Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘สุริยะ’ เผยเตรียมเปิดสายสีชมพูเข้า 'เมืองทองธานี' ปักหมุดนั่งฟรี 1 เดือน เริ่มให้บริการมิถุนายนนี้

‘สุริยะ’ เผยรถไฟสายสีชมพูส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช – เมืองทองธานี เตรียมเปิดให้ประชาชนนั่งฟรี 1 เดือน เริ่มปลายเดือน มิ.ย. 68 ก่อนเปิดเต็มรูปแบบ 19 ก.ค.นี้ ยันเข้าร่วมมาตรการ 20 บาทตลอดสาย เดินทางสะดวกไปอิมแพ็คฯ – ทะเลสาบเมืองทอง

(20 ก.พ. 68) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช – เมืองทองธานี จำนวน 2 สถานี รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 4,072 ล้านบาทว่า จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 ภาพรวมโครงการมีความก้าวหน้า 85.97% แบ่งเป็น งานโยธา 87.88% และงานระบบฯ 82.22% เร็วกว่าแผน 2.17%

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะเข้าสู่กระบวนการทดสอบเดินรถเสมือนจริงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 จากนั้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการฟรี 1 เดือน ก่อนที่จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ในอัตราค่าโดยสาร 15-22 บาท และจะเข้าร่วมมาตรการค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายในเดือนกันยายน 2568 ต่อไป

นอกจากนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้รายงานยอดใช้บริการของผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนหลัก ช่วงแคราย – มีนบุรี ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2568 มีผู้ใช้บริการรวม 2,108,209 คน – เที่ยว เฉลี่ยวันละ 68,007 คน- เที่ยว (วันที่ 25 – 31 มกราคม 2568 ให้บริการโดยไม่คิดค่าโดยสาร) ขณะที่ในช่วงวันที่ 1-17 กุมภาพันธ์ 2568 มียอดใช้บริการรวม 1,022,667 คน – เที่ยว เฉลี่ยวันละ 36,524 คน – เที่ยว (วันที่ 14 – 17 กุมภาพันธ์ 2568 ยังไม่รวม EMV) อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ปริมาณผู้โดยสารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช – เมืองทองธานี เป็นระบบรถไฟฟ้า Monorail เหมือนกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี (ส่วนหลัก) ที่เปิดให้บริการไปแล้ว นับเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายของระบบขนส่งด้วยรถไฟฟ้าที่ครอบคลุมการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะสนับสนุนให้ประชาชนใช้บริการรถขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงช่วยลดปริมาณจราจรบนถนนแจ้งวัฒนะ และลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเขตเมือง

นอกจากนี้ มีการก่อสร้างทางเดิน Skywalk เชื่อมต่อระหว่างสถานีและอาคารชาเลนเจอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าที่จะเดินทางไปร่วมงาน Expo คอนเสิร์ต หรือ Event ต่าง ๆ ที่อิมแพคเมืองทองธานี โดยผู้ใช้บริการจะต้องลงที่สถานีอิมแพ็คเมืองทองธานี (MT01) และใช้ทางออกที่ 3 เพื่อเดินทางต่อไปยังอาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี

ไต่สวนแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา เสียหายหมื่นล้าน พบเหยื่อดับ 14 ราย เร่งล่าผู้ก่อเหตุอีกนับพัน

(20 ก.พ. 68) ศาลท้องถิ่นเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ได้ดำเนินการพิจารณาคดีความกับจำเลยทั้งหมด 23 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มฉ้อโกงทางโทรคมนาคมขนาดใหญ่หลายกลุ่มในภาคเหนือของเมียนมา ระหว่างวันที่ 14-19 ก.พ. โดยมีการพิจารณาหลายข้อหา รวมถึงอาชญากรรมที่ทำให้พลเมืองจีนเสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย

จำเลยส่วนหนึ่ง ได้แก่ เมียง มยิ่น ชอน พยิ่น และมะ ทิริ เมียง หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมที่นำโดยครอบครัวของพวกเขา รวมถึงสมาชิกหลักของแก๊งและสมาชิกแก๊งอื่นๆ ที่เป็น “ผู้สนับสนุน” การก่ออาชญากรรม โดยพวกเขาถูกตั้งข้อหาทางอาญา 11 กระทง เช่น ฉ้อโกง เจตนาฆ่า เจตนาทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยวอย่างผิดกฎหมาย เปิดกาสิโน ค้ายาเสพติดและประเวณี

คณะอัยการกล่าวว่าจำเลยเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของครอบครัวในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา จัดตั้งแหล่งซ่องสุมแก๊งอาชญากรรมหลายแก๊ง ให้การคุ้มกันด้วยอาวุธแก่ปฏิบัติการของ “ผู้สนับสนุน” และสมรู้ร่วมคิดในการก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แผนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมที่มีเป้าหมายเป็นประชาชนในจีน

คำฟ้องร้องระบุว่าอาชญากรรมการพนันและการฉ้อโกงเกี่ยวพันกับเงินทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5 หมื่นล้านบาท) และส่งผลให้พลเมืองจีนเสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย

เหตุการณ์ที่เป็นกรณีสำคัญเกิดขึ้นวันที่ 20 ต.ค. 2023 แก๊งอาชญากรรมร่วมมือกับ “ผู้สนับสนุน” จัดการคุ้มกันด้วยอาวุธระหว่างโยกย้ายคนที่ทำงานให้แก๊งของพวกเขาเพื่อหลีกหนีการปราบปราม โดยบางคนพยายามหลบหนีแต่ถูกทีมคุ้มกันยิงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย

คณะอัยการได้แสดงหลักฐานให้จำเลยแต่ละรายและทนายความของพวกเขาตรวจสอบระหว่างการพิจารณาคดีความ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้อธิบายโต้แย้งตามลำดับและจำเลยให้การครั้งสุดท้าย ท่ามกลางการสังเกตการณ์ของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่ปรึกษาทางการเมือง นักข่าว สมาชิกครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้อง และสาธารณชนรวมมากกว่า 100 คน

อนึ่ง ศาลจะประกาศผลการพิจารณาคดีความครั้งนี้ใน

นอกจากการพิจารณาคดีความครั้งนี้ มีการสอบสวนผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวพันกับกลุ่มอาชญากรรมอีกหลายพันราย เนื่องจากพวกเขามีความเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงทางโทรคมนาคมมากกว่า 10,000 คดี โดยการจัดการคดีความเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของจีนในการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของชาติและพลเมือง

แหล่งข่าวอัยการระบุว่าอาชญากรรมบางส่วนเกิดขึ้นภายในพรมแดนจีน มุ่งเป้าที่พลเมืองจีนเป็นพิเศษ และสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ร่วมของประชาคมระหว่างประเทศ ทำให้จีนมีอำนาจการพิจารณาคดีความภายใต้กฎหมายอาญาและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาลัยและสดุดี 2 ตำรวจกล้า สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 

(20 ก.พ.68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติสูญเสียตำรวจน้ำดีจากเหตุคนร้ายลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 2 นาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.25 น. ของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ จ.ส.ต.เดโช เขียวแก้ว ผบ.หมู่ (ป.) และ ส.ต.ต.ทรงชัย จันทรภาพ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ปฏิบัติหน้าที่ชุดสายตรวจ 20 ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบโดยรถจักรยานยนต์สายตรวจ หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการมั่วสุมยาเสพติดในซอยหลังสถานตรวจสภาพรถยะรัง หมู่ 3 อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อถึงสถานที่เกิดเหตุ มีกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย เป็นเหตุให้ จ.ส.ต.เดโชฯ และ ส.ต.ต.ทรงชัยฯ เสียชีวิต 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองสารนิเทศ ขอสดุดีตำรวจกล้าทั้ง 2 นาย ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเต็มความสามารถ พลีชีพในหน้าที่ 'ตำรวจ' รักษาความสงบสุข ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จนวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของตำรวจทั้ง 2 นาย พร้อมสั่งดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ กรณี จ.ส.ต.เดโช เขียวแก้ว ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 2,460,960 บาท พิจารณาความชอบพิเศษ เลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 7 ขั้น และเลื่อนยศเป็น 'พ.ต.อ.' และ ส.ต.ต.ทรงชัย จันทรภาพ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 2,289,540 บาท พิจารณาความชอบพิเศษ เลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 7 ขั้น และเลื่อนยศเป็น 'ร.ต.อ.'

