Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

'กรกิจ ดิษฐาน' ดึงสติคนไทย!! โจมตีรัฐบาลได้ แต่อย่าด้อยค่าวัคซีน

'กรกิจ ดิษฐาน' นักเขียน / นักค้นคว้าอิสระ ได้นำเสนอบทความ เกี่ยวกับวัคซีนในไทยจากมุมมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ลงในเว็บไซต์ PostToday ว่า...

มาเลย์ไม่มั่นใจ Pfizer-ไทยด้อยค่า Sinovac อีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับการใช้วัคซีนของสองประเทศ ขณะที่ไทยเรียกหา Pfizer และบ่ายเบี่ยง Sinovac แต่ที่มาเลเซียมีบางคนเห็นตรงกันข้าม

คงจำกันได้ที่ผู้เขียนเขียนเรื่อง 'เมื่อคนสิงคโปร์แก้ต่างให้ไทย แต่คนไทยขอขับเคลื่อนด้วยการด่า' โดยยกข้อมูลเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac (คือ CoronaVac) จำนวน 2 โดส ติดเชื้อจำนวน 618 จาก 677,348 คน

ซึ่งคนสิงคโปร์ชี้ว่า สัดส่วนนี้น้อยมากแค่ 0.1% เท่านั้น แต่ในไทยเรากลับไม่ได้ดูที่สัดส่วนแบบนี้ โดยดูที่ตัวเลขลุ่น ๆ คือ 618 เมื่อเห็นหกร้อยกว่าคนก็คิดว่ามันมากแล้ว การอ่านข้อมูลแบบนี้ทำให้กระแสโจมตีวัคซีนของ Sinovac ยิ่งหนักขึ้น

ผู้เขียนไม่ได้เชียร์หรือด้อยค่าวัคซีนตัวไหนเป็นพิเศษ ในเวลานี้ขอให้รัฐบาลจัดสรรและฉีดให้ครอบคลุมก็พอ เพราะปัญหาที่ใหญ่กว่าการซื้อวัคซีนของจีนหรือของตะวันตกก็คือ ที่ไทยผลิตเองมีจำนวนไม่พอและรัฐบาลบริหารวัคซีนได้แย่ อย่างที่หลายคนบอกว่า 'แทงม้าตัวเดียว' คือหวังพึ่งแต่วัคซีนตัวสองตัว แถมยังยักไว้ในปริมาณที่น้อยเกินไปด้วย

เมื่อรัฐบาลทำให้เกิดสถานการณ์แบบนั้น ผู้คนจึงตำหนิและขับไล่ แต่ไม่ใช่เหตุที่จะไม่ฉีดวัคซีนที่มีในตอนนี้คือของ Sinovac

การที่บางคนในไทยพ่วงการโจมตีรัฐบาลโดยด้อยค่าวัคซีนที่รัฐบาลเลือก เท่ากับปลุกกระแสต่อต้านและกลัววัคซีนไปพร้อม ๆ กัน การทำแบบนี้ ทำให้คนยิ่งติดเชื้อมาก สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ บอกให้รีบฉีดไปก่อน เมื่อวัคซีนที่ถูกใจมาถึงค่อยใช้บูสเตอร์ในภายหลังได้

ปัญหาในไทยตอนนี้ก็คือ โจมตีรัฐบาลทำให้เกิดกระแส Anti-vaccine ด้วย ซึ่งเป็นเกมอันตรายและใช้คนเป็นเบี้ยหมากในทางการเมือง

วิธีที่ดีที่สุด คือ การโจมตีรัฐบาลที่มีนโยบายวัคซีนที่ล้มเหลว แต่จะต้องไม่ด้อยค่าวัคซีนที่พอหาได้ในตอนนี้ การด้อยค่าวัคซีนที่มีตอนนี้ทำให้คนกลัววัคซีนมากกว่ากลัวติดโควิด ผลก็คือคนติดโควิดมากและตายมาก

ถ้าจะวิพากษ์วัคซีนที่รัฐบาลพอจะสั่งมาได้ก็ควรเทียบแบบคนสิงโปร์ คือใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่อารมณ์

มาเลเซียก็มีการถกเถียงกันเรื่องสถิติของบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เหมือนกันและเซอร์ไพรส์ที่คนมาเลเซียจำนวนหนึ่งคิดเหมือนคนสิงคโปร์ในเรื่องนี้ แต่ยังขยายต่อโดยเทียบระหว่างบุคลากรแพทย์ของไทยกับมาเลเซียด้วยที่รับวัคซีนคนละตัว และผลลัพธ์ก็ต่างกัน

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมหรือไล่ ๆ กับที่ไทย มีการเปิดเผยตัวเลขบุคคลากรแพย์ที่ติดเชื้อหลังจากฉีด Sinovac ซึ่งมีการถกเถียงกันในประเด็นนี้ในกลุ่มติดตามโควิดของมาเลเซีย โดยยกตัวอย่างว่า...

