Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘กัณวีร์’ โชว์จดหมายชาวอุยกูร์ ยันเป็นฉบับจริง จี้ รัฐบาลเปิดหลักฐานชาวอุยกูร์สมัครใจกลับจีนจริงหรือไม่?

‘กัณวีร์’ เปิดจดหมาย ‘อุยกูร์’ โชว์สื่อ แจงตราประทับเป็นลายน้ำ ไม่ใช่ตราปั๊ม ขออย่าหลงประเด็น สิ่งสำคัญคือ ‘ชาวอุยกูร์’ อยากกลับจีนจริงหรือไม่ ชี้ไม่เกี่ยวกันหลัง ‘ภูมิธรรม’ บอกช่วยลดเหตุการณ์รุนแรง

(4 มี.ค. 68) ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม แถลงกรณีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ขอหนังสือชี้แจงหลังเปิดเผยจดหมายที่อ้างว่าได้จากชาวอุยกูร์ โดยกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าไม่ใช่หนังสือร้องเรียนจากกลุ่มชาวอุยกูร์ที่ถูกกักตัว และเป็นหนังสือร้องเรียนปลอม ว่า  ตนไม่อยากให้หลงประเด็นการผลักดันชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทาง ซึ่งเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่าว่าจดหมายร้องเรียนจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่จำเป็นคือคำตอบจากรัฐบาลไทยว่าชาวอุยกูร์เหล่านั้นสมัครใจกลับ จริงหรือไม่ และอยากถามกลับว่าไม่มีประเทศอื่นจะรับตัวคนเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานเลยหรือ

นายกัณวีร์ กล่าวว่า วันนี้ตนไม่อยากออกมาแถลง แต่สังคมแคลงใจว่าเป็นจดหมายจริง หรือจดหมายปลอม ซึ่งมันไม่ใช่สารัตถะสำคัญ เรื่องสำคัญคือการที่ผู้ลี้ภัยอยู่ในห้องกักขังมา 11 ปีแล้ว จนกระทั่ง 27 ก.พ. 68 ที่มีการส่งตัวกลับประเทศต้นทาง

ระหว่างแถลงนายกัณวีร์ ได้เปิดจดหมายโชว์ให้สื่อมวลชนดูว่าตราสัญลักษณ์มุมล่างขวาของกระดาษไม่ใช่ตราปั๊ม แต่เป็นลายน้ำจากกรมราชทัณฑ์ ซึ่งกระดาษแผ่นนี้สามารถหาได้จากกรมราชทัณฑ์ มีขายในราคาแผ่นละ 1 บาท

“ผมไม่เคยพูดว่าจดหมายฉบับนี้ออกมาอย่างถูกระเบียบจากรมราชทัณฑ์ แต่บอกว่าได้รับมาจากผู้ต้องกักที่ สตม.สวนพลู ซึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าการผลักดันชาวอุยกูร์ครั้งนี้ เป็นการพูดคุยกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อีกทั้งช่วงเวลานี้ เป็นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พวกเขาถูกกักขังลืมเป็นเวลากว่า 10 ปี ทำไมเราไม่เคยได้ยินว่า ผู้ต้องกักมีความสมัครใจมากน้อยแค่ไหนว่า เขาต้องการกลับบ้าน จนปลายเดือน ก.พ. ที่รัฐบาลบอกว่า ทุกคนสมัครใจกลับ ซึ่งในความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้” นายกัณวีร์ กล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ในฐานะตนเป็น สส.พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ หากรัฐบาลมีหลักฐานใด ที่ระบุได้ว่า ชาวอุยกูร์เหล่านี้สมัครใจจะกลับประเทศจีนจริง ขอให้เอาออกมาแสดงให้สังคมและเวทีระหว่างประเทศ มั่นใจว่า เราไม่มีการผลักดันคนเข้าสู่หลักประหารอีกครั้ง ซึ่งประเทศไทยต้องรับแรงปะทะในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะถ้าถูกถาม เราจะตอบได้หรือไม่ ส่วนในมุมความชอบธรรม ตนมองว่านี่เป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่ต้น

