Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘ดาราเอวีญี่ปุ่นตัวท็อป’ ยกทัพใหญ่ มาเยือนไทยในงาน ‘AV Expo’ มีโชว์คอสเพลย์ในธีม ‘ห้องเรียน-โรงพยาบาล-คุก’ ไม่ซ้ำกันทุกวัน

(17 ส.ค.67) เกิดกระแสความตื่นเต้นในหมู่คอมมูนิตีชาวไทยที่ติดตามวงการภาพยนตร์ผู้ใหญ่ (AV) หลังมีรายงานว่า จะมีการจัดงาน Asia Entertainment Expo 2024 (AEE2024) ที่อิมแพค ฟอรัม ฮอลล์ 4 ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ย. 2567

จากชื่องานอาจดูเหมือนงานเอ็กซ์โปเกี่ยวกับวงการบันเทิงทั่วไป แต่เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดเหมือนจะไม่ใช่ เพราะดาราที่มาเข้าร่วมกิจกรรมหรือ Guest Lineup นั้น ไม่ใช่ศิลปินดาราทั่วไป แต่เป็น ‘ดาราเอวีญี่ปุ่น’

รายชื่อที่ปรากฏมีทั้ง คาวาคิตะ ไซกะ, สุซุโมริ เรมุ, อิโตะ มายูกิ, ซากุระ มานะ, นานาชิมะ ไม, ยาสึกาเคะ อุมิ ฯลฯ ซึ่งหากใครติดตามวงการหนังผู้ใหญ่ญี่ปุ่นจะทราบดีว่านี่คือเหล่าตัวท็อปและดาวรุ่งของวงการ

มิหนำซ้ำ ในโปสเตอร์โปรโมตยังมีข้อความระบุด้วยว่า ‘จะมีดารามาร่วมงานมากกว่านี้’

นอกจากจะได้เจอดาราเอวีตัวเป็น ๆ ในไทยแล้ว ภายในงานจะมีกิจกรรมจำกัดเวลาสุดสยิว เป็นการแสดงคอสเพลย์ของเหล่าดาราเอวีในธีมที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน โดยมีทั้งห้องเรียน โรงพยาบาล และคุก ซึ่งจะมีดาราเข้าร่วม 15 คน

ทั้งนี้ มีรายงานว่า Thaiticket Major จะเป็นผู้จัดจำหน่ายบัตรเข้าร่วม โดยเปิดรอบ Early Bird ในวันที่ 1-9 ก.ย. 2567 จำหน่ายบัตรจริงวันที่ 10 ก.ย. 2567

โดยจะแบ่งเป็นบัตร 1 วัน One Day Pass ราคา 1,500 บาท เจ้าร่วมงานได้เฉพาะวันที่ 22 พ.ย. 2567 และบัตรเข้างานได้ทั้ง 3 วัน Three Day Pass ราคา 3,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีอีเวนต์แจกลายเซ็นและมีตติ้งแฟนใกล้ชิดกับ 3 ดาราตัวท็อป คือ สุซุโมริ เรมุ, คาวาคิตะ ไซกะ, และอิโตะ มายูกิ ด้วย โดยจะเป็น ‘Exclusive Gift Package’ ราคา 5,000 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี ‘VIP Exclusive Gift Package’ ราคา 8,000 บาท สามารถร่วมกิจกรรมกล่องตาบอด ‘เลิฟทริป’ (Love Trip) ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์สารภาพรัก เดทร้อนแรง และจำลองฉากการถ่ายทำภาพยนตร์เอวีร่วมกับดาราที่คุณชื่นชอบ โดยจากโปสเตอร์พบว่าจะเปิดขายเพียง 2 รอบ รอบละ 120 คนเท่านั้น

คาดว่างาน AEE2024 นี้อาจมีลักษณะคล้ายงาน Taiwan Red Expo (TRE) ของไต้หวัน ซึ่งเป็นงานรวมคอนเทนต์ 18+ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150,000 คน

ทั้งนี้ จากโปสเตอร์ที่มีการใช้ฟอนต์ตัวหนังสือภาษาไทยค่อนข้างแปลก ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าผู้จัดงานไม่น่าใช่คนไทย