"ประเทศไทย - เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 677,348 คนได้รับวัคซีน Sinovac ครบถ้วนแล้ว ติดเชื้อโควิด 618 ราย = 0.091% VS มาเลเซีย - บุคลากรทางการแพทย์ 245,932 คนได้รับวัคซีน Pfizer ครบถ้วนแล้วผู้ติดเชื้อ 3,106 ราย = 1.26%"

สรุปสั้น ๆ ก็คือบุคลากรแพทย์ไทยฉีด Sinovac แต่ติดเชื้อ 0.091% ส่วนบุคลากรแพทย์มาเลเซียฉีด Pfizer ติดเชื้อ 1.26% หรือ อัตราการติดเชื้อระหว่างบุคลากรแพทย์ในมาเลเซียกับไทยต่างกันถึง 14 เท่า (1.26/0.091) โดยมาเลเซียสูงกว่า 14 เท่านั่นเอง เทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แบบนี้คงชัดเจนมากขึ้น

ในกลุ่มนี้มีการถกเถียงประเด็นนี้ โดยมีความหนึ่งที่น่าสนใจ แม้จะไม่ใช่ความเห็นของคนเด่นคนดัง แต่ก็ตรงกับวิธีคิดของผู้เขียน ความเห็นนี้ (ชื่อ Francis Phang) บอกว่า... "สิ่งสำคัญคือต้องฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้ออะไร พวกมันทั้งหมดทำงานได้ดี แต่ทำงานได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตัวเองดีเพียงใดเพื่อหลีกเลี่ยงสายพันธุ์ต่าง ๆ ของโควิด-19"

ที่พูดแบบนี้กัน ก็เพราะมาเลเซียนั้นได้ Pfizer มาถึง 44.8 ล้านโดส แต่ปรากฏว่ามีกระแสกังขามันและต้องการจะฉีด Sinovac เสียอยางนั้น ซึ่งกลับตาลปัตรกับประเทศไทย!!

(ทั้งนี้ Pfizer ล็อตแรกที่ส่งมายังมาเลเซียสงวนไว้สำหรับแนวหน้า ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กองทัพ โดยเริ่มฉีดเดือนกุมภาพันธ์)

ตัน สรี ดร.นูร์ ฮิชัม อับดุลลอห์ อธิบดีกรมสุขภาพของมาเลเซียยังถึงกับบอก (หลังเผยตัวเลขบุคลากรแพทย์ที่ติดเชื้อถึง 3,106 ราย) ว่า “มีช่วงหนึ่ง หลายคนไม่พอใจกับทวีตของผม เมื่อผมพูดถึงจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนครบแล้ว ถูกต้อง คุณยังสามารถติดเชื้อได้หลังจากฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่ไม่เท่ากับที่มีรุนแรง โดยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิตน้อยกว่า"

ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็พยายามจะบอกว่าวัคซีนของที่ตัวเองมีอยู่นั้น มีผลน่าพอใจแล้ว เช่น รายงานข่าวของทางการมาเลเซียเอง ก็บอกว่ามีบุคลากรแพทย์ที่ได้รับวัคซีนสองโดสแล้ว "ติดแค่เล็กน้อย" ซึ่งว่ากันตามสถิติแล้ว 1.26% ก็ยังถือว่าไม่สูงมากจริง ๆ

สิ่งที่เลวร้ายกว่าการเชียร์วัคซีนก็คือ การไปด้อยค่าวัคซีนอื่น เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะนำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีกว่าได้ จะขอยกตัวอย่างกรณีของสำนักข่าว The New York Times เรื่อง "พวกเขาอาศัยวัคซีนจีน ตอนนี้พวกเขากำลังต่อสู้กับการระบาด" เมื่อโพสต์ข่าวในเฟซบุ๊ก แทนที่ผู้อ่านจะโจมตีวัคซีนจีนกลับโจมตีคนรายงานข่าวนี้

ความเห็นที่มีผู้ไลก์มากที่สุด Roxana Nassiri บอกว่า "ประเทศที่ยากจนส่วนใหญ่พึ่งพาวัคซีนจากจีน มันคือสิ่งที่พวกเขาควรทำ เมื่อประเทศร่ำรวยสะสมวัคซีนที่ดีที่สุดเอาไว้ให้ตัวเอง คุณพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมการติดเชื้อด้วยสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือ"

อีกคน Jackie Orio บอกว่า "ลองเขียนบทความใหม่เป็น "วัคซีนที่พวกหามาเอาไหม? ผมแน่ใจว่าหากแบรนด์อื่น ๆ มีจำหน่ายในประเทศเหล่านี้ พวกเขาจะรับมันไว้"

ดูเหมือนว่าชาวโลกที่มีเหตุมีผลจะคิดคล้าย ๆ กันว่า "ได้อะไรมาก็รีบฉีดกันตายเอาไว้ก่อน" ส่วนรัฐบาลวางแผนพลาดเรื่องวัคซีน ก็เช็กบิลกันไปตามเนื้อผ้า

วัคซีนที่ถูกด้อยค่านั้นอาจมีผลคือ ถูกสั่งนำเข้าลดลงมีผลต่อรายได้ของบริษัท/ประเทศต้นทาง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของประเทศที่สั่งเข้ามาแล้ว ปัญหาของประเทศที่สั่งเข้ามาแล้วคือ ประชาชนกังขามันจนไม่ยอมฉีด ผลก็คือเกิดการระบาดหนัก ต้องสูญเสียชีวิตของคนที่หลงเชื่อขบวนการด้อยค่าวัคซีน

