Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

‘พิชัย’ ถกอาเซียน-จีน-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีเเลนด์ จับมือลดความเสี่ยงการค้า ชู WTO เป็นกลไกลฟื้นเศษรฐกิจ

(25 พ.ค. 68) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ว่า ทุกฝ่ายยืนยันสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กลไกขององค์การการค้าโลก (WTO) พร้อมร่วมกันหลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้ทางการค้าและยึดมั่นในความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ

ที่ประชุมยังเห็นพ้องร่วมกันเร่งส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล มุ่งพัฒนาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการยกระดับความตกลงอาเซียน–จีนภายในปี 2567 เพื่อขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำหรับความร่วมมือกับญี่ปุ่น ไทยได้เสนอให้ขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อผลักดันให้อาเซียนเป็นฐานการผลิตระดับโลก ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่ประชุมเห็นพ้องให้เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับปรับปรุง โดยเน้นเศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนในปี 2567 ด้วยมูลค่าการค้ากว่า 770,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อยู่ในอันดับ 3, 6 และ 10 ตามลำดับ สะท้อนบทบาทสำคัญของอาเซียนในเศรษฐกิจภูมิภาคและโลกอย่างต่อเนื่อง

คลิปไวรัลจากชิบูย่า ยกหนุ่มไทย ‘หล่อสุด’ ในใจสาวญี่ปุ่น ถึงไม่รู้ว่าไทยอยู่ไหนในแผนที่ แต่ตั้งเป้าขอไปเห็นด้วยตาตัวเอง

(25 พ.ค. 68) กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล เมื่อคลิปสัมภาษณ์สาวญี่ปุ่นจากช่อง girlsinterviewjapan หลังพิธีกรลงพื้นที่ห้าแยกชิบูย่า กรุงโตเกียว เพื่อสอบถามกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายหญิง 3 คนในหัวข้อ “ประเทศไหนมีคนหล่อเยอะที่สุดในความคิดคุณ”

โดยเริ่มต้นด้วยการให้เลือกเปรียบเทียบทีละคู่ ตั้งแต่ “เกาหลีใต้ VS จีน” ซึ่งทั้ง 3 คนเลือกเกาหลีใต้แบบไม่ลังเล จากนั้นแม้จะเทียบกับ “อิหร่าน” พวกเธอก็ยังเลือกเกาหลีใต้ แต่เมื่อถึงคำถาม “เกาหลีใต้ VS ไทย” คำตอบกลับเปลี่ยนทันทีเป็น “ประเทศไทย” และไม่ว่าไทยจะถูกจับเทียบกับประเทศใดต่อ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรืออินเดีย คำตอบก็ยังคงมั่นคงที่ “ไทย”

เมื่อถามถึงเหตุผลที่เลือกประเทศไทย สาว ๆ ทั้งสามให้เหตุผลว่า “คนหล่อ ๆ ที่พวกเราเคยเห็นมักมาจากประเทศไทย” พร้อมเสริมว่ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไทยอยู่ตรงไหนในแผนที่ แต่ก็อยากไปให้ได้สักครั้ง พร้อมชวนกันแบบน่ารักว่า “เฮ้ยแก ไปประเทศไทยกันนะ” ปิดท้ายคลิปอย่างสดใสและกลายเป็นไวรัลทันที

ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพข้าราชการตำรวจกองบินตำรวจ ที่เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ยืนยันดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่

(25 พ.ค.68) เวลา 17.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ร.ต.อ.ทรงพล บุญชัย” นักบิน (สบ 1) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ และ “ร.ต.ท.ทินกฤต สุวรรณน้อย” รอง สว.(อก.) กลุ่มงานช่างอากาศยาน กองบินตำรวจ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่น BELL 212 ตกบริเวณพื้นที่บ้านหนองกก ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร , พล.ต.ต.อำนาจ เดชบุณเหลือง ผู้บังคับการกองบินตำรวจ , ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว ร่วมพิธีฯ ณ วัดนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร สำหรับ พ.ต.ต.ประเทือง ชูเลิศ นักบิน (สบ 2) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ บำเพ็ญกุศลที่ศาลาวัชโรทัย วัดทองผาภูมิ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้มอบเงินกองทุนสวัสดิการสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมได้สั่งการกำชับให้ดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์กับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับมีดังนี้

- พ.ต.ต.ประเทือง ชูเลิศ นักบิน (สบ 2) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ ได้รับเงินช่วยเหลือตามสิทธิประโยชน์ จำนวน 1,434,560 บาท ได้รับความชอบพิเศษ เลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 4 ขั้น และเลื่อนยศสูงขึ้นเป็น พล.ต.ต. 

