Monday, 3 August 2026
Hard News Team

ดีพร้อมจับมือเดลต้า คิกออฟ เองเจิล ฟันด์ คอนเน็ค ปีที่ 10 ดึง 2 พันธมิตรร่วมหนุน ชู Content Marketing ขยายฐานลูกค้า สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ (3 มี.ค.68) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ผนึกกำลัง บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท มีเดียแท็งค์ จำกัด และสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย เดินหน้าสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตผ่านโครงการ เองเจิล ฟันด์ คอนเน็ค ปีที่ 10 ขยายผลต่อยอดกลยุทธ์การตลาดผ่านการสร้างเนื้อหา หรือ Content Marketing ปั้นเทรนด์การเสพคอนเทนต์ด้านนวัตกรรม เพิ่มโอกาสด้านการตลาด ขยายฐานลูกค้า และผลักดันผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไปสู่ระยะเติบโต คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้กว่า 50 ล้านบาท พร้อมเชื่อมโยงสตาร์ทอัพไปยังแหล่งเงินทุนให้เปล่าของบริษัท เดลต้าฯ จำนวน 5 ล้านบาท ต่อไป

นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ เป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการ โดยการนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการปรับอุตสาหกรรมเข้าสู่วิถีใหม่ โดยให้ความสำคัญในการยกระดับทุกองค์ประกอบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วย ‘หัว’ และ ‘ใจ’ โดยเฉพาะเน้นการปรับเปลี่ยนธุรกิจและอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมศักยภาพ หรือ S-curve พร้อมปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจในอนาคต ทั้งยังสอดคล้องกับการสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ตามนโยบายของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุนไปต่อยอดแนวคิดให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจใหม่ หรือขับเคลื่อนธุรกิจเชิงนวัตกรรมให้มีโอกาสเติบโตในเชิงพาณิชย์

นายดุสิต กล่าวต่อว่า ดีพร้อมเดินหน้าติดปีกสตาร์ทอัพไทย ผ่านโครงการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและตลาดสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ Angel Fund Connect ปีที่ 10 พร้อมเปิดกิจกรรมบ่มเพาะทักษะทางธุรกิจ และการตลาดอย่างเข้มข้น (Marketing camp) จำนวน 5 วันเต็ม รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content creator) ปั้นเทรนด์การเสพคอนเทนต์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย ร่วมค้นหาและคัดเลือกผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์  เข้าร่วมโครงการ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแส สร้างการรับรู้ และกระจายข้อมูลให้กับผู้คนทั่วโลก ซึ่งเป็นการส่งเสริมสตาร์ทอัพให้สามารถเข้าถึงช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ขยายฐานลูกค้า และผลักดันไปสู่ระยะเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม  เพื่อร่วมการทดลองใช้นวัตกรรม หรือ โซลูชั่นส์ในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC) ถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและง่ายต่อการขยายผลในเชิงธุรกิจ และเป็นก้าวสำคัญที่ดีพร้อม มุ่งส่งเสริมในปีนี้ ก่อนเข้าสู่การนำเสนอโมเดลธุรกิจต่อแหล่งทุนในกิจกรรม Pitching Day ยิ่งไปกว่านั้น ได้มีความร่วมมือกับ บริษัท มีเดียแท็งค์ (Shark Tank Thailand) เพื่อส่งต่อสตาร์ทอัพเข้าร่วมรายการให้สามารถสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงไปสู่นักลงทุนรายอื่น ๆ ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหารบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเดลต้าฯ ร่วมกับดีพร้อมในการดำเนินธุรกิจเชิง CSR โดยการคืนกลับสู่สังคมในรูปแบบการสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาต่อยอดให้กับสตาร์ทอัพไทยผ่านโครงการ Angel Fund นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการในปี 2559 ได้มีการเสริมศักยภาพให้กับสตาร์ทอัพกว่า 200 ราย เป็นเงินทุนมากกว่า 33.16 ล้านบาท และช่วยสร้างงาน 927 ตำแหน่ง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำนวัตกรรมต่าง ๆ เข้าสู่ตลาดเชิงพานิชย์ ได้อย่างชัดเจน สำหรับปีนี้ ทางบริษัทฯ ทุ่มเงินจำนวน 5 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการสนับสนุนเงินให้เปล่าแก่สตาร์อัพที่มีธุรกิจและผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม จำนวน 4 ล้านบาท และสนับสนุนผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ จำนวน 1 ล้านบาท ให้สามารถต่อยอดการเริ่มต้นธุรกิจได้ และในฐานะผู้ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนกับสตาร์ทอัพ คิดว่าโจทย์ใหญ่ของสตาร์ทอัพไทยในปีนี้ คือ การเร่งคิดค้นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาของโลกในบริบทต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ Climate change ซึ่งมีผลกระทบต่อพวกเราทุกคนหรือจากสถานการณ์ปัจจุบันที่พวกเราต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้น โครงการฯ กําลังเติบโตขึ้น โดยในปีนี้ได้มีพันธมิตรใหม่อย่างสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย และ Shark tank มาเสริมความแข็งแกร่ง จึงอยากจะกระตุ้นให้สตาร์ทอัพทุกคนใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ เพื่อเรียนรู้จาก

