Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

'นักเขียนชื่อดัง' ชี้!! หากปีไหนน้ำไม่ท่วมเท่าปี 54 อย่าสรุปเองว่าน้ำไม่ท่วม ยกเคส 'เชียงราย' ของจริง!! ต้องเร่งกระจายอำนาจ อย่ารอแต่ส่วนกลาง

(22 ส.ค.67) จากเหตุการณ์ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายวันได้ทำให้น้ำป่าบนเทือกเขาชายแดนไทย-สปป.ลาว ด้าน อ.เทิง-อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ไหลทะลักลงสู่ลำน้ำหงาว ที่เอ่อล้นอยู่แล้วจนทะลักเข้าท่วมหนักในหมู่บ้านหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

อย่างไรก็ตามวันนี้ ‘ภาณุ ตรัยเวช’ นักเขียนชื่อดัง และอดีตตัวแทนนักเรียนไทยที่ไปแข่งขันวิชาฟิสิกส์โอลิมปิกถึง 3 สมัยได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จ.เชียงราย ครั้งนี้ โดยได้ระบุข้อความว่า

“ตอนแรกจะรอให้น้ำลดก่อนแล้วค่อยเขียน แต่เขียนเลยละกัน สังคมไทยต้องหยุดเอาน้ำท่วมปี 54 เป็นมาตรฐานของ ‘น้ำท่วม’ แล้วเอาเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงรายแบบนี้ต่างหากเป็นมาตรฐาน

น้ำท่วมส่วนใหญ่เกิดจากฝนตกใหญ่ ‘ความเร็ว’ น้ำที่ไหลลงมาเกินกว่าขีดจำกัด ‘ความเร็ว’ การระบายน้ำออก น้ำเลยขังอยู่ในที่ที่เราไม่อยากให้มันขัง จุดสำคัญคือ ‘ขีดจำกัดของการระบายน้ำออก’ นี่แหละ มันไม่ใช่ปัจจัยธรรมชาติ เป็นเรื่องการจัดการของคน ของหน่วยงานท้องถิ่นด้วย

ทุกปีจะมีเหตุการณ์น้ำท่วม xxx ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี โดย xxx เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็นเลยว่าน้ำจะต้องมาจ่อท่วมกรุงเทพฯ เหมือนปี 54

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 54 เป็นกรณียกเว้นของยกเว้น เกิดเพราะ ‘ปริมาณ’ น้ำสะสมล้นเกิน น้ำไม่มีที่ไป ต่อให้ระบายได้เร็วก็ไม่รู้จะไประบายที่ไหน เพราะเขื่อน เพราะแม่น้ำใหญ่ล้นหมดแล้ว (ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ในปีนี้เลยนะ เราเช็กข้อมูลน้ำในเขื่อนสะสม ก็ค่อนข้างเป็นไปตามมาตรฐาน)

น้ำท่วมเชียงรายแบบตอนนี้ต่างหากคือโมเดลของปัญหาน้ำท่วมจริง ๆ เราไม่อยากท่องคาถา ‘กระจายอำนาจ’ แต่มันมีส่วนสำคัญเลยล่ะ เพราะท้องถิ่นต่าง ๆ ต้องสามารถระบายน้ำให้ทันกับน้ำที่ตกลงมา หรือมี infrastructure ที่พร้อมรับมือกับเรื่องราวไม่คาดฝันได้ในทุกปี (ซึ่งอะไรแบบนี้ ‘ส่วนกลาง’ อย่างเดียวทำไม่ได้หรอก)

เราไม่อยากให้คนคิดว่า ‘น้ำท่วมใหญ่’ คือ ‘น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 54’ เพราะสุดท้ายพอมันไม่เป็นถึงขนาดนั้น เราก็สรุปกันว่า ‘ปีนี้น้ำไม่ท่วม’ ซึ่งไม่ใช่เลย น้ำท่วมทุกจังหวัด ทุกปี ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง”

'ซาอุฯ' เตรียมใช้เรือไฟฟ้าเหินน้ำ Candela ใน NEOM อีกหนึ่งแพลตฟอร์มด้านขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนฯ เป็นศูนย์

