Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

สำนักข่าวซินหัวรายงาน งานวิจัยจากนอร์ธเวสเทิร์น เมดิซิน (Northwestern Medicine) สถาบันดูแลสุขภาพในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ พบการดื่มกาแฟและการบริโภคผักปริมาณมากอาจช่วยป้องกันการป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้

23 กรกฎาคม 2564 สำนักข่าวซินหัวรายงาน งานวิจัยจากนอร์ธเวสเทิร์น เมดิซิน (Northwestern Medicine) สถาบันดูแลสุขภาพในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ พบการดื่มกาแฟและการบริโภคผักปริมาณมากอาจช่วยป้องกันการป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้

คณะนักวิจัยใช้ข้อมูลจากยูเค ไบโอแบงก์ (UK Biobank) ฐานข้อมูลชีวการแพทย์และทรัพยากรการวิจัยของสหราชอาณาจักร ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ถูกบันทึกในปี 2006-2010 กับการป่วยโรคโควิด-19 ช่วงเดือนมีนาคม-ธันวาคม 2020 ซึ่งยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โดยให้ความสนใจกับองค์ประกอบในอาหาร รวมถึงการรับประทานกาแฟ ชา ผัก ผลไม้ ปลาที่มีไขมัน เนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดง

การวิจัยพบว่าร้อยละ 17 ของผู้รับการตรวจโรคโควิด-19 จำนวน 37,988 คน ซึ่งเข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ มีผลตรวจโรคเป็นบวก

คณะนักวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟมากกว่า 1 แก้วต่อวัน สัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฯ ลดลงราวร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับการดื่มกาแฟน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน ส่วนการบริโภคผักปรุงสุกหรือผักดิบอย่างน้อย 0.67 หน่วยบริโภคต่อวัน (ยกเว้นมันฝรั่ง) สัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อลดลง ขณะที่การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปเพียง 0.43 หน่วยบริโภคต่อวัน สัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น นอกจากนั้นการได้รับน้ำนมแม่ตั้งแต่เด็กลดความเสี่ยงติดเชื้อลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยได้รับน้ำนมแม่

อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบในอาหารและโรคโควิด-19

“กาแฟเป็นแหล่งคาเฟอีน แต่อาจมีสารประกอบอื่นอีกหลายสิบชนิดที่อาจเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ดังกล่าวที่เราพบ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อแปรรูปที่ไม่ใช่เนื้อแดงกับความเสี่ยงติดเชื้อที่สูงขึ้นบ่งชี้ปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องเนื้อสัตว์” มาริลิน คอร์เนลีส ผู้เขียนอาวุโส และผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันจากสถาบันยาฟีนเบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น กล่าว

การวิจัยเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยส่วนบุคคลที่ได้รับการประเมินหลังมีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวก

อนึ่ง นอร์ธเวสเทิร์น เมดิซิน เป็นความร่วมมือระหว่างนอร์ธเวสเทิร์น เมโมเรียล เฮลธ์แคร์ (Northwestern Memorial HealthCare) และภาควิชาแพทยศาสตร์ฟีนเบิร์ก มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งทำหน้าที่วิจัย ฝึกสอน และดูแลผู้ป่วย ขณะที่งานวิจัยฉบับนี้ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยฯ เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.) และวารสารนูเทรียนส์ (Nutrients)


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ประวิตร” ถกปคม.ไฟเขียวแผนป้องค้ามนุษย์ ปี64-65 เห็นชอบตั้ง “พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์” ปธ.อนุกกฯต้านค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐฯ  ย้ำ ยกระดับการทำงานจนท.รัฐ รองรับมาตรการสากล 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.)ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

