Monday, 3 August 2026
Hard News Team

ตำรวจ ปส. ทลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ

สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดย นายกรัฐมนตรี นางสาว แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาว่า ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างเด็ดขาด ครบวงจร ตัดต้นตอการผลิตและจําหน่าย เน้นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นลําเลียงยาเสพติด ปราบปรามและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสําคัญ และข้อสั่งการของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้นการปราบปรามแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลางที่จะส่งมายังกรุงเทพมหานคร ประกอบกับนโยบาย ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งกําชับการปราบปรามยาเสพติด อย่างเร่งด่วน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร/ผอ.ศอ.ปส.ตร.,พล.ต.อ.ประจวบ  วงศ์สุข  รอง ผบ.ตร.(ปป) และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี และ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. บช.ปส. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พรศักดิ์สุรสิทธิ์, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า รอง ผบช.ปส., ผบก.ปส.1 - 4, ผบก.สกส. และ ผบก.ขส. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุม และขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายที่ยังหลบหนี และยึดทรัพย์ผู้ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือทุกราย

วันนี้ บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35และ ป.ป.ส. โดย พล.ท.กัณห์ สถิตยุทธการ  ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ และจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญของ บช.ปส. โดยมีการจับกุม ดังนี้
 
บก.สกส.

รายชื่อหน่วยร่วมปฏิบัติการ : นบ.ยส.35 นำโด พ.อ.ประณต  ศิริพันธ์ หน.ฝขว.นบ.ยส.35 และ พ.อ.อัศนัย  เมืองมูล หน.ฝนผ.นบ.ยส.35 คดี (ยาบ้า 7,990,000 เม็ด) (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.จักริน พิริยะจิตตะ ผกก.3 บก.สกส.) เจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สกส. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ขอ นบ.ยส.35 สืบสวนทราบว่าจะมีกลุ่มบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ และจะนำมาส่งให้ลูกค้าตามสั่งการของผู้ว่าจ้างในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยจะใช้รถยนต์ทะเบียน กธ 37xx พะเยา, รถยนต์ทะเบียน บม 16xx พะเยา และรถยนต์ ทะเบียน บพ 44xx พะเยา ใช้เส้นทางจากพื้นที่ชายแดน จว.เชียงราย ผ่าน จว.พะเยา - จว.แพร่ - จว.สุโขทัย -จว.พิษณุโลก -จว.พิจิตร - จว.นครสวรรค์ ปลายทางพื้นที่ กทม. และปริมณฑล จึงได้เฝ้าติดตามกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 27 ก.พ.68 พบความเคลื่อนไหวของรถยนต์กลุ่มดังกล่าว ในพื้นที่ อ.พรหมพิราม จว.พิษณุโลก ลักษณะเป็นขบวนมีรถนำ/ตาม ทิ้งระยะประมาณ 2-3 กม. มุ่งหน้า จว.พิจิตร- จว.นครสวรรค์ จึงจัดชุดสะกดรอยติดตาม และได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจพยุหะคีรี ให้หยุดรถยนต์ทั้งสามคัน รถยนต์คันที่ 1 ทะเบียน บพ44xx พะเยา เลยด่านตรวจไป รถยนต์คันที่ 2 ทะเบียน บม 16xx พะเยาสามารถหยุดไว้ได้ที่ด่านตรวจ ส่วนรถยนต์คันที่ 3 ทะเบียน กธ 37xxพะเยา จอดริมถนนก่อนถึงด่านตรวจพยุหะคีรี เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวเพื่อเข้าตรวจค้น แต่รถยนต์คันดังกล่าวได้ขับขี่รถยนต์หลบหนี ทิศทางมุ่งหน้า อ.เมือง จว.นครสวรรค์ โดยสามารถหยุดรถคันดังกล่าวบริเวณริมถนนพหลโยธิน อ.เมือง จว.นครสวรรค์ ผลตรวจค้นพบ ยาบ้า 7,990,000 เม็ด ในห้องผู้โดยสาร ส่วนผู้ขับขี่เป็นชายวัยรุ่น ได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีขณะเข้าจับกุม ต่อมาเวลาประมาณ 05.40 น. ชุดที่ติดตามรถยนต์คันที่ 1ทะเบียน บพ 44xx พะเยา สามารถจับกุมได้ที่โรงแรมฟ้าใส รีสอร์ต ต.ตาคลี อ.ตาคลี จว.นครสวรรค์ จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
 