- ร.ต.อ.ทรงพล บุญชัย นักบิน (สบ 1) กลุ่มงานการบิน กองบินตำรวจ ได้รับเงินช่วยเหลือตามสิทธิประโยชน์ จำนวน 1,424,870 บาท ได้รับความชอบพิเศษ เลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 4 ขั้น และเลื่อนยศสูงขึ้นเป็น พ.ต.อ.

- ร.ต.ท.ทินกฤต สุวรรณน้อย รอง สว.(อก.) กลุ่มงานช่างอากาศยาน กองบินตำรวจ ได้รับเงินช่วยเหลือตามสิทธิประโยชน์ จำนวน 1,970,400 บาท ได้รับความชอบพิเศษ เลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 4 ขั้น และเลื่อนยศสูงขึ้นเป็น พ.ต.ท.

สองนักเรียนเตรียมทหาร ต้นทุนน้อยนั่งจยย. พ่วงข้าง ไม่มีเงิน ไม่ได้กวดวิชา แต่สู้ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้

(25 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก วิเชียร นุรักษ์ทวีพร โพสต์ข้อความแชร์เรื่องราว…ขอชื่นชม นักเรียนเตรียมทหารทั้ง 2 นายนี้นะครับ ซึ่งทั้ง2 นายนี้มีต้นทุนต่ำมากๆ ถึงมากที่สุด ขอเล่าคร่าวๆนะครับ

อาจเป็นกำลังใจให้น้องๆที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้ครับ…

นตท.คนที่ 1.... เหล่า ทบ. (เคียงธงแดง)​ ซึ่งมีต้นทุนต่ำด้านการเงิน แต่มีใจอยากเป็นนักเรียนเตรียมทหาร พยายามค้นหาความรู้ต่างๆเท่าที่จะหาได้ ไม่ได้กวดวิชา เพราะไม่มีเงิน พอถึงวันไปสอบ ก็มีคุณพ่อ พาไปสอบ แต่ภาพที่เห็นคือคือคุณพ่อขับรถมอเตอร์ไซด์​พ่วงข้างพาน้องไปสอบ มืดไหน นอนนั่น ผลสอบปีแรกไม่สัมฤทธิผล​ แต่ยังไม่ถอดใจ ขอสู้ใหม่ปีหน้า จนมีผู้ใหญ่ใจดี เข้ามาช่วยเหลือ จนสอบติดเหล่า ทบ.

นตท. คนที่ 2 เหล่าตำรวจ มีต้นทุนต่ำด้าน ความรู้ ตั้งแต่เรียน ม.ต้น เกรดไม่ถึง 2 ( ม.3 เทอม1 เกรด 1.11).. แต่มีความรักอยากเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จึงมาปรึกษาพ่อแม่ขอไปเรียนกวดวิชา พ่อแม่ก็โอเคร ตกลงปลงใจ ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาต่างจังหวัด ผลสอบออกมา สอบติดได้เหล่า ตร.
ปัจจุบันน้องทั้งเป็นพี่เหล่าเรียบร้อยแล้วครับ 

ปล.ถ้าได้อ่านข้อความนี้แล้วรู้สึกว่ามีกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจ ก็ลงมือทำ ที่นี่ เดี่ยวนี้ เลยครับ....ว่าที่ นตท.69 สู้สู้ 

วิพากษ์คำถาม BBC Thai ชี้นำ ‘ศ.โรบินสัน’ เตือนสติ!!..อย่าเปรียบเทียบไทย-เวียดนามโดยไร้บริบท

(25 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…ข้อทบทวนต่อบทสัมภาษณ์ ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน และคำถามนำจาก BBC ไทย

ข้าพเจ้าได้ติดตามบทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์เจมส์ เอ. โรบินสัน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ซึ่งเผยแพร่ผ่าน BBC Thai อย่างละเอียด ด้วยความเคารพในองค์ความรู้และเจตนารมณ์ของท่านในการวิพากษ์โครงสร้างของสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขออนุญาตแสดงความเห็นต่างในสองประเด็นหลัก ทั้งในส่วนของคำตอบจากศาสตราจารย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อทิศทางของคำถามที่มาจากผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีลักษณะ “ชี้นำ” ไปสู่การเปรียบเทียบที่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม

