Friday, 31 July 2026
Hard News Team

เปิดประวัติ ผู้อำนวยการ 'เผด็จ อุทุมสกุลรัตน์' โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง กรุงเทพฯ ผอ. ควักเงินประกันลูกศิษย์บุกชิงทอง 

เปิดประวัติ ผู้อำนวยการ 'เผด็จ อุทุมสกุลรัตน์' โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง กรุงเทพฯ ผอ. ควักเงินประกันลูกศิษย์บุกชิงทอง 

คติธรรมประจำใจ 
“ถ้าวันนี้ถูก ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้” ท่านพุทธทาสภิกขุ

ประวัติ ผอ.เผด็จ อุทุมสกุลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง
.
ภูมิลำเนาบ้านเกิด อำเภอพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ประวัติการศึกษา
พ.ศ.2538 ครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณิตศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
พ.ศ.2546 ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน 
พ.ศ.2542 อาจารย์หนึ่งระดับ 3 โรงเรียนบัวปากท่าวิทยา จ.นครปฐม
พ.ศ.2547 ครูโรงเรียนพุทธจักรวิทยา กรุงเทพฯ
พ.ศ.2553 รองผู้อำนวยการชำนาญการ โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม กรุงเทพฯ
พ.ศ.2556 รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา กรุงเทพฯ
พ.ศ.2558 ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ กรุงเทพฯ

ผลการปฏิบัติงาน
รางวัลหนึ่งแสนครูดี 
ผู้อำนวยการสถานศึกษาดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2560 จากสมาคมผู้บริหารมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย
อุปนายกสมาคมผู้ปกครองและครูดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2560 จากสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย 
บุคคลผู้เสียสละตนทางการศึกษา ประจำปี พ.ศ.2562 จาก สํานักงานศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพฯ
ผู้จัดการทีมกีฬาฟุตซอลได้รับรางวัลชนะเลิศ ฟุตซอลระหว่างโรงเรียน ประจำปี พ.ศ.2562 รุ่น 14 ปี ประเภท ก กรมพลศึกษา 


ที่มา : ประวัติผู้อำนวยการโรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง ท่านเผด็จ อุทุมสกุลรัตน์
https://www.youtube.com/watch?v=PJNirRV460o

รพ.ทหารผ่านศึก วอนม็อบดินแดง ยึดแนวทางสันติ ลดรุนแรง ย้ำไม่เกี่ยวการเมือง ขอผู้ชุมนุมเปิดทางให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยประจำได้สัญจรผ่านโรงพยาบาล ตามปกติ

วันที่ 14 ก.ย. 64 ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก นพ.กำพล เมืองแสน ผอ.รพ.ทหารผ่านศึก พร้อมด้วย นายสหรัฐ คล้ายเพชร หัวหน้ารักษาความปลอดภัย รพ.ทหารผ่านศึก และ น.ส.ศศิรินทร์ ชวพรธนานนท์ ผอ.กองการพยาบาล รพ. ทหารผ่านศึก ร่วมแถลงข่าวกรณี โรงพยาบาลผ่านศึก ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมบริเวณดินแดง ว่า ขอวิงวอนผู้ชุมนุมยึดแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง

เนื่องจากคนไข้ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อรักษาเสร็จสิ้น จำเป็นต้องเดินทางกลับที่พัก รวมถึงเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรดูแลผู้ป่วยก็ไม่สามารถเดินทางออกจากโรงพยาบาลได้เพราะมีการชุมนุมบริเวณโดยรอบ ทั้งนี้ขอให้ผู้ชุมนุมเปิดทางให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยประจำได้สัญจรผ่านโรงพยาบาล ตามปกติ อีกทั้งโรงพยาบาลยังตั้งระหว่างกลางพื้นที่การชุมนุม จำเป็นต้องรับมือกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัยอยากเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมอย่าเข้ามาในโรงพยาบาลเพราะเป็นสถานที่ทางราชการ เป็นสถานที่ที่ใช้รักษาผู้ป่วยไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใดที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ไม่ได้เข้ามาภายในโรงพยาบาล ทำให้ไม่มีผลกระทบทางด้านความรุนแรงกับโรงพยาบาลแต่อย่างใด