บก.ปส.3
รายชื่อหน่วยร่วมปฏิบัติการ : 
1. บช.ก. นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล.
2. ทหาร : หน่วยข่าวกรองทางทหาร
3. นบ.ยส.35 คดี (ยาบ้า 5,000,000 เม็ด) (ผู้นำเสนอ พ.ต.อ.ทิวาพงษ์ พลูโต ผกก.2 ปส.3) จากการที่ กก.2 บก.ปส.3 ทำการจับกุม นายสรวุฒิฯ และพวกรวม 3 คน พร้อมยาบ้า 800,000 เม็ด, ไอซ์ 380 กก. และคีตามีน 265 กก. ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จว.ชลบุรี นั้น เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 ได้ทำการขยายผลอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 27 ก.พ.68 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 ได้ร่วมกับ บช.ก., บก.ป., บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ทหาร ขกท.ศปก.นสศ. สืบสวนทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ชายแดนผ่านพื้นที่ อ.เชียงดาว - แม่แตง - สันทราย -เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้เส้นทาง จว.เชียงใหม่ - ลำพูน - ลำปาง - กำแพงเพชร - นครสวรรค์ – ชัยนาท - สิงห์บุรี - อ่างทอง – พระนครศรีอยุธยา จึงได้ทำการเฝ้าระวัง จนพบความเคลื่อนไหวรถยนต์กลุ่มบุคคลในเครือข่าย โดยมีรถยนต์เก๋งมีลักษณะขับนำรถบรรทุก 6 ล้อ ซึ่งบรรทุกพืชผลทางการเกษตร ประเภทข้าวโพด เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตาม ต่อมาวันที่ 28 ก.พ.68 รถบรรทุก 6 ล้อ ได้มาจอดหน้าปั๊มน้ำมัน ใน ต.หันสัง อ.บางปะหัน จว.พระนครศรีอยุธยา

เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเพื่อทำการจับกุมพบมีนายนเรศฯ เป็นผู้ขับ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุก พบยาบ้า 5,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอำพรางอยู่ใต้พืชผลทางการเกษตร (ข้าวโพด) และสกัดรถเก๋งที่ขับนำพบจับกุม น.ส.หมวยพองฯ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการขยายผล จับกุมชาย 2 คน ลงจากรถยนต์ตู้มาขับรถบรรทุกยาเสพติดดังกล่าว โดยมีรถเก๋งฟรีดอีก 1 คัน ลักษณะคุ้มกันการลำเลียงยาเสพติด ต่อมาพบว่ารถทั้ง 3 คัน ได้ขับติดตามกันไปจนถึง ต.คลองสอง อ.คลองหลวง 
จว.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสกัดรถทั้ง 3 คัน โดยรถยนต์ฟรีดที่ขับในลักษณะคุ้มกันพบนายจอมพลฯ ได้ลงจากรถ และวิ่งลงป่าข้างทางหลบหนีไป และรถตู้ที่ขับตามมาแต่รถตู้ได้เร่งความเร็วและเสียหลักลงข้างทาง พบผู้ต้องหาจำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 6 คน พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3  ซึ่ง บก.ปส.3 จะได้ทำการขยายผลเพื่อติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีต่อไป

สำหรับการปราบปรามยาเสพติดของ บช.ปส. ตั้งแต่ 1 ต.ค.67 - ปัจจุบัน สามารถจับกุมขบวนการ
ค้ายาเสพติดทุกคดีได้ 524 คดี ผู้ต้องหา 520 คน ของกลางยาเสพติด คือ ยาบ้า 134,797,295 เม็ด, ไอซ์ 11,313 กก., เฮโรอีน 107 กก., คีตามึน 509 กก. และยาอี 575 เม็ด ยืดอายัดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด 1,384,689,753 บาท

‘ทรัมป์’ สั่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่ม จาก 10% เป็น 20% อ้างจีนไม่แก้ปัญหาเรื่องลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ

(4 มี.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่ม 2 เท่า จาก 10 % เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ เป็น  20 % ซึ่งจะมีผลในวันที่ 4 มีนาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) 

การเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มในครั้งนี้ เนื่องจากจีนล้มเหลวในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการหลั่งไหลของเฟนทานิล ซึ่งเป็นสารตั้งต้นยาเสพติดเข้าประเทศสหรัฐฯ

โดยทาง กระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ออกมาตอบโต้เช่นเดียวกัน โดยมีการระบุว่า “ไร้ซึ่งเหตุผล และเป็นการสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น”

เมื่อวันจันทร์ (3 มี.ค.) Global Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า จีนกำลังศึกษาและกำหนดมาตรการตอบโต้ โดยมีแนวโน้มขึ้นภาษีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ

ด้านนักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า ทางปักกิ่งยังคงหวังที่จะเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลทรัมป์ แต่เนื่องจากไม่มีสัญญาณของการเจรจาการค้าใดๆ โอกาสที่ทั้งสองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจจะปรองดองกันก็เริ่มริบหรี่ลง 

“สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การตัดสินใจของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีในขณะนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด” หวัง ตง ผู้อำนวยการบริหารสถาบันความร่วมมือและความเข้าใจระดับโลกแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าว

ทั้งนี้ สื่อของรัฐบาลจีน รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ประชุมกันในวันเดียวกัน และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงกระแทกจากภายนอกต่อเศรษฐกิจจีน

นราธิวาส-ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิมในเดือนรอมฎอน 

(4 มี.ค.68) ที่ มัสยิดบันนังกาแย อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้จัดกิจกรรมพบปะระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้นำศาสนา ตลอดจนพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ และรับมอบสิ่งของละศีลอดในเดือนรอมฎอน จาก พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมสำคัญทางศาสนาในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ขอยึดมั่นในนโยบายที่วางไว้ ในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐของพี่น้องไทยมุสลิม ที่จะให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สร้างความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจอย่างเต็มที่แก่ประชาชน เพื่อให้เดือนรอมฎอนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี 

เจ้าหน้าที่และส่วนราชการพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก แต่ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันรณรงค์ชักชวนการทำความดีละเว้นความชั่วทั้งปวงสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนร่วมกันสร้างสังคมสันติสุขให้เป็นเดือนรอมฎอนสันติสุข ปราศจากความรุนแรง อย่างไรก็ตามพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมอัตลักษณ์ความงดงามของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายชุดมลายู หรือการประกวดซุ้มประตู ทั้งนี้ทุกกิจกรรมสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมโดยต้องไม่ละเมิดหรือผิดกฎหมายหรือปล่อยให้บุคคลที่สามมาทำกิจกรรมแอบแฝง ส่งผลกระทบความมั่นคงรวมถึงขอให้ผู้ปกครองให้ช่วยกันกำชับลูกหลานในเรื่องการเล่นจุดประทัดและดอกไม้ไฟเพราะก่อให้เกิดอันตรายเพราะเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนาและผิดกฎหมายอีกด้วย

ทีมบินผาดโผน ‘ปาอี้’ เตรียมแสดงโชว์ในไทย ขนเครื่องบินขับไล่ J-10 จำนวน 7 ลำ เยือนไทยในรอบ 10 ปี

(4 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ทีมบินผาดโผน ‘ปาอี้’ (Bayi Aerobatic Team) ของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Air Force) ได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อทำการแสดงโชว์ในงานครบรอบ 50 ปี สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย

การแสดงโชว์ครั้งนี้ประกอบด้วย ภารกิจบินแสดงโชว์เครื่องบินขับไล่ J-10 จำนวน 7 ลำ ซึ่งนับเป็นการกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 10 ปี และเป็นการแสดงบินในต่างประเทศครั้งที่ 12 ของทีมปาอี้ ซึ่งก่อตั้งมายาวนานกว่า 60 ปี

ฝูงบินดังกล่าวสามารถเดินทางจากจีนสู่กรุงเทพฯ ได้โดยไม่หยุดพัก เป็นระยะทางกว่า 3,600 กิโลเมตร เนื่องจากได้รับการสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศจากเครื่องบินเติมน้ำมันรุ่น YU-20 ที่จีนพัฒนาขึ้นเอง

