Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘เสก โลโซ’ ยัน!! รักและเคารพ ‘แอ๊ด คาราบาว’ เสมอมา ไม่เคยตะเพิดหรือมองเป็นศัตรู อย่างที่บางเพจนำเสนอ

สืบเนื่องจากกรณีที่ ‘แอ๊ด คาราบาว’ หรือ ‘ยืนยง โอภากุล’ นักร้องเพื่อชีวิตชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้กำลังใจ ‘พรรคก้าวไกล’ หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค ด้วยข้อความขอแสดงความเสียใจด้วย กับความไม่เป็นธรรมในบ้านเมืองเรายุคนี้ จนเกิดกระแสต่อต้าน เรียกร้องให้ถอดแอ๊ด คาราบาว ออกจากตำแหน่ง ‘ศิลปินแห่งชาติ’

ล่าสุด เฟซบุ๊ก ‘SEK LOSO’ ของ ‘เสก โลโซ’ หรือ ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ ร็อกเกอร์ชื่อดัง ได้แชร์โพสต์เพจหนึ่งซึ่งนำเสนอข้อมูลว่า “แอ๊ด คาราบาว ฟัง เสก โลโซ ‘กูไม่มีเงินเยอะ แต่กูมีหัวใจที่งดงาม’ ตะเพิดพวกล้มล้าง มึงเป็นศัตรูกับกู” พร้อมยืนยันว่าข่าวดังกล่าวมั่วมาก ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์แบบนี้ 

“ข่าวนี้เป็นข่าวที่มั่วมาก ผมไม่เคยพูดหรือให้สัมภาษณ์แบบนี้ ผมรักพี่แอ๊ดอย่างบริสุทธิ์หัวใจ เคารพในการตัดสินใจของพี่แอ๊ดเสมอ ผมและพี่แอ๊ดรักและเทิดทูนในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์สุดหัวใจ จึงแจ้งมาเพื่อความเข้าใจและให้ทราบโดยทั่วกัน…”

'วิโรจน์' ยกเมฆ!! 'มรดกบาป 'คสช.' - ‘รธน.60' บั่นทอนประชาธิปไตย เหตุผล 'ปชช.' ไม่โหวต 'อุ๊งอิ๊ง' แต่ยังดีได้นายกฯ จาก 'สภาผู้แทนราษฎร'

(16 ส.ค.67) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า...

การ ‘ไม่เห็นชอบ’ ของผม เป็นการสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นว่า ปัจจุบันอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย อย่างน้อย ๆ สองในสาม ซึ่งก็คือ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ กำลังถูกบั่นทอนจากนิติสงคราม โดยองค์กรที่ขาดการยึดโยงกับประชาชนอย่างแนบแน่น ไร้กลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลที่ได้สัดส่วนกับอำนาจ

ทั้งหมดนี้ ล้วนมีสารตั้งต้นมาจากการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ซึ่งทำให้มรดกบาปของ คสช. และอำนาจใด ๆ ของรัฐธรรมนูญปี 60 ยังคงอยู่บั่นทอนระบอบประชาธิปไตยต่อไป

การยุบพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 จากประชาชน การพ้นจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และผู้นำฝ่ายค้าน ที่มีที่มาจากระบบรัฐสภา โดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 60 ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า อำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย กำลังถูกบั่นทอนอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็ยังมีเรื่องที่พอจะเป็นความหวังอยู่บ้าง นั่นก็คือ นายกฯ คนใหม่ ยังคงมีที่มาจาก ‘สภาผู้แทนราษฎร’ ตามระบบรัฐสภา

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกของประชาชนทุกคน จะร่วมกันฟื้นฟู และปกป้องอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างเต็มที่ร่วมกัน ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง

ในฐานะฝ่ายค้าน ผมจะทำหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลนี้อย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน และการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปราศจากการคอร์รัปชัน

และยืนยันว่า หากนายกรัฐมนตรีคนนี้จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยระบบรัฐสภา หรือจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่ว่าจะต้องมีอันเป็นไปจากการแทรกแซงอำนาจอธิปไตย จากอำนาจอื่นใด ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน

📌ส่อง ‘6 ผู้นำ’ อายุน้อยที่สุดในโลก ‘นายกฯ ไทย’ ก็ติดโผด้วยนะ!!