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่ารพ.ทหารผ่านศึก จะได้รับผลกระทบจากการแถลงข่าวในวันนี้ เพราะชื่อโรงพยาบาล นพ.กำพล กล่าวว่า แม้จะชื่อโรงพยาบาลทหารผ่านศึก แต่เป็นโรงพยาบาลรัฐ ไม่ใช่ของเหล่าทัพ และเชื่อว่าผู้ชุมนุมเข้าใจในส่วนนี้

ด้าน นายสหรัฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการชุมนุมจะมีสิ่งไม่พึงประสงค์หลุดเข้ามาในโรงพยาบาลบ้าง แต่ยังไม่มีระเบิด ทั้งนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรมดุริยางค์ทหารบก ขอให้ผู้ชุมนุมลดความรุนแรง เพราะทำให้ผู้อยู่อาศัยบริเวณที่ชุมนุมเดือดร้อนอย่างมาก

ครม.อนุมัติ บำเหน็จความชอบพิเศษ ให้จนท.ปฎิบัติงานด้านยาเสพติด พร้อมรับทราบ ผลโพล ปชช.ปรับตัว-เข้าถึงดิจิทัล ช่วงโควิด สะท้อนทำงานที่บ้านค่าใช้จ่ายเพิ่ม แนะรัฐลดภาระค่าสาธารณูปโภค พุ่งร้อยละ 67.3 ชี้ โครงการเยียวยา "เราชนะ" มีประโยชน์มากสุดถึงร้อยละ 76.2 

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี  แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.อนุมัติให้พิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ 2564 ไม่เกิน 12,041 อัตรา แบ่งเป็น ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง จำนวน 337,713 อัตรา ปรับเพิ่มไม่เกินร้อยละ 2.5 คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 8,443 อัตรา และผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด จำนวน 239,8861 อัตรา ปรับเพิ่มไม่เกินร้อยละ 1.5 คิดเป็นจำนวน 3,598 อัตรา โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการต้นสังกัด เป็นลำดับแรกก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้เบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินเลื่อน เงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ เป็นลำดับต่อไป โดยประมาณการค่าใช้จ่ายการจัดสรรบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ซึ่งงบประมาณให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดครั้งนี้ จำนวน 79,109,370 บาท หรือรายละประมาณ  6,570 บาทต่อปี

นอกจากนี้ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้านการปรับตัวและการเข้าถึงดิจิทัล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 46,600 คน ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-6ก.ค. 2564 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.5 ไม่ได้ทำงานที่บ้าน เพราะอาชีพไม่เหมาะสมกับการทำงานที่บ้าน ส่วนปัญหาที่ประชาชนประสบในการทำงานที่บ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย และสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี  ส่วนการเรียนออนไลน์ พบว่าร้อยละ 42 มีบุตรหลานอยู่ในวัยที่เรียนออนไลน์  ร้อยละ 14.7 มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียน แต่ไม่ได้เรียนออนไลน์ โดยปัญหาที่ประสบจากการเรียนออนไลน์ 5 อันดับแรก ได้แก่ ไม่ค่อยเข้าใจในวิชาที่เรียน ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่มีสมาธิ สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี และอุปกรณ์ไม่ทันสมัย 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับแผนการปรับตัวเพื่อรับมือกับโควิด-19 พบว่า  3 อันดับแรกคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต เช่น ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้านทุกครั้งและหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านหากไม่จำเป็นร้อยละ 95.4 นำเงินออมออกมาใช้จ่ายร้อยละ 32.6 โดยพบในกลุ่มอาชีพค้าขาย ธุรกิจส่วนตัวในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น  และ กู้ยืมเงินหรือจำนำ ขายทรัพย์สินที่มีอยู่ร้อยละ 22.8 โดยพบในกลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป ขับรถรับจ้าง กรรมกร ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น  สำหรับเรื่องที่รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จัดหาสัญญาณไวไฟ ฟรีให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ร้อยละ 66.7จัดหาอินเตอร์เน็ตให้ประชาชนในราคาถูก ร้อยละ 60 จัดหาอินเตอร์เน็ตให้นักเรียน นักศึกษาฟรี ร้อยละ 47.6 จัดหาอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ ให้ประชาชนในราคาถูก ร้อยละ 42.2  และ จัดให้มีสถานที่กลางในการเรียนออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนร้อยละ 33  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน 3 อันดับแรก ได้แก่ ลดภาระค่าสาธารณูปโภคร้อยละ 67.3  จ่ายเงินชดเชย เยียวยาร้อยละ 60.7 และช่วยเหลือด้านค่าครองชีพร้อยละ 58.7 ขณะที่โครงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผล
กระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่มีประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ โครงการเราชนะ ร้อยละ 76.2 โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐร้อยละ 66.7 มาตรการลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้าร้อยละ 65.4 โครงการคนละครึ่งร้อยละ 61.2  และโครงการม.33 เรารักกัน ร้อยละ 43.3