ธุรกิจชั้นนำในประเทศไทยและสร้างความมั่นใจ โดยการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ และตระหนักว่าชีวิต คือการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า ซึ่งหวังว่าทุกคนจะสนุกกับความท้าทายในเหล่านี้ พร้อมกับนำความคิดไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจไปสู่อีกระดับต่อไป วิคเตอร์ เจิ้ง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ประกอบที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2430 6873 ต่อ 1625 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ www.diprom.go.th และ www.facebook.com/dipromindustry

ผู้นำสหภาพยุโรป ขอร้อง ‘ฝรั่งเศส-อังกฤษ’ แบ่งปันนิวเคลียร์ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มพาสหรัฐฯ ตีตัวออกห่าง EU

(5 มี.ค. 68) ผู้นำสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ขยายขอบเขตอาวุธนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมยุโรปใช้ในการต่อกรกับรัสเซีย เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มไม่สนใจภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

การขยายพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ไปจนถึงสหภาพยุโรป เคยเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในแง่ของเสถียรภาพระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป 

โดยสหรัฐอเมริกา ถือเป็นผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั่วโลก

อย่างไรก็ตามการปฏิรูปนโยบายต่างประเทศของอเมริกาอย่างสุดโต่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมายาวนาน นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธมิตรที่ดูเหมือนจะห่างจากสหภาพยุโรป และเข้าใกล้รัสเซียแบบเผด็จการมากขึ้น

ส่งผลให้บรรดาผู้นำยุโรป หรือ EU กังวลว่าพวกเขาไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับทางสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป พวกเขาจึงกลับหันไปขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์เพียงสองแห่งในยุโรป 

ฟรีดริช แมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า “การที่เราต้องพูดคุยกับอังกฤษและฝรั่งเศส ว่าการคุ้มครองทางนิวเคลียร์ของพวกเขาสามารถขยายมาถึงเราด้วยได้หรือไม่ เราต้องพูดคุยกันว่ามันจะเป็นอย่างไร” 

ขณะที่สำนักนักข่าว Euractiv รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารฝรั่งเศสได้มีการเจรจาเป็นความลับกับพันธมิตรในสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการถอนตัวของสหรัฐฯ จากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสหประชาชาติ โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ และผู้นำคนอื่นๆ ในรัฐบาลสหรัฐฯ เคยวิพากษ์วิจารณ์ NATO หลายครั้งและมักตั้งคำถามถึงคุณค่าของการเป็นพันธมิตร

‘ห้องสมุดมนุษย์’ อ่านเพื่อนมนุษย์จากมุมคิดและตัวตนที่แท้จริง แนวคิดสุดเจ๋ง! ช่วยลดอคติต่อกัน – ทำให้เข้าใจผู้คนที่หลากหลาย

(5 มี.ค. 68) ห้องสมุดมนุษย์ เมื่อผู้คนอาสาสมัครมาเป็น “หนังสือ” ให้เพื่อนมนุษย์อ่าน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ นำไปสู่ความเข้าใจและโอบกอดจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน 

เมื่อพูดถึงห้องสมุด สิ่งที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยหนังสือต่างๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย ให้เราสามารถเข้าไปนั่งอ่าน ปลดปล่อยจิตใจและสมองไปกับเนื้อหาของหนังสือเล่มต่างๆที่อยู่ตรงหน้า ทั้งอ่านเพื่อเอาความรู้และอ่านเพื่อความบันเทิง หลายๆคนก็มีห้องสมุดเป็นทั้งที่หลบภัยจากความวุ่นวาย ความกังวล และเรื่องราวต่างๆที่บีบคั้นในชีวิต รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่เราจะได้ปล่อยวางภาระและความตึงเครียดต่างๆลงได้ชั่วคราวเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับความสงบสุขในชีวิตได้ในราคาย่อมเยาหรือไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