วันนี้ 16 ส.ค. 67 นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทย เพราะที่ประชุมรัฐสภา มีมติเห็นชอบให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ด้วยเสียงเห็นชอบ 319 เสียง ไม่เห็นชอบ 145 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง

ถือว่า ‘นายกฯ อิ๊งค์’ เป็นนายกฯ หญิงคนที่ 2 และยังครองตำแหน่งนายกฯ ที่อายุน้อยที่สุดของไทยอีกด้วย ซึ่งอีกเพียง 5 วันก็จะถึงวันคล้ายวันเกิด (21 ส.ค.) ของนายกฯ อิ๊งค์แล้วด้วย ✨❤

‘สื่อนอก’ ฮือฮา!! พูดถึง ‘ลิซ่า’ ยกใหญ่ หลังปล่อยเพลง New Woman แถมอยากรู้ 'ลิซ่าคือใคร' หลังได้ฟีเจอริ่งกับตัวแม่ละติน 'โรซาเลีย'

(16 ส.ค.67) หลังจากที่ปล่อยซิงเกิลที่ 2 ออกมากับเพลง 'New Woman' ของศิลปินสาวเก่ง 'ลิซ่า' ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า แบล็กพิงก์ โดยเพลงนี้มีตัวแม่สายละตินชาวสเปนอย่าง Rosalía (โรซาเลีย) มาร่วมร้องและเล่นเอ็มวีด้วย 

ทำเอาสื่อยุโรปและทางฝั่งลาตินอเมริกา ฮือฮากับการโคจรมารวมกันของ 2 ตัวแม่ โดยข่าวเว็บไซต์ต่าง ๆ พากันลงข่าวพูดถึง 'ลิซ่า' กันยกใหญ่ โดยทางสื่อสเปนพากันสงสัยว่าสาวสวยนามว่า 'ลิซ่า' คือใคร? ก่อนจะแนะนำว่าเธอคือ ไอดอลสาวสุดฮอตจากวง BlackPink ที่โด่งดังและมีผู้ติดตามทั่วโลก

พร้อมทั้งยังแนะนำว่าเธอนั้นคือศิลปินที่ประสบความสำเร็จทั้งศิลปินเดี่ยวและเกิล์กรุ๊ป โดยเคยได้รางวัล MTV และ Billboard Music Awards พร้อมทั้งกล่าวอีกว่า 'ลิซ่า' เธอคือนักร้องหญิงที่สร้างสถิติต่าง ๆ ไว้มากมาย และกำลังออกผลงานเดี่ยวอีกครั้ง โดยเธอเพิ่งปล่อยซิงเกิล Rockstar ออกมา ก่อนจะมีเพลงคัมแบค New Woman ที่ฟีเจอริ่งกับโรซาเลีย

Rosalía ถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางดนตรีของโลกอีกคน เธอสร้างความฮือฮาให้กับวงการเพลงระดับโลกเพราะมีดีกรีเป็นนักร้องเจ้าของรางวัล Grammy Awards สาขา Latin Grammy Awards มากถึง 13 รางวัลเลยทีเดียว จากอัลบั้ม ‘El Mal Querer’

และในปี 2019 เธอได้รับรางวัลในสาขา Best Latin Rock และ Urban or Alternative Album จากนั้นในปี 2022 เป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัล Album of The Year ถึงสองครั้งจากเวที Grammy Awards

ย้อนอดีต 'ทางรถไฟไนโรบี' การแบ่งแยกแอฟริกาจากนักล่าอาณานิคมชาวสหราชอาณาจักร สู่การกระตุ้น 'การค้า-ศก.' แก่ 'เคนยา' ด้วย 'มาดารากา เอ็กซ์เพรส' จากมิตรสหายที่ชื่อ 'จีน'