ทั้งนี้ หนึ่งในสมาชิกของทีมบินผาดโผนปาอี้ เปิดเผยว่า พวกเขาได้ทำการสำรวจสนามบินในไทยล่วงหน้า ปรับแผนการบินให้เหมาะสมกับพื้นที่ และฝึกซ้อมตามสภาพแวดล้อมจริง เพื่อให้การแสดงออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

Fort Knox กับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ในโลกของการเงินและเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกท้าทายความเชื่อมั่นอย่างมาก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ และ อีลอน มัสก์ ออกมาท้าทายความน่าเชื่อถือของทองคำสำรองที่ Fort Knox คำถามที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ทองยังอยู่ไหม?” แต่คือ “เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แข็งแกร่งแค่ไหน?”

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเลิกใช้ ระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ตั้งแต่ปี 1971 แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะทองคำที่ถูกเก็บไว้ใน Fort Knox ซึ่งมีปริมาณราว 4,580 ตัน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของทองคำสำรองทั้งหมดของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ากว่า 475,000 ล้านดอลลาร์

หากทองคำเหล่านี้มีอยู่จริง Fort Knox จะยังคงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดอลลาร์ยังคงสถานะ "สกุลเงินสำรองของโลก (Global Reserve Currency)" อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้า Fort Knox ไม่มีทองคำอยู่จริง เงินดอลลาร์จะยังมีมูลค่าที่แข็งแกร่งเช่นเดิมหรือไม่? แล้ว Fort Knox มีบทบาทอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลก? มารู้จักสถานที่แห่งนี้ให้มากขึ้นไปพร้อมกันค่ะ

'แพทองธาร' ลั่นเป็นผู้นำในแบบตนเองไม่ชอบชี้นิ้วสั่ง พร้อมฟาดฝ่ายค้าน ก่อนจะว่าใครต้องเป็นผู้นำให้ได้ก่อน

‘แพทองธาร’ ฟาดฝ่ายค้าน ก่อนจะว่าใครต้องเป็นผู้นำให้ได้ก่อน พร้อมขอให้คนเข้าใจ ‘นายกฯ Gen Y’ เพราะประเทศไทยไม่เคยมี ลั่นพร้อมปรับปรุงหลังโพลชี้ ไม่พอใจผลงาน ไม่เชื่อภาวะผู้นำ 

เมื่อวันที่ (3 มี.ค.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะการตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี ว่า  ยังไม่มีรายละเอียด แต่ทุกคนได้ให้ข้อมูลมามากพอสมควร ส่วนตัวไม่เคยถูกอภิปรายมาก่อน แต่จะเน้นชี้แจง ข้อเท็จจริง และ เรื่องของกฎหมายด้วย

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะไม่ใช้เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการวัดผล KPI ของแต่ละกระทรวง เพราะค่า  KPI จะเห็นได้จากผลงานตามตามนโยบายแต่ละกระทรวง

เรื่องภาวะผู้นำเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ฝ่ายค้าน ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่ยังไม่พอใจผลงาน และ ยังไม่เชื่อมั่นในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้แจงเรื่องนี้ ขณะที่ผลสำรวจความเห็นก็รับฟังทั้งหมด และ พร้อมปรับปรุง

“ไม่ได้อยากชี้นิ้วว่าใครเป็นผู้นำ หรือ เป็นผู้นำในแบบของเรา จะว่าใคร ก็ต้องเป็นผู้นำให้ได้ก่อน แล้วค่อยพูดถึงคนอื่นได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การอภิปรายไม่ใว้วางใจของสภาฯ เป็นเวทีที่ดี  ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจในข้อมูลที่แท้จริง และ เข้าใจความเป็นนายกรัฐมนตรี “Gen Y” ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะยังไม่เคยมีมาก่อน

ผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือก่อนออกเดินทางไปฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ

พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์  ผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยม หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ  บนเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบจังหวัดชลบุรี พร้อมทั้งมอบโอวาทแก่ นักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 - 4 ที่จะเดินทางไปฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ ประจำปีการศึกษา 2567  

