Monday, 3 August 2026
Hard News Team

🌍✈️ อัปเดตล่าสุด! สายการบินที่ดีที่สุดในโลก ปี 2025

ใครที่มีแพลนเที่ยวต่างประเทศหรือบินใกล้ๆ ต้องไม่พลาด!  
เช็กเลย 5 อันดับสายการบิน Full Service และ Low Cost ที่ดีที่สุดในโลก จะมีสายการบินในใจของคุณติดโผหรือเปล่า?  

🔥 5 อันดับสายการบิน Full Service ดีที่สุดในโลก
1️. Korean Air — ครองแชมป์ด้วยบริการเหนือระดับ 
2️. Qatar Airways — ความหรูหราและความสะดวกสบายขั้นสุด 
3️. Air New Zealand— บินสบายสไตล์นิวซีแลนด์
4️. Cathay Pacific — บริการดีเยี่ยมจากฮ่องกง
5️. Singapore Airlines — ความหรูหราและอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ 
6. Thai Airways — ภูมิใจไทยแลนด์! ติดอันดับที่ 17 พร้อมบริการแบบไทยๆ 

💸 5 อันดับสายการบิน Low Cost ดีที่สุดในโลก
1️. AirAsia — แชมป์สายการบินราคาประหยัดที่ครองใจคนเอเชีย 
2️. Jetstar — บินคุ้มค่าในราคาประหยัดจากออสเตรเลีย 
3️. AirBaltic — สะดวกสบายสไตล์ยุโรป 
4️. HK Express — สายการบินราคาประหยัดจากฮ่องกง   
5️. EasyJet — สายการบินยอดฮิตในยุโรป 

สายเที่ยวต้องรู้!
วางแผนการเดินทางล่วงหน้า เลือกสายการบินที่ใช่ เพื่อประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุด!  

PETA UK เล่นใหญ่!! บุกสถานทูตไทย เทน้ำกะทิใส่ตัวเอง สร้างภาพดึงดรามาใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าว

เมื่อวันที่ (13 ก.พ.68) กลุ่มนักเคลื่อนไหวจาก PETA UK จัดการประท้วงหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน โดยราดตัวเองด้วยของเหลวที่ดูเหมือนน้ำกะทิ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านอุตสาหกรรมกะทิของไทยที่ใช้แรงงานลิง พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์จากการบังคับใช้แรงงานสัตว์

PETA Asia อ้างการเปิดเผยผลการตรวจสอบที่พบว่า ลิงถูกล่ามด้วยเชือกสั้นจนแทบขยับตัวไม่ได้ บางตัวถูกขังในกรงแคบและต้องเดินวนไปมาอย่างสิ้นหวังจนเกิดความเครียดรุนแรง "ลิงเหล่านี้ควรได้ใช้ชีวิตอิสระในธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกจับมาทรมานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ" เจ้าหน้าที่ PETA Asia กล่าว

PETA ระบุว่า พวกเขาเรียกร้องให้บริษัททั่วโลกหยุดสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานลิง และให้ประเทศไทยดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

จีนส่งตัว 200 ผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงกลับจากเมียนมา เปิดฉากล่าต่อเนื่องขบวนการโกงข้ามพรมแดน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนได้นำตัวพลเมืองจีน 200 ราย ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง กลับสู่จีนเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ก.พ.68) หลังจากถูกส่งตัวจากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา  

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างจีน เมียนมา และไทย โดยผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกส่งตัวมายังประเทศไทยก่อน จากนั้นจึงขึ้นเที่ยวบินเช่าเหมาลำหลายเที่ยวเพื่อเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติหนานจิงลู่โข่ว ในนครหนานจิง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน  

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเปิดเผยว่า การส่งตัวครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางโทรคมนาคม ซึ่งกำลังเป็นปัญหาระดับภูมิภาคและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายประเทศ  

โป๊ปฟรานซิสป่วยหนัก ตรัสชัด ‘อยู่ได้อีกไม่นาน’ ทหารสวิสการ์ดซ้อมพิธีการรับมือ กรณีสิ้นพระชนม์