แม้แต่ในสหรัฐฯ ตอนนี้ใช้ Pfizer กับ Moderna เป็นหลักแท้ ๆ ก็ยังมีกระแสกังขา/ต่อต้านมันจนกระทั่งอัตราการฉีดวัคซีนลดลงแบบน่าตกใจ หลายรัฐโดยเฉพาะรัฐภาคใต้จึงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอีก ยังไม่นับความร้ายกาจของเดลตาที่ทำให้วัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพลดลง บางรัฐจึงสั่งให้สวมหน้ากากอีก แม้จะฉีดวัคซีนไปมากแล้ว

ในสหรัฐฯ การด้อยค่าวัคซีนมีปัญหามาจากความแตกแยกทางการเมืองและการเมืองเรื่องสีคล้าย ๆ กับบ้านเรา คือรัฐภาคใต้ที่นิยมพรรคสีแดง (รีพับลิกัน) ฉีดวัคซีนน้อยและต้านวัคซีนมาก ผลก็คือตัวเลขติดเชื้อพุ่งขึ้นมาอีก ส่วนรัฐสีน้ำเงิน (เดโมแครต) ฉีดวัคซีนมากการติดเชื้อน้อย แต่บางรัฐในกลุ่มนี้ต้องสั่งให้สวมหน้ากากอีกครั้ง

ดังนั้น สีเสื้อทางการเมืองไม่มีผลอะไร เพราะเจอไวรัสก็ตายเหมือนกัน ถ้าไม่ระวังตัวหรือเอาแต่กังขาวัคซีน

ในสหรัฐฯ นั้นคนไม่ได้ต่อต้าน Pfizer แต่ต่อต้านมาตรการของรัฐ เพราะยึดมั่นถือมั่นว่าประชาชนอเมริกันมีเสรีภาพที่รัฐจะมาบีบบังคับไม่ได้แม้แต่เรื่องเป็นเรื่องตาย ประมาณว่า "กูจะตายก็เรื่องของกู"

แต่โรคระบาด "ไม่ใช่เรื่องของกูคนเดียว" เพราะถ้า "กู" ติดขึ้นมาไม่จะไม่ติดแค่ "กู" คนเดียวแต่จะลาก "มึง" อีกนับสิบนับร้อยคนซวยไปด้วย

เช่นกัน ในประเทศไทยมีผู้ออกมาด้อยค่าวัคซีนที่มีอยู่เพียงเพื่อจะเชียร์ Pfizer ซึ่งก็เชียร์ได้และควรจะเชียร์ เพียงแต่การเชียร์มิติเดียวของคนพวกนี้ทำให้ประชาชนกลัววัคซีนที่มีอยู่จนบอกกับตัวเองว่า "กูไม่ฉีดล่ะ" ผลก็คือ "กู" ติดเชื้อและทำให้คนอื่นติดไปด้วย

พูดสั้น ๆ ก็คือพวกเชียร์วัคซีน A ด้อยค่าวัคซีน B คือพวกที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้าน/กังขาวัคซีนทางอ้อม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้มันหนักหนาสาหัสมาก

ย้ำว่ารัฐบาลสมควรถูกต่อว่าอย่างหนักหรือแม้แต่สมควรกับการถูกขับไล่เพราะแผนจัดการวัคซีนที่แย่และขาดวิสัยทัศน์ แต่วัคซีนที่รัฐซื้อมาเพื่อใช้ในเวลาฉุกเฉินไม่ใช่จำเลย รัฐบาลต่างหากที่เป็นจำเลยสังคมและการตำหนิรัฐบาลไม่ทำให้คนตายเท่ากับด้อยค่าวัคซีน

รัฐบาลบริหารผิดพลาดเป็นเวรกรรมคนไทยโดยแท้และคนไทยควรจะ "แก้กรรม" นี้โดยเร็ว

แต่การโจมตีรัฐบาลโดยใช้ความกลัววัคซีนของประชาชนเป็นเบี้ยหมากทางการเมืองนั้น ก็สร้างเวรสร้างกรรมเหมือนกัน


ที่มา : https://www.posttoday.com/world/658641


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เหอหนานประสบอุทกภัยหนักในรอบพันปี ประชาชนกว่าสองแสนคนไร้ที่อยู่ รัฐบาลจีนเร่งจัดการดูแลประชาชน

ปักกิ่ง (รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์/ซีซีทีวี) รายงานพื้นที่ราบลุ่มในมณฑลเหอหนาน ในภาคกลางของจีนถูกน้ำท่วมหนัก เมืองเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลได้รับผลกระทบรุนแรง หลังฝนถล่มหนักมาก ถึงขั้นเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า เป็นฝนตกหนักที่สุดในรอบ 1,000 ปี ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ศพ ไร้ที่อยู่อาศัยอีกมากกว่า 200,000 คน