💸 ‘นายกฯ เศรษฐา’ พาคนไทยเป็นเศรษฐี

หลักการที่เป็นหัวใจในการบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียว ‘เศรษฐา ทวีสิน’ คือ ‘เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส’ โดยจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ GDP เติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5% โดยเพื่อไทยใช้แนวคิด ‘รดน้ำที่ราก’ เพื่อให้ต้นไม้งอกงามทั้งต้น

คือปฐมบทแห่งนโยบายรัฐบาล ‘เศรษฐา’

ประเทศไทยติดกับดัก ‘กำลังพัฒนา’ มาอย่างเนิ่นนาน การสร้างเขตธุรกิจใหม่ 4 แห่งเป็นพื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ ด้วยความพร้อมทางด้านมหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพื่อขับเคลื่อน Startup และ SMEs สู่การสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ประชาชน จึงเป็นเสมือนคำตอบที่ถูกต้องกับโจทย์

การพาดหัวบนหน้าปกนิตยสารข่าวระดับโลกเช่น 'Time' ว่านายกรัฐมนตรีของไทยกำลังทำงานแบบ ‘เซลล์แมน’ จึงมิใช่ภาพความฝันที่ไกลเกินเอื้อม หากกำลังจะเป็นความจริงซึ่งจับต้องได้

นายกฯ ‘เศรษฐา’ จะพาให้คนไทยทุกคนเป็น ‘เศรษฐี’

ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร 'ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล' รุ่นที่ 25

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม 402 - 403 ชั้น 4 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ให้การต้อนรับ คณะผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม และผู้เข้ารับการอบรมอบรมหลักสูตร “ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล” รุ่นที่ 25 จำนวน 95 คน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมวุฒิสภา ในการนี้ ประธานวุฒิสภา ได้ปาฐกถาเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย กระบวนการนิติบัญญัติ บทบาทหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา และนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง กล่าวต้อนรับพร้อมทั้งให้หลักคิด แนวทางการทำงานอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม การครองตนอย่างเหมาะสมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านตุลาการให้แก่คณะ อนึ่ง ก่อนหน้านี้เวลา 09.00 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ ชั้น 2 นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ให้การต้อนรับคณะและกล่าวถึงนโยบายการดำเนินงานขับเคลื่อนสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นองค์กรต้นแบบด้านต่าง ๆ 

โอกาสนี้ เวลา 10.40 - 15.00 น. คณะฯ ได้เข้าชมห้องประชุมวุฒิสภา และเข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องฟังการประชุมสำหรับประชาชน ชั้น 4 ชมประติมากรรมปลาอานนท์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ชมพิพิธภัณฑ์รัฐสภา ชั้น MB1 ชมหอสมุดรัฐสภา ชั้น 9 และเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้องค์กรต้นแบบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ชั้น 1 อาคารรัฐสภา

‘อ.สุวินัย’ ชี้เป็น ‘นายกฯ’ ช่วงนี้เหมือนมีทุกขลาภ!! เศรษฐกิจตกต่ำ หากทำได้ไม่ดี มีถูกตราหน้าไปอีกนาน

เมื่อวานนี้ (16 ส.ค.67) รองศาสตราจารย์ ดร. สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนชาวไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีฉายาว่า ‘มูซาชิเมืองไทย’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ป้ายแดง โดยได้ระบุว่า …

ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่สังคมต้องเผชิญ คือปัญหาหนี้ครัวเรือน วิกฤติฐานราก วิกฤติสภาพคล่อง ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เศรษฐกิจโลกตกต่ำ และผลกระทบจากสงครามใหญ่

จะว่าไปแล้วคนที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้ น่าจะเป็นทุกขลาภมากกว่า...ดุจเอาคอไปพาดเขียงก็ว่าได้

หมากตานี้ดูเหมือนเป็นหมากบังคับให้เจ้าตัวจำต้องเดินมากกว่าเต็มใจเดินเอง...ตั้งแต่เจ้าตัวคิดกลับเมืองไทย กระดานหมากกระดานนี้ก็ถูกปูรอไว้แล้วด้วยซ้ำ