โดยที่ประชุมเห็นชอบ แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 64-65 และโครงการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 3 ด้าน คือ 1.ด้านดำเนินคดี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบ 2.ด้านคุ้มครองช่วยเหลือ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯรับผิดชอบ และ 3.ด้านป้องกัน ให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบ และเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐ(ฝ่ายไทย) โดยมี พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการต่อต้านการค้ามนุษย์ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ดังนี้โดยแนวโน้มสถานการณ์การค้ามนุษย์ในรูปแบบออนไลน์และแรงงานบังคับเพิ่มสูงขึ้น การจำกัดการเคลื่อนที่และการสื่อสารของผู้เสียหายที่ถูกบังคับกักตัวในสถานคุ้มครองของรัฐ ควรมีการวิเคราะห์ผู้เสียหายเป็นรายบุคคล ส่วนการคัดกรองคดียังประสบปัญหาความชัดเจน ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขาดแคลนล่ามผู้เชี่ยวชาญ จึงควรยกระดับการแก้ปัญหาร่วมกัน  และรับทราบรายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ทิปรีพอร์ต ประจำปี64 ของสหรัฐ ที่ปรับระดับประเทศไทยจากระดับ 2 (Tier 2)ไปอยู่ในระดับ 2 ที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยสหรัฐฯได้เห็นถึงความพยายาม ของไทยและพร้อมให้ข้อแนะนำเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้บรรลุเป้าหมาย ต่อไป

จากนั้นพล.ประวิตร เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยที่ประชุมเห็นชอบ แต่งตั้งพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธานอนุกรรมการ พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้เป็นที่ยอมรับและยกระดับสู่มาตรฐานสากล ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อต้านการค้ามนุษย์ จะต้องเร่งรัดดำเนินงานให้เห็นผล เป็นรูปธรรม เพื่อแสดงความจริงใจ ต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย และต้องบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม และเด็ดขาดให้มากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ให้มุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงหลักสิทธิมนุษยชน เป็นสำคัญ

“สงคราม” ไล่ “บิ๊กตู่” อย่าอยู่สร้างหายนะให้ประเทศอีกเลย อัดส่งลิ่วล้อไล่ฟ้องดารา ศิลปินหวังใช้กฎหมายปิดปาก ประชาชน

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด แม้รัฐบาลขยายระยะเวลาบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน รวมทั้งออกมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นในหลายพื้นที่ แต่ผลที่ออกมาคือไม่สามารถหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสได้ นับวันมีแต่รุนแรงขึ้นมีประชาชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักหมื่นทุกวัน ชัดเจนว่ารัฐบาลใช้แต่อำนาจแต่ทำงานไม่เป็นแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่กล้ามาทำงานในทำเนียบแล้วประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลได้อย่างไร

การประกาศปิดกิจการของผู้ประกอบการหลายหลายอาชีพ ตามมาตรการรัฐบาลเป็นการทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ รัฐบาลอ้างเพื่อควบคุมการระบาดแต่ในความเป็นจริงมันควบคุมไม่ได้ แต่รัฐได้ทำลายระบบเศรษฐกิจไทยลงอย่างย่อยยับที่สุด ทำคนตกงานหลายล้านคน ในขณะที่การชดเชยให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้าง รัฐกลับใช้เวลานานมากกว่าจะชดเชยให้กับคนเหล่านี้ได้ แต่เวลาใช้อำนาจกลับสั่งปิดกิจการทันที ประชาชนมองว่าพลเอกประยุทธ์เก่งแต่อำนานแต่ทำงานไม่เป็น

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า การที่บรรดาลิ่วล้อของพลเอกประยุทธ์ ออกมาฟ้องร้องประชาชนศิลปิน ดารา ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ด้วยข้อความต่างๆ สร้างความไม่พอใจให้พลเอกประยุทธ์และรัฐบาลเป็นอย่างมาก ดังนั้นการออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ เป็นไปตามความต้องการของพลเอกประยุทธ์ เพราะต้องการใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ให้ออกมาพูด แม้รัฐบาลจะบริหารงานได้ห่วยแค่ไหน ไร้ความรับผิดชอบจนมีผู้ติดเชื้อนอนตายข้างถนน รัฐบาลกลับไม่รับผิดชอบชีวิตประชาชน หากเป็นแบบนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ พลเอกประยุทธ์ เก่งแต่ใช้อำนาจกับประชาชน แต่ไม่รับผิดชอบความเดือดร้อนและความตายประชาชน ควรออกไปได้แล้ว อย่าอยู่เพื่อสร้างความหายนะให้กับประเทศอีกเลย