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า เมืองเจิ้งโจว ซึ่งมีประชากรมากกว่า 12 ล้านคน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเหลือง มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 18 ศพแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนักและประชาชนราว 100,000 คน ต้องอพยพจากบ้านไปยังสถานที่ปลอดภัย ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัยอีกมากกว่า 200,000 คน ประชาชนหลายล้านคนในมณฑลเหอหนานได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่มีฝนตกอย่างหนักตั้งแต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสาขาต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า สถานีรถไฟใต้ดินในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ถูกน้ำท่วมทะลักเข้าไปถึงด้านในสถานีสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คน นอกจากนี้ น้ำยังทะลักเข้าไปในขบวนรถไฟด้วย ซึ่งระดับน้ำสูงประมาณ 1 เมตร ขณะที่ท้องถนนกลายสภาพเป็นแม่น้ำมีรถยนต์จอดเสียหายจำนวนมาก เจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

ขณะที่เมื่อช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนทำให้เกิดรอยแตกความยาว 20 เมตรที่เขื่อนแห่งหนึ่งในเมืองลั่วหยาง ทางตะวันตกของเมืองเจิ้งโจวและเขื่อนสามารถจะแตกและพังทลายได้ทุกเวลา ในขณะเดียวกัน สำนักงานควบคุมน้ำท่วมของเมืองเจิ้งโจว กล่าวว่าอ่างเก็บน้ำเกาเจียซุยของเมืองเจิ้งโจวก็เกิดการแตกร้าวเช่นกัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวปราศรัยถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ทั่วประเทศในวันนี้ว่า สถานการณ์การป้องกันน้ำท่วมรุนแรงมากและอยู่ในขั้นวิกฤติ แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำสูงเกินกว่าระดับมาตรฐานแล้วและเขื่อนหลายแห่งก็แตกเสียหาย รถไฟหลายสายต้องหยุดให้บริการและเที่ยวบินต้องยกเลิก นอกจากนั้น ยังทำให้ทรัพย์สินเสียหายและประชาชนเสียชีวิต เขากล่าวด้วยว่า ความพยายามในการป้องกันน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องยากลำบากมาก ๆ แต่ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานจัดลำดับความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินของพวกเขาอย่างเต็มกำลัง

ตั้งแต่เมื่อค่ำวันเสาร์จนถึงเย็นวันอังคาร มีฝนตกวัดปริมาณได้ 617.1 มิลลิเมตรในเมืองเจิ้งโจวซึ่งเกือบเท่ากับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยใน 1 ปีที่ 640.8 มิลลิเมตร ส่วนเมืองผิงติ่งซานมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด วัดได้ 400.8 มิลลิเมตร


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/589408


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งเดินหน้าศูนย์พักค่อย แยกผู้ติดเชื้อรักษาตัว ลั่น ความเป็นตายสำคัญกว่าระเบียบ

22 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 (ข้อมูลวันที่ 21 ก.ค. 64 เวลา 24.00 น.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 975 ราย แบ่งเป็นการค้นหาเชิงรุก 199 ราย Bubble & Sealed โรงงาน/เรือนจำ 10 ราย Walk in ในโรงพยาบาล 766 ราย ผู้เสียชีวิต 4 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 38,325 ราย

ขณะที่เตียงในโรงพยาบาลหลัก ยังคงเต็มอย่างต่อเนื่อง ส่วนเตียงในโรงพยาบาลสนามทั้ง 7 แห่ง จำนวน 2,815 เตียง เหลือเตียงว่างจำนวน 189 เตียง ขณะที่เตียงในศูนย์พักคอยคนสาคร หรือ โรงพยาบาลสนามชุมชน Community Isolation ทั้งหมด 33 แห่ง ครอบคลุม 3 อำเภอ จำนวน 4,008 เตียง เปิดให้บริการแล้ว 21 แห่ง มีเตียงพร้อมใช้งาน 2,439 เตียง มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าใช้งานแล้ว 487 เตียง ส่วนที่เหลืออีกทั้งหมดกำลังเร่งทยอยเปิดใช้งาน คาดว่าประมาณต้นสัปดาห์หน้าจะเปิดใช้งานศูนย์พักคอยคนสาครได้ครบทุกแห่ง

ด้านนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้สั่งการปรับการทำงานของศูนย์พักคอยผู้ป่วย "โควิด-19" จ.สมุทรสาคร ใหม่ เนื่องจากผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันมีมาก และจะเริ่มให้ load ผู้ป่วยเข้าไปรักษาตัวทันที จะให้รอขั้นตอนทุกอย่างของ สธ.บางครั้งไม่ทันการ ฉะนั้น จะมอบให้เจ้าหน้าที่คัดกรอง และนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการรักษาก่อน

"ศูนย์พักคอย คือ ศูนย์ที่นำผู้ติดเชื้อมาพักรักษาตามอาการ ต่างจากโรงพยาบาลสนาม เพราะไม่มีแพทย์ แต่จะใช้กระบวนการคนในชุมชน ดูแลกันเอง และจะส่งต่อโรงพยาบาลเมื่อเตียงว่าง แต่หากรายใดอาการหนักจะรักษาก่อน...