(22 ส.ค.67) TNN Tech รายงานว่า ซาอุดีอาระเบีย เผยแผนการใช้เรือขนส่ง จากบริษัทผู้ผลิตเรือในสวีเดนอย่าง 'แคนเดลา' (Candela) ซึ่งพัฒนาเรือเฟอร์รี่โดยสารแบบไฮโดรฟอยล์ (Hidrofoil) พลังงานไฟฟ้ารุ่น พี-สิบสอง (P-12) ที่ได้ฉายาว่า 'เรือบินได้' เพื่อเตรียมรับส่งผู้โดยสารในเมืองอัจฉริยะ ภายใต้โครงการยักษ์ใหญ่ นีออม (NEOM)

โดยซาอุดีอาระเบีย ได้ซื้อเรือเฟอร์รี่ไฟฟ้า P-12 รุ่นใหม่ของบริษัทแคนเดลาจำนวน 8 ลำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเรือไฟฟ้าของแคนเดลาจะใช้ปีกใต้น้ำช่วยยกตัวเรือขึ้นจากผิวน้ำขณะแล่น เพื่อลดการลาก และช่วยให้เรือแล่นด้วยความเร็วสูงเหนือผิวน้ำ จนดูเผินๆ แล้วเหมือนกับว่า เรือกำลังบินได้ 

ตัวเรือออกแบบให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ราว 12-30 คน ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ขับเคลื่อนไฟฟ้า ซี-พอด (C-Pod) 2 ชุด และแบตเตอรี่ขนาด 63 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) จำนวน 4 ก้อน ทำความเร็วสูงสุด 30 นอต หรือราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และแล่นได้ไกลสุดที่ระยะทาง 40 ไมล์ทะเล หรือราว 74 กิโลเมตร ที่ความเร็ว 25 นอต หรือ 46 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับปีกใต้น้ำ เป็นปีกคาร์บอนไฟเบอร์ 3 ปีก ซึ่งควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ ที่สามารถปรับมุมของปีก เพื่อให้แล่นได้อย่างราบรื่น โดยเคลมว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนน้อย เมื่อเทียบกับการใช้งานเรือเฟอร์รี่โดยสารแบบเดิมๆ เหมาะสำหรับการล่องเรือชายฝั่ง โดยจะนำไปให้บริการทั่วชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้บริษัทผู้พัฒนาเรือแคนเดลา ระบุว่า เรือเฟอร์รี่ไฟฟ้า P-12 ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างระบบขนส่งทางน้ำที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ อีกทั้งการใช้ปีกแบบไฮโดรฟอยล์ ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อยกเรือขึ้นจากน้ำโดยอัตโนมัติ ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และทำให้เรือสามารถเดินทางเร็วขึ้นและไกลขึ้น โดยสำหรับโครงการสั่งซื้อเรือดังกล่าว คาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในปี 2025 และต้นปี 2026 นี้

‘ครูสาว’ รังสรรค์อาหารกลางวันให้ ‘นร. 17 คน’ ด้วยงบ 504 บาท เมนูครบทั้ง ‘คาว-หวาน’ รับ!! มีเข้าเนื้อ-เหนื่อย แต่ทิ้งเด็กไม่ได้

(22 ส.ค.67) ผู้ใช้ติ๊กต็อก @kruduen245 ซึ่งเป็นคุณครูโรงเรียนบ้านดงดิบ ได้โพสต์วิดีโอขณะลงมือทำอาหารกลางวันให้นักเรียนจำนวน 17 คน ในงบประมาณ 504 บาท ด้วยตัวเอง พร้อมระบุว่า “ครูที่หมายถึงผู้ทำทุกอย่าง“ ซึ่งเมนูอาหารก็ครบทั้งอาหารคาว และของหวาน อาทิ ผัดเต้าหู้หมูสับ ผัดผักบุ้งหมูสับ และสาคูน้ำกะทิข้าวโพด เป็นต้น

ซึ่งก็มีคนเข้ามาถามว่า "มีโครงการแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวันไหม ราคาวัตถุดิบค่อนข้างสูงเลยทุกวันนี้ ถ้ามีแปลงเกษตรของเด็ก ๆ น่าจะช่วยได้ระดับนึงค่ะ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ด้วยค่ะ" ซึ่งคุณครูตอบว่า ได้พยายามปลูกแปลงเกษตรแล้วแต่ที่ดินตรงนี้ปลูกอะไรไม่ค่อยติด ตอนนี้เลยหันมาปลูกกล้วยแทน 