ผบ.ทบ. ต้อนรับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เข้าหารือและร่วมมือในด้านทางทหาร พัฒนายุทโธปกรณ์

(4 มี.ค. 68) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแนะนำตัว และได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงประวัติความเป็นมา รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพบกไทย ก่อนเข้าหารือข้อราชการกับผู้บัญชาการทหารบก ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก

ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับรัสเซียที่มีมาอย่างยาวนาน 128 ปี ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดด้านเศรษฐกิจ 

และความร่วมมือทางทหารอันยาวนานระหว่างไทย-รัสเซียความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการทหาร (Agreement Between the Government of The Kingdom of Thailand and The Government of The Russians Federation on Military Corporation) ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 

โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการขยายขอบเขตกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกันให้มีพลวัตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้มีการหารือเรื่องความร่วมมือด้านการฝึกศึกษาที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียให้การสนับสนุนการฝึกและที่นั่งศึกษารวมถึงความร่วมมืออื่นๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ของกำลังพล อาทิ หลักสูตรนักเรียนนายร้อย, หลักสูตรเสนาธิการร่วม หลักสูตรภาษารัสเซียทั่วไป 

ปัจจุบันมีกำลังพลกองทัพบกเข้ารับการศึกษาในสถาบันศึกษาทางทหารในประเทศรัสเซีย ในหลักสูตรนักเรียนนายร้อย จำนวน 5 นาย อีกทั้งที่ผ่านมา กองทัพบกได้มีโครงการจัดหาอาวุธโธปกรณ์จากรัสเซียในหลายรายการ ซึ่งนับว่ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการฐานของกองทัพบกเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในอนาคตในด้านไซเบอร์ (Cyber Security) การข่าวกรอง และการต่อต้านการก่อการร้าย อีกด้วย

การเดินทางเยือนกองทัพบกของเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือในประเด็นต่างๆ ซึ่งกองทัพบกพร้อมสานสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารเพื่อการพัฒนาในหลายมิติอย่างยั่งยืน

ตำรวจไซเบอร์จับ ‘มินนี่’ เครือข่ายพนันออนไลน์รอบสอง หลังเคยถูกจับและเชื่อมโยงสะเทือนถึงนายตำรวจใหญ่

(4 มี.ค. 68) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ ‘มินนี่’ รอบสอง หลังจากที่เคยถูกจับแต่ไม่เข็ดหลาบ

เมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2568 ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท) หรือตำรวจไซเบอร์ นำกำลังตรวจค้น 9 จุด ทั้งในกรุงเทพมหานคร / จังหวัดเลย และ จังหวัดใกล้เคียง จับตัว น.ส.ธันยนันท์ สุจริตชินศรี หรือ มินนี่ ไว้ได้ และควบคุมผู้ต้องหาตามหมายจับในเครือข่ายพนันออนไลน์"มินนี่"กว่า 30 หมายจับ นำตัวไปดำเนินคดี

สำหรับ น.ส.ธันยนันท์ สุจริตชินศรี เคยตกเป็นข่าวดัง ถูกจับในคดีพนันออนไลน์ ฟอกเงิน เมื่อสองปีก่อน โดยคดีที่ถูกจับส่งผลกระเทือนถึงตำรวจใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากมีภาพสนิทสนมใกล้ชิดกัน และ มีเส้นเงินพัวพัน ขณะนี้ คดีอยู่ในขั้นอัยการ

คดีแรกยังไม่ทันตัดสินต้องมาถูกดำเนินคดีที่สองอีก โดยตำรวจไซเบอร์ สืบสวนพบว่าเครือข่ายพนันมินนี่ยังคงมีการลักลอบ ดำเนินการเปิดเว็บพนันออนไลน์อีก โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง เพราะถือว่ามีคนในเครื่องแบบหนุนหลัง ครั้งนี้ เครือข่ายมินนี่มีการเพิ่มความระมัดระวังตัวในการดำเนินกิจการอย่างมาก