1. คำถามนำที่สร้างกรอบเปรียบเทียบอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลเป็นพิเศษ คือการที่ผู้สัมภาษณ์ของ BBC Thai พยายามตั้งคำถามในลักษณะ “ยกเวียดนามขึ้นเปรียบเทียบกับไทย” โดยเฉพาะในช่วงที่ระบุว่า “เวียดนามกำลังจะโตแซงไทย” และเปิดให้ศาสตราจารย์โรบินสันให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว

แม้การเปรียบเทียบประเทศจะเป็นเรื่องปกติในงานวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ แต่การโยงเวียดนามมาเป็น “คู่แข่งโดยตรง” ของไทยในลักษณะคำถามแบบนำ (leading question) โดยไม่ปูพื้นบริบทของแต่ละประเทศให้ชัดเจน เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ามองว่าไม่ยุติธรรม และอาจชักนำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่ผู้อ่านทั่วไป

2. การเติบโตของประเทศไม่สามารถวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน

ข้าพเจ้าขอชี้ให้เห็นว่า ประเทศแต่ละประเทศมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม เกาหลีใต้ หรือประเทศไทย ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์การเมือง สงคราม ภัยคุกคามจากภายนอก รวมถึงทิศทางการพัฒนาเชิงสถาบัน

เวียดนามโตเร็วจริง หากดูจาก GDP ปี 2025 แต่เป็นการเติบโตที่ยังอิงกับการพึ่งพาภาคการผลิตส่งออกและการลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ในขณะที่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และระบบสวัสดิการยังคงเป็นโจทย์ระยะยาวที่ไม่อาจละเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนามคือผลจากเจตจำนงของผู้นำในห้วงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ผลจาก "ความเหนือชั้นของระบบพรรคเดียว" อย่างที่บางคนอาจเข้าใจ และแน่นอนว่าไม่ใช่ "โมเดลที่ไทยควรเดินตาม" อย่างไม่มีเงื่อนไข

3. ประชาธิปไตยอาจช้า แต่ไม่หลงทาง

ประเทศไทยมีความท้าทายของตัวเอง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทางสังคม ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธว่าเรายังมีหนทางอีกไกลในการทำให้สถาบันต่าง ๆ มีความครอบคลุมและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่ควรมองเห็นเช่นกันคือ พลวัตของการตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงจากภายใน และความพยายามของประชาชนในการผลักดันให้เกิดสังคมที่ดีขึ้น — แม้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การวัดประเทศจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงปีใดปีหนึ่ง หรือใช้ประเทศเพื่อนบ้านมาเป็น “เงาเปรียบเทียบ” โดยไม่มีบริบทที่รอบด้าน จึงเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในเวทีสื่อสารสาธารณะเช่น BBC ซึ่งมีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชนในวงกว้าง

บทส่งท้าย — โตแบบไทยในแบบของเรา

ศาสตราจารย์โรบินสันได้กล่าวไว้ว่า “หากคุณจินตนาการสิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเดินหน้าไปไกลได้เลย” ข้าพเจ้าเห็นพ้องในหลักการนั้น และขอเสริมว่า

“หากคุณไม่เข้าใจว่าตนเองยืนอยู่ตรงไหน คุณก็จะไม่รู้เลยว่าควรเดินไปทางใด”

ประเทศไทยอาจไม่ได้โตเร็วเหมือนใคร แต่เรามีสิทธิ์โตในแบบของเรา — โดยไม่ต้องยืมไม้บรรทัดของใครมาวัด

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปเยือนต่างประเทศ ณ ประเทศสกอตแลนด์

เมื่อวันศุกร์ที่ (23 พ.ค. 68) เวลา 10.00 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ และกรรมาธิการการทหารฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภาสกอตแลนด์ (Scottish Parliament)