รร.สอนภาษาจีนฝานหรง เปิดตัวในงาน 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน หนุนคนไทยเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมจีนอย่างลึกซึ้ง

(20 ก.พ. 68) กรุงเทพฯ – ดร.อรภัค สุวรรณภักดี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ โรงเรียนสอนภาษาจีนฝานหรง ประกาศเปิดตัวโรงเรียนอย่างเป็นทางการภายในงาน 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สยามสแควร์ ชั้น 9 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน ผ่านการเรียนรู้ภาษาจีนที่ถูกต้องและลึกซึ้ง

แรงบันดาลใจ: ยกระดับการเรียนภาษาจีนของไทย เพื่ออนาคต
ดร.อรภัค มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาจีนของคนไทย ให้สามารถเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมจีนอย่างลึกซึ้ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เนื่องจากภาษาจีนกำลังกลายเป็นภาษาสำคัญของโลก โรงเรียนฝานหรงจึงมุ่งเน้นการสอนที่มีคุณภาพ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาจีนได้อย่างถูกต้องและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

เทคโนโลยี: ขับเคลื่อนการเรียนภาษาจีนให้ทั่วถึงทุกพื้นที่
โรงเรียนฝานหรงใช้ เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อทำให้ผู้เรียนจากทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาจีนได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ เรียนได้จากทุกที่ พร้อมรับการสอนที่มีมาตรฐาน

จุดเด่นของการเรียนภาษาจีนกับฝานหรง
- แก้ปัญหาหลักของผู้เรียนชาวไทย เช่น ไวยากรณ์ พินอิน และการใช้ภาษาในชีวิตจริง
- หลักสูตรที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง ช่วยให้เรียนรู้ภาษาจีนได้อย่างมั่นใจ
- สอนให้เข้าใจภาษาจีนในบริบทวัฒนธรรม เพื่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พบกับโรงเรียนฝานหรงที่งาน 50 ปี ไทย-จีน

ในงานเปิดตัวครั้งนี้ โรงเรียนฝานหรงจะนำเสนอหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะภาษาจีนได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเรียนภาษาจีน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป

ญี่ปุ่นจ้างที่ปรึกษาความงาม สอนตำรวจชายดูแลผิวแต่งหน้า เสริมภาพลักษณ์มืออาชีพ ชี้สำคัญไม่แพ้การจับคนร้าย

(20 ก.พ. 68) เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สถาบันตำรวจฟุกุชิมะ (Fukushimaken Keisatsugakko) ในจังหวัดฟุกุชิมะ ได้เปิดหลักสูตรแต่งหน้าให้กับนักเรียนตำรวจ 60 คน รวมถึงตำรวจชายหลายคนที่ใกล้จะจบการศึกษา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนในโลกออนไลน์ 

รายงานระบุว่า สถาบันตำรวจฟุกุชิมะ ตระหนักถึงความสำคัญของการมีภาพลักษณ์ที่สะอาดตาและเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน การสร้างความประทับใจที่ดีและการสร้างความไว้วางใจถือเป็นสิ่งสำคัญ จึงจัดการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เตรียมสำเร็จหลักสูตร เข้าฝึกอบรมการดูแลผิวและแต่งหน้าเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี

“เราต้องการเตือนนักเรียนว่าการรักษาภาพลักษณ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพวกเขาคือสมาชิกของสังคมและในอนาคตจะเป็นตำรวจ” ทาเคชิ ซูกิอุระ รองผู้อำนวยการสถาบันตำรวจกล่าวในการสัมภาษณ์กับ Nippon TV

เพื่อให้หลักสูตรแต่งหน้าเป็นไปตามมาตรฐานมืออาชีพ สถาบันได้ร่วมมือกับที่ปรึกษาจากแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง ชิเซโด (Shiseido) โดยผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงแต่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแต่งหน้าเท่านั้น แต่ยังให้คำแนะนำเฉพาะบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับนักเรียนตำรวจแต่ละคนด้วย

ในระหว่างหลักสูตร อาจารย์ได้สอนเทคนิคการแต่งหน้าพื้นฐาน เช่น การบำรุงผิว การทาไพรเมอร์ และการใช้ดินสอเขียนคิ้ว รวมถึงทักษะการดูแลตัวเองพื้นฐาน เช่น การตัดคิ้วและการจัดทรงผม

ที่น่าสนใจคือ หลายคนในกลุ่มนักเรียนชายที่ไม่คุ้นเคยกับการแต่งหน้าพบว่ามันเป็นความท้าทาย บางคนถูกพบว่าทาไพรเมอร์ไปทั่วใบหน้าด้วยความยุ่งเหยิง ขณะที่บางคนดูเหมือนจะมองหาความช่วยเหลือจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ

ยูเซย์ คุวาบาระ หนึ่งในนักเรียนตำรวจชายที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่หลังจากหลักสูตร กล่าวว่า “ผมไม่เคยแต่งหน้าเลยครับ ผมคิดว่าอาชีพตำรวจคือการต้องอยู่ในสายตาของสาธารณะบ่อยๆ ดังนั้นผมอยากให้ตัวเองดูดีเมื่อไปทำงาน”

โดยทั่วไปแล้ว สถาบันตำรวจญี่ปุ่นมักจะเน้นการศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายและการเตรียมความพร้อมทางกายภาพอย่างเข้มงวด การเปิดหลักสูตรดังกล่าวถือเป็นการปรับปรุงการฝึกอบรมให้ทันสมัย และเตรียมตำรวจในอนาคตให้มีทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนด้วยความสุภาพ

สถาบันในฟุกุชิมะไม่ใช่แห่งเดียวที่เปิดหลักสูตรนี้ โดยก่อนหน้านี้ สถาบันตำรวจในจังหวัดยามากูชิยังได้เปิดหลักสูตรที่คล้ายกัน โดยเริ่มจากการสอนนักเรียนชายทำความสะอาดใบหน้าอย่างถูกวิธี

หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกนำเสนอ ปรากฎว่าบรรดาชาวเน็ตจีนต่างแสดงความเห็นกันอย่างฮือฮา “ตอนนี้พวกเขาสามารถโยนแป้งฝุ่นใส่ตาลูกผู้ต้องสงสัยแล้วจับได้!” ผู้ใช้งานคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นอย่างขำขัน

ขณะที่อีกคนกล่าวว่า “ตอนแรกที่อ่านข่าวนี้ ผมคิดว่าพวกเขากำลังเรียนวิธีพรางตัวเพื่อจับคนร้าย”

อย่างไรก็ตาม บางคนก็แสดงความกังวลว่า “การเรียนรู้ทักษะหลายๆ อย่างไม่ใช่เรื่องแย่ แค่ขอให้มันไม่กลายเป็นเกณฑ์ที่เข้มงวดสำหรับการประเมินผลงาน”

กนอ. หนุนเทคโนโลยีสีเขียว ลดพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เร่งสร้างนิคมฯสีเขียว ยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

(20 ก.พ.68) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เดินหน้าขับเคลื่อน Green Transition ผนึกพลังรัฐ-เอกชน สร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Emission ด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ กรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รักษาการผู้ว่าการ กนอ.เปิดเผยถึงทิศทางและบทบาทของการนิคมอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อน Green Transition หรือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียวเป็นแนวโน้มสำคัญของโลก 