ครม. ต่ออายุ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สามจังหวัดชายแดนใต้ อีก 3 เดือน

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในท้องที่ 1.จังหวัดนราธิวาส ยกเว้น อำเภอศรีสาคร อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอสุคิริน 2.จังหวัดยะลา ยกเว้น อำเภอเบตง และอำเภอกาบัง 3.จังหวัดปัตตานี ยกเว้น อำเภอไม้แก่น และอำเภอแม่ลาน ออกไปอีก 3 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน-19 ธันวาคม 2564 

รัฐบาล เร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ ให้หญิงตั้งครรภ์ สร้างภูมิคุ้มกันแก่แม่เเละเด็ก ตั้งแต่ในครรภ์  พร้อมอนุมัติงบกลาง 946.31 ล้านบาท ให้สภากาชาดไทย ซื้อวัคซีนโมเดอร์น่า 1 ล้านโดส ฉีดกลุ่มเปราะบาง

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมอนามัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดโครงการรณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตั้งเป้า “1 เดือน 1 แสนราย” เริ่มตั้งแต่วันที่  13 กันยายน ถึง 13 ตุลาคม 2564  เร่งเพิ่มจำนวนฉีดวัคซีนให้กับหญิงตั้งครรภ์ จากปัจจุบันมีได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกเพียง 5 หมื่นกว่าราย จาก 5 แสนราย   ที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งระดมฉีดให้วัคซีนให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยง “608” ประกอบไปด้วย กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขพบว่า นับตั้งแต่เมษายนจนถึงปัจจุบัน กลุ่มหญิงตั้งครรภ์มีอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 2.26 หรือ เมื่อติดเชื้อแล้วพบว่ามีอาการรุนแรง ส่งผลให้ทารกคลอดก่อนกำหนดและเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 จากแม่ จึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า จะมีการเริ่มระดมฉีดวัคซีนเชิงรุกให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ผ่านช่องทางศูนย์บริการฉีดวัคซีน โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และในท้องถิ่น อาทิ รพ.สต. หรือ คลินิกฝากครรภ์ ที่จะได้รับการจัดสรรควัคซีนลงไปเพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจถึงความสำคัญในการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและลดความรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่แม่และเด็กในครรภ์ รวมถึงภูมิคุ้มกันจะสามารถส่งผ่านการให้นมบุตรอีกด้วย

“นอกเหนือจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว ยังขอเชิญชวนให้กลุ่มหญิงตั้งครรภ์เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งฉีดชนิดใดก่อนก็ได้แต่ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ระหว่างการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ได้ โดยสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ที่หน่วยบริการในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติทุกแห่ง ทั้ง รพ.รัฐ รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) และคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมฯ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” น.ส.รัชดากล่าว