นี่คือ concept ของห้องสมุดทั่ว ๆ ไปที่เราคุ้นเคยกันดี แต่จะดีแค่ไหนหากมีห้องสมุดซักแห่งหนึ่งที่มี “เพื่อนมนุษย์” ที่มีประสบการณ์หลากหลายมานั่งเป็น “หนังสือ” ให้เราอ่านประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่น่าสนใจ ให้กับผู้คนผ่าน “การอ่าน” ในลักษณะของการพูดคุยตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็กๆ นอกจากนี้ “หนังสือมนุษย์” เหล่านี้ก็พร้อมที่จะรับฟังโดยไม่ตัดสินและเปิดใจคุยกับ “ผู้อ่าน” ทุกคนแม้ว่าจะเป็นผู้ที่เคยถูกบุลลี่ ถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ว่าจากสาเหตุใดๆมาก่อนก็ตาม 

ห้องสมุดมนุษย์ที่เหมือนจะมีอยู่แค่ในโลกแห่งอุดมคตินี้แท้จริงแล้วมีอยู่จริงๆในโลกของเราครับ 

โดยแนวคิดของห้องสมุดมนุษย์นี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2000 ที่ประเทศเดนมาร์ก โดยผู้ริเริ่มและก่อตั้งได้แค่คุณ รอนนี่ อเบอเกลและทีมงาน โดยมีความคิดตั้งต้นและความตั้งใจที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม, การเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมความเข้าใจกันของเพื่อนมนุษย์ทุกคนผ่านการเล่าเรื่องและแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆให้กัน โดยผ่านแนวคิดการยืมหนังสือในห้องสมุดที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่แทนที่ผู้มาเยือน หรือ “ผู้อ่าน” จะยืมหนังสือเป็นเล่มๆตามปรกติ แต่ที่ห้องสมุดมนุษย์นี้จะให้บริการยืม “คนจริงๆ” มานั่งคุยกันแทน 

หลักการทำงานของห้องสมุดมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร? 

จริงๆแล้วหลักการทำงานของห้องสมุดมนุษย์นั้นเรียบง่ายและไม่ซับซ้อนเลยครับ โดยเริ่มจากการรับสมัครผู้คนที่มีภูมิหลังและประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายมาเป็น “หนังสือมนุษย์” โดยอาสาสมัครเหล่านี้มีความหลากหลายมาก มีทั้ง คนไร้บ้าน, คนพิการ, ผู้อพยพ, LGBTQ+, อดีตผู้ป่วยทางจิต, คนติดยา, ผู้เคร่งศาสนา, คนไม่มีศาสนา หรือผู้ที่มีปัญหาอื่นๆทางสังคม 

เมื่อได้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งแล้ว ทีมงานของคุณรอนนี่ก็จะจัดอีเว้นท์ “ห้องสมุดมนุษย์” ขึ้นตามสถานที่ต่างๆเช่น อาคารสำนักงาน, ห้องสมุดของจริง, โรงเรียนและสถานศึกษา รวมไปถึงพื้นที่ในงานเทศกาลต่างๆ จากนั้นก็จะแจกโบรชัวร์ให้คนที่มาร่วมงาน ในโบรชัวร์นั้นก็จะมีข้อมูลโดยย่อของหนังสือมนุษย์แต่ละคน เพื่อให้คนที่สนใจหรือ “ผู้อ่าน” สามารถเลือกยืมหนังสือมนุษย์ที่ตัวเองสนใจไปนั่งคุยกันประมาณ 20-30 นาที หลังจากคุยกันเสร็จก็นำหนังสือมนุษย์นั้นไปส่งคืนทีมงาน หรือ “คืนหนังสือ” นั่นเอง 

ครับ ง่ายๆแบบนี้เลย 
เป้าหมายของห้องสมุดมนุษย์นี้ก็แสนจะเรียบง่ายครับ ก็คือการส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนลดอคติต่อกันและสร้างความเข้าใจต่อผู้คนที่มีความแตกต่างและหลากหลายผ่านการสนทนาที่เปิดกว้าง เพื่อสลายอัตตาและสร้างความเห็นอกเห็นใจกัน 

นับตั้งแต่ห้องสมุดมนุษย์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เดนมาร์กเมื่อ 25 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมนี้ก็ได้รับการขยายออกไปเป็นวงกว้างทั่วโลกถึงกว่า 80 ประเทศแล้วครับ โดยสถานศึกษาต่างๆ, หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน, ชุมชน รวมไปถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ก็ได้จัดกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์นี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมความเข้าใจกันของผู้คนที่มีพื้นเพและเส้นทางที่หลากหลายแตกต่างกัน ผ่านการสร้างให้เกิดบทสนทนาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้ 

หลายเรื่องราวได้ถูกเล่าขาน บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ผู้เล่าตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง บางเรื่องก็เป็นรอยแผลเป็นตกสะเก็ดในใจของผู้เล่าเอง แต่ที่สำคัญคือเรื่องราวทั้งหมดเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ถูกเล่าขานออกมาเพื่อหวังให้คนฟังเกิดความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งอย่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น

เรื่องราวอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นในห้องสมุดมนุษย์ทั่วโลกมีมากมาย อาทิเช่น 