...ทุกวันนี้ขั้นตอนที่เราจะนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ศูนย์พักคอย มีมาตรการเยอะมาก โดยเฉพาะการนำผู้เข้าศูนย์จะต้องตรวจ X-ray ปอด ตามข้อกำหนดของ สธ. และอาจจะไม่ทันเวลาสำหรับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อมากแต่ละวัน ถ้ารอขนาดนั้น การที่เราจะแยกโรคออกจากคน คงไม่ทันการ"

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ยังบอกอีกว่า เราจะให้ปรับลดข้อกำหนดของคนเข้าศูนย์พักคอยลง เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนและครอบครัวเข้าไปรักษา และจะขอให้ ทีมแพทย์ตรวจคัดกรองในศูนย์

อย่างน้อยคนป่วยก็มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง คนไม่ป่วยก็ไม่ต้องกังวลและถ้าเตียงในโรงพยาบาลมี จึงจะนำเข้ารักษาตามระบบโดยเร็วที่สุด สิ่งสำคัญ บุคลากรทางการแพทย์ที่สมุทรสาคร ตอนนี้ทำงานแทบไม่มีวันหยุด และหลายคนก็ติดเชื้อโควิด-19 ภายใต้บุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เราเชื่อว่าคนสมุทรสาครจะร่วมมือกันเพื่อก้าวผ่านโควิด-19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน

ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ย้ำว่า "ถ้าระเบียบทำให้ประชาชนต้องตายเพราะไม่มีที่กักตัว โปรดจงก้าวข้ามระเบียบนั้นแล้วบอกว่า ต้องทำเพราะผมเป็นคนสั่งเอง ให้มันรู้ไปว่า ระเบียบกับความตาย อะไรสำคัญกว่า"


ที่มา : https://www.naewna.com/local/589485

https://www.komchadluek.net/news/regional/475450


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นพ.มนูญ โพสต์เฟซบุ๊ก แอตร้าฯ - ไฟเซอร์ เหมาะเป็นเข็ม 3 เสนอ ควรหยุดซื้อวัคซีนซิโนแวครุ่นปัจจุบันเพิ่ม จนกว่าจะมีวัคซีนรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมเชื้อกลายพันธุ์ทุกชนิด

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า...

การให้วัคซีนกระตุ้นภูมิเข็มที่ 3 แก่บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคแล้ว 2 เข็ม มีความจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ

วัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายฉีดคนละ 2 เข็มตามที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ ถึงแม้จะป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาได้น้อยกว่าวัคซีนเทคโนโลยีใหม่...ในชีวิตจริง ซิโนแวคยังมีประสิทธิภาพลดการป่วยหนักและเสียชีวิต แม้ว่าจะไม่ถึง 100% แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ฉีดเลย

หลังจากฉีดซิโนแวค 2 เข็ม เวลาผ่านไปหลาย ๆ เดือน ภูมิคุ้มกันแอนติบอดี้ในเลือดจะลดลงตามธรรมชาติ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันบูสเตอร์เข็ม 3 ด้วยวัคซีน Adenovirus vector เช่น วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีนเทคโนโลยี mRNA เช่น วัคซีนไฟเซอร์ นอกจากจะกระตุ้นภูมิต้านทานแอนติบอดี้ให้สูงขึ้น เพื่อจับไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ของเราแล้ว ยังทำให้เกิดภูมิคุ้มกันชนิดที่เราเรียกว่าเม็ดเลือดขาว T cell เพื่อกำจัดเซลล์ของเราที่เชื้อไวรัสเข้าเซลล์ได้ด้วย

ช่วงนี้จะทราบข่าวบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในทุกโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อย บางรพ.เป็นหลักร้อย บางรพ.เป็นหลักสิบ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (Breakthrough infection) ถึงแม้ว่าได้รับซิโนแวคครบแล้ว 2 เข็ม แต่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง

เป็นที่ทราบกันดีบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เมื่อติดเชื้อ สามารถแพร่เชื้อให้ผู้ป่วยที่เป็นคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว และเจ้าหน้าที่ร่วมงานหลาย ๆ คน รวมทั้งคนที่บ้านตนเอง ต้องหยุดงานกักตัว 14 วัน ทำให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก ผมเองได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มเมื่อเดือนเมษายน ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็ม 3 แล้ว

สำหรับประชาชนที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้วจำนวนกว่า 7 ล้านกว่าคน การฉีดเข็ม 3 บูสเตอร์ควรจะให้ในภายหลังเมื่อมีวัคซีนเพียงพอ โดยให้คนอายุมากกว่า 60 ปี และคนที่มีโรคประจำตัวก่อนคนอื่น เนื่องจากยังมีคนอีก 40-50 ล้านคนยังไม่ได้วัคซีนแม้แต่เข็มแรกเลย

เป็นที่ทราบว่าประเทศไทยสั่งจองวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส วัคซีนซิโนแวค 19 ล้านโดส วัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ทยอยส่งในปีนี้ ผมเสนอให้ไทยควรหยุดสั่งซื้อเพิ่มวัคซีนซิโนแวครุ่นปัจจุบัน จนกว่าจะมีวัคซีนรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมเชื้อกลายพันธุ์ทุกชนิด