“องอาจ”เสนอ"บิ๊กตู่"ใช้ค่ายทหารทั่วประเทศ ทำ รพ.สนาม  หนุนทบ.ตั้งศูนย์ต้านภัยโควิด แนะดึงทร.-ทอ.ร่วมด้วย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า เฟซบุ๊กศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกได้เผยแพร่ข้อมูลระบุว่ากองทัพบกได้เริ่มตั้งศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 เพื่อเป็นสื่อกลางช่วยผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบรักษาไปยังศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วยโควิดของรัฐบาล (อาคารนิมิบุตร) หรือสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงช่วยเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนามที่จัดเตรียมไว้ ทั้งโรงพยาบาลสนาม ทบ. 18 แห่ง โรงพยาบาลค่าย ทบ. 29 แห่ง และศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ของกรุงเทพฯ 17 แห่ง รวมถึงมีฌาปนสถานของ ทบ.อีก 4 แห่งไว้รองรับ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่กองทัพบกได้เริ่มเข้ามาช่วยรับ-ส่งฟรี 24 ชั่วโมง ทั้งผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้หายป่วยเคลื่อนย้ายศพและฌาปนกิจศพ  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น เพราะแนวโน้มการแพร่ระบาดยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง 

นายองอาจ กล่าวอีกว่า ตนจึงขอเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ดังนี้ 1.ควรนำค่ายทหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายทหารในกรุงเทพฯ มาทำเป็นโรงพยาบาลสนาม และจุดพักคอยเพิ่มขึ้น และ 2.ควรแปรสภาพศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 ของกองทัพบกให้เป็นศูนย์ของกองทัพไทย รวมถึงประสานให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศเข้ามาทำงานช่วยเหลือประชาชนด้วย  3.ควรสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอต่อการทำงานอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยผู้นำหน่วยไปหางบทำงานกันเอง  ทั้งนี้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าพล.อ.ประยุทธ์สามารถทำตามข้อเสนอนี้ได้ จะช่วยผู้ป่วยติดเชื้อและครอบครัวได้อีกจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐดีขึ้นอย่างแน่นอน

“ทัพฟ้า” ระดมสรรพกำลังสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล จัดตั้งรพ.สนามเพิ่มรองรับปชช.ที่ติดเชื้อโควิด-19

พล.อ.ท.ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) ในขณะนี้ พล.อ.อ. แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ )ผบ.ทอ.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการพลเรือน-ทหาร ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ (ศป.พรท.ศบภ.ทอ.) ระดมสรรพกำลังเข้าสนับสนุน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนอาคารสถานที่ และยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างสุดความสามารถ

ที่ผ่านมากองทัพอากาศได้ดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของกองทัพอากาศ ในหลายพื้นที่ ตลอดจนการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้กับโรงพยาบาลสนามเพื่อเตรียมรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในแต่ละพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ โดยปัจจุบันได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศสนับสนุนรัฐบาลแล้ว 4 แห่ง จำนวน 772 เตียง และอยู่ระหว่างการจัดตั้ง 1 แห่ง จำนวน 100 เตียง ได้แก่ 

1.โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ (ดอนเมือง) ณ อาคารฝึกและทดสอบสมรรถภาพทหารอากาศ 2 (สนามกีฬาจันทรุเบกษา) สามารถรองรับผู้ติดเชื้อทั้งประชาชนและกำลังพลของกองทัพอากาศ จำนวน 150 เตียง

2.โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ โรงเรียนการบิน จังหวัดนครปฐม ณ หอผู้ป่วยโรงพยาบาลสนาม 1 สามารถรองรับผู้ติดเชื้อ จำนวน 150 เตียง 

3.โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ โรงเรียนการบิน จังหวัดนครปฐม ณ หอผู้ป่วยโรงพยาบาลสนาม 2 สามารถรองรับผู้ติดเชื้อ จำนวน 72 เตียง

4.โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ (กองบิน 2) จังหวัดลพบุรี สามารถรองรับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการและสามารถดูแลตัวเองได้ (กลุ่มสีเขียว) จำนวน 400 เตียง

5. โรงพยาบาลสนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ.(ธูปะเตมีย์) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสถานที่และติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์  สามารถรองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีความเสี่ยงหรือมีโรคร่วมที่สำคัญ (กลุ่มสีเหลือง) จำนวน 100 เตียง โดยกำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 28 ก.ค.

