Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘ทรัมป์’ บีบ!! ‘ยูเครน’ มอบทรัพยากรครึ่งประเทศ แลกเงินช่วย โดยไม่มี!! ‘หลักประกันด้านความมั่นคง’ ตอบแทน

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ. 68) ‘ยูเครน’ กำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จาก ‘รัฐบาลทรัมป์’ ซึ่งกำหนดให้ต้องแบ่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงแร่ ก๊าซ และน้ำมัน ให้กับสหรัฐฯ โดยไม่มีหลักประกันด้านความมั่นคงใดๆ ตอบแทน

เอกสารร่างข้อตกลงฉบับล่าสุดลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ระบุว่า ยูเครนต้องแบ่งรายได้ครึ่งหนึ่งจากทรัพยากรธรรมชาติให้สหรัฐฯ รวมถึงรายได้จากท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวกับร่างข้อตกลงก่อนหน้านี้ที่ยูเครนเคยปฏิเสธเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพราะเห็นว่าเป็นภาระเกินไป

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงใหม่นี้ยังคง ไม่มีหลักประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ตามที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เรียกร้อง ก่อนหน้านี้ยูเครนเสนอให้สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรด้านทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารเพิ่มเติม แต่ข้อตกลงเดิมไม่มีข้อผูกพันด้านความมั่นคง ทำให้เซเลนสกีปฏิเสธการลงนาม

ข้อตกลงฉบับล่าสุดยังระบุว่า รายได้จากทรัพยากรของยูเครนจะถูกส่งเข้าสู่กองทุนที่สหรัฐฯ ถือสิทธิทางการเงิน 100% โดยยูเครนต้องจ่ายเข้ากองทุนจนกว่าจะถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ทรัมป์เรียกร้องเป็น “ค่าตอบแทน” สำหรับความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้ยูเครน

ตัวเลข 500,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่ารายได้จากทรัพยากรของยูเครนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่เพียง 1,100 ล้านดอลลาร์ และมากกว่าสี่เท่าของมูลค่าความช่วยเหลือสหรัฐฯ ที่ให้ยูเครนจนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ตัวเลขนี้ไม่เคยถูกระบุในร่างข้อตกลง แต่ทรัมป์เคยพูดไว้ต่อสาธารณะว่าเป็นจำนวนที่เขาต้องการ

ยูเครนเจอแรงกดดันหนักจากทรัมป์

เจ้าหน้าที่ในเคียฟกำลังศึกษาข้อตกลงและยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่ รัสลัน สเตฟานชุก ประธานรัฐสภายูเครนเผยว่า ยูเครนต้องการหลักประกันด้านความมั่นคง หากจะต้องยอมให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรของตน

ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเซเลนสกีกับทรัมป์ตกต่ำลงอย่างหนัก ทรัมป์เรียกเซเลนสกีว่า “เผด็จการที่ไร้การเลือกตั้ง” ขณะที่เซเลนสกีโต้กลับว่า ทรัมป์ติดอยู่ใน “ใยข้อมูลเท็จ” หลังจากทรัมป์กล่าวหาอย่างผิดๆ ว่ายูเครนเป็นฝ่ายเริ่มสงครามกับรัสเซีย

เอกสารระบุว่า หากยูเครนได้รับความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ หลังลงนามข้อตกลง ยูเครนจะต้องจ่ายคืนเป็นมูลค่าถึง 2 เท่าของเงินที่ได้รับ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็น “หลักประกันความมั่นคง” ของยูเครน เนื่องจากการมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในยูเครนจะช่วยป้องกันประเทศจากรัสเซีย

ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “เซเลนสกีจะต้องลงนามในข้อตกลงนี้ และคุณจะเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้”

ขณะที่ทรัมป์กล่าวในทำเนียบขาวว่า “เราจะต้องได้ข้อตกลง หรือจะเกิดปัญหาใหญ่กับพวกเขา”

15 อันดับแรก ของนักเรียนระดับ ม.6 ที่มีคะแนนสูงสุด ในภาคใต้

เปิดสถิติย้อนหลัง การสอบ O-NET ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6!! ในภาคใต้ต้อนรับการสอบด้วยระบบ Digital Testing ในวันที่ 22 – 23 กุมภาพันธ์ 2568

‘ม็อบต้านขวาจัด’ บุกบ้าน!! ‘Alice Weidel’ ตะโกน ‘Nazis Out’ สะเทือนเลือกตั้งเยอรมัน

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ. 68) ประชาชนประมาณ 250 คนได้รวมตัวกันประท้วงต่อต้าน Alice Weidel ผู้นำพรรคขวาจัด Alternative for Germany (AfD) ในเมือง Einsiedeln ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอมีบ้านพัก ส่งผลให้เกิดการชุมนุมต่อต้านและการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่าง ทำให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ประท้วง 5 คน

ตำรวจเปิดเผยว่ามีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนออกมาตอบโต้การประท้วง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายเข้มงวดด้านการอพยพของพรรค AfD ขณะที่ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญ ‘Nazis Out’ และชูป้ายที่มีข้อความเช่น ‘1933 Never Again’ ซึ่งอ้างอิงถึงปีที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นสู่อำนาจ

การเลือกตั้งรัฐสภาเยอรมันที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ คาดการณ์ว่าพรรค AfD จะได้รับคะแนนเสียงประมาณ 20% ทำให้พรรคอยู่ในอันดับสองของการแข่งขัน โดย Weidel วัย 46 ปี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าบรรยากาศของการประท้วงเป็นไปอย่างเคร่งเครียด มีการปะทะกันเล็กน้อยแต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม มีผู้ถูกจับกุม 5 รายเนื่องจากพกพาวัตถุต้องห้ามหรือฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่