จนเจ้าตัวจำต้องลุยไฟฝ่าทุ่งสังหารไปตายเอาดาบหน้า โดยหอบหิ้วลูกสาวคนโปรดฝ่าไปด้วย

ข้อดีของการได้นายกฯ คนใหม่คนนี้ก็มีเหมือนกัน ...คือเปิดทางให้ยกเลิกการแจกเงินหมื่นดิจิทัลโดยไม่เสียหน้า จึงไม่เสี่ยงต่อการสร้างหายนะทางการคลัง

สังคมไทยคงได้ซึมซับความอ่อนด้อยในการบริหารที่แท้จริงของนายกฯหญิงที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่วัยแค่ 37 ปี

ภาพลักษณ์ที่เป็นภาพลบของนาง น่าจะนำไปสู่ฉากอวสานแห่งภาพพจน์ที่เคยคุยโม้นักหนาว่า ‘เก่งเศรษฐกิจ’ และคงจะถูกสังคมตราหน้าไปอีกนานแสนนาน ...ท่ามกลางความฉิบหายทางเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้าอย่างถ้วนหน้า

ในบางสถานการณ์ การอดทนอดกลั้นรอเวลาให้อีกฝ่ายแพ้ภัยตัวเอง คือ กลยุทธ์ที่แยบยล 

คือต้องให้สังคมไทยและคนไทยเห็นด้วยตา ประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง ว่าใครเก่งจริง และใครกลวงจริง

คนไทยยังจะต้องเจอความทุกข์ทรมานมากกว่านี้ ถึงจะได้บทเรียนฝังใจ ...นี่คือชะตากรรมที่เลี่ยงได้ยากเหลือเกิน บางครั้งความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ กลยุทธ์ที่ทรงพลัง

'ครูเอ้-อัษฎาวุธ' แจ้ง!! เตรียมจัดงานใหญ่ ฉลอง 144 ปี หลวงประดิษฐไพเราะ เผย!! ดีใจ 'เยาวชนไทย-หลากวัย' หันมาสนใจเรียนดนตรีไทยเพิ่มขึ้น

THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ 'อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก' หรือ 'อาจารย์เอ้' เลขาธิการ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ถึงความเป็นมาของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อันเป็นมูลนิธิเกี่ยวกับดนตรีไทยมูลนิธิแรกของประเทศไทย ที่มีวัตถุประสงค์หลาย ๆ ด้าน เช่น การอนุรักษ์สืบสาน, การพัฒนาและสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมดนตรีไทยในระดับต่าง ๆ รวมถึงรวบรวมองค์ความรู้ที่กระจัดกระจาย มาสื่อสารให้คนในยุคปัจจุบันได้รับรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของดนตรีไทย

ช่วงหนึ่งของรายการ อ.เอ้ เล่าให้ฟังว่า โจทย์ที่สำคัญในวันนี้ คือ จะทำอย่างไรให้ดนตรีไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนได้เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันทางมูลนิธิฯ ได้มีการจัดทำโครงการเพื่อนดนตรี ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงดนตรี และงานวิชาการกับกลุ่มคนใหม่ ๆ รวมถึงการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ดนตรีไทย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงสิ่งของเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอองค์ความรู้ง่าย ๆ เพื่อสร้างการเรียนรู้ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

"ในปี พ.ศ. 2568 จะเป็นวาระครบรอบ 144 ปี ของหลวงประดิษฐไพเราะ ทางมูลนิธิฯ จึงเตรียมที่จะจัดกิจกรรมพิเศษมากมาย เพื่อร่วมรำลึกถึงท่าน เช่น การจัดทำละครโทรทัศน์, ละครเวที, การเผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์, การจัดเทศกาลดนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนงาน ฝากติดตามกันในปีหน้า"

เมื่อถามถึงความสนใจดนตรีไทยของเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบัน? อ.เอ้ เผยว่า "มีความสนใจในดนตรีไทยมากขึ้น มีทักษะมากขึ้น และมีความกล้าในการนำเสนอมากขึ้น แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับดนตรีไทยไปสู่เด็กและเยาวชนอย่างลึกซึ้งเท่านั้นเอง"

เมื่อพูดถึงการเรียนดนตรีไทย ที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ อ.เอ้ เผยว่า ปัจจุบันมีการเปิดสอนทุกชนิดของเครื่องดนตรีไทย โดยสอนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ 