- การไถ่บาปและการให้อภัยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง, โคเปนเฮเกน, ชายคนหนึ่งได้อาสาสมัครมาเป็นหนังสือมนุษย์เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในอดีตของเขาในฐานะสมาชิกแก๊งอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อย ๆ จนเมื่อเขาได้ใช้เวลาหลายปีในเรือนจำจึงได้คิดและต้องการมาบอกเล่าเรื่องราวความผิดพลาดของตัวเองในอดีตให้กับผู้คนเพื่อเป็นการไถ่บาปของตัวเอง และวันหนึ่งในห้องสมุดมนุษย์ เขาก็ได้นั่งลงและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองต่อหน้าผู้อ่านที่สูญเสียคนในครอบครัวไปจากความรุนแรงระหว่างแก๊ง ส่งผลให้ผู้อ่านคนนั้นร้องไห้อย่างรุนแรงด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่ภายหลังจากบทสนทนาจบลง ทั้งคู่ก็ได้โอบกอดกันด้วยความเข้าใจ และการเยียวยาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องการไถ่บาป และอีกคนด้วยความตระหนักว่าการให้อภัยและการยอมรับว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้นั่นเอง 

- การเผชิญหน้าของผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่กับสมาชิกนีโอนาซี ,เยอรมนี, ในกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์ครั้งหนึ่ง มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่นิยมชมชอบและสนับสนุนแนวคิดนาซีแบบสุดโต่งได้เข้าร่วมกิจกรรมและเลือกที่จะนั่งสนทนากับอาสาสมัครหนังสือมนุษย์ที่เคยรอดชีวิตจากการสังหารหมู่ในค่ายกักกันของนาซีในสมัยสงครามโลก ในเบื้องต้นเด็กหนุ่มเพียงแค่สนใจว่าในสมัยนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของคนในค่ายกักกันเป็นอย่างไร แต่เมื่อหนังสือมนุษย์เริ่มเล่าถึงความทุกข์ทรมานต่างๆ ทั้งการถูกทรมานร่างกาย การเห็นคนซึ่งเป็นที่รักถูกสังหารต่อหน้าต่อตา รวมไปถึงความสูญเสีย ทุกข์ทรมานต่างๆอีกมากมายหลังจากนั้น ทำให้ความคิดของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไป และในตอนสุดท้ายของการสนทนา เด็กหนุ่มได้ยอมรับกับหนังสือมนุษย์ว่า ตัวเขานั้นได้หลงผิดไปกับแนวคิดอันสุดโต่งของนีโอนาซีและสาบานว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันอย่างเข้าใจ ที่จะนำไปสู่การลดความเกลียดชังต่อกัน นั่นเอง 

- หญิงข้ามเพศและผู้นำทางศาสนา ,อินเดีย, ผู้นำทางศาสนาผู้หนึ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาทั้งชีวิตว่าการเป็น LGBTQ+ คือเรื่องผิดบาป ได้เข้าร่วมกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์ และได้ยืมหนังสือมนุษย์ที่มีหน้าปกว่า “หญิงข้ามเพศ:เส้นทางสู่การค้นพบตัวเอง” มาสนทนาด้วย และหนังสือมนุษย์เล่มนี้ ก็ได้เล่าให้เขาฟังถึงประสบการณ์การเป็นหญิงข้ามเพศในอินเดียของเธอที่ผ่านการดูถูกเหยียดหยาม การไม่ยอมรับ และการถูกขับไล่ออกจากครอบครัวของตัวเอง มาจนถึงวันที่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และมีความภูมิใจในตัวเองได้ด้วยความอดทนและความมุ่งมันที่จะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองเพียงไร ในตอนท้ายผู้นำทางศาสนาคนนี้ก็ได้ยอมรับกับหนังสือมนุษย์ว่า ตัวของเขาเองไม่เคยมีความเข้าใจมาก่อนเลยว่าการเป็นคนข้ามเพศนั้นมีความลำบากอย่างไร รวมทั้งได้ยอมรับว่ามุมมองของเขาต่อคนข้ามเพศนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่ได้บันทึกไว้จากกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์ทั่วโลก หากจะให้สรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดให้มีห้องสมุดมนุษย์ขึ้นนั้น เราก็พอจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ห้องสมุดมนุษย์นั้นแท้จริงแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงการบอกเล่าหรือแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันเท่านั้น หากแต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนมุมมองและหัวใจที่เพื่อนมนุษย์มอบให้แก่กัน การให้ผู้คนได้พูดคุยกันอย่างเปิดใจและซื่อตรงนับเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะลดความแตกต่าง สร้างความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน สุดท้ายก็จะนำไปสู่ความเข้าใจกันอย่างแท้จริงของผู้คนที่มีภูมิหลังอันหลายหลายแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขด้วยการยอมรับความแตกต่างและเปิดใจยอมรับความแตกต่างนั้น พร้อมโอบกอดกันไว้ด้วยความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง

รัสเซีย ตอบตกลงเป็นคนกลางเจรจา ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ยุติสงครามในตะวันออกกลาง

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัสเซียตกลงที่จะช่วยเหลือฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการเป็นคนกลางเจรจากับประเทศอิหร่านในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน และการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ ในภูมิภาค

รายงานดังกล่าวนำมาจากสื่อของรัสเซียที่หยิบยกมาตีแผ่ โดยอ้างคำพูดของ นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย (Dmitry Peskov) ที่กล่าวว่า “รัสเซียเชื่อว่าสหรัฐฯ และอิหร่านควรแก้ไขปัญหาทั้งหมดด้วยการเจรจา รัสเซียพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้บรรลุเป้าหมาย”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กลับมาใช้ ‘การกดดันสูงสุด’ ต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงความพยายามที่จะลดการส่งออกน้ำมันให้เหลือศูนย์ เพื่อหยุดยั้งเตหะรานจากการได้รับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธเจตนาดังกล่าว โดยมีรัสเซียได้กระชับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐอิสลามตั้งแต่เริ่มสงครามยูเครน และได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่านเมื่อเดือนมกราคม 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นไปได้ที่หลายฝ่ายจะแสดงความปรารถนาดี และความพร้อมที่จะช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ”

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมตำรวจจราจรคุณภาพ ไหวพริบดี ช่างสังเกต จนสามารถจับกุมคนร้ายคดีฆาตกรรม 

เมื่อวานนี้ (4 มี.ค.68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีตำรวจจราจร สภ.เมืองนครปฐม สามารถจับกุมตัวคนร้ายคือ นายเคี่ยม อดีตนักมวยซึ่งกลายเป็นทาสยาเสพติด ก่อเหตุสะเทือนขวัญฆาตกรรมแม่แท้ๆ ภายในบ้านพักในพื้นที่หมู่ 3 บ้านเกาะแต้ว ต.เกาะเปียะ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พบศพเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุสกัดจับตามเส้นทางต่างๆ กระทั่งวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. ตำรวจจราจร สภ.เมืองนครปฐม ใช้ไหวพริบในการปฏิบัติหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้นั้น มีกระแสชื่นชมในโลกโซเชียลจำนวนมาก 

การจับกุมคนร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่าง ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ ทองยินดี รองสารวัตรฝ่ายจราจร สภ.เมืองนครปฐม ขี่รถจักรยานยนต์ออกตรวจสภาพการจราจรพื้นที่รับผิดชอบ ได้พบนายเคี่ยม ขี่รถจักรยานยนต์บริเวณไฟแดงจุดโพธิ์ทอง ไม่สวมหมวกกันน็อค สภาพมีพิรุธ ท่าทางเหมือนคนเสพยาเสพติด หากปล่อยไปให้ขับขี่ต่อเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ทางทั่วไป ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุความสูญเสียต่างๆ ได้ ประกอบกับสังเกตทะเบียนรถเป็นทะเบียน จ.ตรัง จึงเอะใจว่าขี่รถจักรยานยนต์มาหลายร้อยกิโลเมตรมาที่ จ.นครปฐม จึงได้เรียกตรวจและแจ้งกับนายเคี่ยม ว่าทำผิดกฎจราจร ไม่สวมหมวกกันน็อค และไม่มีใบขับขี่ และให้โทรศัพท์แจ้งญาติมาเสียค่าปรับ ก่อนพาไปสถานีตำรวจ สุดท้ายสืบทราบว่าชายคนนี้คือคนร้ายที่ทำร้ายแม่เสียชีวิตแล้วหลบหนี

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ชื่นชม ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ฯ ที่มีไหวพริบปฏิภาณในการปฏิบัติหน้าที่ พบเห็นผู้กระทำความผิด แม้เป็นเรื่องที่เล็กน้อยไม่สวมหมวกนิรภัย แต่เห็นว่ามีการขับขี่ที่ผิดปกติวิสัย ด้วยความ ห่วงใยผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะเอง และประชาชนทั่วไปที่ร่วมใช้รถใช้ถนน จึงเรียกตรวจ และมีความช่างสังเกตในความผิดปกติอื่นๆ จึงดำเนินการจนสามารถจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้นับว่า ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ฯ เป็นตัวอย่างที่ดีของตำรวจจราจรคุณภาพ ที่ไม่ได้ดูแลประชาชนด้านการจราจรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใช้ทักษะและจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจในการปราบปรามจับกุมคนร้ายอีกด้วย  