บ้านพักของ Weidel ในสวิตเซอร์แลนด์ถูกตั้งคำถามโดยนักข่าวเยอรมันในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง โดยเธอออกมายืนยันในเดือนนี้ว่าเธอจ่ายภาษีทั้งหมดในเยอรมนี

‘ดร.อานนท์’ โพสต์เฟซ!! นศ.รามคำแหง มีทุกระดับ ทั้ง ‘ลำบาก-ยากจน’ แต่ก็มีมานะ เผย!! ได้สอนที่นี่เหมือนได้ทำบุญ ‘ให้ความรู้-คำปรึกษา-การช่วยเหลือ’ แก่เด็กที่ใฝ่ดี

(23 ก.พ. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

ผมเห็นข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิดอย่างหนึ่งนะครับ คือเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญใหญ่มาก
เด็กที่มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง มาจากทุกระดับจริง ๆ มาจากที่ยากจนและลำบากมากก็มี มีมานะอุตสาหพยายามเพื่อการศึกษา แม้จะมีอุปสรรคเพียงใดก็ตาม

เมื่อกี้ได้ช่วยสมทบทุนช่วยเหลือบัณฑิตรามคำแหงที่เพิ่งจบ ไฟไหม้บ้านบนที่เช่าวอดทั้งหลัง พ่อเสียชีวิตในกองเพลิง แม่ยังอยู่โรงพยาบาล ตัวน้องเอาชีวิตรอดออกมาได้ แต่ไม่มีที่อยู่

ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมาจากพื้นฐานฐานะทางสังคมเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน มหาวิทยาลัยปิดที่โด่งดังมีชื่อ นักศึกษามักจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีหรือมีสถานะทางสังคมเศรษฐกิจดีอยู่แล้วพอสมควร มันเกิด self selection

แต่สำหรับมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น ผมมั่นใจว่ามีนักศึกษาทุกระดับ ทำให้อาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษได้มีโอกาสทำบุญ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ให้การช่วยเหลือแก่เด็กนักศึกษาที่ลำบากแต่ใฝ่ดี ผมว่านับเป็นโอกาสอันดีและเป็นกุศลยิ่ง 

เมื่อกี้อานนท์เลยโอนเงินให้อาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปช่วยบัณฑิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหงครับ ไม่ได้มาก เพราะอานนท์นั้นมีไม่มาก 
แต่อยากจะพูดว่า นี่คือ ความงดงาม ของการเป็นอาจารย์สอนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเปิดจริง ๆ ครับ

‘พยาบาล ICU’ เผย!! วิชาชีพนี้ ต้องทำงานหนัก พักน้อย วอน!! ให้เกียรติกันบ้าง ถูกทำร้ายทั้งร่างกาย และจิตใจ

(23 ก.พ. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘C Kanittha Kapunya’ โพสต์ข้อความ โดยระบุว่า ...

ในฐานะที่เป็นพยาบาล ICU และต้องดูแลลูกน้องที่ต้องเข้าเวร ในอีกมุมมองที่อยากแบ่งปันเรื่องราวให้ได้รับรู้นะคะ 

พยาบาลเป็นวิชาชีพค่ะ ทำงานหนัก พักน้อย กินข้าวเเบบรีบเร่ง ในหลายครั้งที่เจ็บป่วยก็ต้องให้น้ำเกลือ ให้ยาและกลับไปดูแลคนไข้ต่อ ถ้าคิดภาพไม่ออกก็ย้อนกลับไปมองถึงช่วงโควิดนะคะ 

สิ่งที่ตัวเราได้พบเห็นจากการทำงาน ที่อยากจะมาแบ่งปันให้รับทราบ ในบางประเด็น คือ

1. เราเคยเจอคนไข้ถีบติดผนังห้องแบบฟ้าเหลือง
ขณะที่ไปเปิดเส้นให้ยา เนื่องจากคนไข้สับสนจากภาวะพิษสุราเรื้อรัง

2.เราเคยเจอคนไข้ปาอุจจาระใส่แต่หลบทัน

3.เคยยกพลิกคว่ำคนไข้ชายน้ำหนัก 150 กิโลกรัม
เพื่อรักษาภาวะ ARDS โดยใช้พยาบาลผู้หญิงทั้งหมด 3 คน

4. เคยเจอลูกน้องคนหนึ่งท้องแก่ เดินทั้งเวรเพื่อรักษาคนไข้ที่อาการวิกฤต แล้วน้องเลือดออกจนเกือบแท้ง 

5. เคยเจอลูกน้องคนหนึ่งมีเนื้องอกในมดลูกเดินทำงานจนเป็นลม 

6.เคยเจอลูกน้องคนหนึ่งมีซีสในรังไข่ เดินทำงานจนซีสแตก

7. ลูกน้องคนหนึ่งลาคลอด 3 เดือน ต้องกลับมาทำงาน คนไข้ก็ต้อง CPR นมก็ต้องปั๊ม กลับบ้านไปเลี้ยงลูกไม่ได้นอนจนเป็น bell 's palsy 

8.บางคนพ่อแม่ป่วยก็ไม่ได้กลับบ้านไปดูแล ทำงานอยู่กับความรู้สึกผิดเหล่านี้

9.เคยเจอคนไข้และญาติที่ไม่มีเงินกลับบ้าน พยาบาลต้องช่วยสนับสนุนค่าเดินทางในหลายครั้ง