ซึ่งในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามดังกล่าว กองทัพอากาศได้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสาร บริการเครื่องนอนและวัสดุอุปกรณ์ การบริการอาหาร พร้อมยานพาหนะรับผู้ป่วยและส่งผู้ที่รักษาหายแล้วกลับภูมิลำเนา โดยได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา มีคำสั่งมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงงานอุตสาหกรรม

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดฉะเชิงทรา ระบุว่า คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฉะเชิงเทราได้มีคำสั่งมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนี้

1.) ห้ามแรงงานของโรงงานในฉะเชิงเทราเดินทางไป-กลับจากพื้นที่สีแดงเข้ม (กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา และชลบุรี)

2.) โรงงานในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ต้องใช้แรงงานไป-กลับจากพื้นที่สีแดงเข้มต้องจัดหาที่พักให้แรงงานเหล่านั้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา

3.) โรงงานต้องทำแผนรองรับการเกิดโรคระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงงานส่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อดำเนินการ แผนจัดการควบคุมดูแลแรงงาน, แผนการเดินทางของแรงงาน, แผนป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่ทำงาน, แผนการเตรียมการฉุกเฉิน เช่น การตั้งรพ.สนาม สถานที่พักคอย สถานกักกันผู้มีความเสี่ยง

นอกจากนี้ มีคำสั่งให้ปิดสถานที่เพิ่มเติม ได้แก่ สถานบริการควบคุมน้ำหนัก คลินิกเสริมความงาม สนามกีฬาทุกประเภท สถานที่บริการจัดประชุม/จัดเลี้ยง สระน้ำเพื่อการเล่นกีฬา/กิจกรรมสันทนาการทางน้ำ สถานที่ท่องเที่ยวของราชการและเอกชน (ทั้งเก็บและไม่เก็บค่าบริการ) ลานกีฬา สถานที่แสดงมหรสพ/การละเล่นสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก/เด็กก่อนวัย ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ร้านทำเล็บ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์

ส่วนตลาดนัด เปิดถึง 2 ทุ่ม เฉพาะส่วนที่ขายอาหารหรือวัตถุดิบเพื่อการบริโภค

หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาทจำคุกไม่เกินสองปีหรือทั้งจำทั้งปรับหากฝ่าฝืนและพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ปิดโรงงานอย่างน้อย 14 วัน

สถานการณ์โควิด-19 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ 23 ก.ค. 64 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 343 ราย เสียชีวิต 1 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวม 6,994 ราย เสียชีวิตรวม 44 ราย


ที่มา : https://www.facebook.com/pr8riew/photos/a.110855913751864/374532814050838/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คนดังชาวออสเตรเลีย แพร่ 'เดลตา' ไม่รู้ตัวในงานปาร์ตี้ จากฉีดโมเดอร์นากลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์

อินฟลูเอนเซอร์ออสเตรเลียที่อาศัยในสหรัฐฯ กลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ จัดปาร์ตี้ขณะติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาไม่รู้ตัว แม้ฉีดวัคซีนโมเดอร์นาแล้ว

กรณีตัวอย่างที่ตอกย้ำว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว ไม่ได้หมายความเสี่ยงติดเชื้อจะหมดไป และเมื่อติดแล้วก็ยังสามารถแพร่เชื้อต่อได้ หากละเลยมาตรการป้องกันส่วนบุคคล เหมือนกรณีของนาย แอนโทนี เฮสส์ (Anthony Hess) ชายชาวออสเตรเลีย ที่ยอมรับว่า ตนเองเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ไวรัสโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา หลังจากจัดปาร์ตี้โดยไม่รู้ตัวว่าติดเชื้ออยู่ และได้แพร่เชื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 60 คน จำนวนนี้ 20 คนเป็นผู้ติดเชื้อยืนยัน อีก 40 คนแสดงอาการ