ที่มา: https://www.facebook.com/604030819763686/posts/1993203404179747/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รองโฆษกรัฐบาล เผย สธ.-คมนาคม กำหนดมาตรการเข้ม ย้ายผู้ป่วยใน กทม. ปริมณฑล กลับภูมิลำเนา โทรสายด่วน 1330 แจ้งความประสงค์ได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา มอบหมายให้กระทรวงทรวงสาธารณสุข ประสานกับรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องการเดินทางกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนา เพื่อลดความหนาแน่นในการรองรับผู้ป่วยใน กทม.และปริมณฑล ล่าสุดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กองทัพบก และกระทรวงคมนาคม ได้ประสานความร่วมมือ จัดรถรับ-ส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ต้องการกลับไปรักษายังภูมิลำเนาแล้ว โดยประชาชนที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 อาการไม่รุนแรง ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ต้องการกลับไปรักษาตัวยังภูมิลำเนา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน  1330 กด 15  หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://crmdci.nhso.go.th/

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการนั้น เมื่อผู้ป่วยรับทราบผลการติดเชื้อโควิด-19 แล้วแจ้งไปยังสายด่วน 1330 ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม สปสช.และกระทรวงคมนาคม จะแจ้งประสานไปยังจังหวัดปลายทางเพื่อส่งตัวผู้ป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามในจังหวัด โดยมีมาตรการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เข้มงวด ปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกำหนดจากกรมควบคุมโรคและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เช่น มีอุปกรณ์กั้นผู้ป่วยแยกกับคนขับ มีมาตรการเว้นระยะห่าง นั่งที่เวรที่ สำหรับรถตู้ให้โดยสารได้ไม่เกิน 5 คน พร้อมมีแพทย์วิดีโอคอลให้คำปรึกษาอาการระหว่างการเดินทาง โดยกระบวนการขนย้ายนี้ เป็นความร่วมมือของกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมการขนส่งทหารบก
 
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดมาตรการด้านการขนส่งผู้ป่วยไว้เป็นอย่างดี โดยให้ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ การเว้นระยะห่างภายในรถ การทำความสะอาดตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด รวมทั้งการจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้ป่วยระหว่างเดินทาง พร้อมประสานขอให้จังหวัดดำเนินการวางแผนการรองรับผู้ป่วยกลับบ้าน โดยให้มีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ในอนาคตเพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องการอื่น เช่น ไลน์ สำหรับกรณีที่จังหวัดหรือหน่วยงานใด ต้องการการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์

‘นายกฯ’ โพสต์หารือ ’ศธ.-อว.’ กำหนดมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่าย ’ผู้ปกครอง-ครู-นักเรียน’ เตรียมนำเข้าครม.อังคารหน้า คาดนักศึกษา 1.75 ล้านคน มีเฮเคาะเกณฑ์ลดค่าเทอมสูงสุด 50% ส่วน ม.เอกชน หัวละ 5 พัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ระบุว่า ได้ประชุมกับกระทรวง ศธ.และ อว. เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนในการช่วยลดภาระ/ค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ปกครอง ครู และนักเรียน/นักศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มด้อยโอกาสยากจนและกลุ่มผู้พิการ โดยมีแนวทางในด้านต่าง ๆ เช่น

1.) มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียน

2.) ขอความร่วมมือให้ลด หรือชะลอการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน

3.) สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่สถานศึกษา เพื่อรองรับการเรียนแบบออนไลน์

4.) ช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน

ที่ประชุมได้มอบหมายให้ อว.และ ศธ. จัดทำรายละเอียดและขั้นตอนในการดำเนินการในมาตรการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า

ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับนายกฯ ว่า นายกฯ ได้รับหลักการมาตรการตามที่ อว.เสนอ คือ

1.) สถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ จะลดค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยกำหนดเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา ร้อยละ 50 ขั้นที่ 2 ตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และขั้นที่ 3 ตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป ลดร้อยละ 10 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณสำหรับส่วนลดนี้ ร้อยละ 60 และสถาบันอุดมศึกษาสมทบ ร้อยละ 40

2.) สถาบันอุดมศึกษาเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา คนละ 5,000 บาท และให้ทางสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งพิจารณาลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม และสนับสนุนมาตรการอื่น ๆ เช่น ขยายเวลาผ่อนชำระหรือผ่อนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษา จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับนักศึกษายืมเพื่อใช้ในศึกษาออนไลน์ ส่วนลดค่าหอพักนักศึกษา จัดสวัสดิการพิเศษกรณีนักศึกษาป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นต้น

ทั้งนี้มาตรการนี้จะเริ่มใช้ทันทีในภาคศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยจะมีนิสิต นักศึกษาที่ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนถึง 1,750,109 คน


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กสร. มุ่งขจัดปัญหาการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงาน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เพื่อยกระดับพนักงานตรวจแรงงานให้มีศักยภาพในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวในฐานะประธานเปิดโครงการเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2564 โดยจัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยมิได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในเรื่องการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และขาดขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสำหรับพนักงานตรวจแรงงานในการส่งต่อกรณีการค้ามนุษย์ไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์โดยตรง และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่างมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและมีความต้องการที่จะพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการคุ้มครองแรงงาน จัดโครงการเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการตรวจแรงงานให้พนักงานตรวจแรงงานมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน สามารถวิเคราะห์ลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ จนนำไปสู่การคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานสามารถประสานงานและส่งต่อกรณีที่อาจเป็นกรณีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังทีมสหวิชาชีพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมจึงได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านวีดิทัศน์ทางไกล (Cat Conference) โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วยพนักงานตรวจแรงงานจากหน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 100 คน โดยมุ่งหวังยกระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ต่อไป