"การสอนของเรามีลักษณะเป็นชมรม เป็นครอบครัวใกล้ชิดกัน เหมือนพี่สอนน้องกันมากกว่า ซึ่งถ้าผู้สนใจไม่มีพื้นฐานดนตรีไทยก็สามารถเรียนได้ โดยปัจจุบันมีเยาวชนจนถึงผู้สูงวัยให้ความสนใจมาเรียนดนตรีไทยกันจำนวนมาก"

ในช่วงท้ายอาจารย์เอ้ ฝากข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับดนตรีไว้ด้วยว่า "การฟังดนตรี เราฟังผ่านทางหู และรับรู้ด้วยหัวใจ ศิลปะบางอย่างไม่ต้องเข้าใจลึกซึ้ง ขอแค่รู้สึกได้ รับรู้ได้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราก็พอ"

‘Benz BKK Certified’ รุกตลาดมือสองเต็มรูปแบบ ‘รับซื้อ-ขาย-ซ่อมบำรุง’ ให้บริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ การันตีคุณภาพมาตรฐาน ‘เมอร์เซเดส-เบนซ์’

(17 ส.ค.67) Benz BKK Certified เบนซ์ บีเคเค เซอร์ทิฟายด์ โดย BENZ BKK GROUP ให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มือสองเต็มรูปแบบ ทั้งรับซื้อ ขาย ซ่อมบำรุง การันตีคุณภาพมาตรฐาน 

BENZ BKK GROUP มียอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส- เบนซ์มือสองตั้งแต่ต้นปี ที่ส่งมอบให้กับลูกค้า มากกว่า 200 คัน หรือคิดเป็น 55% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าปี 2567 จะต้องส่งมอบ รถเบนซ์มือสอง ให้กับลูกค้าไม่น้อยกว่า 400 คัน

สำหรับรถเบนซ์มือสองที่มี เป็นรถผู้บริหารเลขไมล์น้อย รถทดลองขับ (เดโม่) หรือรถเบนซ์บ้านที่มีคุณภาพสูง ที่สำคัญเรามีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ Multi-Point Check มากกว่า 200 รายการ พร้อมการซ่อมบำรุงด้วยอะไหล่แท้ ภายใต้การดูแลจากทีมช่างผู้เชี่ยวชาญของ BENZ BKK GROUP

จุดเด่นสำคัญ ทั้งการขายรถใหม่ รถ Certified (รถเบนซ์มือสอง) ความครบ อุปกรณ์ตกแต่งจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ศูนย์บริการหลังการขาย บริการประกันภัย ตลอดจนยางรถยนต์ ให้บริการอะไหล่แท้ ศูนย์ซ่อมสีและบริการรับแลกเปลี่ยน รับซื้อรถ รวมถึงการให้คำปรึกษาโปรแกรม ทางการเงินจากพันธมิตรเพื่อหาข้อเสนอทางการเงิน ที่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละ บุคคลเพื่อให้การซื้อรถ Mercedes-Benz มือสอง ภายใต้ BENZ BKK CERTIFIED สะดวกสบาย และง่ายที่สุดสำหรับลูกค้า ด้วยบริการที่ครบสมบูรณ์แบบ

ล่าสุดได้พัฒนาพื้นที่โชว์รูม BENZ BKK Group-Bangna เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการปรับพื้นที่ภายในโชว์รูมให้ลูกค้าที่ต้องขายรถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถ และการประเมินราคา จากช่าง ผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์

รวมถึงการนำพื้นที่ชั้น 3 ของโชว์รูม BENZ BKK BANGNA Mercedes-Benz Experience Center เป็นพื้นที่จัดแสดงรถเบนซ์มือสอง ให้ลูกค้าได้ใกล้ชิด และสัมผัสรถด้วยตนเอง โดยมีที่ปรึกษาการขายของ Benz BKK Certified ให้บริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ, พื้นที่ชั้น 7 จัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับเตรียมรถก่อนนำรถเข้าจอดโชว์ในโชว์รูมและ BKK Studio สตูดิโอสำหรับถ่ายภาพรถ 360 องศา สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่สนใจชมรถได้ทุกมุมผ่านทางเว็บไซต์ http://www.benzbkkcertified.com

นอกจากนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ VIP Lounge, ห้องส่งมอบรถ 360 องศา, BKK Cafe ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม, นวดออฟฟิศซินโดรมจากเทอราปิสต์มืออาชีพ และพื้นที่ Co-Working Space พร้อมห้องประชุม 

BENZ BKK GROUP รับจัดซื้อรถเบนซ์มือสองทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่บริหารงานขายรวมถึงผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ประเมินตรวจสอบสภาพ และเข้าบริการ ถึงทุกที่หมายด้วยบริการรับซื้อรถอย่างตรงไปตรงมาในราคาที่ยุติธรรม มั่นใจได้ ในมาตรฐานคุณภาพที่ สามารถปิดการซื้อขายได้ภายใน 1 ชั่วโมง ด้วยขั้นตอนคุณภาพดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ลูกค้าติดต่อเรา 02-745-4444 หรือ 081-884-7778
ขั้นตอนที่ 2 ส่งรายละเอียด นัดหมายดูรถ
ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการตรวจเช็กรถ ตกลงซื้อ-ขายรถ
ขั้นตอนที่ 4 ดำเนินการด้านเอกสารให้ครบทุกขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 5 ลูกค้ารับเงิน ส่วนเบนซ์ บีเคเค เซอร์ติฟายด์ รับรถ

BENZ BKK CERTIFIED ที่ชั้น 3 โชว์รูม BENZ BKK BANGNA Mercedes-Benz Experience Center พร้อมเป็นศูนย์บริการซื้อ-ขายและซ่อม รถเบนซ์มือสองที่ใหญ่ที่สุด ไมล์น้อย คุณภาพดี ทุกคันการันตีคุณภาพมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ 

เป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ในราคาไม่ถึงล้าน

ด้วยโปรโมชันภายในงาน BIG MOTOR SALE 2024 ระหว่างวันที่ 23 ส.ค.-1 ก.ย. 67 ที่ไบเทค บางนา

โดยเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเท่ารถใหม่ป้ายแดง ที่เริ่มต้น 2.49% ต่อปี รถของ BENZ BKK CERTIFIED จะได้รับการรับประกัน หรือ Warranty สูงสุดฟรี 1 ปี และจองรถและรับรถภายใน 30 ก.ย. 2567 รับฟรี เครื่องดูดฝุ่น Dyson มูลค่า 15,900 บาท 

ส่วนลูกค้าที่ตกลงขายรถยนต์เมอร์เซเดส- เบนซ์คันเก่าให้ BENZ BKK CERTIFIED ระหว่างวันนี้-31 ส.ค. 67 รับฟรี ทองคำมูลค่า 20,000 บาททุกคัน

ลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารก่อนใครได้ที่ Line I : @benzbkkcertified เว็บไซต์ http://www.benzbkkcertified.com

'ปลากะพง 3 น้ำ' สุดยอดปลาแห่งทะเลสาบสงขลา 'ความฝัน-ความทุ่มเท' ของชายชื่อ 'เจือ ราชสีห์'

ถือเป็นอีกบทบาทคู่ขนานของ 'นายเจือ ราชสีห์' ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนักการเมืองคนสำคัญในจังหวัดสงขลา ที่ THE STATES TIMES ได้มีโอกาสมาทำความรู้จัก ในหมวกอีกใบกับบทบาทผู้อยู่เบื้องหลังและผลักดันคุณภาพชีวิตชาวสงขลา ผ่านการสนับสนุนให้มีการพัฒนาผลผลิตจากปลากะพง ต.เกาะยอ อ.เมือง สงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในปลาเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา ให้มีความโดดเด่น โดยเฉพาะตำบลเกาะยอ จนกลายเป็น 'ปลากะพง 3 น้ำ' (น้ำจืด-น้ำเค็ม-น้ำกร่อย) และได้รับรองคุณภาพด้วยมาตรฐาน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ว่ามีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และเนื้อขาว แน่นนุ่ม กลิ่นละมุน

ไม่เพียงเท่านั้น 'เจือ ราชสีห์' ยังได้ผลักดันให้ชาวชุมชนเกาะยอ นำผลผลิตออกมาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน แถมสามารถจัดเก็บได้นาน รสชาติยังคงเหมือนเดิม เช่น ปลากะพงแช่แข็งแบบสุญญากาศ ปลากะพงรมควัน ปลากะพงซาชิมิ จนสามารถขึ้นห้างสยามพารากอนได้ในปัจจุบัน