(21 ก.พ.68) นครรัฐวาติกันอยู่ในภาวะเตรียมพร้อม หลังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส วัย 88 ปี ทรงมีปัญหาสุขภาพรุนแรง โดยก่อนหน้านี้พระองค์ตรัสว่า "ข้าพเจ้าอยู่ได้อีกไม่นานจากปัญหาสุขภาพโรคปอดบวม" ทำให้หน่วยสวิสการ์ด ซึ่งเป็นกองกำลังรักษาความปลอดภัยของวาติกัน เริ่มซักซ้อมพิธีศพเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การเตรียมความพร้อมเกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงโรมอย่างเร่งด่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง แพทย์วินิจฉัยว่าพระองค์ทรงติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างซับซ้อน ส่งผลให้นครรัฐวาติกันต้องยกเลิกหรือเลื่อนการเข้าเฝ้าหลายรายการในสัปดาห์นี้

วาติกันออกแถลงการณ์ยืนยันว่า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็นโรคปอดบวมและมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลอดลมอักเสบจากอาการหอบหืด ทำให้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะประเภทคอร์ติโซน ทั้งนี้ พระองค์เคยผ่านการผ่าตัดเอาปอดบางส่วนออกเมื่อหลายปีก่อน ทำให้การติดเชื้อในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล

ล่าสุด เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ (ตรงกับ 02.00 น. วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ตามเวลาไทย) สำนักวาติกันแถลงอัปเดตอาการของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสว่า "อาการมีพัฒนาการดีขึ้นเล็กน้อย พระองค์ไม่มีไข้ และค่าการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตยังคงที่ ในช่วงเช้า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงรับศีลมหาสนิทและปฏิบัติพระภารกิจตามปกติ"

มัตเตโอ บรูนี่ ผู้อำนวยการสื่อมวลชนวาติกัน ระบุว่า พระอาการของพระองค์เป็น 'ปอดอักเสบเฉพาะที่' หมายถึงการติดเชื้อในปอดที่เกิดขึ้นเป็นบริเวณจำกัด ไม่ใช่การติดเชื้อที่แพร่กระจาย นอกจากนี้ การหายใจของพระองค์เป็นปกติและพระหทัยเต้นเป็นจังหวะปกติ สร้างความหวังว่าพระองค์จะทรงฟื้นตัวได้ในเร็ววัน

ทรัมป์เผยแผนตั้ง 'External Revenue’ เก็บภาษีต่างชาติแทนเงินจากคนอเมริกัน

(21 ก.พ.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมยกเลิกกรมสรรพากรของสหรัฐฯ (IRS) และมีแผนจัดตั้ง External Revenue Service (ERS) ซึ่งจะมุ่งเน้นการจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรและธุรกรรมจากต่างประเทศ แทนการเก็บภาษีจากประชาชนและธุรกิจภายในประเทศ

โฮเวิร์ด ลัทนิค (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ของทรัมป์ เปิดเผยกับ Fox News ว่า “เป้าหมายของทรัมป์คือการยกเลิก IRS และให้คนนอกเป็นผู้จ่ายภาษีแทน”

รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้ ERS ดูแลการจัดเก็บภาษีศุลกากรและกำจัดช่องโหว่ทางภาษี โดยทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะสามารถสร้างรายได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากมาตรการนี้ พร้อมทั้งมอบหมายให้ "DOGE Task Force" ของอีลอน มัสก์ ค้นหาการทุจริตและความสูญเปล่าในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้อีก 1 ล้านล้านดอลลาร์

ทรัมป์เคยกล่าวถึงแนวคิดนี้ตั้งแต่ต้นปี 2024 แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า IRS จะถูกยกเลิกทั้งหมดหรือเพียงแค่ลดบทบาท

แม้ว่าทรัมป์จะกล่าวว่าภาษีศุลกากรเป็นรายได้จากต่างชาติ แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าภาษีเหล่านี้มักถูกผลักภาระให้กับบริษัทและผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอง 

ตามรายงานของ Axios หน่วยงานที่ดูแลการจัดเก็บภาษีศุลกากรในปัจจุบันคือกรมศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ไม่ใช่ IRS ขณะที่ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า "Tariff เป็นคำที่ไพเราะที่สุดในพจนานุกรมของผม"

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ทรัมป์เสนอให้เก็บภาษีศุลกากร 25% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากเม็กซิโกและแคนาดา และ 10% สำหรับสินค้าจากจีน อย่างไรก็ตาม เขายอมระงับมาตรการกับเม็กซิโกและแคนาดาชั่วคราวเพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ อาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นถึง 272,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

ทรัมป์ยังเสนอให้ ERS ดูแลภาษีจาก เรือสำราญต่างชาติ เรือบรรทุกน้ำมัน และผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียภาษีในสหรัฐฯ โดยลัทนิคยืนยันว่า 'ภาษีเหล่านี้จะถูกเก็บภายใต้รัฐบาลทรัมป์'