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.67 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า "การที่ประเทศหนึ่งจะสร้างทางรถไฟนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ทางรถไฟนำพาให้เกิดประเทศหนึ่งขึ้นมานั้นเป็นเรื่องแปลก" เซอร์ ชาร์ลส์ อีเลียต กรรมาธิการอาณานิคมแอฟริกาตะวันออกแห่งสหราชอาณาจักร (British East Africa) ในเวลานั้นกล่าวในปี 1903

อีเลียต ผู้ซึ่งเว็บไซต์สารานุกรมบริแทนนิกา ระบุว่า เป็นผู้ริเริ่มนโยบายคนผิวขาวสูงส่งกว่าในอาณานิคมแอฟริกาตะวันออกแห่งสหราชอาณาจักร (เคนยาในปัจจุบัน) กล่าวอ้างถึงทางรถไฟรางกว้างหนึ่งเมตรที่ก่อสร้างโดยเหล่านักล่าอาณานิคมชาวสหราชอาณาจักรในแอฟริกาตะวันออกระหว่างปี 1896-1901

ทางรถไฟสายนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการล่าอาณานิคมของอารยธรรมตะวันตก เป็นเส้นทางที่คนผิวขาวใช้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปแอฟริกาเพื่อแสวงหาการผจญภัยและการล่าอาณานิคม รวมถึงเป็นสักขีพยานในกระบวนการตื่นรู้และต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อเอกราชของเคนยา

การแบ่งแยกแอฟริกาโดยชาวยุโรป

ทางรถไฟไนโรบี ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 1896-1901 มีจุดเริ่มต้นที่เมืองท่ามอมบาซาบนชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และทอดยาวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงท่าเรือฟลอเรนซ์ (เมืองคิซูมูในปัจจุบัน) บนชายฝั่งทะเลสาบวิกตอเรีย

รัฐบาลสหราชอาณาจักรก่อสร้างทางรถไฟสายนี้เพื่อควบคุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำไนล์ทั้งหมด แม้เป็นโครงการที่รัฐสภาและสื่อของสหราชอาณาจักรไม่ชอบใจมากเพราะใช้เงินทุนสูงราว 5 ล้านปอนด์ (ราว 225 ล้านบาท) โดยเฮนรี ลาบูเชร์ นักการเมืองสหราชอาณาจักร เคยเขียนบทกวีล้อเลียนว่าเป็น ‘ทางรถไฟสายคนบ้า’

อย่างไรก็ดี สำหรับนักล่าอาณานิคมแล้ว ทางรถไฟสายนี้มีความคุ้มค่า โดยการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหนึ่งในการแบ่งแยกแอฟริกา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบอาณานิคมแบบจักรวรรดินิยมอีกด้วย

>> ‘งูเหล็ก’ เปื้อนเลือด

ทางรถไฟสายไนโรบีในสายตาชนเผ่าท้องถิ่นเปรียบเสมือน ‘งูเหล็ก’ ที่ข้ามพาดดินแดนของพวกเขาและกลายเป็นลางร้ายสร้างปัญหาความวุ่นวาย โดยการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ที่ยาว 931 กิโลเมตร ใช้แต่แรงงานมนุษย์และเครื่องมือธรรมดาเท่านั้น ขณะวัสดุก่อสร้างต้องขนส่งมาจากที่อื่น

พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไนโรบีระบุว่า มีแรงงานสังเวยชีวิตแก่ทางรถไฟสายนี้ 2,493 ราย หรือคิดเป็นผู้เสียชีวิต 4 รายต่อรางรถไฟยาวหนึ่งไมล์ ขณะกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ในท้องถิ่น เช่น กลุ่มชาติพันธุ์มาไซ ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการขยายตัวของการล่าอาณานิคม การต่อต้านของพวกเขาถูกปราบปรามอย่างรุนแรง