ซึ่งภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ กนอ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลนิคมอุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในโรงงานอุตสาหกรรม และจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพลังงานทดแทนให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อย

ก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เช่น การใช้ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) และการรีไซเคิลของเสียในกระบวนการผลิต ปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งได้เริ่มปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด และการส่งเสริมการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Production)

“นิคมอุตสาหกรรม กำลังปรับตัวเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ยั่งยืน โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลดการใช้พลังงานฟอสซิล และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ขณะเดียวกัน กนอ.ยังสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสีเขียว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็น Carbon Neutral หรือ Zero Emission ในอนาคตอันใกล้”นายสุเมธ กล่าว

รักษาการผู้ว่าการ กนอ. กล่าวอีกว่า กนอ.มุ่งเน้นสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อน Green Transition ผ่านนโยบายสนับสนุนและมาตรการจูงใจต่าง ๆ พร้อมผลักดันการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Town) ที่เน้นการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT และ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอาจต้องใช้งบประมาณสูง และบางครั้งอาจพบความไม่พร้อมทางเทคโนโลยี หรือการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ดังนั้น กนอ.จะร่วมกับทุกภาคส่วนสนับสนุนการปรับตัวของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนกระบวนการผลิตและระบบการจัดการพลังงาน

“กนอ. จะเดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียวอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” รักษาการผู้ว่าการ กนอ. กล่าวทิ้งท้าย

ผบ.ตร. ประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ปัญหาคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย วาง 4 ขั้นตอนแก้ไขปัญหาเร่งด่วนทุกพื้นที่ สั่งลงดาบตำรวจทำผิดตามนโยบายนายกรัฐมนตรี มอบ "พล.ต.ท.สำราญฯ" กำกับดูแล

(20 ก.พ. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และคนต่างด้าวถูกหลอกลวง หรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม ณ ศปก.ตร. อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางระบบประชุมทางไกล 

ในที่ประชุมฯ ผบ.ตร. ได้ประชุมติดตามสถานการณ์และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ จึงได้สั่งการให้เร่งรัดการปฏิบัติในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตาม เพื่อตอบข้อเคลือบแคลงของพี่น้องประชาชนและสังคม หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. กำกับดูแลการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำการปฏิบัติใน 4 ขั้นตอน ได้แก่
1. ตรวจสอบ : ให้หน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในทุกมิติ รวมทั้งตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการอย่างเข้มงวดโดยไม่กระทบกับการท่องเที่ยว 
2. ปฏิบัติการ : ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องประสานการปฏิบัติ ลงพื้นที่ตรวจสอบชาวต่างชาติที่พำนักในพื้นที่ เช่น ที่พัก แผนการท่องเที่ยว การรวมกลุ่มประกอบกิจกรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
3. บังคับใช้กฎหมาย :  หากพบมีการทำความผิดของชาวต่างชาติ ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดทันที
4. ประชาสัมพันธ์ : สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อตอบคำถาม ลดความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมและประชาชน และให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสื่อต่าง ๆ 

นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวเชิงวิเคราะห์ แนวโน้มสถานการณ์การกระทำความผิดของคนต่างด้าวและแก๊งคอลเซ็นเตอร์พื้นที่จังหวัดเฝ้าระวัง เส้นทาง และรูปแบบการกระทำความผิด รวมทั้งผลการดำเนินการด้านกฎหมายและกลไกการส่งต่อระดับชาติ โดย ผบ.ตร.กำชับทุกพื้นที่/จังหวัด ปรับแผนการปฏิบัติและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์เริ่มมีความเคลื่อนไหวจากมาตรการต่าง ๆ จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้ารับมือในทุกมิติ 