ส่วนประเด็นที่มีคนถามว่าเข้าเนื้อคุณครูไหม เหนื่อยไหม เจ้าตัวก็ตอบว่า “เข้าค่ะ เมื่อวานตอนเก็บของ ล้างถ้วยแล้วลื่นล้มใส่โคลน ยอมรับค่ะว่าเหนื่อย แต่ก็ทิ้งเด็กไม่ได้ค่ะ”

ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีเสียงชื่นชมครูสาวในการบริหารและลงมือทำอาหารได้น่ากิน

‘Hot Pot Buffet’ ประกาศอำลาลูกค้า ปิดตำนานบุฟเฟต์ชื่อดังอีกหนึ่งแบรนด์

(22 ส.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงาน เพจเฟซบุ๊ก Hot Pot Buffet ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน ได้โพสต์ระบุว่า “Hotpot Buffet ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทางร้านต้องขอปิดตำนาน Hotpot Buffet ไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ”

สำหรับร้าน HOT POT ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 โดยชื่อร้านเดิมคือ ‘โคคาเฟรช สุกี้’ ก่อนจะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2555 ด้วยกระแสนิยมการรับประทานร้านอาหารบุฟเฟต์ชาบูปิ้งย่าง ส่งผลให้ปีแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ HOT POT มีจำนวนสาขามากถึง 117 สาขา ก่อนที่จะมีคู่แข่งธุรกิจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจ วิกฤตโรคระบาดอย่างโควิด-19 ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ส่งผลให้ HOT POT ทยอยปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรไปหลายแห่ง โดยในปี 2555 เหลือสาขาทั้งหมด 33 สาขา

กระทั่งในปี 2567 เหลือเพียง 4 สาขา และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ก็ได้ประกาศอำลาลูกค้า ปิดตำนานบุฟเฟต์ดังไปอีกหนึ่งแบรนด์

‘ชาวอินโดฯ’ ประท้วง!! หลังรัฐบาลพลิกคำตัดสินศาล รธน. ส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อพรรครัฐบาลผสมของ ‘โจโกวี’

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.67) ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากออกมารวมตัวกันประท้วงรัฐบาลที่พยายามพลิกคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคำวินิจฉัยเปิดโอกาสให้คู่แข่งจากพรรคการเมืองเล็ก ๆ เข้ามาร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยได้

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียวินิจฉัยว่า พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องมีผู้แทนอย่างน้อย 20% ในสภานิติบัญญัติระดับภูมิภาคของตนจึงจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในสนามที่ใหญ่ขึ้นได้

คำวินิจฉัยดังกล่าวหมายความว่า พรรคเล็กที่มีฐานเสียงไม่มากจะมีโอกาสในการแข่งขันทางการเมืองกับพรรคใหญ่ที่มีอิทธิพลได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังคำวินิจฉัยดังกล่าว รัฐสภากลับยื่นร่างกฎหมายผ่านญัตติฉุกเฉินเพื่อพลิกคำตัดสินดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดการประณามอย่างกว้างขวาง เพราะเกรงว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ

ผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา รวมถึงเมืองใหญ่ ๆ อื่น ๆ เช่น ปาดัง บันดุง และยอกยาการ์ตา คาดว่ากฎหมายฉบับเร่งด่วนที่จะพลิกคำตัดสินบางส่วนของศาลจะผ่านสภาในช่วงบ่ายของวันที่ 22 ส.ค.

กฎหมายดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือ ‘โจโกวี’ ที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง รวมถึง ปราโบโว สุเบียนโต ว่าที่ประธานาธิบดีที่กำลังจะขึ้นตำแหน่งในเดือน ต.ค. นี้

ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถูกพลิก จะทำให้ อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย และเป็นผู้ที่มักวิจารณ์รัฐบาล จะไม่สามารถลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาได้

รัฐบาลอินโดนีเซียยังพยายามหาทางยกเลิกการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะคงอายุขั้นต่ำผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ 30 ปี เพราะจะทำให้ กาเอซาง ปังงาเรพ ลูกชายวัย 29 ปีของวิโดโดลงเลือกตั้งระดับภูมิภาคในชวาตอนกลางไม่ได้

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การงัดอำนาจกันระหว่างศาลรัฐธรรมนูญของประเทศ กับรัฐสภาอินโดนีเซีย ซึ่งเต็มไปด้วยอิทธิพลของผู้สนับสนุนวิโดโด อาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม วิโดโดได้พยายามลดความสำคัญของข้อพิพาทนี้ลง โดยกล่าวว่า การแก้ไขคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่รัฐบาล ‘การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ’

ผู้ประท้วงคนหนึ่งที่ชื่อ โจโก อันวาร์ กล่าวว่า ผู้นำของประเทศดูเหมือนจะตั้งใจที่จะรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้ ‘ในที่สุด เราจะกลายเป็นเพียงกลุ่มวัตถุที่ไร้อำนาจ แม้ว่าเราจะเป็นผู้มอบอำนาจให้กับพวกเขาก็ตาม ... เราต้องออกมาเดินขบวนบนท้องถนน เราไม่มีทางเลือกอื่น’

ตีตี อังไกรนี นักวิเคราะห์การเลือกตั้งจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย กล่าวว่า การที่รัฐสภาตัดสินใจเพิกถอนคำตัดสินของศาลถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ‘นี่คือการขโมยรัฐธรรมนูญ’

'สเวน โกรัน อีริคส์สัน' กล่าวอำลาหลังใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้างมาตลอดทุกช่วงเวลา

(22 ส.ค. 67) สยามสปอร์ต รายงานว่า 'สเวน โกรัน อีริคส์สัน' ตำนานกุนซือชาวสวีดิช ส่งข้อความสุดท้ายเพื่อเป็นการสั่งลาทุก ๆ คน หลังเจ้าตัวป่วยหนักเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย และมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

อีริคส์สัน มีโอกาสได้กุมบังเหียนหลายสโมสรได้แก่ โกเตเบิร์ก, เบนฟิก้า, โรม่า, ฟิออเรนติน่า, ซามพ์โดเรีย, ลาซิโอ, แมนฯ ซิตี้ และ เลสเตอร์ รวมทั้งยังได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษด้วย

หลังจากวางมือจากการกุมบังเหียน อีริคส์สัน ก็เงียบหายไปจากวงการลูกหนัง แต่เมื่อไม่นานมานี้เจ้าตัวตกเป็นข่าวใหญ่หลังออกมายอมรับว่าถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน

ตำนานกุนซือวัย 76 ปี ซึ่งเพิ่งจะสานฝันให้เป็นจริงในการคุม ลิเวอร์พูล ทีมรักในเกมการกุศลพบ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อช่วงต้นปีนี้ เปิดใจผ่านสารคดีที่ชื่อว่า ‘Sven’ ทางช่อง Amazon Prime เพื่อเป็นการสั่งลาหลังรู้ตัวว่าใกล้ถึงเวลาที่จะจากโลกนี้ไป

"ผมหวังว่าพวกคุณจะจดจำผมในฐานะคนที่มองโลกในแง่ดีซึ่งพยายามทำทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ยิ้มเข้าไว้ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทั้งโค้ช, นักเตะ, แฟนบอล มันช่างน่าเหลือเชื่อ ดูแลตัวเองและดูแลชีวิตของคุณ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ลาก่อน" อีริคส์สัน ระบุ

สำหรับสารคดี SVEN จะออกอากาศทาง Amazon Prime ในวันที่ 23 ส.ค. นี้

'นิด้าโพล' ยก!! ‘พีระพันธุ์-รวมไทยสร้างชาติ’ คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น คาด!! กระแสพุ่งอีก หลัง ‘อรรถวิชช์’ เสริมทัพ-กม.พลังงานใหม่คลอด

จากผลสำรวจโดยนิด้าโพล ครั้งที่ 2/2567 ระบุว่า ‘พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค’ เป็นบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ร้อยละ 6.85 เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจของนิด้าโพลครั้งที่ 1/2567 ที่ร้อยละ 3.55 และผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อปี 2566 ที่ร้อยละ 2.40

คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของ ‘พีระพันธุ์’ มาจาก 'ภาพลักษณ์ที่ดี มีความน่าเชื่อถือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต' 

ทั้งนี้ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สร้างผลงานอันโดดเด่น ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะ ‘รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง’ เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย มีความถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรม ภายใต้นโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน อันจะส่งผลให้ผู้บริโภค ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ ได้รับประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

จากผลสำรวจเดียวกัน ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ได้รับคะแนนเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ ร้อยละ 7.55 เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจของนิด้าโพลครั้งที่ 1/2567 ที่ร้อยละ 5.10 และผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อปี 2566 ที่ร้อยละ 3.20 

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้รับคะแนนนิยมจาก ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ เพิ่มขึ้นนั้นก็เพราะการทำงานด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของทีมงานของพรรคฯ ทุกคน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีตำแหน่งก็ตาม และได้ให้ความช่วยเหลือ ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ ในทุก ๆ เรื่องที่ร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือมายังพรรค ทั้งยังได้ตั้ง ‘สถานียุติธรรม’ เพื่อรับเรื่องราวความทุกข์ร้อนและดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของ ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ เหล่านั้นในทุกวิถีทางโดยรวดเร็ว พร้อมทั้งมีการติดตามผลจนกว่าการแก้ปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นจะลุล่วง หรืออย่างน้อยก็ต้องบรรเทาเบาคลายลง

นอกจากจะได้รับคะแนนนิยมจาก ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ ที่มีต่อ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรคฯ และพรรค ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ที่เพิ่มขึ้นแล้ว พรรคฯ ยังได้ ‘อรรถวิชช์ (เอ๋) สุวรรณภักดี’ มาร่วมงานอีกด้วย โดยเมื่อ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ‘อรรถวิชช์’ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ‘รวมไทยสร้างชาติ’ แล้ว

‘อรรถวิชช์’ นักการเมืองคุณภาพที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ เกิดวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2521 สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล นิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายการเงินการธนาคารจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา และ รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และหลักสูตรศึกษาอบรมต่าง ๆ อีกมากมาย ผู้เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อดีตเลขาธิการพรรคกล้า อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ประธานกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า

ก่อนเข้าสู่งานด้านการเมือง ‘อรรถวิชช์’ เคยรับราชการสังกัดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง โดยมีผลงานอันโดดเด่นหลายเรื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน การกำกับดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับร้อยละ 28 ต่อปี การกำกับธุรกิจบัตรเครดิต และการควบรวมกิจการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม ธนาคารทหารไทย และธนาคารดีบีเอสไทยทนุ รวมถึงงานร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน การธนาคาร หลายฉบับ

เส้นทางการเมืองของ ‘อรรถวิชช์’ เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2550 ชนะการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 4 คือ เขตจตุจักร, บางซื่อ, หลักสี่ สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ โดยร่วมทีมกับบุญยอด สุขถิ่นไทย และสกลธี ภัททิยกุล ต่อมา พ.ศ. 2554 ชนะการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 9 คือ เขตจตุจักร สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ในปี พ.ศ. 2558 เขาเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร 

ต่อมาเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2563 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เพื่อไปร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่กับกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคที่ลาออกแล้วก่อนหน้านั้น โดยรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค พรรคกล้า ก่อนที่กล้าจะควบรวมกับพรรคชาติพัฒนาเป็นพรรคชาติพัฒนากล้า .ในปี พ.ศ. 2566 ‘อรรถวิชช์’ ได้เสนอกฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโรภาคประชาชน ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค และวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ‘อรรถวิชช์’ ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเข้ามาร่วมในทีมกฎหมายของพรรคฯ

ต้องยอมรับว่า ‘กฎหมาย’ เป็นเครื่องมือสำคัญของสังคมที่จะทำให้บ้านเมืองขับเคลื่อนไปสู่ความเจริญข้างหน้าได้ด้วยความสุจริต เป็นธรรม และสุขสงบ แม้ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ จะมี ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง มีผลงานปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์มากมายแล้ว แต่ด้วยภาระหน้าที่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พรรคฯ จึงต้องมีนักกฎหมายที่มีความสามารถมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมงานของพรรคฯ ที่ได้สร้างผลงานอันเป็นประโยชน์แก่ ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ แล้วมากมาย เพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพเกิดประโยชน์โภคผลเพื่อมากขึ้นให้เท่าทันต่อความจำเป็น ความต้องการ และความเดือดร้อนของ ‘พี่น้องประชาชนคนไทย’ อันเป็นภารกิจที่เป็นพันธกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุดของพรรค ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ต่อไป