เฮสส์ ซึ่งสื่อในออสเตรเลียระบุว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง ไม่ก็ระบุว่าเป็นหนุ่มสังคมที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก เป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนของสเตซี แฮมป์ตัน ดาราจากรายการดัง Married At First Sight พำนักในนครลอสแองเจลิสมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดย เดอะ เดลีย์ เมล์ ออสเตรเลียระบุว่า เฮสส์ วัย 40 ปี ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในสหรัฐฯ หลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด-19 เขาฉีดวัคซีนโมเดอร์นาแล้ว 2 เข็มที่สหรัฐฯ

ขณะจัดปาร์ตี้สุดสัปดาห์ วันที่ 9-11 ก.ค. เขาไม่รู้ตัวเลยว่าติดไวรัส เพิ่งมามีอาการช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว และเขาก็ไม่รู้ว่าแพร่เชื้อไปให้อีกกี่คน รู้แต่สัมผัสกับคนจำนวนมาก อาจเป็นร้อย!!

เขารู้สึกผิดมาก เมื่อเพื่อนหลายสิบคนส่งข้อความไปบอกว่าพวกเขามีอาการ!!

หลังผลตรวจพบเป็นผลบวก เขานอนซมบนเตียง 4 วัน กินอะไรไม่ได้ เหงื่อออกเยอะมาก รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย น้ำหนักลงฮวบ นอกจากนี้ยังมีอาการทั่วไป เช่น เจ็บคอ ไอแห้ง หายใจลำบากและคัดจมูก ทว่าหากไม่ฉีดวัคซีน อาการคงหนักกว่านี้...

เหตุที่แชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เพราะอยากให้เป็นตัวอย่างว่าการแพร่เชื้อสายพันธุ์เดลตาโดยไม่รู้ตัวนั้น เกิดขึ้นง่ายมาก โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ที่มีประชากรเพียง 11% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีนแล้ว

“หลายคนในออสเตรเลียยังคิดว่าไม่ร้ายแรง แต่ไม่ใช่เลย แอลเอกำลังกลับมาเข้มงวด ไวรัสแพร่ไวมาก ไม่มีใครรู้ว่าใครมีเชื้ออยู่ ผู้คนกำลังล้มตาย เขาเองไม่ได้เคร่งครัดเช่นกันจนกระทั่งเกิดกับตัวเอง" เฮสส์บอกอีกว่า "ดูเหมือนสายพันธุ์เดลตาเอาชนะวัคซีนโควิดได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อจากเขา ฉีดวัคซีนแล้ว เวลานี้วิตกว่าอาจจะเกิดการระบาดใหญ่"


ที่มา: https://www.komchadluek.net/news/foreign/475572

https://www.news.com.au/world/coronavirus/australia/australian-socialite-spreads-coronavirus-to-dozens-after-full-vaccination/news-story/8423ab0f07ebc646c665b23378d226f3


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

แจง “อนุทิน” ลงพื้นที่ชุมชน กทม. กลางดึกเป็นการปรับแนวทางทำงาน เร่งดูแลกลุ่มเปราะบางคนไร้บ้าน  ตามนโยบาย”บิ๊กตู่” ”ย้ำ”ประชาชนต้องไม่ถูกทอดทิ้ง ประสานหน่วยฉุกเฉินรับผู้ป่วยอาการหนักรับการรักษาเร็วที่สุด พร้อมตรวจ Rapid Test ให้ผู้ประสงค์ตรวจหาเชื้อโควิด 

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พร้อมคณะด้วย ลงพื้นที่เพื่อดูความเรียบในการดูแลประชาชนผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาการไม่รุนแรงที่แยกกักที่บ้าน(Home isolation) และแยกกักในชุมชน (Community isolation) รวมถึงติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยในชุมชนแออัด พื้นที่ที่มีคนไร้บ้านพักอาศัย หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ให้รับกับนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินแนวทุกแนวทางทางอย่างเต็มที่ เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้รอคอยการรักษาอยู่ที่บ้าน รวมถึงจะต้องไม่เกิดกรณีเสียชีวิตบนท้องถนนของประชาชนอีก จะต้องไม่มีประชาชนที่ถูกทอดทิ้ง  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  การลงพื้นที่ชุมชนในกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นเพียงครั้งแรก หลังจากนี้จะยังมีการลงพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ในลักษณะเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบการทำงานจะมีการเลือกชุมชนเป้าหมายผ่านฐานข้อมูลของสถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ว่าพื้นที่ใดมีการขอประสานไปรับตัวผู้ป่วยอยู่หนาแน่น ทีมเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูทั้งในแง่การตรวจดูอาการ มอบยาและเวชภัณฑ์ แนะนำกรณีการรักษาตัวอยู่ที่บ้านกรณีผู้ที่มีอาการไม่มาก
ส่วนกรณีที่มีอาการมากก็ประสานส่งตัวเข้ารับการรักษา ณ จุดพักคอย โรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลบุษราคัม หรือโรงพยาบาลทั่วไป ตามระดับอาการ ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้มีการรับตัวผู้ป่วยส่งไปยังโรงพยาบาล 4ราย  และส่วนหนึ่งจะมีการตรวจด้วยวิธี Rapid Antigen Test  ให้กับประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ที่ประสงค์ตรวจหาเชื้อโควิด-19ด้วย

“การลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ไม่ได้มีกำหนดการไว้ล่วงหน้า แต่เนื่องมาจากรองนายกรัฐมนตรีประสงค์ให้มีการปรับการทำงานเพื่อการดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่นคนไร้บ้าน คนในชุมชนแออัด ให้มากที่สุด ซึ่งรูปแบบการทำงานของทีมเจ้าหน้าที่จะมีศูนย์กลางอยู่ที่อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ มีการเลือกพื้นที่จากฐานข้อมูล สพฉ. จากนั้นลงพื้นที่ทั้งตรวจเยี่ยม มอบยา รับผู้ป่วยอาการหนัก และตรวจ rapid test   ให้กับประชาชนที่พบเจอ โดยจะดำเนินการรูปแบบนี้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยมีเป้าหมายคือการเข้าไปดูแลกลุ่มเปราะบางให้มากที่สุด ไม่ให้เกิดกรณีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนที่เป็นทั้งความสูญเสียของครอบครัวผู้เสียชีวิตและสร้างความสะเทือนใจให้ประชาชนอีก” น.ส.ไตรศุลี กล่าว  

'บิ๊กอู๊ด' พล.ต ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.รวมพลัง​ #อู๊ดคอนเนคชั่น​ #ทำบุญใหญ่มอบอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจให้โรงพยาบาลตำรวจ

พล.ต ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.นำหน่วยงาน สตม.จับมือหน่วยงานเอกชน บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์กล๊าส จำกัด ทำบุญสุดยิ่งใหญ่ต่อชีวิตและลมหายใจให้ผู้ป่วยใน รพ.ตำรวจ

วันนี้ (22 ก.ค. 64) เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.ในฐานะ โฆษก สตม. เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภานุวัฒน์ ร่วมรักษ์ ผบก.อก.สตม. ร่วมกับ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) มอบเครื่องช่วยหายใจจำนวน 4 เครื่อง ให้แก่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินและวิกฤต โดยมี พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ชั้น ๒ อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ                          

ทางด้าน พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 ในฐานะรองโฆษก สตม. กล่าวเพิ่มเติมว่า  ทาง พล.ต ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.มีความห่วงใยประชาชนทั้งชาวไทยและเทศ ที่อยู่ในประเทศไทยเนื่องจากสถานการณ์โควิด เครื่องช่วยหายใจมีความสำคัญมากในสถานการณ์วิกฤติโควิด 19 เป็นอย่างมาก จึงพยายามที่จัดโครงการมอบของทั้งในส่วนอุปโภคและบริโภคอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ตม.ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด 19 / โครงการตู้ปันสุข ของ สตม.ทั้ง76 จังหวัด และ กรุงเทพ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพได้ต่อไปได้ และเราจะก้าวข้ามวิกฤติ โควิด 19 ให้ได้ไปด้วยกัน  

ขอให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันและให้กำลังใจกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและเชิดชูหน่วยงานเอกชนที่มาช่วยเหลือแรงกายแรงใจแรงทรัพย์ในการร่วมบริจาคด้วย โดยหากสนใจดูภารกิจและกิจกรรมต่างๆ​ ของ​ สตม.สามารถเข้าไปดูและเยี่ยมชมเวปไซต์ได้ที่ www.immigration.go.th เพื่อเป็นเเนวร่วมและอีกหนึ่งแรงใจได้เสมอ