10.เคยเจอคนไข้ที่เป็นคนเร่ร่อน มารับการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตใน ICU พยาบาลคือญาติกลุ่มเดียวที่เขามีอยู่ในขณะนั้น ช่วยดูแลทางกายและเยียวยาจิตใจจนเขาจากไปอย่างสงบ ภายหลังการจากไปของคนไข้ พยาบาลได้ติดต่อทั้งสถานีตำรวจ สืบทะเบียนราษฎร์ ติดต่อหน่วยงานราชการท้องถิ่นด้วยตนเองจนได้พบญาติที่แท้จริงและได้นำศพคนไข้กลับไปบำเพ็ญกุศล

จริงๆ ในหลายๆ เรื่องที่พยาบาลได้ทำไม่ใช่แค่เพราะหน้าที่ที่ทำแล้วรับเงินเดือนแล้วจบ 
แต่คือสามัญสำนึกของการได้เกิดมาเป็นเพื่อนร่วมโลกกันค่ะ 

หลายอย่างเรามีสิทธิ์ที่จะไม่พึงพอใจในบริการที่ได้รับ มีการด่าทอสนุกปากในสื่อออนไลน์ต่างๆ มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจพยาบาลในหลายครั้ง และในหลายๆครั้งบางองค์กรมีการพูดคุยเจรจาให้ยอมความ เลยทำให้ผู้รับบริการหลายท่านไม่รู้ในสิทธิและหน้าที่ที่ควรให้เกียรติแก่กัน 

เราคือ หัวหน้าคนหนึ่งที่บอกกับลูกน้องว่าหากโดนทำร้ายร่างกายจากญาติหรือคนไข้ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนให้ดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ไม่ต้องยอมความทุกกรณี เพราะหากไม่มีหน่วยงานไหนมาปกป้องสิ่งที่เราได้เสียสละไป เราควรจะถูกปกป้องโดยตัวของเราเอง 

-ขอเป็นกำลังใจให้กับพยาบาลทุกท่านที่ยังอยู่ในวิชาชีพนี้

-ยินดีกับพยาบาลหลายท่านที่ย้ายไปทำงานในประเทศที่วิชาชีพนี้ได้รับการให้เกียรติในการปฏิบัติงาน

-ขอบคุณคนไข้และญาติหลายๆท่านที่เข้าใจ เห็นใจและให้กำลังใจพยาบาลนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

และท้ายนี้ขอขอบคุณวิชาชีพนี้ที่หล่อหลอมเราให้เป็นคนในมิติที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น ...

Nurse is a work of heart.

สื่อมวลชนอาวุโส วิเคราะห์ ‘มังกรหยก’ หลังจากได้ชม ชี้!! นี่คือ ‘สีจิ้นผิง’ ในยุคปัจจุบัน ดำเนิน!! นโยบายการทูต สร้างมิตรภาพเชิงบวกกับนานาชาติ ‘ไม่รุกราน-ไม่รังแกใคร’

(23 ก.พ. 68) นายเถกิง สมทรัพย์ อดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ ‘มังกรหยก’ โดยมีใจความว่า ...

ผมเขียนบทความนี้ในฐานะคนดูหนังที่ไม่มีข้อมูลเชิงลึกในการสร้างหนัง แต่มีโอกาสไปจีนบ่อยๆ และอ่านโน่นนี่นั่นเอามาปะติดปะต่อกัน หลังจากที่ชม มังกรหยก เวอร์ชั่น ล่าสุดของ ฉีเคอะและเซียวจ้าน ดังนี้

1 . มังกรหยก ภาคนี้ คือหนังสงครามที่มี บรรดายอดฝีมือห้ำหั่นกันราวกับ Superhero เทคนิคอลังการ สนุกสนานตลอดเรื่อง

2 ฉีเคอะ จับเอา ก๊วยเจ๋งกับอึ้งย้ง โยนเข้าไปในสงครามระหว่างมองโกล กับ ชาวกิม และชาวฮั่นในสมัยราชวงศ์ซ่ง ตัดตัวละครอื่นๆออกไปเกือบหมด เน้นสงครามของเจงกิสข่านที่จะบุกจีน

3 มังกรหยก ภาคนี้จึงเป็นหนังสงครามที่ไม่ขาดอรรถรสหนังกำลังภายในของชาวยุทธภพ ความสนุกสุดมันจึงบังเกิดทั้งฉากสงครามและฉากดวลของยอดยุทธภพ

4 ก๊วยเจ๋ง กับ อึ้งย้ง แสดงบทบาทของการเป็น ผู้รักชาติเต็มที่ ตามเนื้อเรื่องในมังกรหยก ที่ทั้งคู่ต่อต้านการรุกรานของมองโกล

5 หนังนำเรื่องพิชัยสงครามของ งักฮุย วีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีแห่งราชวงศ์ซ่ง มาเน้นในเนื้อหาเป็นพิเศษ

6 ผมขยายความเรื่อง “งักฮุย ” นิดนึง คือ งักฮุยได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ในยุคก่อน “กวนอู” เขาได้รับอิทธิพลจากแม่ที่สั่งสอนให้เขาจงรักภักดีต่อแผ่นดินและต่อต้านศัตรูจากชนเผ่านอกกำแพงใหญ่

7 งักฮุย เห็นการล่มสลายของราชวงศ์ซ่งเหนือ เมื่อโตขึ้นเขาเข้ารับราชการทหารในราชวงศ์ซ่งใต้ โดยก่อนที่งักฮุยจะออกจากบ้านไปรับใช้ชาติ มารดาได้สลักอักษรจีน 4 ตัวไว้ที่กลางแผ่นหลังของบุตรชาย ความว่า 精忠報國 จิงจงเป้ากว๋อ (ซื่อตรง ภักดี ตอบแทน ชาติ)