การฝึกภาคต่างประเทศของนักเรียนนายเรือมีวัตถุประสงค์เพื่อ - เพื่อฝึกอบรม นักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1-4 ให้มีความรู้พื้นฐานในวิชาชีพทหารเรือและมีขีดความสามารถที่จะปฏิบัติงานในเรือหลวงเมื่อสำเร็จการศึกษา รวมถึงเพิ่มพูนความสัมพันธ์อันดีกับประเทศต่าง ๆ ในโอกาสที่ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ แวะเยี่ยมเมืองท่าต่างประเทศ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ศิลปะและวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้น
  
สำหรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ มี เรือหลวงกระบุรี เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ประกอบกำลังเป็น หมู่เรือฝึก ฯ มี พลเรือตรี บวร พรมแก้วงาม หัวหน้าฝ่ายศึกษาโรงเรียนนายเรือ เป็น ผู้บังคับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ มีกำลังพล จำนวน 763 นาย ประกอบด้วย
- กองบังคับการหมู่เรือฝึก  จำนวน 76 นาย
- นักเรียนนายเรือ ชั้นปีที่ 1 - 4 จำนวน 338 นาย
-  กำลังพลเรือฝึก (เรือหลวงกระบุรี เรือหลวงเจ้าพระยา และเรือหลวง
ประจวบคีรีขันธ์) จำนวน 349 นาย

สำหรับการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศของนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 - 4 ประจำปีการศึกษา 2567 ในครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 11 เมษายน 2568 โดยจอดแวะเยี่ยมเมืองท่าต่างประเทศ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือมิตรประเทศ จำนวน 3 เมืองท่า ได้แก่ เมืองท่าซูบิค ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองท่าโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น และเมืองท่าจ้านเจียง ประเทศจีน มีหัวข้อการฝึกที่สำคัญ อาทิ การฝึกนำเรือเทียบ-ออกจากเทียบ การฝึกยิงอาวุธประจำกาย การฝึกยิงอาวุธในทะเล การฝึกรับ-ส่งจากเฮลิคอปเตอร์ การฝึกสถานีรบ การฝึกรับ-ส่งสิ่งของในทะเล การฝึกพ่วงจูงเรือ การฝึกเก็บคนตกน้ำด้วยเรือใหญ่ และฝึกการแปรกระบวน เป็นต้น

4 มีนาคม ของทุกปี วันสถาปนาไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) รำลึกวีรกรรมหญิงกล้า ‘ท้าวสุรนารี’ วีรสตรีของไทย

วันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนาไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) โดยความเป็นมาของวันไทยอาสาป้องกันชาติสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2369 บรรพชนของไทยได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ โดยได้สละชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดเหงื่อ เข้าปกป้องเอกราชอธิปไตยของแผ่นดิน กล่าวคือ ท้าวสุรนารี วีรสตรีของไทย ได้รวมพลังประชาชนหญิงชายชาวนครราชสีมาจับอาวุธเข้าต่อสู้ขับไล่อริราชศัตรูอย่างเข้มแข็ง แม้จะเป็นเพียงประชาชนพลเมือง และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่น้อยกว่า แต่ด้วยจิตใจที่แกร่งกล้าและอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะรักษาเอกราชไว้ ทำให้สามารถขับไล่ข้าศึกจนแตกพ่ายไป เหตุการณ์นั้นนับเป็นวีรกรรมที่เสียสละอย่างแท้จริงของประชาชน ที่รวมพลังกันลุกขึ้นต่อสู้กับศัตรูจนได้รับชัยชนะ ทางราชการจึงได้ประกาศ ให้วันที่ 4 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันไทยอาสาป้องกันชาติ” หรือ วัน ทสปช.

ในส่วนของการจัดตั้งไทยอาสาป้องกันชาติ หรือ ทสปช. เกิดขึ้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาในประเทศไทย ราษฎรชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากการช่วยเหลือของทางราชการ จึงได้ผนึกกำลังเป็นกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ขึ้นต่อต้าน โดยรวมตัวกันในรูปแบบและเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ไทยอาสาป้องกันตนเอง (ทสป.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ราษฎรอาสาสมัครพัฒนาท้องถิ่นและป้องกันปราบปรามอาชญากรรม (รส.พป.) ราษฎรอาสาและป้องกันชายแดน ราษฎรอาสาสมัครป้องกันผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เป็นต้น

และเพื่อให้กลุ่มราษฎรต่าง ๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และให้เกิดการจัดตั้งการฝึกอบรม การควบคุมดูแลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลจึงได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยไทยอาสาป้องกันชาติ พ.ศ.2521 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติตั้งแต่ 4 กันยายน 2521 โดยให้กลุ่มราษฎรอาสาสมัครต่าง ๆ รวมเข้าเป็นรูปแบบเดียวกันเรียกว่า “ไทยอาสาป้องกันชาติ” โดยเรียก ชื่อย่อว่า “ทสปช.”