ด้าน ลอตเต ฮิวจ์ส นักเขียนชาวสหราชอาณาจักร เจ้าของหนังสือ ‘การเคลื่อนย้ายชาวมาไซ : โชคร้ายของชาวเมืองขึ้น’ ระบุว่า ชาวมาไซจำนวนมากถูกบังคับอพยพย้ายและถูกปล้นเอาส่วนที่ดีที่สุดของดินแดน ซึ่งเป็นชะตากรรมเดียวกันที่กลุ่มชาติพันธุ์คิคุยุในภูมิภาคนี้ต้องประสบพบเจอ

>> การเคลื่อนไหวต่อต้านอาณานิคม

ช่วงทศวรรษ 1930-1940 กระแสต่อต้านปะทุขึ้นในหมู่ชุมชนท้องถิ่นที่ถูกยึดครองที่ดิน ความไม่พอใจของพวกเขานำสู่การเคลื่อนไหวของผู้รักชาติชาวเคนยาหลายหลุ่ม ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มเมาเมา (Mau Mau movement) ที่ประกอบด้วยชาวคิคุยุเป็นหลัก ซึ่งรวมตัวกันภายใต้สโลแกน ‘ดินแดนและเสรีภาพ’ และได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น

เหล่าผู้รักชาติใช้ทางรถไฟสายไนโรบีเดินทางจากสุดขอบหนึ่งไปยังอีกสุดขอบหนึ่งของเคนยาเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองเรียกร้องเอกราชของเคนยา ทั้งกล่าวกันว่าประชาชนใช้ทางรถไฟสายไนโรบีในการขนส่งอาวุธแก่ผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชด้วย

เดือนตุลาคม 1952 รัฐบาลอาณานิคมของสหราชอาณาจักรประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเนื่องด้วยการก่อกบฏของกลุ่มเมาเมา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกดขี่นองเลือด ต่อมาปี 1956 มีการจับกุมเดดาน คิมาธี ผู้นำก่อการกบฏ ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ของกลุ่มเมาเมา แต่การก่อกบฏยังคงมีอยู่จนถึงต้นทศวรรษ 1960

โดยเว็บไซต์สารานุกรมบริแทนนิกา ระบุว่ามีกบฏถูกสังหารในการสู้รบมากกว่า 11,000 ราย เมื่อนับถึงสิ้นปี 1956

เคนยาเป็นอิสระจากการปกครองแบบอาณานิคมอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 12 ธ.ค. 1963 และคลื่นแห่งการปลดปล่อยอาณานิคมแผ่กระจายทั่วแอฟริกาในช่วงทศวรรษ 1950-1960 นำสู่การประกาศเอกราชของประเทศในแอฟริการาว 30 แห่ง

>> จากทางรถไฟสายคนบ้าสู่ ‘มาดารากา เอ็กซ์เพรส’

ทางรถไฟรางมาตรฐาน (SGR) สายมอมบาซา-ไนโรบี หรือ ‘มาดารากา เอ็กซ์เพรส’ (Madaraka Express) ซึ่งก่อสร้างโดยจีนและวิ่งขนานกับทางรถไฟสายเก่า กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจจากผู้มาเยือน โดยทางรถไฟรางมาตรฐานสายนี้เปิดทำการวันที่ 31 พ.ค. 2017 หนึ่งวันก่อนวันมาดารากา ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงการปกครองตนเองภายในของเคนยาในวันที่ 1 มิ.ย. 1963

มาดารากา เอ็กซ์เพรส ช่วยลดเวลาเดินทางและต้นทุนการบริการขนส่งสินค้าอย่างมาก กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ทั้งยังช่วยกระตุ้นการค้า เศรษฐกิจ และส่งเสริมเมืองเล็ก ๆ ตามแนวทางรถไฟ รวมถึงช่วยเคนยาบูรณาการตัวเองเข้ากับประเทศแอฟริกาตะวันออกแห่งอื่น ๆ

ทางรถไฟสายใหม่นี้ดำเนินงานอย่างราบรื่นต่อเนื่องกว่า 2,300 วันแล้ว ขนส่งผู้โดยสารหลายล้านคนและสินค้าหลายล้านตัน มีส่วนส่งเสริมการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของเคนยาอย่างมาก และเป็นตัวอย่างอันดีของความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางระหว่างจีนกับเคนยา