พล.อ.ประวิตร  ประชุม กกท. ชวนคนไทยส่งแรงเชียร์นักกีฬาโอลิมปิก/พาราลิมปิก Tokyo 2020  กำชับสมาคมฯ  ดูแลนักกีฬา/เจ้าหน้าที่ใกล้ชิด  ป้องกันโควิด-19  รับรายงานนักกีฬา มีขวัญกำลังใจดี พร้อมแข่งขัน  TV ถ่ายทอดสด   คนไทยได้ชมตลอดการแข่งขัน

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ครั้งที่ 6/2564  ผ่านระบบ Video Conference  

ที่ประชุม ได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ เพื่อการพัฒนาการกีฬาของไทย โดยได้เห็นชอบ ร่างตัวชี้วัดการบันทึกข้อตกลง ประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ประจำปี2565 อาทิ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การพัฒนากีฬาเพื่อการอาชีพ  การใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬา สู่ความเป็นเลิศ เป็นต้น ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ กกท.ให้จัดทำแผนการยกระดับกิจกรรม และการแข่งขันกีฬาเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของเป้าหมายในปี2565 เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ภายหลังสถานการณ์ โควิด-19  พร้อมเน้นย้ำให้ใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นหลักในการพัฒนานักกีฬา อย่างจริงจัง ด้วย

สำหรับการแข่งขันกีฬา โอลิมปิกเกมส์ และพาราลิมปิกเกมส์ Tokyo 2020 ณ  ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังอยู่ในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด-19  พล.อ.ประวิตร จึงได้ขอให้สมาคมกีฬาแต่ละประเภท กำกับ ดูแลนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของโค-19 ของประเทศเจ้าภาพ โดยเคร่งครัด และในการประชุมวันนี้  ได้รับรายงานความคืบหน้า จาก นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬา และ รองศาสตราจารย์ ดร. สุพิตร สมาหิโต รอง หัวหน้าคณะฯ ซึ่งอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยยืนยันความพร้อมของนักกีฬาทีมชาติไทย และมีขวัญกำลังใจที่ดี ก่อนการแข่งขัน   พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำ ขอให้ดูแลเรื่องความเป็นอยู่  สวัสดิการ  และให้กำลังใจนักกีฬา พร้อมเจ้าหน้าที่ ทุกคน อย่างเต็มที่ด้วย 

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเพิ่มเติม เชิญชวนคนไทย ร่วมส่งแรงเชียร์นักกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก ไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นกำลังใจ ให้แก่นักกีฬาทุกคน ทุกประเภท ซึ่งจะทำการแข่งขันในห้วงวันที่ 23 ก.ค.- 8 ส.ค.64 โดยจะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ให้ประชาชนได้รับชม ตลอดการแข่งขันเพื่อให้กองทัพนักกีฬาทีมชาติไทย พิชิตชัยชนะ และสร้างชื่อเสียงกลับสู่ประเทศไทยได้ อย่างภาคภูมิใจ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

"ครูโอ๊ะ" โชว์ความสำเร็จ “จดอนุสิทธิบัตร” ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี พร้อมผลิตภัณฑ์ผักตบกว่า 30 ชนิด ฝีมือศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี พระนครศรีอยุธยา ตามนโยบาย กศน.WOW เพื่อฝึกอาชีพสร้างรายได้แก่ชุมชนหนองน้ำใสอย่างยั่งยืน

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือผักตบชวากว่า 30 ชนิด ที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นสมบัติของสมาชิกศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับสมาชิกตำบลหนองน้ำใส ตามนโยบาย กศน.WOW ร่วมโชว์ในรายการแซ่บพาซ่าส์ “ศูนย์รวมความแซ่บ กิน เที่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อเร็ว ๆ นี้

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อรับตำแหน่งและได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงาน กศน. ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหา โดยเลือกลงไปในที่เล็ก ๆ อย่างเช่น กศน.ตำบล กศน.อำเภอ เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่และพัฒนาให้เกิดสิ่งดี ๆ ร่วมกัน ซึ่งก็ได้รับเสียงสะท้อนจากครู กศน.ตำบลหนองน้ำใส กศน.อำเภอภาชี ที่ได้ร่วมคิด ร่วมทดลอง พัฒนากรรมวิธีเปลี่ยนวัชพืชลอยขวางทางน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ โดยร่วมกับสมาชิกกลุ่มศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี ที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในตำบลหนองน้ำใส ซึ่งเมื่อพัฒนามาระดับหนึ่ง ก็มีชาวต่างประเทศเข้ามาดูงานมากมาย จึงต้องการที่จะรักษาสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานี้ เพื่อให้เป็นสมบัติของชาวภาชีอย่างยั่งยืน