THE STATES TIMES เริ่มบทสนทนา กับ 'เจือ ราชสีห์' ถึงจุดเริ่มต้นและที่มาที่ไปของปลากะพง 3 น้ำ ซึ่ง เจือ ก็เล่าให้ฟังว่า "นี่คือหนึ่งในของเลื่องชื่อของจังหวัดสงขลา และถือเป็นอาชีพที่ทำสืบต่อกันมาในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาไม่น้อยกว่า 50 ปี โดยมีการปรับตัวตามยุคสมัยมาเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะไม่ถึงกับทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาร่ำรวยจนเป็นเศรษฐี เศรษฐีนี แต่อาชีพนี้ก็เลี้ยงปากเลี้ยงท้องมาหลายครอบครัว หลายช่วงอายุคน"

จุดเปลี่ยน!! เจือ เล่าต่อว่า "โอกาสสำคัญที่เริ่มทำให้ผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำได้ลืมตาอ้าปาก เกิดขึ้นเมื่อช่วงวิกฤตโควิด-19 หลังจากบรรดาลูกค้าทั้งร้านอาหาร โรงแรม ตลาดในพื้นที่เงียบเหงา เท่านั้นยังไม่พอยังถูกซ้ำเติมด้วยปลากะพงจากมาเลเซียที่ราคาถูกกว่า ช่วงนั้นต้องยอมรับว่าอาชีพนี้เกือบสูญหายจากทะเลสาบสงขลา...

"ช่วงนั้นทั้งผม ทั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง ได้ไปร้องขอกระทรวงพาณิชย์ มีการอุดหนุนส่วนต่างราคา ทำให้อาชีพนี้ ยังคงดำรงอยู่ได้...

"แต่สุดท้าย ยังไงก็ตาม เราจะไปขอให้รัฐบาลช่วยเหลือตลอดไปไม่ได้ เราต้องยืนหยัดสู้ด้วยลำแข้งลำขาของตัวเราเอง"

นายเจือ ยังได้ขยายความช่วงแห่งการยืนหยัดให้ฟังต่อว่า "เรากลับมาเริ่มต้นค้นหาจุดแข็งของปลากะพงของเรา โดยจุดแข็งของปลากะพงของเรา คือ สถานที่ที่เราเลี้ยง นั่นคือ ทะเลสาบสงขลาที่มีน้ำ 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ทำให้ปลาของที่นี่อร่อยมากเป็นพิเศษ เป็นปลากะพงที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน สร้างเอกลักษณ์ให้รสชาติ ภายใต้เนื้อขาว แน่นนุ่ม กลิ่นละมุน...

"เมื่อปลากะพง 3 น้ำ สร้างเอกลักษณ์สุดพิเศษได้ เราก็นำไปต่อยอดด้วยการขอ GI หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นปลากะพงเจ้าแรกและเจ้าเดียวในขณะนี้ที่ได้รับเครื่องหมาย GI ซึ่งสิ่งนี้เป็นมูลค่าเพิ่มที่ทำให้ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา จนปัจจุบันมีผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก"

เมื่อพูดคุยกันถึงจุดนี้ ก็ทำให้ผู้สัมภาษณ์นึกย้อนไปถึงตำราของ 'ปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์' หนึ่งในปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการ ที่มักจะเน้นย้ำถึงการแสวงหาจุดแข็ง และใช้จุดแข็งในการต่อยอดความสำเร็จ ซึ่งในรายละเอียดเชิงที่ไม่ได้ลงไว้ ณ ที่นี้ ช่างสอดคล้องกับวิธีคิดของ 'เจือ ราชสีห์' เหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม 'เจือ' ก็ยังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าความสำเร็จของปลากะพง 3 น้ำในวันนี้ยังต่อยอดไปได้อีกมาก และยอมรับว่า ยังมีองค์ความรู้บางอย่างที่สามารถค้นหาเพื่อเติมเต็มลงไปในสินค้าได้อีกเยอะ แม้พื้นฐานของผู้คนที่นี่จะมีประสบการณ์ในด้านการเพาะเลี้ยงมาไม่น้อยกว่า 50 ปีก็ตาม