'ทักษิณ' เทกโอเวอร์เบ็ดเสร็จ 'การเมืองไทย' 'ป้อม' หลุด!! พรรคร่วมหมอบ!! ปชป.รอเสียบ

ยุค ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เป็นนายกรัฐมนตรี มีวลีหนึ่งที่นักการเมืองเจ้าของฉายา 'มีดโกนอาบน้ำผึ้ง'...ชวน หลีกภัย กล่าวเตือนทักษิณคือ...ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่ หากมียังมีพฤติการณ์ที่กำลังทำ...

เป็นการตอบโต้ 'ทักษิณ' ที่กล่าวหาชวนและพรรคประชาธิปัตย์ว่า หากเล่นเกมการเมืองกันมากเกินไป ระวังจะไม่มีการเมืองให้เล่น...

‘ชวน หลีกภัย’ เป็นนักการเมืองอาวุโสที่จำแม่นกึ่ง ๆ ผูกใจเจ็บ หากรู้สึกสิ่งนั้นไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้อง...เมื่อทักษิณไปปราศรัยหาเสียงที่นครสวรรค์ว่า รัฐบาลจะพัฒนาจังหวัดที่ประชาชนเลือกพรรคเราก่อน...'ชวน' กับ 'คณะ' หยิบมาขยายผล จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมการเมืองพูดกันยันปัจจุบัน เป็นภาพลบติดตัวพรรคเพื่อไทย...

แต่เมื่อ ชวน นำเรื่องนี้มาพูดย้ำซ้ำเชิงเตือนสติรัฐบาลเศรษฐากลางสภาเมื่อ 4 มิ.ย.2567 ก็มีมือดีส่งโน้ตให้นายกฯ เศรษฐา สวนกลับนายหัวชวนแบบแสบสันว่า...ให้หามุกใหม่มาเล่นดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะไม่มีพื้นที่ในสภา...

ชวน หลีกภัย เป็น สส.17 สมัย กำลังชั่งใจว่าจะลงสมัคร สส.สมัยต่อไปหรือไม่ แต่ที่ชวนชั่งใจและตัดสินใจแล้ววันนี้คือ...ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลอุ๊งอิ๊งที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เหตุผลหลักคือ ไม่อยากทรยศชาวบ้าน...นัยว่าในอดีตมวลมหาประชาธิปัตย์เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณ เป็นคู่แข่งกันมาก่อน การจะร่วมรัฐบาลในลักษณะการเป็น 'พรรคอะไหล่' ถือว่าไร้ศักดิ์ศรี

ปัจจุบันประชาธิปัตย์มี 25 สส. เป็น สส.บัญชีรายชื่อ 3 คน / สส.เขต 22 คน จาก 25 คน...มี 4 คน คือชวน, บัญญัติ บรรทัดฐาน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และสรรเพชร บุญญามณี ที่อยู่ฝั่งไม่เห็นด้วย...อีกฝั่ง 21 เสียง นำโดยหัวหน้าพรรค เฉลิมชัย ศรีอ่อน รอเสียบมาตั้งแต่ไก่โห่...และฝันเป็นจริงเมื่อ 'ทักษิณ' ผ่าพรรค พปชร.เป็นสองซีก...สลัดปีก 'ลุงป้อม' ออก เปิดทางให้ประชาธิปัตย์เสียบ!!

นอกจากแฟนนานุแฟนพรรคแม่พระธรณีจำนวนไม่น้อยที่อาจเข่าทรุดแล้ว คนที่กระอักเลือดมากที่สุดก็น่าจะเป็น...นายหัวชวน...ขณะที่คนที่หัวเราะร่าน่าจะเป็นทักษิณ เพราะหมากตานี้หากจะพินิจพิจารณาให้ดี...นี่คือ 'การฆ่าประชาธิปัตย์' ที่คลาสสิกและเลือดเย็นที่สุดวิธีหนึ่ง...