แต่ไม่พ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ เมื่อตำรวจพบเบาะแส จึงได้สืบสวนแกะรอย พบพยานหลักฐานสามารถพิสูจน์ความผิด นำไปสู่การขอออกหมายค้นและออกหมายจับมินนี่กับพวก ดำเนินคดีเป็นคดีใหม่อีกคดี

มติบอร์ดน้ำเมา ผ่อนเกณฑ์ให้ 5 พื้นที่ เปิดทางขายเหล้า – เบียร์ 5 วันพระใหญ่

(4 มี.ค. 68) คณะกรรมนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ เปิดทางขายเหล้า-เบียร์ 5 วันสำคัญศาสนาในบางพื้นที่ มีผลก่อน 11 พ.ค. 68 ส่วนข้อเสนอเรื่องของการขยายระยะเวลา ยังไม่ได้มีการพิจารณา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้คงการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนาสำคัญ 5 วัน ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา แต่ผ่อนคลายให้ขายได้ในบางสถานที่ ได้แก่

การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ การขายในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ การขายในสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้ตามที่ รมว.สาธารณสุขประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของ รมว.มหาดไทย
การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม การขายในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติ และมีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกัน ตามรายชื่อสถานที่ที่ รมว.สาธารณสุขประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

โดยผู้ขายเครื่องดื่มแอกกอฮอล์ตามที่ได้รับการยกเว้นให้ขายได้ตามประกาศที่จะออกมานี้ต้องให้มีการคัดกรองและมาตรการที่จำเป็น เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชน และการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชนด้วย

โดยขั้นตอนของการประกาศมาตรการนี้จะมีการนำมติที่ประชุมฯ ไปรับฟังความคิดเห็นภายใน 15 วัน หลังจากนั้นจะส่งให้กระทรวงสาธารณสุขให้การรับรอง และส่งกลับมาให้นายกรัฐมนตรีลงนามก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยขั้นตอนทั้งหมดจะแล้วเสร็จก่อนวันที่วิสาขบูชาที่ตรงกับวันที่ 11 พ.ค.2568 อย่างแน่นอน

ประกาศที่จะออกมาผ่อนคลายการจำหน่ายเครื่องดื่มแอกกอฮอล์ในครั้งนี้จะทำให้ครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยว และส่งเสริมมาตรการท่องเที่ยวตามการที่รัฐบาลประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวในปี 2568 อย่างใน กทม.ก็จะมีพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากไปท่องเที่ยวได้ประโยชน์ เช่น ทองหล่อ และพัฒพงษ์ มาตรการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากเป็นการแก้ไขในส่วนที่เป็นวันสำคัญทางศาสนา” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับข้อเสนอเรื่องของการขยายระยะเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ที่ประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณา เนื่องจากหากจะแก้ไขในส่วนดังกล่าวต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นกฎหมายใหญ่ ซึ่งต้องหารือกันในขั้นตอนต่อจากนี้

‘เฉลิมพร’ ชี้ รัฐบาลบริหารงานแบบสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ถามเปิดบ่อนคาสิโน หวังอะไร? นักพนันไทย หรือ นักท่องเที่ยวต่างชาติ

(4 มี.ค.68) นายเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Chalermporn Tantikarnjanarkul' ว่า ผมไม่เข้าใจว่าผู้บริหารประเทศเข้าใจในเรื่องที่ทำแค่ไหน เพราะแต่ละเรื่องดูสับสนและนั่งเถียงกันผิดจุดไปหมด