8 ผมดูหนังแล้ว คิดเล่นๆว่า “งักฮุย” คือ บุคคลที่กิมย้งใช้เป็นแคแรคเตอร์ “ก๊วยเจ๋ง” ทั้งเกิดในสมัยซ่ง มีแม่เป็นผู้คุ้มครองผลักดันให้รักชาติ จน ก๊วยเจ๋ง ยืดหยัดต่อต้านเจงกิสข่านด้วยจิตวิญญาณผู้รักชาติ

9 งักฮุย เป็นวีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์ของชาวจีนมาหลายร้อยปี จนกระทั่ง “ราชวงศ์ชิงของแมนจู” เข้ายึดจีนปกครองชาวฮั่น ราชวงศ์ชิง จึงส่งเสริม “กวนอู” ขึ้นมาเป็นสัญญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ จงรักภักดี จนคนทั่วไปนับถือ กวนอูมากกว่า “งักฮุย” เพราะ “งักฮุย ต่อต้าน ชนกลุ่มน้อยที่มารุกรานชาวฮั่น” แต่ กวนอู ไม่มีการต่อต้านชนเผ่าอื่น ( กวนอู เป็นนับถือมานานแล้ว ดังจะเห็นว่าในสมัยราชวงศ์หมิง สร้างศาลเจ้ากวนอูไว้บนกำแพงด่านเจี่ยยู่กวน สุดเส้นทางสายไหม เมื่อแมนจูมาปกครอง แมนจูกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตชาวฮั่น รับวิถีชาวฮั่นมาใช้บริหารบ้านเมือง รวมทั้งส่งเสริมการนับถือเทพเจ้ากวนอูมากขึ้น)

10 แต่ “มังกรหยก 2025” สร้างบทสรุปความสามัคคี แม้เริ่มต้น มองโกลจะมีท่าทีรุกไล่ทำสงครามกับจีน สุดท้ายก็ยอมล่าถอยในยุคเจงกิสข่าน ก่อนจะมาอีกครั้งในยุคหลังจนยึดจีนได้และก่อตั้งราชวงศ์หยวน 

11 “ก๊วยเจ๋ง” จะมีบทพูด เน้นว่า วีรบุรุษที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ไปรุกรานแผ่นดินอื่น ทำร้ายฆ่าฟันคนอื่น แต่วีรบุรุษแท้จริง ต้องบำรุงแผ่นดิน บำรุงสุขให้ประชาชน …

12. ถ้าเราไปจีนทุกวันนี้เราจะเห็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของชนเผ่า 56 เผ่าในประเทศจีน อยู่ทั่วทุกแห่งหน…มองโกล ในมังกรหยก เวอร์ชั่นยุค สีจิ้นผิง จึงเป็นชนเผ่าแห่งมิตรภาพ

13 “สีจิ้นผิง” จะมีสุนทรพจน์สำคัญอยู่ประเด็นหนึ่งคือ เขายึดหลักการสร้างมิตรภาพเชิงบวกกับนานาชาติ ไม่รุกราน ไม่รังแก ใคร บางสุนทรพจน์เขาจะยกเรื่อง “แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ” ที่นำกองทัพเรือไปสร้างไมตรีกับทุกประเทศทั่วน่านน้ำในยุคจักรพรรดิราชวงศ์หมิง โดยยึดหลัก ไปอย่างมีไมตรี ไม่รุกรานยึดครองใคร

14 สาระสำคัญหนึ่งในมังกรหยก คือ นโยบายการทูตของจีนปัจจุบัน 

15 ผมสงสัยอยู่ประเด็นเดียวคือ อาวเอี้ยงฮง พิษประจิม…ถ้าเอาการเมืองระหว่างประเทศมาตีความ…อาวเอี้ยงฮง จะหมายถึงใคร

16 แล้ว อาวเอี้ยงฮง ทำศึกกับ เจงกีสข่าน วินาศสันตะโร…จนต้องจบสิ้นในสมรภูมิด้วยน้ำมือมองโกล…..หนังจะต้องการสื่ออะไร

17 หรือจะบอกว่า ใครอย่ามาครอบงำแผ่นดินมองโกลเพื่อสร้างให้มองโกลต้องมาขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างจีน (เหมือนยูเครนกับรัสเซีย)

18….ผมก็เขียนไปเรื่อยเปื่อยตีความไปตามความคิดข้อมูลที่เคยได้ยินได้อ่านมา…ถูกผิดอย่างไรช่วยแนะนำด้วยครับ

มังกรหยก สนุกเสมอ อมตะตลอดกาล

ใครจะเน้นวิเคราะห์ความรักหนุ่มสาวสามเส้า ก็ได้

ใครจะเน้นวิเคราะห์เนื้อหาที่ดัดแปลงใหม่ก็ได้

ไปชมเถอะครับ…คุ้มค่าทุกนาที

ฉีเคอะ นายแน่มาก

เซียวจ้าน …นายเป็น ก๊วยเจ๋ง ที่เจ๋งจริงๆ

‘ดร๊าฟ ดวงฤทธิ์’ ร่วมวงเสวนา!! ร่างพรบ.การศึกษา ชูนโยบาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง’การศึกษาที่ตอบโจทย์!! ร่วมกับผู้แทนพรรคการเมืองอื่น ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ. 68) ณ.ห้องเดอะวัน โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดา จะมีการจัดเวทีเสวนา นโยบายสาธารณะ (Public Policy Forum) ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ ‘การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมเพื่อกำหนดทิศทางการศึกษาไทย: ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ฉบับใหม่’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอวิสัยทัศน์และข้อเสนอเฉพาะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ให้กับผู้ปกครอง นักเรียน ครู และประชาชนทั่วไปที่สนใจในทิศทางการศึกษาของประเทศไทย

เวทีเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นโดย สภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและเสนอแนะนโยบายสาธารณะ โดยมีผู้ร่วมเสวนา รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายสฤษดิ์ บุตรเนียร พรรคภูมิใจไทย ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ พรรคเพื่อไทย คุณปารมี ไวจงเจริญ พรรคประชาชน นางสาวณัฐิกา นิตยาพร ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 

สำหรับในช่วงของการตอบคำถามได้มีคำถามเกี่ยวกับสายอาชีวศึกษา ดร.ดร๊าฟได้กล่าวว่า 

“ผมเองก็จบอาชีวะมา พวกเราเข้าใจครับ ว่าหัวใจของการเรียนอาชีวะ คือการเป็นนักปฏิบัติที่ทำงานได้จริง ในสาขาความเชี่ยวชาญของตัวเอง ค่าเรียนช่างยนต์ ก็ต้องซ่อมเครื่องยนต์ได้ ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและเครื่องยนต์ EV นี่แหละครับถึงเป็นส่วนสำคัญ ที่เราจะต้องแก้ในมาตรา 7 วงเล็บ 8 วงเล็บ 9 และมาตรา 8 ที่จะต้องให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการทำหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้น้องๆที่จบในสายอาชีวะได้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและสังคม”

เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กและเยาวชนไทยทุกคน

‘พีระพันธุ์‘ ผู้ยื่นมือฉุดครอบครัว ’เรณู เนียนเถ้อ‘ จากฝันร้าย ช่วยพลิกคดีคืนอิสรภาพให้กับลูกชายของเธอที่ถูกกล่าวหาฆ่าคนตาย

เรื่องราวของ นางเรณู เนียนเถ้อ ชาวบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี ผู้เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลูกชายวัย 17 ปี ที่ถูกกล่าวหาในคดีฆ่าคนตายและถูกตัดสินประหารชีวิต เธอได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จนสามารถพลิกคดีและคืนอิสรภาพให้กับบุตรชายของเธอได้ในที่สุด

กรณีนี้ย้อนไปในปี 2553 เมื่อ ‘พีระพันธุ์’ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ได้รับหนังสือร้องเรียนจากนางเรณู เนียนเถ้อ ชาวบ้านจาก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อขอความเป็นธรรมให้ นายอนุสรณ์ เนียนเถ้อ ลูกชายของเธอ ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 17 ปี และถูกกล่าวหาในคดีฆ่าคนตายเมื่อปี 2551 ก่อนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาตัดสินประหารชีวิตในปี 2553 

เรณูพยายามช่วยลูกชายทุกวิถีทาง เพราะเธอเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลูก และผิดหวังกับการทำงานของตำรวจที่ไม่ยื่นหลักฐานสำคัญต่าง ๆ ที่จะช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนายอนุสรณ์  

ในช่วงเวลานั้น เธอและครอบครัวมีความทุกข์มาก มีแต่ฝันร้าย เหมือนตายทั้งเป็น อีกทั้งยังถูกทนายความหลอกเงินเอาไปหลายแสนบาทเพื่อวิ่งเต้นคดี แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

แต่ในช่วงเดือนกันยายน 2553 ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เรณูก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้านให้ยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ นายพีระพันธุ์ รมว.ยุติธรรม ซึ่งเดินทางมาตรวจราชการที่ จ.สุราษฎร์ธานี และหลังจากนั้นแค่เพียงเดือนเดียว เธอก็ได้รับการติดต่อจากทีมงานของพีระพันธุ์ ซึ่งได้ประสานงานให้ทาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มาตรวจสอบคดี และร่วมทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานใหม่ โดยเฉพาะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของจำเลยได้

แต่ระหว่างที่กำลังรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ อยู่นั้น ศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือประหารชีวิต นางเรณูจึงยื่นฎีกาคดีด้วยหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบเพิ่มเติม และในอีก 3 เดือนต่อมา ศาลฎีกาก็พิพากษายกฟ้องให้นายอนุสรณ์เป็นผู้บริสุทธิ์ หลังจากที่ต้องถูกจำคุกเพื่อรอการพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นเวลาถึง 4 ปี 9 เดือน

“กรณีที่สุราษฎร์ก็คือ ลูกชายถูกกล่าวหาว่าไปฆ่าคน แต่แม่เชื่อว่าลูกตัวเองบริสุทธิ์ เขาก็ต้องดิ้นรน แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน เมื่อเรื่องมาถึงผม ผมก็ตรวจสอบ เราก็พยายามเอาหน่วยงานของเราเข้าไปหาพยานหลักฐาน หาอะไรต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเขา การที่คนคนหนึ่งจะต้องถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำความผิด มันไม่ได้เป็นแค่ความทุกข์ใจของเขาเท่านั้น แต่มันเป็นความทุกข์ใจของครอบครัว มันอาจจะสร้างความเจ็บแค้น ความอาฆาตพยาบาท นำไปสู่การล้างแค้นกัน นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ อีกหลายอย่าง การที่เราจะช่วยใครสักคนคนหนึ่งนั้น มันไม่ได้เพียงแค่ช่วยใครหนึ่งคน แต่ผลที่ตามมามันจะเป็นการช่วยสังคม ช่วยชุมชนให้เกิดความสามัคคีปรองดอง เกิดความเข้าใจและรู้สึกถึงความเป็นธรรมในสังคมที่เขาอยู่กันได้ ผมถึงให้ความสำคัญกับเรื่องของความเป็นธรรมในสังคม ความเหลื่อมล้ำ และการที่ไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือการที่ช่วยให้คนออกจากความทุกข์ที่เขาไม่ได้ทำ” 