นอกจากนี้ น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน  946.31 ล้านบาทให้กับสภากาชาดไทย สำหรับใช้ในโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 Moderna ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1 ล้านโดส โดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งทางบริษัท ชิลลิค ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์น่าในประเทศไทย ได้เสนอขายราคา 28 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 940 บาทต่อโดส รวมค่าขนส่ง 26.75 บาทต่อโดส รวมเป็น 966.75 บาทต่อโดส ซึ่งกำหนดให้ชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ 30 ของมูลค่าวัคซีนรวม ภายในเดือนกันยายน 2564  เพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนงวดแรกได้ในต้นปี 2565

ทั้งนี้สภากาชาดไทยได้มีนโยบายในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐ ด้วยการให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยชุดธารน้ำใจและชุดธารน้ำใจฝ่าวิกฤตโควิด-19  การจัดตั้งหน่วยครัวเคลื่อนที่สภากาชาดไทยในจังหวัดต่างๆ การสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในแต่ละจังหวัดด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม หน้ากากผ้า แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วมกับภาครัฐในการจัดหน่วยบริการฉีดวัคซีน การจัดบริการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน(Home Isolation) และการส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดและอาสาสมัครไปช่วยสนับสนุนการฉีดวัคซีนทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภูมิภาค รวมถึงการจัดทำโครงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19  Moderna จำนวน 1 ล้านโดส โดยสภากาชาดไทยดำเนินการเองส่วนหนึ่ง และให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมดำเนินการด้วย โดยจะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 เป็นต้นไป

ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษี เอกชนซื้อชุดตรวจ ATK ให้พนักงาน/ลูกจ้าง นำมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ตั้งแต่วันนี้ -31 มีนาคม 65

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายจ่ายค่าซื้อชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) เพื่อใช้สำหรับพนักงานหรือลูกจ้าง สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น ร้อยละ 50 หรือ 1.5 เท่า ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ถึง 31 มีนาคม 2565 นี้ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ หลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ศบค. ได้ปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านนวด (เฉพาะนวดเท้า) และสนามกีฬา สามารถเปิดให้บริการได้ ประกอบกับในที่ประชุม ศบค. ครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 10 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางตามนโยบาย ศบค. ที่จะเพิ่มการตรวจ ATK ในประชากรโดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน กระทรวงการคลังจึงได้ออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนรายจ่ายค่าซื้อชุดตรวจ โควิด-19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้มีส่วนร่วมกับมาตรการป้องกันควบคุมโควิด-19 ช่วยบรรเทาภาระภาษี สำหรับประชาชน ก็จะช่วยป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ช่วยลดผลกระทบต้องเศรษฐกิจและสังคมด้วย

ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มเข็มของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่5  จำนวน 1,013 โครงการ ในพื้นที่ 11 จังหวัด วงเงิน 3,484.27  ล้านบาท  รวมอนุมัติ 5 ครั้งส่งงบประมาณเข้าหมุนเวียนเศรษฐกิจ 19,904.93 ล้านบาท  

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 14 ก.ย. 2564  ได้อนุมัติโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มเข็มของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่5  จำนวน 1,013 โครงการ ในพื้นที่ 11 จังหวัด วงเงินรวม 3,484.27  ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายเงินจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เสนอ

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับผลการอนุมัติโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในครั้งที่ 1-5 แล้ว ครม. ได้อนุมัติโครงการไปแล้วจำนวน 8,516 โครงการ ใน 70 จังหวัด เป็นวงเงินที่เข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 19,904.93 ล้านบาท  คงเหลือ 6 จังหวัดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอนได้แก่ ชัยนาท ราชบุรี เชียงใหม่ สุพรรณบุรี แม่ฮ่องสอน และสกลนคร

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ทั้ง 11 จังหวัดที่ได้รับอนุมัติโครงการฯ ครั้งที่ 5 ประกอบด้วย ลำพูน จำนวน 115 โครงการ วงเงิน 185.04 ล้านบาท, ลำปาง จำนวน 64 โครงการ วงเงิน 298.86 ล้านบาท, เชียงราย จำนวน 89 โครงการ วงเงิน 355.47 ล้านบาท, เพชรบูรณ์ จำนวน 89 โครงการ วงเงิน 232.42 ล้านบาท, มุกดาหาร จำนวน 246 โครงการ วงเงิน 219.04 ล้านบาท