วันก่อนโน้น...6 สส.พรรคไทยสร้างไทย ที่มีคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นแม่ทัพและอยู่ซีกฝ่ายค้าน พลิกกลับ 360 องศา ทั้ง 6 เสียง ยกมือโหวตหนุนอุ๊งอิ๊งเป็นนายกฯ ทำให้คุณหญิงหน่อยกระอักมาคนหนึ่งแล้ว...วันนี้ถึงคิว ปชป.

ถ้าไม่พลิกนาทีสุดท้ายการเข้าร่วมรัฐบาลรอบนี้ ปชป.คงได้ 2 เก้าอี้เสนาบดี / 1 รมว. / 1 รมช. ซึ่งอาจจะช่วยชุบชีวิตได้ในบางมิติ นำตำแหน่งไปสร้างผลงานให้พอได้หาเสียง แต่ก็ต้องแลกกับรายจ่ายที่เป็นต้นทุนสำคัญคือ...คะแนนนิยม-ความศรัทธา ที่หายไป...

นักสังเกตการณ์กล่าวว่า 2 เก้าอี้ รมต. อาจจะพอเยียวยาทำให้ประชาธิปัตย์รักษาฐานบ้านใหญ่ เอาไว้ได้ในบางพื้นที่ แต่ภาพรวมหลายพื้นที่คะแนนนิยมอาจจะสูญพันธุ์ รวมทั้งภาคใต้เอง แม้ 'เดชอิศม์ ขาวทอง' สส.สงขลา/เลขาธิการพรรค อาจจะได้เป็นรมต. แต่ก็คงไม่พอเพียงที่จะแผ่บารมีไปลบล้างกระแสพรรคส้มที่กำลังรุกคืบ และภูมิใจไทยที่ยังสยายปีกคุมภาคใต้...

ไม่ต้องพูดใน สนาม กทม. ที่ยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ว่าจะฟื้นคืน...น่าเห็นใจ 'ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์' ที่กำลังเดินสายหาสมาชิกเป็นยิ่งนัก!!

'ชาวนนทบุรี' อึ้ง!! มวลน้ำจากเหนือกำลังมา แต่ประตูระบายน้ำ ถูกขโมยสายไฟหายเป็นปี

(22 ส.ค.67) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ อดีต สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย, นายภูมิวิทย์ นารถสกุล ผู้อำนวยการชลประทานนครปฐม, นายสุพจน์ สุวรรณจิตร ผู้อำนวยการชลประทานนนทบุรี นายผดุงศักดิ์ ผ้าเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของ ประตูระบายน้ำคลองพระพิมล อ.บางเลน จ.นครปฐม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูน้ำหลากที่กำลังจะมาถึง โดยคลองพระพิมลราชามีความยาว 31 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กับแม่น้ำเจ้าพระยา จ.นนทบุรี ซึ่งจะมีประตูควบคุมน้ำทั้งสองด้าน

นายประยูร กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งเกี่ยวกับมวลน้ำจำนวนมาก ที่กำลังไหลลงมาจากทางภาคเหนือ จึงได้แจ้งไปยังกระทรวงว่าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องของการระบายน้ำ ทั้งที่โครงการคลองพระพิมลเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะดูแลเกษตรกร ประชาชน อ.ไทรน้อย และ อ.บางบัวทอง แล้วยังเป็นแหล่งที่จะต้องรับน้ำที่ระบายมาจากโครงการเจ้าเจ็ด และโครงการพระยาบรรลือ

อย่างไรก็ตามเมื่อได้มาตรวจสอบ พบว่าสายไฟที่ต้องใช้ในการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ ถูกโจรกรรมหายไปหมดตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่เดือน ส.ค. และ ก.ย. จะเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนในพื้นที่รวมทั้งน้ำหลากที่มาจากทั้งสองโครงการแล้ว

ถ้าโครงการนี้ยังไม่ได้เตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับมวลน้ำไว้ จะทำให้พี่น้องประชาชนเกษตรกรใน อ.ไทรน้อย และ อ.บางบัวทอง รวมไปถึง อ.บางเลน จ.นครปฐม ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงตามมาอย่างแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top