นี่คือ วิสัยทัศน์ของ ‘พีระพันธุ์’ ในการให้ความช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ยากเดือดร้อนด้วยความเชื่อมั่นว่า การช่วยคนหนึ่งคนก็จะเป็นการช่วยสังคมด้วยเช่นกัน

นราธิวาส-รองนายกฯ ควง ทักษิณ ทปษ.ประธานอาเซียน ลงพื้นที่ปลายด้ามขวาน ย้ำพัฒนา แก้ปัญหา ในมิติคง ด้านศาสนา ด้านการศึกษา เพื่อความมั่นคงพื้นที่ในพื้นที่ และขอชาวไทยมุสลิม สู่รอมฎอนสร้างสันติ

(23 ก.พ. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี / ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) พร้อมด้วย ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหลายมิติ ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านศาสนา และด้านการศึกษาของประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส รวมถึงประชาชนมารอต้อนรับ ณ สนามบินนราธิวาส

การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะฯ ได้เปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน ผู้นำศาสนา ข้าราชการ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยจะนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลและผลักดันแนวทางการแก้ไขในระดับพื้นที่และระดับอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงและสนับสนุนกระบวนการพัฒนาพื้นที่      รองนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยที่ปรึกษาประธานอาเซียน ถึงสนามบินนราธิวาสแล้วเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งในมิติด้านความมั่นคง ด้านศาสนา ด้านการศึกษาของประชาชนในพื้นที่ 

รองนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยที่ปรึกษาประธานอาเซียน ถึงสนามบินนราธิวาสแล้วเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งในมิติด้านความมั่นคง ด้านศาสนา ด้านการศึกษาของประชาชนในพื้นที่ (เวลา 10.00 น.) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พา ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี/ที่ปรึกษาประธานอาเซียน และ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้ากราบนมัสการพระธรรมวัชรจริยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา/ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 ณ วัดประชุมชลธารา (วัดสุไหงปาดี) ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส โดยมีประชาชนในพื้นที่เดินทางมาต้อนรับ กว่า 2 พัน คน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพระภิกษุสงฆ์และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส โดยก่อนการพบปะพูดคุยกับประชาชน คณะฯ ได้ร่วมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน อาทิ การแสดงรำหมอลำจากกลุ่มสตรีในพื้นที่ สะท้อนถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ภายหลังการเยี่ยมเยียนและพบปะประชาชน ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน ได้กล่าวถึงแนวทางในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นภัยต่อสังคม โดยระบุว่า "ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน ผมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการจัดการปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ ซึ่งหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาคือ การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้หันหน้าเข้าหากัน พูดคุย และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างสันติ การสื่อสารและความร่วมมือคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ"

จากนั้น คณะฯ มีกำหนดการเดินทางไปยังโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหารสถานศึกษาและหารือถึงการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่เพื่อวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนพร้อมทั้งรับประทานอาหารเที่ยง

รองนายกรัฐมนตรีนำคณะเยี่ยมโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หารือถึงการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่

ต่อมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) พร้อมด้วย ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาประธานอาเซียน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางมายังโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหารสถานศึกษาและหารือถึงการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่เพื่อวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนพร้อมทั้งรับประทานอาหารเที่ยง โดยมี ผู้บริหารโรงเรียน คณะครูอาจารย์ ตลอดจนนักเรียน และบัณฑิตอาสา ร่วมให้การต้อนรับ
โอกาสนี้คณะฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักเรียนและกิจกรรมแต่ละระดับชั้นที่ให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้พร้อมต่อยอดในการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น จากนั้นคณะได้เข้ารับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรคจากผู้แทนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ผู้นำศาสนา ข้าราชการ เพื่อเดินหน้าแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาในพื้นที่พร้อมกันนี้ผู้แทนสถานศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะในด้านการพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มค่าตอบแทนครู บุคลากรทางศึกษา ซึ่งครูถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กนักเรียน

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวตอนหนึ่งว่า จังหวัดนราธิวาสมีหลายอย่าง ซึ่งควรที่จะได้รับการผลักดัน เลยลงมาดู เพื่อนำข้อมูลไปหารือกับ นายอันวา อิบรอฮิม นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย  และกลุ่มประเทศอาเซียน  เพื่อเตรียมที่จะนำของดีเหล่านี้กลับมาพัฒนาและส่งเสริมอีกรอบหนึ่ง “เด็กเปรียบเหมือนผ้าขาวขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมของผู้ใหญ่อยากให้เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาของพื้นที่ส่วนเรื่องการศึกษาคือหัวใจของการพัฒนาในปัจจุบัน  การสร้างแรงจูงใจให้เด็กคือสิ่งที่เราต้องทำผมอยากเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ และได้รับการพัฒนาในทุกด้าน”

