมด และการรักษาความปลอดภัยในเส้นทางส่งกลับ เนื่องจากบ้านเมืองเขายังมีการสู้รบกันอยู่ และก่อนที่จะมีขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยต่อไป 

อีกทั้งการมาเข้าพบหารือครั้งนี้ ยังได้ร้องขอว่าคนไทยที่เมืองเล้าก์ก่ายนั้น มีทั้งคนไทยตั้งครรภ์ และเจ็บป่วย ขอให้ทางการเมียนมาช่วยดูแลรักษาให้ด้วย ซึ่งทางการเมียนมารับปากรับคำเป็นอย่างดีในการที่จะให้การดูแล และการเดินทางมาครั้งนี้ การมาเข้าพบพูดคุยด้วยตนเองนั้น ยังเป็นการเร่งรัดการดำเนินการกับทางการเมียนมาไปในตัว และย้ำความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนว่าเราพร้อมจะประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปด้วยความรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด รวมทั้งได้มีการแลกหมายเลขโทรศัพท์มือถือไว้ติดต่อโดยตรงระหว่างกันกับนายหม่อง หม่อง ทาน ทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ แก็งค์คอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อร่วมมือกันรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศให้กับประชาชนทั้งสองประเทศได้อยู่กันอย่างสงบสุขต่อไป

ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรีตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ 1,380,000เม็ด ผู้ต้องหา 6 คน พร้อมรถยนต์ 1 คัน

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี แถลงข่าวตรวจยึดยาบ้าล๊อตใหญ่ จำนวน 4 กระสอบ จำนวน 1,380,000 เม็ด และขยายผล จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ จำนวน 6 คน พร้อมรถยนต์กระบะ ที่ใช้ขนยาบ้าจากขบวนการค้ายาข้ามชาติ จำนวน 1 คัน พร้อมรถจักรยานยนต์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน บริเวณถนนทางเข้าหมู่บ้านท่าสีไค ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย พันเอก สุริวัชร์  อัครพรเดชาพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 เป็นผู้แทน พลตรี นรธิป โพยนอก ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ส่วนแยก 1 พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ แถลงข่าวการตรวจยึดยาบ้า จำนวน 4 กระสอบ จำนวน  1,380,000 เม็ด และขยายผลจับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ จำนวน 6 คน พร้อมรถยนต์กระบะ ที่ใช้ขนยาบ้าจากขบวนการค้ายาข้ามชาติ จำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน บริเวณถนนทางเข้าหมู่บ้านท่าสีไค ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ 

โดยในห้วงที่ผ่านมาพันเอก สุริวัชร์  อัครพรเดชาพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไม่ทราบจำนวน จากขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติล๊อตใหญ่จากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งประเทศไทย บริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่บ้านท่าสีไค ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เพื่อลำเลียงขนส่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในให้กับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดภายในประเทศ จึงสั่งการให้ร้อยโท โกวิทย์ วงษ์แสง ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2108 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ทำการบรูณากำลังวางแผนร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ทำการลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจตามภาพข่าวที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์กระบะสีดำขับออกจาก บริเวณที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเป็นเพื่อขอเข้าตรวจสอบรถต้องสงสัย แต่รถยนต์คันดังกล่าว ได้เร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามเส้นทางบ้านท่าสีไค้ ตำบลดงบัง แต่คนขับรถยนต์ได้หักรถยนต์ต้องสงสัยลงข้างทาง และวิ่งหลบหนีไป หน่วยจึงประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ 

เพื่อเข้าร่วมตรวจสอบรถคันดังกล่าว ตรวจพบสิ่งของต้องสงสัย จำนวน 4 กระสอบ จึงได้ทำการตรวจสอบสิ่งของต้องสงสัย ผลการตรวจสอบ พบเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1(ยาบ้า) บรรจุอยู่ภายใน จึงได้ทำการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว มายังกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2108 เพื่อทำการตรวจนับอย่างละเอียด จากขยายผลในครั้งนี้หน่วยพร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้ร่วมจับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเป็นชายไทย จำนวน 6 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 4 กระสอบ จำนวน 1,380,000 เม็ด รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่น ไตรตัน สีดำ ทะเบียน บล 3098 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ เวฟ 100 ไอ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน หน่วยพร้อมหน่วยงานความมั่นคงจึงร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งให้ สภ.เหล่าหลวงจังหวัดบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกกหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top