ทั้งนี้ ผบ.ตร. กำชับเข้มงวด หากพบตำรวจรายใดเกี่ยวข้องในการกระทำผิด เอื้อประโยชน์ ประพฤติมิชอบด้วยกฎหมาย จนเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของหน่วยพื้นที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประเทศชาติ ให้ดำเนินการทางปกครอง วินัย และอาญาเด็ดขาด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับหากพบเจ้าหน้าที่กระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายทันที 

พร้อมกันนี้ ผบ.ตร.ขอให้ผู้บังคับบัญชาถ่ายทอดข้อสั่งการและเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร.ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดทุกนาย โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ไม่เพิกเฉยต่อปัญหาของประเทศ และต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พัวพันกับการกระทำผิดเด็ดขาด และขอบคุณตำรวจทุกนายที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ตั้งใจทำงาน รักษาความดี ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติต่อไป

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้เหตุ ‘ทรัมป์’ เอาใจ ‘ปูติน’ ขั้นสุด ถึงขั้นหัก NATO พร้อมประณาม ‘เซเลนสกี้’ เชื่อ ต้องการพรากปูติน จากอกพญามังกร ‘สีจิ้นผิง’

(20 ก.พ. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า 

คำถาม: ทำไม ทรัมป์ เอาใจ ปูติน แบบสุดๆ (ไม่สน NATO +ประณาม เซเลนสกี้ ว่าเป็น “เผด็จการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” !!)

คำตอบ : ทรัมป์มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือ จะดึงปูตินไปจากอ้อมอกของ สีจิ้นผิง !!

แต่ฝันนี้ของทรัมป์จะสำเร็จหรือไม่ ? หรือจะเป็นแค่ ฝันค้าง หรือไม่ ? ต้องวัดใจปูตินกันนะ
กองเชียร์แต่ละฝ่าย ก็ต้องติดตามด้วยใจระทึกนะคะ

Note: ปูตินและสีจิ้นผิง คู่นี้ รักกันมานานแล้ว และคู่นี้เขา ร่วมทุกข์ร่วมสุข กันมานานเกิน 10 ปีแล้วจ้าาาา

สิงคโปร์มอบคูปองเงินสด 20,000 บาท หนุนประชาชนจับจ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจ

(20 ก.พ.68) นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประกาศมอบคูปองเงินสดสูงสุด 800 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 20,000 บาท) ให้กับพลเมืองสิงคโปร์ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป เนื่องในโอกาสฉลองวันชาติสิงคโปร์ครบรอบ 60 ปี ซึ่งคูปองเงินสดดังกล่าวจะเริ่มแจกจ่ายในเดือนกรกฎาคมนี้และสามารถใช้ได้จนถึงสิ้นปี 2026

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ 'SG60' ที่จะมอบคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 60 สำหรับปีภาษี 2025 รวมถึงของขวัญสำหรับทารกแรกเกิดในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงการยอมรับในผลงานของประชาชนสิงคโปร์และแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตของประเทศ

ทั้งนี้ คูปองเงินสด SG60 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 2,020 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 50,740 ล้านบาท) และจะมีประโยชน์แก่ประชาชนประมาณ 3 ล้านคน โดยผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับคูปองเงินสดเพิ่มอีก 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมเป็น 800 ดอลลาร์สิงคโปร์

คูปองเงินสดสามารถรับสิทธิ์ได้ทางดิจิทัลและสามารถใช้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า และแผงลอยในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังมีการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 60 สำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลาง โดยจะได้รับการลดหย่อนสูงสุดที่ 200 ดอลลาร์สิงคโปร์

นายหว่องยังประกาศเพิ่มเติมว่าในปีนี้ ศูนย์อาหารแผงลอยและตลาดที่บริหารจัดการโดยรัฐบาลจะได้รับเงินสนับสนุนค่าเช่าครั้งเดียวจำนวน 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตของชาวสิงคโปร์ พร้อมทั้งการลงทุนเพื่อปรับปรุงและสร้างศูนย์อาหารแผงลอยใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการแจกเครดิต ActiveSG มูลค่า 100 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับการเล่นกีฬา และเครดิต SG Culture Pass มูลค่า 100 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อกระตุ้นให้ชาวสิงคโปร์เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะและวัฒนธรรม โดยเครดิตเหล่านี้จะมีอายุถึงสิ้นปี 2028