สำหรับอยากโรงเรียนสัมพันธ์วิทยาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ มีนักเรียนทั้ง 3 ระดับ ระดับอนุบาล ระดับประถามศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้น 2,020 คน มีบุคลากรทั้งหมด 150 คน เป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อให้เยาวชนเป็นคนดี คนเก่ง กล้าคิด กล้าแสดงออกและเป็นการเรียนรู้ที่พร้อมปลูกฝังด้านคุณธรรมจริยธรรมเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของอิสลามและมีความเจริญก้าวหน้าทันต่อยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะโรงเรียนเชื่อมั่นว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนให้มีอนาคตที่ดี เพื่อไปพัฒนาตนเองและประเทศชาติให้มีความเจริญยิ่งขึ้นต่อไป

ทักษิณลงปัตตานีหารือผู้นำศาสนาหาแนวทางใหม่ดับไฟใต้  นิรโทษกรรม VS คืนศักดิ์ศรี หรือแก้มาตรา 21 พ.ร.บ.ความมั่นคง

วันเดียวกัน 13.30 น. ที่ร.ร.สายบุรีอิสลามวิทยา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี  ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาปธ.อาเซียน พร้อมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รมต.ว่าการกระทรวงกลาโหมและพัน ต.อ ทวี สอดส่อง รมต.ว่าการยุติธรรม พร้อมคณะ ในโอกาสเป็นตัวแทนรัฐบาลเดินหน้าหาแนวทางแก้ปัญหาและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผวจ.ปัตตานี หัวหน้าส่วนราชการ นายนิเดร์ วาบา บริหารสถานศึกษา ผู้นำศาสนา  ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและประชาชน นักเรียนให้การต้อนรับ กว่า1,000 คน  บรรยากาศเต็มไปด้วยความยิ้มแย้ม เด็กๆ นักเรียนทั้งหญิงและชายต่างขอถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างคับคั่ง

โดยการลงมาเยือนชายแดนใต้ครั้งนี้ มีวาระประเด็นสำคัญว่า มีแนวคิดอ้างอิงจาก "โมเดล 66/2523" ซึ่งเคยใช้แนวทาง "นิรโทษกรรม" ต่ออดีตผู้ก่อความไม่สงบในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะกลับมาใช้อีกครั้ง หรือไม่ ซึ่งกำลังดำเนินการทำรายละเอียด ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ย้ำว่าแนวทางใหม่นี้จะไม่ใช่การนิรโทษกรรมโดยตรง แต่จะมีหลักเกณฑ์ชัดเจน และใช้แนวคิด "การเมืองนำการทหาร" ในการดำเนินการ

โดยล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้แต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาประธานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อยุทธศาสตร์ทางการเมืองในพื้นที่ตอนเหนือของมาเลเซียที่ติดกับจังหวัดชายแดนใต้ของไทย คือปัญหาความไม่สงบ นายอันวาร์ อิบริฮิม หวังใช้โอกาสนี้ขยายฐานเสียงในพื้นที่พรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (PAS) ซึ่งมีอิทธิพลในรัฐที่ติดกับชายแดนไทยด้วยเช่นกัน

ครั้งนี้ยังถูกจับตาว่า นายทักษิณ อดีตนายกฯ ต้องการรักษาฐานเสียงของพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย ท่านได้พบปะหารือกัน มีการแลกเปลี่ยน พูดคุยก่อนรับฟังข้อเสนอ และได้กล่าวว่า

ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า วันนี้ยินดีมากที่ได้กลับมา พบกับท่านนิเดร วาบา เพื่อนเก่า ผมเคยมาที่นี้ 20 กว่าปีที่แล้ว และออกไปอยู่ในตะวันออกกลางและในหลายประเทศ เข้าใจพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างดี ผมได้โอกาสได้ฟังความคิดเห็นิหารือจากเพื่อนๆต่างประเทศมานานแล้วต้องการให้ช่วยแก้ปัญหาพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาอื่นๆ ทั้งความรุนแรง ผมสมัยเคยเป็นนายกรัฐมนตรี เคยทำงานอาจจะใจร้อน มีข้อผิดพลาดบ้าง ก็ขอกราบขอโทษทุกๆท่านมา ณที่นี้

ตอนนี้เหตุการณ์สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทรัพยากร และมีศักยภาพพัฒนาไปข้างหน้าให้ดีกว่านี้ การพูดคุยสันติสุข สมัยนายกปู นายกยิ่งลักษณ์   ผมมีโอกาสได้ช่วยเหลือและริเริ่ม เข้าลงไปช่วยอยู่บ้าง ซึ่งได้คุยกับคนที่อยู่ต่างประเทศ ว่าทุกคนอยากกลับบ้านของตนเอง ตอนนี้ผมกลับบ้านได้แล้ว แต่อีกหลายๆคนยังไม่ได้กลับ ต้องถึงเวลสที่ผมมาช่วยให้ทุกคนได้กลับบ้านด้วยเช่นกัน และในโอกาสอีกไม่กี่วัน พี่น้องมุสลิมจะเข้าสู่เดือนรอมฎอนแล้ว ขอให้ทุกคนได้ทำบุญ ทำกุศล เข้าทำความดีสู่เดือนรอมฎอนด้วยสันติ พระเจ้าทรงรับผลงามความดีของทุกๆท่าน ผมขอสันติสุขแก่พี่น่องมุสลิม ณที่นี่ และทั่วประเทศด้วยขอบคุณครับ

ตำรวจไซเบอร์ระดับนายพล บุก!! ค้นบ้าน ‘ผู้ประกาศข่าว’ แค่!! เชิญตัวไปเป็นพยานคดีหมิ่นฯ ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

(23 ก.พ. 68) น่าเศร้าใจยิ่งนัก เมื่อตำรวจไซเบอร์กว่า 10 นาย บุกไปยังบ้านในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑล พร้อมหมายค้นจากศาล