นนทบุรี จำนวน 45 โครงการ วงเงิน 168.61 ล้านบาท, สมุทรปราการ จำนวน 53 โครงการ วงเงิน 312.66 ล้านบาท, กาญจนบุรี จำนวน 47 โครงการ วงเงิน 313.04 ล้านบาท, ชลบุรี จำนวน 82 โครงการ วงเงิน 546.41 ล้านบาท,ระยอง จำนวน 125 โครงการ วงเงิน 401.80 ล้านบาท และภูเก็ต จำนวน 58 โครงการ วงเงิน 450.85 ล้านบาท

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ในจำนวนทั้งหมด 1,013 โครงการ ใน 11 จังหวัด จำแนกลักษณะโครงการดำเนินการเป็น 4 กลุ่มลักษณะ ได้แก่ 1)กลุ่มโครงการพัฒนาสินค้า ท่องเที่ยว บริการและการค้า จำนวน 46 โครงการ หรือ ร้อยละ5 ของจำนวนโครงการรวม 2)กลุ่มโครงการยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร จำนวน 33 โครงการ หรือร้อยละ3 ของจำนวนโครงการรวม 3)โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานจำนวน 43 โครงการ หรือร้อยละ4 ของจำนวนโครงการรวม และ 4)กลุ่มโครงการที่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 891 โครงการ หรือร้อยละ 88 ของจำนวนโครงการ

สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินโครงการ คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ประมาณ 36,070 คน และมีผู้ได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า 3,602,819 คน และไม่น้อยกว่า 38,721 ครัวเรือน รวมทั้งช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ทักษะและความรู้ในการประกอบอาชีพ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฟื้นตัวและพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหมู่บ้านและชุมชน

ก.แรงงาน ถกร่วม JETRO Bangkok สร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ บ.ญี่ปุ่น ในไทย

กระทรวงแรงงาน หารือร่วม JETRO Bangkok เชื่อมภารกิจกระทรวงฯ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ต้อนรับนาย TAKETANI Atsushi ประธาน Japan External Trade Organization, Bangkok (JETRO Bangkok) และผู้แทนจากหอการค้าญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคาราวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อรายงานผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 โดยมีพลอากาศตรีเฟื่องศักดิ์ เรืองกล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันท์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายสุรชัย กล่าวว่า การหารือร่วมกับ JETRO Bangkok ในวันนี้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย ปัญหาด้านการบริหารองค์กรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ได้แก่ การแข่งขันกับบริษัทอื่นรุนแรงขึ้น ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มสูงขึ้น และการขาดแคลนวิศวกร ในส่วนข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย พบว่า บริษัทส่วนใหญ่ได้ความสำคัญต่อการดำเนินการตามมาการรองรับผลกระทบจากโควิด-19 การส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องด้านแรงงาน ได้แก่ การปรับปรุงความสะดวกในการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่า

นอกจากนี้ยังได้คาดการณ์ผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อกิจกรรมทางธุรกิจในอนาคต ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จะยังคงประกอบกิจการต่อไปหรือขยายขนาด โดยสนับสนุนให้พนักงานเข้ารับการฉีดวัคซีน แต่ยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกรณีที่บริษัทกำหนดให้พนักงานต้องฉีดวัคซีนหรือสนับสนุนให้พนักงานฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียง ทาง JETRO Bangkok จึงขอให้รัฐบาลไทยได้มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เช่น ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ผลข้างเคียง ความเสี่ยงต่อสุขภาพ แผนการฉีดวัคซีน ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีน เป็นต้น

“ขอบคุณประธาน JETRO Bangkok และคณะ ที่ได้ร่วมหารือและแบ่งปันข้อมูลในวันนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน เพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยต่อไป” นายสุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