อย่างเรื่องคาสิโน ถ้าจะมีมุมให้ทำคาสิโนในไทยอย่างสมเหตุสมผล คนไทยส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วย ไม่ต้องเสียเวลาเถียง คือเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อทลายกำแพง 40 ล้านคน ที่น่าจะเป็นกรอบบนของศักยภาพการท่องเที่ยวไทย ณ ตอนนี้ให้ได้ 

ซึ่งถ้ามีเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กที่มีคุณภาพ เราอาจขยับเพดานนักท่องเที่ยวไปได้ถึง 50 ล้านคน สร้างเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อย

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรให้มาเถียงกันว่า คนไทยต้องมีเงินเท่าไร ต้องมีเงื่อนไขไหน คนไทยถึงเข้าไปเล่นได้ เพราะคนไทยไม่ใช่เป้าหมายเลย โดยส่วนตัวคิดว่าคนไทยไม่ต้องเข้าไปเล่นเลยน่าจะดีที่สุด พาสปอร์ตต่างชาติล้วน ๆ ถึงเข้าไปได้ หรือไม่ก็ตั้งเงื่อนไขว่ามีทรัพย์สิน 50 ล้านขึ้นไป ก็พอรับฟังได้ แต่พอท่านพยายามปรับเงื่อนไขให้คนไทยเข้าไปเล่นได้ง่ายขึ้น ก็แปลว่าท่านหวังพึ่งดีมานด์จากนักพนันไทยอยู่พอสมควร

สรุปแล้ว ท่านต้องการอะไรกันแน่? ทำไมทุกอย่างดูมั่วไปหมดแบบนี้?

ปตท. มอบน้ำแข็งแห้ง 350,000 กก. แก่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อหนุนปฏิบัติการบินลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการทำฝนหลวงทั่วประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) มอบน้ำแข็งแห้ง ให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 350,000 กิโลกรัม สนับสนุนปฏิบัติการบินลดฝุ่นและทำฝนหลวงทั่วประเทศ ปี 2568 ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จังหวัดระยอง 

น้ำแข็งแห้งดังกล่าว เกิดจากการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติมาใช้ โดยมี นายสรไนย เลิศอักษร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบ และ นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับมอบ 

ทั้งนี้ ปตท. ได้สนับสนุนน้ำแข็งแห้งเพื่อทำฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 14,275,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาภัยแล้งของภาคเกษตรกรรม การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมถึงช่วยบรรเทาสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม และประเทศต่อไป

กมธ.อุตสาหกรรม หนุน ‘เอกนัฏ’ เอาผิดทุนเทา - เร่งขจัดกากพิษ พร้อมเชื่อมั่นทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยเดินมาถูกทาง

(4 มี.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีมหากาพย์วินโพรเสส ที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่ไปดูการขนย้ายสารพิษอะลูมิเนียมดรอสว่า 

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก และการที่นายเอกนัฏ ได้ลงพื้นที่ไปติดตามปัญหาดังกล่าวด้วยตนเองก็เป็นสิ่งที่ดีที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เอาจริงเอาจังและใส่ใจในความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ หลังจากหน่วยงานในท้องถิ่นไม่ได้สามารถดำเนินการจัดการปัญหาดังกล่าว เพราะติดขัดทั้งในเรื่องงบประมาณ บุคลากร และขั้นตอนต่าง ๆ

ทั้งนี้สิ่งที่ตนอยากขอให้นายเอกนัฏ ดำเนินการต่อ คือ ในเรื่องของมาตรการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดทั้งในส่วนของกากพิษและกลุ่มทุนเทาที่ลักลอบทำธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนของการปราบปราม นายเอกนัฏได้มีการตั้งทีมสุดซอยขึ้นมาดำเนินการตรวจเข้มโรงงานที่ทำผิดกฎหมายแล้ว จะเห็นได้จากข่าวที่มีการจับกุมโรงงานอุตสาหกรรมที่กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง ส่วนในด้านมาตรการการป้องกัน ทราบว่าขณะนี้นายเอกนัฏ กำลังร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม ทั้งนี้ตนขอให้เร่งผ่านกฎหมายได้อย่างราบรื่นโดยเร็ว