โดยมี Mr. Amy Hall AssistantInternational Relations Officer   International Relations Office 
The Scottish Parliament ได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับรัฐสภาสกอตแลนด์ที่มีอำนาจนิติบัญญัติตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสกอตแลนด์ ค.ศ. 1998 (2541)โดยตราขึ้นเพื่อกำหนดขอบเขตของบทบาทและหน้าที่ด้านนิติบัญญัติของรัฐสภาสกอตแลนด์ที่สามารถตรากฎหมายบังคับใช้เองได้ เช่น เกษตรกรรมการประมง การปศุสัตว์การป่าไม้ สิ่งแวดล้อม การจดทะเบียนและการใช้ที่ดิน ความปลอดภัยอาหารและมาตรฐานอาหาร การสนับสนุนและคุ้มครองผู้บริโภคน้ำและการสุขาภิบาลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญยังคงกำหนดเรื่องอำนาจนิติบัญญัติที่สงวนไว้ให้เฉพาะกับรัฐสภาสหราชอาณาจักร อาทิด้านกลาโหม ด้านการสื่อสารสนเทศ ด้านการต่างประเทศ ด้านการให้สัญชาติ เป็นต้น 

หลังจากนั้น Mr. Amy Hall ได้นำคณะกรรมาธิการเยี่ยมชมห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ห้องประชุมรัฐสภาสกอตแลนด์และพื้นที่นิทรรศการของรัฐสภา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูลที่ได้รับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปพิจารณาปรับประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568

ถ้าอยากได้บุญมากๆ
เอาเงินให้พ่อให้แม่
เอาให้โรงพยาบาล
เอาให้โรงเรียน
นั้นตัวบุญที่ยิ่งใหญ่
บุญที่ตัวเรามองข้าม
เส้นผมบังภูเขา

หลวงปู่ชนะ อุตฺตมลาโภ

'มอญ' จากอารยธรรมสุวรรณภูมิ สู่ชนกลุ่มน้อยในพม่า | THE STATES TIMES Story EP.168

'ชนชาติมอญ' จากมหาอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดในสุวรรณภูมิ...
สู่ชนกลุ่มน้อยที่ไร้โอกาสฟื้นฟูแผ่นดินอีกครั้ง

เรื่องราวของชนชาติมอญ ผู้วางรากฐานอารยธรรม พุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมให้กับภูมิภาคนี้ ก่อนจะล่มสลายไปกับกระแสสงครามและการเปลี่ยนแปลงแห่งประวัติศาสตร์

‘ผู้พิพากษาสหรัฐฯ’ ขวาง!! รัฐบาลทรัมป์ กรณีเพิกถอนสถานะทางกฎหมาย ‘นศ.ต่างชาติ’

(24 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

เจฟฟรีย์ ไวท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งห้ามรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิกถอนสถานะทางกฎหมายของนักศึกษาชาวต่างชาติที่ศึกษาและทำงานอยู่ในสหรัฐฯ โดยปราศจากการพิจารณารายบุคคล รวมถึงห้ามจับกุมหรือกักขังนักศึกษาที่เกิดในต่างประเทศโดยอ้างอิงสถานะผู้อพยพเพียงอย่างเดียว

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยุติการบันทึกข้อมูลชาวต่างชาติหลายพันคนในฐานข้อมูล "ระบบข้อมูลนักศึกษาและผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยน" (SEVIS) ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเมื่อเดือนเมษายนด้วยข้ออ้างปราบปรามนักศึกษาชาวต่างชาติที่มีประวัติอาชญากรรม ทำให้นักศึกษาชาวต่างชาติสูญเสียสถานะทางกฎหมายในสหรัฐฯ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศ

คำสั่งห้ามของวันพฤหัสบดี (22 พ.ค.) ยังห้ามรัฐบาลสหรัฐฯ โอนย้ายโจทก์ในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาไปยังเขตอำนาจศาลนอกถิ่นพำนักอาศัย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการบรรเทาความวิตกกังวลครั้งแรกแก่นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ โดยไวท์ระบุว่ารัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ "สร้างหายนะ" แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของโจทก์ รวมถึงนักศึกษาชาวต่างชาติคนอื่นๆ

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ได้เพิกถอนการรับรองมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภายใต้โครงการนักศึกษาและผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเมื่อวันพฤหัสบดี (22 พ.ค.) ซึ่งส่งผลให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่สามารถรับสมัครนักศึกษาชาวต่างชาติใหม่เข้าเรียนได้

ด้านมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยื่นฟ้องร้องในวันศุกร์ (23 พ.ค.) ซึ่งผู้พิพากษาในรัฐแมสซาชูเซตส์ได้อนุมัติคำสั่งยับยั้งการเพิกถอนดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เพื่ออนุญาตนักศึกษาชาวต่างชาติสามารถลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดต่อไปได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top