จากทางรถไฟสายคนบ้าสู่ ‘มาดารากา เอ็กซ์เพรส’ ในวันนี้ เคนยากำลังก้าวสู่อนาคตอันสดใสด้วยทางรถไฟสายใหม่ และค่อย ๆ ปิดฉากอดีตของการเป็นอาณานิคมที่มีทางรถไฟสายเก่าเป็นตัวแทน

'เชียงราย' ฉก.ทัพเจ้าตาก ยิงปะทะกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 120,000 เม็ดไอซ์ 75 กิโลกรัมชายแดนแม่สาย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 04.20 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ จาก กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก  ทำการเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด บริเวณ บ้านป่าแดงหลวง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 6 - 8 คน แบกเป้สัมภาระเดินเข้ามายังพื้นที่เฝ้าตรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเรา และเกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที ฝ่ายเราปลอดภัย  เนื่องจากเป็นห้วงเวลากลางคืนไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้ หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ วางกำลังควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบในห้วงเช้า

ต่อมาเมื่อเวลา 06.30 นาฬิกา หน่วยจึงได้ทำการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุดังกล่าว ไม่พบกลุ่มขบวนการฯ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และได้ตรวจพบเป้กระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1 เป้ จำนวน 120,000 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 3 เป้ๆ เป้ละ 25 ถุง น้ำหนักถุงละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนักทั้งสิ้นประมาณ 75 กิโลกรัม

และเมื่อเวลา 11.00 นาฬิกา พลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พันเอก ณฑี  ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และนาย ณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้นาย   ยศพงศ์ ตุลาชม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานฝ่ายความมั่นคงอำเภอแม่สายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้ สถานีตำรวจภูธรแม่สาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

'พิพัฒน์' มุ่งสร้างความสุขในองค์กร หารือ สสส. ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงาน

วันที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายอาทิตย์ อิสโม นายกสมาคมผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาแรงงาน ที่ได้นำนายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือการดำเนินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานด้วยการสร้างสุขภาวะในองค์กร (Happy Workplace) โดยมี นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน     

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ขอขอบคุณผู้อำนวยการกองทุน สสส.และคณะ ที่ได้มาเยี่ยมเยียนถึงกระทรวงแรงงานในวันนี้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงแรงงานกับ สสส.ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณที่ สสส.ได้สนับสนุนงบประมาณกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในการขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพของพี่น้องผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ การได้มาหารือกันในวันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่า นอกเหนือจากการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะในองค์กรแล้ว สสส.จะมีแนวทางสนับสนุนความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงแรงงานอย่างไร เช่น ความร่วมมือในการรณรงค์ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งในส่วนนี้ผมได้มอบหมายให้ สสปท.ไปวางระบบป้องกันก่อนการเกิดเหตุ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องช่วยกันป้องกันไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุแล้วมาเยียวยาทีหลัง

“ผมจะพัฒนากระทรวงแรงงานให้เป็นกระทรวงต้นแบบด้านองค์กรสุขภาวะ ซึ่งจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงแรงงานเราเป็นกระทรวงที่ดูแลแรงงานตั้งแต่ระดับล่างสุดไปจนถึงแรงงานระดับสูงสุด เพราะทุกคนเป็นคนทำงานที่ต้องแลกกับรายได้ เราจึงต้องดูแลเพื่อให้แรงงานทุกภาคส่วนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมด ดังนั้น การหารือร่วมกันทั้งสองฝ่ายในวันนี้ กระทรวงแรงงานเองพร้อมสนับสนุนขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อมุ่งสร้างสุขภาวะในองค์กรและยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานให้ดียิ่งขึ้น” นายพิพัฒน์ กล่าว    

ด้าน นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในนาม สสส.ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ที่เปิดโอกาสให้เข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานด้วยการสร้างสุขภาวะในองค์กร