"ในอนาคตเรายังต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาผสมผสานกับผลิตภัณฑ์ปลาของเราอย่างต่อเนื่อง เช่น การถนอมปลาแบบอิเคะจิเมะ (เทคนิคขั้นสูงในการเก็บรักษาปลา ที่ทำให้ปลาตายโดยเฉียบพลัน) ซึ่งจะช่วยคงคุณภาพให้กับตัวสินค้า รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาเค็ม, ปลารมควัน, หนังปลาทอดกรอบ ซึ่งตอนนี้เราก็กำลังพัฒนาอยู่และไปได้สวย"

ไม่เพียงแค่เรื่องของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ 'เจือ' ยังมองไกลไปถึงเรื่องของการออกร้านที่ต้องทำให้มีความโดดเด่น น่าสนใจ สร้างแรงดึงดูดต่อผู้มาแวะเวียนอีกด้วย

"ร้านในรูปแบบเดิม ที่เราเอาแค่สินค้าสดออกไปโชว์หรือไปขายอย่างเดียว มันคงไม่พออีกแล้ว เราต้องเพิ่มเติมบางอย่างเข้าไป อย่างเช่น ตอนนี้เราทำอาหารปรุงสำเร็จควบคู่ไปกับขายปลาสดพร้อมๆ กัน เพื่อให้ลูกค้าได้ชิมกันสดๆ ไปเลยว่าถูกปากหรืออร่อยกว่าปลากะพงที่อื่นไหม ตรงนี้ก็กลายเป็นจุดดึงดูดที่ทำออกมาได้ดีทีเดียว"

ท้ายที่สุด 'เจือ' ได้บอกกับ THE STATES TIMES อีกว่า สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำกับชาวประมงและผู้เกี่ยวข้องเสมอ ก็คือ เขาจะไม่ยอมให้ปลากะพง 3 น้ำ ไปสู้ในตลาดที่เน้นการตัดราคากันเด็ดขาด เขาอยากให้ทุกคนสู้ที่คุณภาพ จงเชื่อมั่นและมั่นใจว่าปลากะพง 3 น้ำคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าใครแน่นอน...

"ความฝันของผมนะ ผมอยากเห็นปลากะพง 3 น้ำของทะเลสาบสงขลา เป็นเหมือนกับแซลมอนที่ส่งออกไปทั่วโลกได้ ถ้าทำได้อย่างนั้นจริง คุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน" นายเจือ ราชสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

‘จีน’ ยินดีที่ไทยได้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เป็นนายกฯ พร้อมเดินหน้า!! พัฒนาสองประเทศ

เมื่อวานนี้ (16 ส.ค.67) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ตอบคำถามนักข่าวกรณี ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศไทยในวันที่ 16 ส.ค. ฝ่ายจีนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ และมีความคาดหวังอย่างไรต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ระบุว่า ฝ่ายจีนขอแสดงความยินดีกับคุณแพทองธารที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย และเชื่อว่าประชาชนชาวไทยจะบรรลุผลสำเร็จใหม่ ๆ ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น บนเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของประเทศ

จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ในปี 2025 จะเป็นวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทย นับเป็นโอกาสใหม่ในประวัติศาสตร์ของการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งฝ่ายจีนยินดีทำงานร่วมกับไทยเพื่อสานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ กระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมสร้างการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันให้เข้มแข็งและลึกซึ้งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘กฟผ.’ จัดนิทรรศการ ‘โลกไฟฟ้ายั่งยืน Into Sustainable World’ พร้อมชวน ‘เยาวชน’ พิชิตภารกิจสร้างโลกไฟฟ้ามั่นคง เพื่อโลกยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (16 ส.ค.67) นายสมศักย์ ปรางทอง ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมเป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ ‘โลกไฟฟ้ายั่งยืน Into Sustainable World’ ที่ กฟผ. จัดขึ้นภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อาคาร 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