คริสเตีย ฟรีแลนด์ อดีตรองนายกฯ แนะแคนาดาจับมือพันธมิตร NATO หวังพึ่งอาวุธนิวเคลียร์รับมือการคุกคามอธิปไตยจากทรัมป์

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นางคริสเตีย ฟรีแลนด์ อดีตรองนายกฯ แคนาดา และผู้สมัครผู้นำพรรคเสรีนิยมคนใหม่ มีแนวคิดให้แคนาดาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหราชอาณาจักรและพันธมิตร NATO มากขึ้น เพื่อใช้อาวุธนิวเคลียร์ปกป้องประเทศจากโดนัลด์ ทรัมป์ หลังถูกมองคุกคามอธิปไตย

โดยก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา อย่างแคนาดาอาจเป็น ‘รัฐที่ 51’ ของแดนมะกัน อีกทั้งยังมีการขึ้นภาษีนำเข้ากับ แคนาดา และ เม็กซิโก 25% ซึ่งมีผลไปแล้วตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา (4 มี.ค.)

ส่งผลให้ จัสติน ทรูโด นายกฯ แคนาดา ไม่อยู่เฉยประกาศตอบโต้ทันที ด้วยการเก็บภาษี 25% กับสินค้าสหรัฐฯ ตีเป็นมูลค่า 155 พันล้านเหรียญแคนาดา (ราว 107 พันล้านเหรียญสหรัฐ) โดยจะเริ่มเก็บภาษีร้อยละ 25 กับสินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่า 30 พันล้านเหรียญแคนาดาทันที และจะเก็บภาษีกับสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 125 พันล้านเหรียญแคนาดา หลังจากนี้ 21 วัน

และครั้งหนึ่ง เจสซี่ มาร์ช ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติแคนาดา แสดงอาการไม่พอใจเช่นเดียวกัน พร้อมกับออกมาตอบโต้ กับวาทะของทรัมป์ ที่บอกว่าแคนาดาอาจเป็น ‘รัฐที่ 51’ ของสหรัฐฯ โดยกุนซือรายนี้ระบุว่า 

“ในฐานะคนอเมริกัน ผมอยากพูดถึงการอภิปรายเกี่ยวกับ 'รัฐที่ 51' ผมคิดว่านี่คือการดูหมิ่น แคนาดาเป็นประเทศที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ มีรากฐานที่ลึกซึ้งในความเหมาะสม เป็นสถานที่ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมและความเคารพสูง แตกต่างจากบรรยากาศที่แบ่งแยก ไม่เคารพ และมักเต็มไปด้วยความเกลียดชังในสหรัฐอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ให้แคนาดาใกล้ชิดอังกฤษ เพื่อใช้อาวุธนิวเคลียร์รับมือทรัมป์ ของนางคริสเตีย ฟรีแลนด์ กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยนางแดเนี่ยลล์ สมิธ (Danielle Smith) นายกรัฐมนตรีรัฐแอลเบอร์ตา จากพรรคอนุรักษนิยมกล่าวว่า ‘นี่คือคำพูดที่บ้าคลั่ง เพราะสหรัฐฯ คือพันธมิตรและมิตรแท้ด้านความมั่นคงของเรา"

‘ไทยพีบีเอส’ น้อมรับคำติเตียน – พร้อมทบทวนข้อผิดพลาดปมเสนอบทความ “เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง”

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวไทยพีบีเอส ชี้แจง บทความ “เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง” ถอดทิ้งทุกแพลตฟอร์มข่าวแล้ว

จากกรณี สำนักข่าวไทยพีบีเอส ได้นำเสนอบทความเรื่อง เผด็จการสร้างชาติ ประชาชน “อาวรณ์” ผู้นำเข้มแข็ง-เศรษฐกิจรุ่ง ซึ่งได้สร้างความไม่สบายใจให้หลายฝ่ายและมีการท้วงติงถึงการนำเสนอดังกล่าว อาทิ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้โพสต์ข้อความท้วงติง ระบุว่า บทความนี้ตั้งแต่พาดหัวและเนื้อหา ทำให้คนเข้าใจว่าไปได้ว่า ไทยพีบีเอสสนับสนุนระบอบเผด็จการ ไม่ได้พูดด้านร้ายของระบอบเผด็จการ ในฐานะกัลยาณมิตรจำต้องท้วงติง เพราะไม่เห็นด้วยกับการสร้างบรรยากาศโหยหาเผด็จการ ซึ่งจะเท่ากับเป็นการปูทางและสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการท้วงติงจากหลายฝ่าย ในเวลาต่อมา ทางข่าวออนไลน์ สำนักข่าวไทยพีบีเอส ทนกระแสไม่ไหว จึงได้ทำหนังสือชี้แจง พร้อมถอดบทความชิ้นดังกล่าวออกจากทุกแพลตฟอร์ม โดยข้อความในหนังสือชี้แจงระบุว่า