ในวันนี้ และขอขอบคุณทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน สสส.เองเราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาวะของวัยทำงานทุกคน และเรายินดีที่จะทำงานร่วมกันกับกระทรวงแรงงาน ในการสร้างสุขภาวะให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม เพื่อให้กำลังแรงงานของประเทศเข้มแข็งและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนรุ่นที่ 4 ภาคใต้

นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15 - 17 สิงหาคม 2567 ณ ห้องประชุมทานตะวัน ชั้น 1 โรงแรม หาดใหญ่ พาราไดซ์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยมี นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย / กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คณะกรรมการภาคใต้ ผู้แทนตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุข ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านสิชล) ผู้มีเกียรติ ร่วมงาน

นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย การให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน
ได้รับความรู้ มีความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิด้านต่างๆ สำหรับคนพิการ โดยเฉพาะการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง และการฆ่าตัวตาย  รวมทั้ง เน้นให้เห็นความสำคัญของครอบครัว เพื่อลดความรุนแรง รวมทั้งเพื่อให้ได้แนวทางและขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
 
นางวัลยา ลามะ ประธานเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน มีวัตถุประสงค์ของเพื่อให้เกิดแกนนำเครือข่ายภาคปฏิบัติ ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตเมื่ออยู่ในภาวะต่างๆได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันเหตุการณ์ เพื่อให้ได้แนวทาง และขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จากการทำแผนงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 21 ปี การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  15 – 17 สิงหาคม 2567 โดยจะมีการจัดกิจกรรมทั้งหมดจำนวน 5 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 ภาคเหนือ จำนวน 140 คน รุ่นที่ 2 ภาคกลาง จำนวน 139 คน รุ่นที่ 3 ภาคอีสาน จำนวน 154 คน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ จำนวน 117 คน และรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก จำนวน 76 คน รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งโครงการจำนวน 626 คน 

กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 4 ภาคใต้ ประกอบด้วยคณะกรรมการภาคใต้หรือผู้แทน คณะกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผู้แทนตำตรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขในเขตพื้นที่ภาคใต้ ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านสิชล) ผู้สังเกตการณ์ วิทยากรและคณะทำงาน รวมจำนวน 117 คน  

‘สรรเพชญ’ หวัง ‘รัฐบาลอุ๊งอิ๊ง’ แก้ปัญหาปากท้อง-เศรษฐกิจจริงจัง เตือน!! อย่าริทำอะไรเสี่ยงผิดกฎหมาย พรรคฝ่ายค้านจับตาดูผลงาน

(16 ส.ค. 67) นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนและพรรคประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ นายสรรเพชญ ได้ให้เหตุผลว่า การลงมติงดออกเสียงในครั้งนี้เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าและไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะมีการเสนอชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพียงชื่อเดียว อีกทั้งเพื่อให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้เข้าแถลงนโยบายกับรัฐสภาและทำหน้าที่ก่อน หลังจากนั้นจึงจะดำเนินการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ตนมีความหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องต่าง ๆ ที่คั่งค้างของรัฐบาลโดยเฉพาะเรื่องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ปรึกษาหารือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ร้องเรียนและสะท้อนผ่านมายังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันที สิ่งที่เป็นโจทย์หลักและท้าทายความสามารถของรัฐบาลทุกชุด คือ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ กำลังซื้อของประชาชนกำลังถดถอยเพราะรายได้สวนทางกับรายได้ ปัญหาปากท้อง หนี้สินครัวเรือนอันมหาศาลของประชาชน ทั้งเรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผงชูรส หรือราคาสินค้าทางการเกษตรที่เกษตรกรขายมีราคาตกต่ำ แต่เมื่อถึงมือของประชาชนกลับมีราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีความลำบากมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ 