Call Out!! ฉัน​ต้องการเสียงดัง ๆ​ ของ​ 'เธอ'​

แทบจะเป็นธรรมเนียมไปแล้ว​ ในทุกๆ​ ครั้งที่อุณหภูมิทางการเมืองระอุ​ และมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง​

และเหล่า​ 'คนดัง'​ หรือ​ 'มีชื่อเสียง​'​ ก็มักจะต้องถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออก โดยมีผู้คนในโลกโซเชียลคอยกดดันผ่านแฮชแท็กมากมายในหลาย ๆ​ แพลตฟอร์ม​ เช่น​ ทวิตเตอร์

#วันนี้ดาราcalloutหรือยัง

กระแสเหล่านี้รุนแรงและเป็นแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นถี่มากในตอนนี้แก่เหล่าคนดัง!!

ว่าแต่ทำไมต้องเป็นศิลปินและดารา?

การดันแฮชแท็กเหล่านี้​ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งดารา/ศิลปินใน ‘ไทย’ และ ‘ไอดอลคนไทยในต่างประเทศ’ ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือจุดยืนในเรื่องการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นนั้น

เนื่องจากความสนใจหรือการตั้งคำถามผ่าน เสียงหรือข้อความของเหล่าดารา/ศิลปินน​ั้น​ มีความ​ Impact​ ต่อสังคมอย่างมาก​ ยิ่งดาราคนนั้นดังมากเท่าไร​ เสียงก็จะยิ่งดังชัดขึ้นต่อการเมืองในช่วงนั้น

เพราะพวกเขา​ คือ Influencer หรือผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเป็นผู้มีอิทธิพลต่อกระแสภายในสังคม

และด้วยความเป็น ‘ผู้มีอิทธิพลทางสื่อ’ เป็น ‘ผู้มีชื่อเสียง’ จึงพ่วงมาด้วยการมีผู้ติดตามจำนวนมาก

นั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียในแต่ละครั้งไม่ว่าจะในด้านใด (จะเป็นการรีวิวสินค้า/ขายของ หรือการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง) ผู้คนที่ติดตามโซเชียลของบุคคลเหล่านี้ก็จะรับรู้เรื่องราวและส่งต่อสารที่สื่อออกมาได้กว้างขวางมากขึ้น

ฉะนั้น​ ถ้าคุณทำอะไรก็ดัง​ ขายของ​ รีวิวสินค้า โน้มน้าวชักจูงใจคน​ และแฟนคลับได้ ก็ต้องออกมาเป็นกระบอกเสียงในเรื่องการเมือง​ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมวงกว้างได้ด้วยเช่นกัน​ (แกมบังคับเนาะ)​

แน่นอนว่า​ การออกมาแสดงความคิดเห็น หรือจุดยืนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อตัวดารา/ศิลปิน ทั้งในเรื่องของชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัวหรือคนรอบข้างได้

แต่กลุ่มที่ต้องการให้ Call​ Out​ ก็จะมีการพูดว่าคนดังที่ออกมาเชียร์จะไม่ถูกคุกคาม​ และถ้าคุณกล้าออกมา​ Call​ Out​ พวกเราก็จะสนับสนุนคุณ​ตลอดไป (แม้สุดท้ายจะเกิดผู้ไม่สนับสนุนอีกฟากเกิดตามมาก็ตาม)​

ถึงกระนั้น​ ทุกวันนี้​ ศิลปิน/ดาราไทยหลายคน​ ก็เริ่มจะออกมาเป็นกระบอกเสียง และ​ Call​ Out​ ในทางการเมืองมากขึ้น​ ซึ่งจะด้วย 'จุดยืนส่วนตัว'​ หรือ 'แรงกดดัน'​ จากสังคมก็บอกได้ยาก...

แต่อย่างไรเสีย​ สิ่งที่อยากฝากคนไทยไว้​ คือ​ การออกมาหรือไม่ออกมาแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนตามหลักของประชาธิปไตยที่บอกว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น

เช่นเดียวกันกับตัวประชาชนเอง​ ก็มีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือเลือกที่จะติดตามหรือไม่ติดตามต่อก็ได้เหมือนกัน...

เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ออกด้วย!!


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top