“มั่นใจว่าทิศทางการทำงานของนายเอกนัฏ เดินมาถูกทางแล้ว จึงขอเป็นกำลังใจให้ และขอให้มุ่งมั่นเดินหน้าปราบปรามผู้กระทำผิดต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มทุนเทาที่ลักลอบทำธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องกากพิษอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันจัดเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพี่น้องคนไทยอย่างมาก และขอย้ำว่าที่ผ่านมานายเอกนัฏ มีผลงานที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ทำงานไว และการที่ลงมาจัดการปัญหา ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก็เป็นข้อดีที่ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ถูกแก้ไขได้เป็นอย่างดี” นายอัครเดช กล่าว

‘เทพไท’ เปิดข้อดีล็อกเป้าอภิปราย ‘นายกฯเจนวาย’ คนเดียว แนะฝ่ายค้านใช้เวทีสภาวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีได้เต็มที่

(4 มี.ค. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘เทพไท - คุยการเมือง’ ในหัวข้อ อภิปราย 'อุ๊งอิ๊ง' คนเดียว ดีอย่างไร?

หลังจากพรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพียงคนเดียว ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา ว่าเป็นการสับขาหลอกบ้าง ข้อสอบรั่วบ้าง ไม่มีข้อมูลเพียงพอบ้าง แต่เมื่อพรรคฝ่ายค้านตัดสินใจอภิปรายนางสาวแพทองธาร เพียงคนเดียว น่าจะมีผลทางการเมืองอยู่ 6 ประการ คือ

1. เป็นการทำลายกล่องดวงใจของนายทักษิณ เพราะนางสาวแพทองธารยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า การถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจคืออะไร คนที่กังวลใจ เดือดเนื้อร้อนใจ หรือมีความหนักใจน่าจะเป็นนายทักษิณมากกว่า

2. เป็นการล็อกเป้า ให้นางสาวแพทองธารอยู่บนบัลลังก์เพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจตลอดเวลา ถ้ามีการอภิปรายรัฐมนตรีหลายคน อาจจะใช้โอกาสตอนที่อภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ชิ่งหนีออกจากสภากลับบ้านได้

3. เป็นการประจานวุฒิภาวะ และการตอบคำถามของนางสาวแพทองธาร ว่ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาแค่ตอบกระทู้ถามสด ก็ยังบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยง เมื่อเจอกับอภิปรายไม่ไว้วางใจไฟท์บังคับก็หนีไม่ออก

4. เป็นการวัดใจความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลว่า มีการแตกแถวบ้างหรือไม่  เพราะไม่มีคนของพรรคร่วมรัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้การแลกคะแนนโหวตจึงไม่มี อาจทำให้มีสส.พรรคร่วมรัฐบาลโหวตแตกแถวก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้อาวุโสในพรรคประชาธิปัตย์

5. เป็นการเปิดหน้าทีมองครักษ์ว่าใครคือสาวก หรือองครักษ์ตัวจริง ทำหน้าที่ได้ถูกใจนายใหญ่และนายน้อยมากที่สุด จะได้บันทึกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ มีการประท้วงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

6. ได้ใช้โอกาสนี้ตีแผ่ เปิดโปงข้อมูล เกี่ยวกับการบริหารประเทศของนางสาวแพทองธาร ให้ประชาชนรับทราบถึงความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเรื่องความไม่ชอบมาพากล ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ให้มากที่สุด

การอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธารในครั้งนี้ แม้ว่าจะได้ออกตัวว่าเป็นคนGen Y แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ที่เป็นคนเจนไหน แต่อยู่ที่ความรู้ความสามารถของคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้ใช้เวทีอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีได้เต็มที่ ไม่ต้องรอให้เป็นผู้นำให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์กันตามความคิดของนางสาวแพทองธาร