คำชี้แจงกรณีการนำเสนอบทความ "เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง"

ข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ ขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน จาก กรณีการนำเสนอบทความ "เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง" พร้อมกับน้อมรับคำติเตียนเพื่อนำไปทบทวนถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อไป 

ตามที่มีการนำเสนอบทความ "เผด็จการสร้างชาติ ผู้นำเข้มแข็งเศรษฐกิจรุ่ง" เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา (ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด วันที่ 4 มีนาคม 2568) ทางเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/news และ สื่อสังคม Thai PBS News ซึ่งเป็นการนำเสนอที่ไม่รอบด้านเพียงพอ อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน นำไปสู่การโต้เถียงและเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยที่ไทยพีบีเอสไม่ได้มีเจตนา 

จึงขอนำบทความดังกล่าวออกจากทุกแพลตฟอร์มข่าวไทยพีบีเอส โดยจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างโปร่งใสและแจ้งให้ทราบต่อไป

จีน เปิดฉากประชุมสองสภา จับตานโยบายเศรษฐกิจ และการต่างประเทศ

ปักกิ่ง, 4 มี.ค. (ซินหัว) -- 'การประชุมสองสภา' ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองระดับชาติที่สำคัญของจีนที่จะกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ มีกำหนดเริ่มจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งสัปดาห์นี้ ท่ามกลางฉากหลังของสภาพแวดล้อมอันสลับซับซ้อนและท้าทายในจีนและทั่วโลก

การประชุมประจำปีของคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน เริ่มขึ้นในวันอังคาร (4 มี.ค.) ส่วนการประชุมของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุด จะเริ่มขึ้นในวันพุธ (5 มี.ค.)

นายกรัฐมนตรีของจีน สมาชิกสภานิติบัญญัติระดับสูง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูง รวมถึงหัวหน้าศาลประชาชนสูงสุดและอัยการประชาชนสูงสุดจะนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติจะทบทวนงบประมาณประจำปีและแผนการพัฒนาของรัฐบาล พร้อมพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติและสภาผู้แทนประชาชนท้องถิ่น

เป้าหมายการเติบโตสำหรับปี 2025

ปกติแล้วเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนที่กำหนดไว้ในรายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยจีดีพีไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดเศรษฐกิจ แต่ยังถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง

เมื่อปี 2024 จีนบรรลุเป้าหมายการเติบโตราวร้อยละ 5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากชุดมาตรการมหภาคที่สำคัญที่มีการบังคับใช้เพื่อชดเชยแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจขาลง

นโยบายการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

จีนจะออกนโยบายแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบรรลุเป้าหมายการเติบโต ซึ่งคาดว่ารายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจะประกาศมาตรการนโยบายเพื่อรับรองการบรรลุเป้าหมาย

จีนได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจมหภาคไปแล้ว โดยในการประชุมงานด้านเศรษฐกิจส่วนกลางประจำปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะผู้กำหนดนโยบายได้ให้คำมั่นว่าจะออกนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเชิงรุกมากขึ้นในปี 2025 และตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปานกลาง ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากนโยบายการเงินแบบระมัดระวังในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา

การหารือระหว่างผู้นำ สมาชิกสภานิติบัญญัติ และที่ปรึกษา

ระหว่างการประชุมสองสภา กลุ่มผู้นำจีน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ จะหารือกับสมาชิกสภาฯ คนอื่นๆ ในการปรึกษาหารือเป็นกลุ่ม และหารือกับคณะที่ปรึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่มีความสำคัญที่สุดต่อการกำกับดูแลของรัฐ

การปรึกษาหารือเหล่านี้เปรียบเสมือนหน้าต่างสังเกตการณ์ว่าผู้นำส่วนกลางรับทราบสถานการณ์จริงในระดับรากหญ้าอย่างไร สิ่งนี้คือลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยของจีน หรือที่มักเรียกขานในวาทกรรมร่วมสมัยว่าประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ

นโยบายการต่างประเทศ

การประชุมสองสภายังช่วยไขกระจ่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของจีน เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมักแถลงข่าวนอกรอบการประชุม

เมื่อปีที่แล้ว หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ตอบคำถาม 21 ข้อระหว่างการแถลงข่าวนาน 90 นาทีที่มีผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกเข้าร่วม ซึ่งหวังได้กล่าวถึงประเด็นร้อนระดับภูมิภาคและนานาชาติ เช่น วิกฤตยูเครนและความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอล รวมถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่อรัสเซีย สหรัฐฯ ยุโรป และกลุ่มประเทศโลกใต้

สำหรับการประชุมประจำปีนี้ ข้อเสนอของจีนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะยิ่งน่าจับตาเป็นพิเศษในบริบทของภูมิทัศน์ระดับโลกที่ปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เอไอ นวัตกรรม

นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะเป็นอีกประเด็นสำคัญในการประชุมสองสภาของปีนี้ โดยอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ดีปซีก (DeepSeek) สตาร์ตอัปเทคโนโลยีของจีน ได้สร้างความตกตะลึงให้กับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และตลาดทุนทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวแชทบอตแบบโอเพ่นซอร์สยอดนิยม

บริษัทจีนแห่งอื่นๆ เช่น เทนเซ็นต์ (Tencent) ไป่ตู้ (Baidu) และบีวายดี (BYD) ได้เริ่มนำดีปซีกมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนแล้ว ขณะหน่วยงานท้องถิ่นบางส่วนได้ประกาศความร่วมมือกับโมเดลเอไอดีปซีกเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ หรือจัดการฝึกอบรมเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่และมืออาชีพทางธุรกิจเข้าใจการพัฒนาและการใช้งานดีปซีกและเทคโนโลยีเอไออื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การประชุมสองสภายังเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและที่ปรึกษาทางการเมืองในการเสนอแนะและส่งเสริมฉันทามติในวงกว้างเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่บางส่วนเป็นผู้บริหารองค์กรและนักวิจัยชั้นนำ ดังนั้นข้อเสนอแนะที่พวกเขาจะนำเสนอในด้านเอไอจึงจะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่น่าจับตา

‘เอกนัฏ’ เผย ไทยนั่งประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน หลังขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ “ปูนไฮดรอลิก” ลดโลกร้อน

(5 มี.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยเร่งรัดให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดให้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกเป็นสินค้าควบคุม เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ที่ประชุมสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (ASEAN Federation of Cement Manufacturers: AFCM) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทย โดย ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย นั่งแท่นประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน เป็นวาระ 2 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2568 -2570 แสดงถึงการยอมรับจากผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียน ให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบการดำเนินงานที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จนสามารถผลักดันให้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เป็นปูนที่มีประสิทธิภาพในการนำไปใช้งานที่ดีเทียบเท่ากับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวงการก่อสร้างในอนาคต ที่มุ่งเน้นการใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ. 2593 และปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้มาตรฐานปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก มอก. 2594-2567 เป็นสินค้าควบคุมตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยขณะนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

“มาตรฐานดังกล่าวอ้างอิงจากมาตรฐาน ASTM ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นควบคุมที่คุณสมบัติและประสิทธิภาพ (Performance Based) เพื่อควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งาน โดยระบุเกณฑ์กำหนดคุณลักษณะด้านต่าง ๆ ที่ครอบคลุมการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งการใช้งานทั่วไป งานที่ต้องการแรงอัดต้นสูง งานที่ทนต่อการกัดกร่อนของซัลเฟต เหมาะสำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่น้ำกร่อย รวมทั้งงานโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยจากประมาณการเบื้องต้นในการผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก 1 ตัน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 50 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเทียบกับการผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในปริมาณที่เท่ากัน ดังนั้น การนำปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกมาใช้งานทดแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้” ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่น ขออนุญาตผ่านระบบ e-license ของ สมอ. ที่ www.tisi.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนที่มาตรฐานจะมีผลบังคับใช้ เลขาธิการ สมอ. กล่าว

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่ายหัวนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของทรัมป์ ชี้สุดท้ายแล้วผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับภาษีเหล่านี้

(4 มี.ค. 68) สำนักข่าวเอ็นบีซี รายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ใช้มาตรการเก็บภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือต่อรองกับหลายประเทศ

บัฟเฟตต์ ในวัย 94 ปี ระบุว่า “จริงๆ แล้วภาษีศุลกากรนั้น เรามีประสบการณ์กับเรื่องนี้มามากมาย มันเป็นการกระทำที่เปรียบดั่งสงครามในระดับหนึ่ง, เมื่อเวลาผ่านไป ภาษีเหล่านั้นก็คือภาษีสินค้านั่นแหละ ในที่สุดแล้วผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับภาระภาษีนำเข้าเหล่านี้ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าที่ไหน”

เอ็นบีซี รายงานอีกว่า นี่นับเป็นครั้งแรกที่ บัฟเฟตต์ ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายการค้าของทรัมป์ ซึ่งล่าสุดมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% และเพิ่มภาษีอีก 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เชื่อว่าการเก็บภาษีจาก บริษัท ขนาดใหญ่และบุคคลที่ร่ำรวยจะลดภาระภาษีที่ชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญ รวมถึงการปรับสมดุลระบบภาษีจะช่วยให้สหรัฐฯจัดการการขาดดุลทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและให้เงินทุนเพียงพอสำหรับการบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top