โครงการ SG60 นี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวันชาติ แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของชุมชนสิงคโปร์ที่มุ่งหวังให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

'มัสก์' เล็งแจกเงินชาวอเมริกัน คนละ 1.5 แสนบาท หลัง DOGE ช่วยประหยัดงบแสนล้าน แต่เสี่ยงเงินเฟ้อ-ขัดกฎหมาย

(20 ก.พ. 68) อีลอน มัสก์ ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานด้านประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ได้จุดกระแสใหม่บนโซเชียลด้วยการเผยแนวคิดเงินปันผล  DOGE (DOGE Dividend) ซึ่งอาจมาในรูปแบบของเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 5,000 ดอลลาร์ ให้กับผู้เสียภาษีชาวอเมริกา โดยระบุว่า การมอบเงิน 5,000 ดอลลาร์นี้ เป็นผลพลอยได้จากการที่หน่วยงาน DOGE ของมัสก์สามารถประหยัดงบประมาณประเทศไปได้หลายแสนล้าน

แนวคิดนี้มาจากเจมส์ ฟิช แบ็ค ซีอีโอบริษัทการลงทุนและที่ปรึกษา DOGE ซึ่งเสนอให้จัดสรร 20% ของเงินออมที่คาดว่าจะเกิดจากนโยบาย DOGE ไปมอบเป็นเงินช่วยเหลือแก่ประชาชน โดยฟิชได้อ้างว่าหาก DOGE สามารถประหยัดงบประมาณรัฐบาลได้ถึง $2 ล้านล้าน ก็สามารถจัดสรร 20% หรือราว $400,000 ล้าน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ 78 ล้านครัวเรือนที่เสียภาษีได้ในอัตรา $5,000 ต่อครัวเรือน

“เราต้องการทำให้ DOGE เป็นเรื่องจริงสำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคน พวกเขาสมควรได้รับส่วนแบ่งจากเงินออมที่ DOGE จะช่วยให้เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์” ฟิชแบ็คกล่าว

มัสก์ตอบรับแนวคิดนี้โดยกล่าวว่า เขาจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ อาทิ 

การอนุมัติจากสภาคองเกรส การใช้เงินงบประมาณรัฐบาลต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจมีการคัดค้านจากสมาชิกสภาคองเกรสที่ต้องการนำเงินไปใช้กับโครงการอื่น เช่น การลดหนี้สาธารณะ

นอกจากนั้นหากจ่ายเงินช่วยเหลือ5,000 ดอลลาร์ อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ  โดยผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณเตือนว่า การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในปริมาณมหาศาลอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่พรรครีพับลิกันเคยต่อต้านในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพรสตัน แบรชเชอร์ นักวิจัยด้านนโยบายภาษีจาก Heritage Foundation กล่าวว่า “การลดรายจ่ายของรัฐบาลช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ แต่ถ้ารัฐบาลแจกเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินเฟ้อจะกลับมาอย่างหนัก”

นอกจากนี้ยังอาจติดปัญหาทางกฎหมาย เพราะโครงการ DOGE เองกำลังเผชิญกับการตรวจสอบทางกฎหมาย และผลลัพธ์ของคดีความที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อแนวคิดเงินปันผลนี้

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณานโยบายลดภาษีในหลายรูปแบบ แต่ต้นทุนของมาตรการเหล่านี้อาจสูงถึง $5-11 ล้านล้าน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเงินปันผล DOGE อาจต้องแข่งขันกับนโยบายอื่น เช่น การยกเลิกเก็บภาษีเงินได้จากค่าทิปและโอที แม้ว่าการได้รับเช็ค 5,000 ดอลลาร์ จะเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ยังมีความท้าทายทางกฎหมายและเศรษฐกิจที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top