นอกจากนี้ ปัญหาที่กำลังทดสอบความสามารถของรัฐบาล คือ การแก้ไขปัญหาที่ประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพเหมือนเดิมได้ เห็นได้จากการปิดตัวของร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้ปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก ทั้งการสู้เรื่องต้นทุนไม่ไหว และสำคัญกว่านั้น คือ การเข้ามาของสินค้าจีน ทุนจีน ที่เข้ามาผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ขายราคาถูก ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กในประเทศไปไม่รอดหลายราย ซ้ำยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอลเซ็นเตอร์ ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ที่เกือบ 1 ปี ที่มีรัฐบาลเพื่อไทยเป็นแกนนำไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ 

ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ ควบคู่กับการเร่งมาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนและการฟื้นความเชื่อมั่นจากต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งรัฐบาลต้องหาทางออกในเรื่องนโยบายแจกเงินผ่านระบบดิจิทัลที่ประชาชนได้ลงทะเบียนไปแล้วรัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่อย่างไร 

นายสรรเพชญ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้รัฐบาลทำงานอย่างตรงไปตรงมา อย่าริอาจทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องหรือปล่อยให้ใครมาครอบงำนายกรัฐมนตรี และตนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านและคอยจับตาดูการทำงานของรัฐบาลต่อไป

‘กฟผ.’ จับมือ ‘CNOS’ เซ็น MOU แลกเปลี่ยนความรู้-เทคโนโลยี เตรียมความพร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กในไทย

กฟผ. และบริษัทยักษ์ใหญ่จีน CNOS ร่วมลงนาม MOU แลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการนำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มาใช้ในไทย มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านการจัดหาพลังงานระยะยาว

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 67 นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ Mr.Qiao Gang, Vice President of China National Nuclear Corporation Overseas Ltd. (CNOS) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ มุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านการจัดหาพลังงาน ณ ห้อง Press Conference ชั้น 3 อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ.

นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. มีเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งพลังงานนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตไฟฟ้า สามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงและความยั่งยืนด้านการจัดหาพลังงานในระยะยาวได้ 

ปัจจุบัน กฟผ. อยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ตลอดจนการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ซึ่ง SMR เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ในแผนพลังงานชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานในอนาคตและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน นอกจากนี้โรงไฟฟ้า SMR มีขนาดเล็กจึงมีความยืดหยุ่นและความปลอดภัยสูง โดยออกแบบและผลิตเป็นโมดูลในโรงงานแล้วนำไปติดตั้งในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการก่อสร้างได้ 

ด้าน Mr.Qiao Gang, Vice President of CNOS กล่าวว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าแล้ว 57 เครื่อง (Unit) และกำลังก่อสร้างหรืออยู่ในระหว่างขออนุมัติจากรัฐบาล 36 เครื่อง โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของ China National Nuclear Corporation (CNNC) ที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าแล้ว 26 เครื่อง และอยู่ระหว่างก่อสร้างหรืออนุมัติ 18 เครื่อง ซึ่ง CNNC เป็นบริษัทแม่ของ CNOS และเป็นบริษัทเดียวในสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ดำเนินธุรกิจด้านนิวเคลียร์อย่างครบวงจรตั้งแต่ การทำเหมืองยูเรเนียมที่เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ การออกแบบและก่อสร้าง จนถึงการจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว และเป็นกำลังหลักในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก CNNC อยู่ระหว่างการก่อสร้าง SMR แห่งแรก 

โดยกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี 2568 สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบว่า กฟผ. เป็นหน่วยงานสำคัญด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการสำรวจและพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไปสู่ความยั่งยืน ตามแนวทางที่รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาและวางแผนการใช้โรงไฟฟ้า SMR ในทศวรรษหน้า เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ กฟผ. และ CNOS จะร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และโรงไฟฟ้า SMR ทั้งในด้านเชื้อเพลิง งานวิศวกรรม งานก่อสร้าง การดำเนินงานและการบำรุงรักษา รวมถึงการจัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงใช้แล้ว โดย CNOS จะให้การสนับสนุนการศึกษาและเตรียมการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ของ กฟผ. เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ด้านพลังงานนิวเคลียร์และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top