‘สนธิ’ ลั่นเดินหน้าสุดซอยสั่งสอนเด็กเมื่อวานซืน ‘Nailname’ ปมใช้ข้อมูลเท็จใส่ร้าย แถมฟ้องหมิ่นแก้เกี้ยว แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง

‘สนธิ’ ลั่นเดินหน้าสุดซอยฟ้อง Nailname ปมใช้ข้อมูลเท็จปั้นน้ำเป็นตัวประเด็น "สนธิ VS ทักษิณ ตำนานเพื่อนรักไม่ให้ยืมเงิน จุดเริ่มต้นสงครามเหลือง-แดง"

(4 มี.ค. 68) จากกรณีนางสาวรติศา วิเชียรพิทยา ยูทูบเบอร์สาวที่ใช้ชื่อว่า Nailname ที่เคยออกออกมาไลฟ์สดโดยมีหัวข้อว่า “สนธิ vs ทักษิณ ตํานานเพื่อนรักไม่ให้ยืมเงินจุดเริ่มต้นสงครามเหลือง-แดง” กระทั่งถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ฟ้องหมิ่นประมาท และทางยูทูบเบอร์สาว ก็ได้ฟ้องหมิ่นประมาทนายสนธิด้วยเช่นเดียวกัน

ล่าสุด นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า หลังจากที่คุณเนลเนม ได้ออกมาไลฟ์สด ด้วยการเอาข่าวที่ไหนมาก็ไม่รู้ มาบอกว่าสาเหตุที่ตนทะเลาะกับทักษิณ ชินวัตรเพราะว่าไปยืมเงินไม่ได้ จากนั้นก็ออกมาฟาดฟันทักษิณ พูดง่าย ๆ ก็คือ พูดง่าย ๆ ที่ตนออกมาประท้วงทักษิณนั้น เป็น เพราะว่าไปยืมเงินทักษิณแล้วทักษิณไม่ให้ ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังนั้น ตนจึงฟ้องหมิ่นประมาท และจากการไต่สวนสวนมูลฟ้องแล้ว ในที่สุดศาลอาญาบอกมีมูล 

“ตอนที่เธอถูกฟ้องอยู่นั้น ทนายผมบอกว่า เธอติดต่อมาว่า จะขอไกล่เกลี่ย ขอขมาลาโทษแล้วเธอก็ไม่ติดต่อไปอีกเลย ที่เธอไม่ติดต่อมาอีก คือเธอก็สวมวิญญาณของคุณเดชา (ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์) โดยไปฟ้องผมที่ศาลนนทบุรีว่า ระหว่างที่ผมพูดถึงเรื่องเธอนั้น ได้หมิ่นประมาทเธอหลายเรื่อง ผมก็สู้ด้วยการเข้าไปชี้แจง จนกระทั่งในที่สุดแล้วศาลนนทบุรี ก็มีคําสั่งออกมา ว่ายกฟ้อง เพราะศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สิ่งที่คุณเนลเนมยกมานั้น ไม่มีมูล”

ทั้งนี้ สุดท้ายแล้วปรากฏว่า ข้ออ้างข้อกล่าวหา ที่เนลเนม บอกว่าตนไปหมิ่นประมาทเธอ อย่างเช่นคําว่า “เด็กเมื่อวานซืน” เธอฟ้องด้วยนะว่าหาว่าหมิ่นเธอ ซึ่งศาลก็บอกว่า ในข้อเท็จจริงแล้วโจทย์ก็อายุน้อยกว่าจำเลยมาก การที่พูดว่าเด็กเมื่อวานซืนจึงไม่ใช่เรื่องผิด หรือแม้กระทั่งที่บอกว่าเธอเคยทํางานในร้านนวด เธอก็เห็นว่า เป็นการดูหมิ่น และด้อยค่า ทางศาลก็ได้ระบุว่า อาชีพหมอนวดเป็นอาชีพสุจริต ทั้งมีวิญญูชนทั่วไป ก็ไม่น่าจะคิดว่าผู้ประกอบเช่นนี้จะไม่สามารถทํางานสื่อได้ ข้อความส่วนนี้จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาท

ส่วนคำว่า เด็กเมื่อวานซืน ซึ่งเป็นการพูดเชิงเปรียบเทียบมา เนื่องจากโจทย์มีอายุน้อยกว่า อีกทั้งยังมีประสบการณ์น้อยกว่าจำเลยมาก ซึ่งเป็นความจริงจึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทย์ และสุดท้ายแล้วศาลก็ยกฟ้อง 

ดังนั้น กระบวนการที่จะฟ้องตนให้คดีมีมูลแล้วนำเอาคดีมาแลกกันนั้น ก็ถือว่าล่มสลายไปแล้ว หลังจากนี้ ในส่วนคดีที่ตนเป็นโจทย์ฟ้องเนลเนมนั้นก็จะยังคงดำเนินต่อ โดยศาลท่านให้ดำเนินการเรื่องสืบพยานโจทย์ ซึ่งทางทนายได้แจ้งมาว่า คุณเนลเนมได้เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว แต่หลังจากนี้ตนจะไม่ให้เลื่อนอีกแล้ว 

นายสนธิ ย้ำว่า สำหรับคดีที่ตนถูกฟ้องนั้น ก็จะสู้คดีโดยไม่ถอย แต่หากเป็นกรณีที่ตนฟ้องคนอื่น ถ้าอะไรที่ยอมได้ก็จะยอมให้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ก็จะไม่ยอม จะไม่ไกล่เกลี่ยเด็ดขาด ต้องดำเนินการไปให้สุดซอย

‘หมาแก่’ วิจารณ์ยับ ‘รัฐบาลลุงตู่’ บริหารไม่เป็น ซัด ประเทศเสียเวลาเกือบ 10 ปี โดยที่ไม่ได้อะไรเลย

เมื่อวันที่ (3 มี.ค. 68) นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ หรือ 'หมาแก่' พิธีกรชื่อดัง รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ กล่าวถึงการบริหารงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า จะให้ตนเองยอมรับการบริหารงานของรัฐบาลลุงตู่ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยเสียเวลาไปตั้งเกือบๆ 10 ปี โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย เป็นเพียงแค่การปะผุชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้อะไรจริง ๆ 

อย่างแรก 9 ปีกว่าของลุงตู่ ในช่วงครึ่งแรก 4 ปีกว่า เป็นช่วงที่ลุงตู่มีอำนาจเต็ม มีมาตรา 44 ในมือ จะทําอะไรก็ได้ ทําอะไรก็ไม่ผิด จัดการได้ทุกปัญหา แม้สั่งในเรื่องที่ผิด ๆ ก็มีมาตรา 44 คุ้มครอง ถึงจะรู้ว่าผิด รู้ว่าประเทศเสียหาย ก็ทำได้หมด โดยไม่มีความผิดเพราะมีมาตรา 44 เป็นเกราะคุ้มครอง

นายดนัย ยังกล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ถ้ามีอำนาจพาวเวอร์ ฟูลขนาดนั้น ถ้ามีความจริงใจ และบริหารเป็น สิ่งที่ควรทำ คือ จะต้องแตะไปที่ปัญหาในเชิงโครงสร้าง เชิงระบบของประเทศ ซึ่งควรจะทำอะไรได้ตั้งมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ปฏิรูปตํารวจ เมื่อครั้งตอนที่ทํารัฐประหารเมื่อปี 57 โดยอ้างว่า การเมืองเสื่อมโทรม จะต้องมีการปฏิรูปการเมือง แต่ถ้าจะปฏิรูปการเมืองก็ต้องใช้คนที่ไม่ใช่คนการเมือง ถ้าใช้คนการเมืองมาปฏิรูปการเมือง สุดท้ายมันก็ไปไหนไม่ได้ ดังนั้นคณะรัฐประหาร คสช. ต้องเข้ามาปฏิรูปการเมืองเอง