ในขณะที่ทรัมป์ผลักดัน ERS เขายังเคยกล่าวถึงแนวคิดการยกเลิกภาษีเงินได้ ซึ่งอาจทำให้ IRS หมดบทบาท อย่างไรก็ตาม IRS ยังเป็นผู้จัดเก็บภาษีเงินเดือน ภาษีประกันสังคม และภาษีมรดก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล

แม้ว่าทรัมป์จะมุ่งเปลี่ยนแปลงระบบภาษีให้พึ่งพารายได้จากภายนอก แต่ในทางปฏิบัติ ภาษีศุลกากรยังคงเป็นภาระของภาคเอกชนและประชาชนสหรัฐฯ การปฏิรูปครั้งนี้อาจเผชิญแรงต้านจากภาคธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ที่มองว่าเป็นนโยบายที่เสี่ยงต่อเศรษฐกิจของประเทศ

21 กุมภาพันธ์ 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้ พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ "พุทธศักราช" (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติไทยแทน "รัตนโกสินทร์ศก" (ร.ศ.) โดยมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในพุทธศาสนาและต้องการให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือพุทธศาสนาเช่นกัน ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 (รัตนโกสินทร์ศก 131) พระองค์จึงทรงประกาศให้ใช้พุทธศักราชในราชการทั่วไป โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 เป็นวันที่เริ่มใช้พุทธศักราชอย่างเป็นทางการ

ก่อนที่จะมีการใช้พุทธศักราช ประเทศไทยเคยใช้ "มหาศักราช" (ม.ศ.) และ "จุลศักราช" (จ.ศ.) โดยศักราชทั้งสองนี้ถูกใช้ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรัตนโกสินทร์ศกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเริ่มนับจากปีที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงใน พ.ศ. 2325 หรือรัตนโกสินทร์ศก 1 (ร.ศ. 1)

สำหรับการนับพุทธศักราช ประเทศไทย, กัมพูชา, และสปป.ลาวเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ 1 ปี ในขณะที่ศรีลังกาและเมียนมาเริ่มนับพุทธศักราชตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานเมื่อ 544 ปีก่อนคริสตศักราช จึงทำให้พุทธศักราชของศรีลังกาและเมียนมาเร็วกว่าของไทย 1 ปี

‘ลุงตู่' อวยพร ‘ธนกร-แคทลีน’ ก่อนจูงมือเข้าสู่พิธีมงคลสมรส 22 ก.พ.นี้

‘ลุงตู่’ อวยพร ‘ธนกร-แคทลีน’ รักดูแลกันตลอดไป ก่อนพิธีมงคลสมรส 22 ก.พ.นี้ เผยเชิญ ‘ทักษิณ’ ร่วมงานด้วย

(20 ก.พ. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เผยแพร่ภาพในโซเชียล เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เพื่อขอพรและเชิญร่วมพิธีมงคลสมรสของตนกับ น.ส.แคทลีน มาลีนนท์ 

ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ.ที่ห้องแกรนด์บอลรูม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน บางกอก ในเวลา 18.00 น.

โดยนายธนกร เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชมว่าที่เจ้าสาวว่าสวย เป็นคนเก่ง ทำงานเก่ง เห็นทั้งคู่รักกันมานานแล้ว และอวยพรขอให้รักกันตลอดไป คอยดูแลซึ่งกันและกัน

ในข่าวรายงานว่า ในพิธีมงคลสมรส น.ส.แคทลีน ยังได้เชิญ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย

ทรัมป์ยกย่องตัวเองเป็น 'กษัตริย์แห่งอเมริกา' หลังยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในนิวยอร์ก

เมื่อวันที่ (19 ก.พ.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย Truth Social ยกย่องตัวเองเป็น 'กษัตริย์' หลังจากการตัดสินใจยกเลิกโครงการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Pricing) ในเมืองนิวยอร์ก โดยทรัมป์เขียนว่า โครงการนี้ “ตายไปแล้ว” และกล่าวว่าแมนฮัตตันและนิวยอร์กปลอดภัย พร้อมลงท้ายข้อความด้วยคำว่า “LONG LIVE THE KING!”