นายสมศักย์ ปรางทอง ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม กฟผ. กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ กฟผ. ได้นำเสนอแนวคิดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และความเข้าใจในภารกิจหลักของ กฟผ. ที่มุ่งสร้างไฟฟ้ามั่นคง เพื่อโลกและอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืน หรือ Mission To Sustainability ภายใต้กลยุทธ์ Triple S  ได้แก่ Sources Transformation : การปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตไฟฟ้า, Sink Co-creation : การเพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บคาร์บอนอย่างมีส่วนร่วม, Support Measures Mechanism : การสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ผ่านรูปแบบนิทรรศการผสมผสานที่สนุก น่าสนใจ เข้าใจง่าย รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนได้ร่วมมือกันอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อม

ภายในนิทรรศการ ‘โลกไฟฟ้ายั่งยืน Into Sustainable World’ ประกอบด้วย 4 โซน โดยเริ่มต้นการผจญภัย ด้วยการลงทะเบียนเพื่อรับพาสปอร์ตสะสมแต้มจากภารกิจในแต่ละโซนเพื่อแลกรับของรางวัลสุดพิเศษจาก กฟผ. และออกผจญภัยไปยังโซนต่างๆ ได้แก่

โซนแรก เรียนรู้ Sources Transformation การเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และเทคโนโลยีให้ทันสมัย การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) รองรับพลังงานหมุนเวียนซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ลดความผันผวน และสร้างความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ

โซนที่ 2 ทำความรู้จัก Sink Co-creation การเพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บคาร์บอนอย่างมีส่วนร่วม ผ่านการเรียนรู้ประโยชน์ของต้นไม้ และรู้จักเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage) ที่มีส่วนสำคัญในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 

โซนที่ 3 สนุกกับ Support Measures Mechanism : การสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่าน 3 เรื่องราว 1) ทำความรู้จักห้องเรียนสีเขียว แหล่งเรียนรู้ด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  2) เรียนรู้ความสำคัญของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 พร้อมตัวอย่างอุปกรณ์ที่ได้รับฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 3) ผจญภัยในโลกไฟฟ้ายั่งยืนยุคใหม่กับ EV STATION สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EleX by EGAT เรียนรู้การใช้แอปพลิเคชัน EleXA ที่พร้อมให้บริการและสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง

โซนสุดท้าย  ตะลุยค้นหาศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารพันธกิจ กฟผ. และต่อยอดเรียนรู้การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่เยาวชน

นอกจากนี้ ภายในบูทนิทรรศการของ กฟผ. ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ บนเวที อาทิ การแข่งขัน E- Sport พร้อมร่วมลุ้นรับของรางวัลมากมายจากการสะสมแต้มตลอดการจัดงาน ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูทนิทรรศการของ กฟผ. ได้ ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อาคาร 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

🙏 ‘เศรษฐา’ นายกฯ ไทยผู้พกพาความนอบน้อมไปทุกๆ ที่

แม้จะร่ำเรียนต่างประเทศอยู่หลายปี แต่คุณลักษณะเด่นอย่างหนึ่งซึ่งเห็นได้จากนายกฯ 'เศรษฐา ทวีสิน' ก็คือ ความเคารพนบนอบอย่างไทย ไม่ว่าผู้อาวุโสกว่า ผู้สูงศักดิ์กว่า หรือแม้ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ยามลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน ดังคำกล่าวที่ว่า "...คุณต้องรู้จักให้เกียรติ และให้ความเคารพ อีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน เขาจึงจะเกิดความเชื่อถือในตัวคุณ"

หรือภาพการให้ความเคารพต่อ 'ผู้มาก่อน' ก็เห็นเป็นประจักษ์โดยทั่วไป

การแสดงความเคารพ ถือเป็นมารยาทไทยอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้เยาว์ที่มีต่อผู้ใหญ่ ของผู้ด้อยอาวุโสต่อผู้อาวุโสกว่า ขนาดสภาวิจัยแห่งชาติ ยังได้เคยสำรวจและประมวลไว้เกี่ยวกับลักษณะนิสัยประจำชาติของคนไทยว่า

"รักสงบ เคารพอาวุโส"

ทว่าความ 'อ่อนน้อม' มิได้หมายถึง 'อ่อนแอ' และ 'นอบน้อม' ก็ไม่ใช่ 'พินอบพิเทา'


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top