“เมื่อได้รับทราบปัญหาเช่นนี้ จึงได้ประสานและหารือร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาทางจดอนุสิทธิบัตร ทั้งผลิตภัณฑ์เส้นใยผักตบชวาและกรรมวิธีการผลิต โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปีก็สามารถจดอนุสิทธิบัตรได้สำเร็จ ซึ่งหลัก ๆ เลยเกิดจากการที่เราได้พัฒนา ครู กศน.ให้มีความรู้และทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ สร้างศรัทธาให้ประชาชน สามารถที่จะเข้าถึงและไว้วางใจ ภายใต้ความร่วมมือกับ Good partnership (เครือข่ายการทำงานที่ดี) ตามนโยบาย WOW ของครูโอ๊ะ เพื่อให้การพัฒนาวิชาชีพและอาชีพมีความต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนเป็นหน้าที่ของชาว กศน.อยู่แล้ว ที่จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ 

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ผักตบชวาที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้กว่า 30 ชนิด เกิดจากการพัฒนาและใช้ประโยชน์ผักตบชวาในทุกส่วน ทั้งลำต้น เป็นส่วนที่ยาวที่สุด ใช้สำหรับทำใยทอผ้า "ผ้าทอมือผักตบชวา" ผ่านนวัตกรรมการตีแยกเส้นใย ทำให้นุ่มก่อนนำมาทอ ย้อมสีธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนำผ้ามาตัดเย็บเป็นหน้ากาก เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งบุรุษและสตรี ส่วนต้นสั้น ใช้ทำกันกระแทก เศษที่เหลือใช้ทำกระถาง ราก ใช้ทำปุ้ยแห้ง-ปุ้ยน้ำ ส่วนใบใช้ทำจาน ภาชนะย่อยสลายได้ ทดแทนการใช้โฟม และที่สำคัญ ต้นอ่อน ใช้ทำอาหาร “บะหมี่หยกชวา” และน้ำพริกผักตบชวา ทั้งนี้ ชาว กศน.ยังได้ออกแบบตราสัญลักษณ์ ONIE ซึ่งหมายถึงการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความสมานสามัคคีร่วมกัน โดยจะนำตราไว้บนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นฝีมือของชาว กศน.ตามนโยบาย WOW ของครูโอ๊ะ

ขอเชิญชวนผู้สนใจมาอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของตำบลหนองน้ำใส ปลอดภัย รักษาสิ่งแวดล้อม และมีราคาจับต้องได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพในชุมชนและการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาวตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ” รมช.ศธ.กล่าว 

ช่องทางการติดต่อ “ผ้าทอมือผักตบชวา” 
เฟซบุ๊ก : กศน.ตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทร : 088-2187448

เกษตรยังรุ่งยุคโควิดยอดส่งออกปศุสัตว์ครึ่งปีเกือบทะลุแสนล้าน 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2564 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวของปี 2563 มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 11 % โดยมีปริมาณ 1.04 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 95,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป 0.51 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.2% มูลค่า 56,494 ล้านบาท สินค้ากลุ่ม Non-frozen เช่น ไข่และผลิตภัณฑ์ นมและผลิตภัณฑ์ น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ รังนก ซุปไก่ และอื่นๆ 0.2 ล้านตัน  เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นมูลค่า 11,584 ล้านบาท และอาหารสัตว์เลี้ยง Petfood 0.33 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 28.7% คิดเป็นมูลค่า 26,922 ล้านบาท

ทั้งนี้ในด้านความปลอดภัยอาหาร ที่ผ่านมาได้มีการป้องกันโรคระบาดโควิดไม่ให้ปนเปื้อนกับสินค้า โดยมีมาตรการกำกับตรวจสอบดูแลความปลอดภัยอาหารตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่อาหารสัตว์ ฟาร์มมาตรฐาน GAP โรงฆ่าสัตว์และโรงแปรรูปที่ถูกสุขอนามัย ซึ่งมาตรการป้องกันโรคโควิดในโรงงาน และตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด มีทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ 

1. ด้านพนักงาน หรือผู้ที่ต้องสัมผัสอาหาร จะมีการเฝ้าระวังสุขภาพของตนเองและต้องผ่านการตรวจโรคโควิด-19 ก่อนเข้าปฏิบัติงาน 2. ด้านสถานที่ผลิต ให้รักษาความสะอาดเรียบร้อยตามหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิต (GMP) โดยมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช่ในการผลิตด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อในไลน์การผลิต และ 3. ด้านสินค้า มีการตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด มีการเก็บตัวอย่างตรวจการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสินค้า อุปกรณ์ สิ่งแวดล้อม จุดสัมผัสและจุดเสี่ยงในอาคารผลิต เพื่อประกันการปลอดเชื้อ จากการสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าตรวจจำนวน 2,690 ตัวอย่าง ทุกตัวอย่างตรวจไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส 

นอกจากนี้ยังกำกับดูแลกระบวนการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อการส่งออก โดยครอบคลุมการขึ้นทะเบียนรับรองโรงงานผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออก ควบคุมคุณภาพมาตรฐานโรงงานให้มีระบบรับรองการปฏิบัติทางการผลิตที่ดี และมีระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม การตรวจสอบกระบวนการผลิต และการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง โดยสอดคล้องตามข้อกำหนดและระเบียบของประเทศคู่ค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top