ไม่นานหลังจากทรัมป์โพสต์ลง Truth Social บัญชีโซเชียลมีเดียของทำเนียบขาวในแพลตฟอร์ม X ได้โพสต์ภาพทรัมป์สวมมงกุฎ โดยมีกรอบเส้นสีทองแบบเดียวกับหน้าปกนิตยสารไทม์ พร้อมคำว่า “LONG LIVE THE KING” ที่ทรัมป์ใช้ในการยกย่องตัวเอง ซึ่งทำให้คำนี้กลายเป็นคำที่ได้รับความนิยมและติดเทรนด์ในสหรัฐฯ บางสำนักข่าวได้แสดงความสงสัยต่อการโพสต์ลักษณะนี้จากบัญชีทางการของทำเนียบขาว ซึ่งปกติจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นทางการมากกว่า

สำนักข่าว NBC รายงานว่าโพสต์ดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ทรัมป์กำลังสร้างภาพลักษณ์ตัวเองในฐานะ “กษัตริย์” ซึ่งได้รับคำวิจารณ์อย่างกว้างขวางจากหลายฝ่าย บางคนมองว่าทรัมป์กำลังใช้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด แม้ว่าจะเป็นเพียงการเริ่มต้นของการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง

ด้านผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เคธี ฮอเคิล ได้ออกมาคัดค้านโพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่า "นิวยอร์กไม่มีผู้ปกครองในลักษณะนั้นมานานกว่า 250 ปี"

นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐอื่น ๆ ก็ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการกระทำของทรัมป์ เช่น เจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ สังกัดเดโมแครต กล่าวว่า "ตามประวัติศาสตร์ของอเมริกา เราไม่มีกษัตริย์ และเราจะไม่ยอมคุกเข่าต่อทรัมป์หรือใครก็ตาม"

อย่างไรก็ตาม หลังทรัมป์โพสต์ดังกล่าว บรรดากลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์กลับให้การสนับสนุนโพสต์และคำพูดของเขาอย่างกว้างขวาง

“รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย” เปิด 10 ผลงานเด่น ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพลังงาน ในรอบปี 2567 มีอะไรบ้าง ไปส่องกันเลย

“รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย” เปิด 10 ผลงานเด่น ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพลังงาน ในรอบปี 2567 มีอะไรบ้าง ไปส่องกันเลย

ตำรวจ ปส. ทลายเครือข่าย 'ตาต้าท่าขี้เหล็ก'

สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดย นายกรัฐมนตรี นางสาว แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาว่า ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด ครบวงจร ตัดต้นตอการผลิตและจำหน่าย เน้นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นลำเลียงยาเสพติด ปราบปรามและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสำคัญ และข้อสั่งการของ พ.ต.อ.ทวีสอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม ที่เน้นการปราบปรามแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลางที่จะส่งมายังกรุงเทพมหานคร ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ซึ่งกำชับการปราบปรามยาเสพติด อย่างเร่งด่วน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร./ประธานอนุกรรมการป้องกัน ปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนใน และการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี, พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.

สำนักงาน ป.ป.ส. โดย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส.

บช.ปส. โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1 ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ เข้ามาซุกซ่อนในพื้นที่ตอนในเพื่อรอกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.67 บก.ปส.1 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติด“ตาต้าท่าขี้เหล็ก” จำนวน 2 คน และทำการสืบสวนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ต่อมาทราบว่าเครือข่ายตาต้าท่าขี้เหล็ก ยังมีความเคลื่อนไหวใน การลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ และปริมณฑล โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกไปต่างประเทศ จึงได้ทำการสืบสวนกลุ่มเครือข่ายดังกล่าวเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 ก.พ.68 พบพฤติการณ์กลุ่มผู้ถูกจับมีการเดินทางจากภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนใน และมีการใช้ยานพาหนะรถยนต์กระบะตู้ทึบในการบรรทุกยาเสพติด โดยอำพรางเป็นรถขนส่งสินค้าทั่วไป ใช้ลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงบูรณาการ สภ.มหาราช ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ในการตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ดังกล่าว ผลการตรวจสอบ พบยาเสพติด(ไอซ์) ของกลาง จำนวน 2,464 กิโลกรัม ซุกซ่อนมาในรถยนต์กระบะตู้ทึบจำนวน 2 คัน และรถยนต์ โตโยต้า รุ่นแคมรี่ จำนวน 1 คัน จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน ยึดรถยนต์ของกลาง จำนวน 3 คัน โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดบริเวณทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชีย กม.46+600 ป้อมตำรวจมหาราช ต.ท่าตอ อ.มหาราช ต่อเนื่อง กม.37+500 ต.ตานิ่ม อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top