ทั้งนี้ แค่ช่วง 4 ปีแรกในอํานาจของของ คสช. ของลุงตู่ ซึ่งมีอำนาจเต็ม และมีมาตรา 44 ในมือ ลองย้อนไปดูว่า ในช่วงนั้นทําอะไรบ้างกับการปฏิรูปการเมือง หลังจากนั้นพอเข้ามาปีที่ 5 ปีที่ 6 เมื่ออํานาจมันหอมหวาน อยากจะอยู่ต่อ อยากจะมีอํานาจอีก ภายใต้วลีเท่ ๆ “อยู่เพื่อสานงานต่อ” และได้อยู่ต่ออีก 4 ปี ถามว่า ปฏิรูปการเมืองถึงไหน? 

“4 - 5 ปี ผ่านไป อยากจะอยู่ต่อ สุดท้ายก็ไปผสมพันธุ์กับนักการเมืองที่ตัวเองประณาม ก็ใช้นักการเมืองอาชีพ นักเลือกตั้งอาชีพ มาช่วยเป็นนั่งร้านทางการเมือง สร้างพรรคการเมืองให้กับลุงตู่ แล้วแบบนี้มันจะไปรูปอย่างไรละ”

นายดนัย ยังย้ำด้วยว่า หากมองในแง่ตัวบุคคล ในความเป็นตัวตนของลุงตู่ ก็นับว่าเป็นผู้สูงวัยที่น่ารัก แต่ในเชิงหลักการมองภาพรวมและมองไปที่ประเทศ เป็นเรื่องที่ตนยอมรับไม่ได้ และยืนยันว่า ในช่วง 9  - 10 ปี ที่อยู่ภายใต้อํานาจของลุงตู่ ประเทศไม่ได้อะไรเลย โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีแรกที่มีอำนาจในมือ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างของประเทศเลย สิ่งที่เห็นคือ การสร้างกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มใหม่ ๆ เท่านั้น  และ 4 ปีต่อมา อยากอยู่ต่อก็ไปใช้บริการนักเลือกตั้งอาชีพที่ตนเองเคยประณาม พร้อมทั้งอ้างความชอบธรรมในการทํารัฐประหาร สุดท้ายก็ไปผสมพันธุ์กับคนพวกนั้น สิ่งที่ควรทำอย่างการปฏิรูปตำรวจ ก็ไม่ทำ มิหนำซ้ำยังมีส่วนทำให้ตํารวจแย่กว่าเดิมอีก เช่นนี้แล้วจะให้ยอมรับได้อย่างไร 

และเมื่อพิจารณาถึงมิติของการแก้ปัญหาและการจัดการทางด้านเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลา 9 - 10 ปีที่ผ่านมา บริบริบทของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียนด้วยกันและในระดับเอเชีย รวมทั้งในระดับสังคมโลกที่เป็นภาพใหญ่ ๆ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทย ไม่ได้ปรับตัวตามบริบทของโลก ที่ถ้ามันเปลี่ยน และไม่ได้ตระหนักว่าเราจะต้องปรับตาม แม้จะรู้สึกว่า จะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ แต่ก็ทําไม่เป็น โดยเฉพาะในเชิงของการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีหรือไม่ และอย่ามาอ้างว่าได้ทำยุทธศาสตร์ 20 ปี แผนแม่บทแห่งชาติ 20 ปี ไปแล้ว เพราะสิ่งที่นำมากล่าวอ้างนั้น ล้วนแต่ทําโดยข้าราชการแก่ ๆ ทั้งนั้น โดยมีนักธุรกิจระดับแถวด้านหน้าของประเทศที่เขาก็คล้อยตามอยู่แล้ว ไปร่วมเขียนแผนประเทศ 20 ปี แล้วจะได้อะไรขึ้นมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top