‘ตี๋ลี่เร่อปา’ นางเอกระดับท็อปของวงการบันเทิงจีน ปัจจุบันขึ้นแท่นนักแสดงฝ่ายหญิงที่มีค่าตัวสูงสุด

(3 ก.พ. 68) เพจ WorldPulse โลกเล่าเรื่อง โพสต์ข้อความถึงนางเอกสาวชาวจีน เชื้อสายอุยกูร์ ‘ตี๋ลี่เร่อปา’ ว่า อุยกูร์ในมุมที่ฉีกออกไปบ้าง

ตี๋ลี่เร่อปา (Dilireba) เป็นศิลปินชาวจีน เชื้อสายอุยกูร์ โลดแล่นในวงการบันเทิงได้หมดทั้งนักแสดงมือรางวัล นักร้อง นักเต้น และนางแบบ

ตี๋ลี่เร่อปา หรือ ชื่อจริง ดิลราบา ดิลมูรัต (Dilraba Dilmurat) สามารถพูดได้ 5 ภาษา คือ ภาษาอุยกูร์, จีนถิ่นซินเจียง, จีนกลาง, อังกฤษ และเกาหลี

เธอมีแฟนคลับติดตามใน Weibo มากกว่า 80 ล้านคน 

Dilireba เกิดและเติบโตในเมืองอูรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 1992 ปัจจุบัน อายุ 33 ปี เป็นนักแสดงหญิงที่มีค่าตัวสูงที่สุด ในวงการบันเทิงจีน รับค่าตัวต่อเรื่อง 80-100 ล้านหยวน หรือราว 400-500 ล้านบาท 

ในปี 2019 เธอรับเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ แบรนด์ระดับโลกถึง 35 แบรนด์ รวมรับค่าตัวทั้งหมด 3,700 ล้านหยวน (17,325,000,000 บาท)

แฟนคลับคนหนึ่ง เคยเขียนบรรยายความน่ารักจิตใจงามของตี๋ลี่เร่อปาว่า เธอมักซื้อขนมนมเนย ให้แฟนคลับที่มารอหลายชั่วโมงเพื่อเจอเธอ

ปัจจุบัน 
แปลโดย : วัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น
ข้อมูลจาก : South China Morning Post
Who is Dilraba Dilmurat?

ร้านกาแฟแคนาดา ขึ้นป้ายเมนู Canadiano แทน Americano หลังไม่พอใจถูกคุกคามอธิปไตยไม่หยุด แถมร้องถอนสัญชาติ ‘อีลอน มัสก์’

(3 มี.ค. 68) ภัทร จินตนะกุล บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ TNN 16 โพสต์คลิปในช่อง Tiktok ปุ้ย จินตะ ถึงกระแสคนแคนาดา ออกมาต่อต้าน ประธานาธิบดี โดนัลป์ ทรัมป์ ที่ต้องการฮุบแคนาดา เข้าเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ อเมริกา โดยระบุว่า ขณะนี้เกิดกระแสการต่อต้านสหรัฐอเมริกา เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟในแคนาดาหลาย ๆ ร้าน  เริ่มทยอยเปลี่ยนชื่อเมนู Americano เป็น Canadiano เนื่องจากไม่พอใจที่ ประธานาธิบดี ทรัมป์ คุกคามอธิปไตยอยู่บ่อยครั้ง

ขณะเดียวกัน ชาวแคนาดา กว่า 2 แสนคน ได้ร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ถอนสัญชาติแคนาดาของนาย อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก โทษฐานกระทำการต่อต้านผลประโยชน์ของและมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับแคนาดา

สำหรับ อีลอน มัสก์ ได้สัญชาติแคนาดา เนื่องจากมารดาของเขาเป็นชาวแคนาดา นอกจากนี้ เขายังถือสัญชาติอเมริกัน และแอฟริกาใต้อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top