ที่บอกว่า เศร้าใจเพราะกองกำลังชุดนี้นำโดยนายพล ระดับ พล.ต.ท.(ผู้บัญชาการ) เพียงเพื่อนำหมายไปตรวจค้น และเชิญบุคคลไปเป็นพยานในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ย้ำว่า ‘เชิญไปเป็นพยาน’ เท่านั้น ไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

‘ตำรวจไซเบอร์’ ชุดนี้ นำโดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ อ่อนตา รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 (ผบก.สอท.4) นำกำลังตรวจค้นพร้อมหมายค้นศาลอาญาที่ 110/2568 ลงวันที่ 19 ก.พ. เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง บนถนนชัยพฤกษ์ แขวงและเขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ก่อนควบคุมตัว น.ส.ไญยิกา (ขอสงวนนามสกุล) ‘ผู้ประกาศข่าว สำนักข่าวเดอะครีติก (The Critics)’ ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้การในฐานะพยานที่กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ เมืองทองธานี

เราจะเห็นว่า มีตำรวจระดับ พล.ต.ท. และ พล.ต.ต.อีกสองนาย และระดับนายพันก็ร่วมปฏิบัติการด้วย ซึ่งโดยปกติการที่ตำรวจจะเรียกใครไปเป็นพยานในคดีหมิ่นประมาท ก็จะออกหมายเรียก และต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าป่วยการให้กับพยานด้วย

แต่ไม่เข้าใจว่า ตำรวจไซเบอร์ ที่ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดยผู้บัญชาการไซเบอร์ คิดอะไรอยู่ถึงได้ ‘ฮึกเหิม’ ถึงขนาดนี้ มีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่

คดีนี้เกิดจากการที่ ‘ทักษิณ’ ให้ทนายความไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่หมิ่นประมาทเขา โดยไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ ซึ่งผิดปกติ เพราะคดีหมิ่นประมาท ถ้าจะนำความขึ้นศาล สามารถกระทำได้สองวิธี คือ

แจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดี และปกติเขาจะไปแจ้งความที่โรงพักใดโรงพักหนึ่ง เพื่อให้ตำรวจสอบสวน แต่ทนายความของทักษิณเลือกไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ 

อีกช่องทางหนึ่งคือ ให้ทนายความเขียนสำนวน และฟ้องเอง ซึ่งจะเป็นการลัดขั้นตอนตำรวจ และอัยการไป ก็สามารถดำเนินการได้ทั้งสองทาง

“เป้าหมายเขาคงจะอยู่ที่พี่มากกว่า”

‘ต้อย-สนธิญาณ’ กล่าว เพราะสำนักข่าว the critics อยู่ภายใต้โครงสร้างของทิศทางไทย ที่มีสนธิญาณบริหารอยู่ และมีสำนักข่าวอยู่ด้วย นำเสนอเนื้อหาเชิงสกู๊ปลงเสียงโดยผู้ประกาศข่าว สีหน้า และท่าทางเอาจริงเอาจัง และข่าวที่เป็นต้นเรื่องนำมาสู่การฟ้องร้อง คือการนำข้อมูลข่าวการจัดอันดับผู้นำของทักษิณ โดยเวบไซต์ข่าวต่างประเทศไปในทางลบมากๆ จึงนำมาสู่การฟ้องร้องหมิ่นประมาท แต่จริงๆข่าวชิ้นนี้สื่อในบ้านเราหลายสำนักก็แปลมาเล่นอยู่ แต่ทักษิณเลือกที่จะเล่นงาน the critics ของสนธิญาณ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สนธิญาณจะบอกว่า เป้าหมายเขาอยู่ที่พี่มากกว่า 

ตำรวจนำตัว ‘ไญยิกา’ ไปสอบสวนยัง ‘สำนักงานของตำรวจไซเบอร์’ ย่านเมืองทองธานี สอบสวนเสร็จก็ปล่อยตัวกลับมา โดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

“ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้ไปร้องต่อองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อจะได้นำข้อมูลไปให้กับองค์กรเหล่านี้ แต่ขอเวลาปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ และทนายความนิด” สนธิญาณ กล่าว

สนธิญาณ กล่าวอีกว่า จริงๆ ตำรวจก็ใช้วิธี ‘หลอกล่อ’ น้องผู้ประกาศเขา โดยระหว่างตำรวจเข้าไปน้องเขาก็โทรมาปรึกษาผม ผมก็บอกว่า ใจเย็นๆนะ พี่ปรึกษาทนายความก่อน และบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร ถ้ายังไม่มีทนายความ ระหว่างนั้นตำรวจก็ไปพูดอะไรกับน้องเขาก็ไม่รู้ และพาน้องเขาไปสอบปากคำ โดยยังไม่มีทนายความ

นี้น่าจะเป็นอีกปรากฏการณ์ของ ‘รัฐตำรวจ’ ที่หวนกลับมาอีกครั้ง และเริ่มเห็นร่องรอยของการ ‘คุกคามสื่อ’ จากองค์กร หน่วยงานรัฐที่มีกฎหมาย และอาวุธปืนอยู่ในมือ

คงจำกันได้ว่าเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว รัฐบาลก็ใช้อำนาจที่มีอยู่ตรวจสอบบุคคลที่ทำงานอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และสื่อมวลชนอาวุโสอีกหลายคน จนเกิดคำขึ้นมาว่า ‘คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน’ ปรากฏการณ์ใหม่นี้จะย้อนไปเหมือนในอดีตหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top