สรุปวันโอนเงินเยียวยาประกันสังคมทุกมาตรา

✅วันที่ 20 - 21 กันยายน 2564   
โอนเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตน มาตรา 40 ในพื้นที่ 16 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วย นครราชสีมา ระยอง ราชบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี ตาก อ่างทอง นครนายก สมุทรสงคราม และสิงห์บุรี กลุ่มที่สมัครขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ระหว่างวันที่ 4 - 24 สิงหาคม 2564

✅วันที่ 21 กันยายน 2564  
โอนเงินเยียวยา มาตรา 39 รอบ 2 ให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา

✅วันที่ 22 - 23 กันยายน 2564  
โอนเงินเยียวยา มาตรา 40 รอบ 2 ให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา

✅วันที่ 27 - 28 กันยายน 2564  
เริ่มโอนเงินเยียวยา มาตรา 33 รอบ 2 ให้ผู้ประกันตน มาตรา 33 ใน 9 กลุ่มกิจการ ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา

✅วันที่ 28 กันยายน 2564  
โอนเงินเยียวยา มาตรา 40 ให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 รายใหม่ ในช่วงวันที่ 4 - 24 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา จำนวน 3.4 แสนคน กลุ่มนี้ ได้สิทธิเยียวยา 2 เดือน เดือนละ 5,000 บาท รวม 10,000 บาท


ที่มา : https://www.facebook.com/100750911731504/photos/a.100754921731103/348472363626023/

"โรม" ฉะ จับนักข่าวพลเมืองในม็อบ จงใจปิดหูปิดตาปชช.ไม่ให้เห็นความป่าเถื่อนของรัฐ อัด "ประยุทธ์" เมื่อไหร่จะมีสติสำนึกลาออก 

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงเหตุการณ์การชุมนุมในวันที่ 13 ก.ย. ที่บริเวณดินแดง ที่พบว่ามีการจับกุมสื่ออิสระ 2 คน คือ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวราษฎร และผู้สื่อข่าวประจำเพจ ปล่อยเพื่อนเรา โดยถูกตั้งข้อหาร่วมกันชุมนุมและฝ่าฝืนเคอร์ฟิว ว่า ในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ตึงเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมที่ย่านดินแดงในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐยกระดับการสลายการชุมนุมหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เราจะพบว่าสื่อมวลชนกระแสหลักกลับมีบทบาทน้อยอย่างเห็นได้ชัดในการถ่ายทอดเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดและรอบด้าน และมักเป็นการรายงานอยู่หลังแนวของตำรวจ โดยพร้อมจะล่าถอยออกไปเมื่อได้รับคำสั่ง ทำให้สังคมที่ติดตามอยู่ไม่อาจรู้ได้ว่า นอกเลนส์กล้องของนักข่าวนั้นเจ้าหน้าที่รัฐจะไปกระทำการอะไรไว้บ้าง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า กลายเป็นว่านักข่าวพลเมืองอย่าง 2 คนที่ถูกจับไปที่เป็นกำลังหลักในการรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแบบสดๆ ทำให้ด้านมืดที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้เห็นถูกนำขึ้นมาเปิดเผยในที่สว่าง อย่างสำนักข่าวราษฎรนั้น พบว่าหลายครั้งสามารถจับภาพเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงอย่างเกินเหตุเอาไว้ได้ เช่นภาพที่ตำรวจใช้กระบองฟาดซ้ำใส่ศีรษะของผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวไว้ได้แล้ว ภาพที่ตำรวจยิงกระสุนยางใส่รถจักรยานยนต์ที่ขับผ่านไปมาในระยะประชิด หรือภาพบ้านเรือนที่เสียหายจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ แต่ในสายตาของรัฐบาล เช่น ในคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น. กลับแปะป้ายนักข่าวพลเมืองเหล่านี้ว่าเป็น สื่อมวลชนปลอมที่แฝงตัวเข้ามา เพียงเพราะไม่มีบัตรสื่อ ซึ่งเป็นผลมาจากทัศนคติอันคับแคบและล้าหลังในการนิยามความเป็นสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ ทำให้นักข่าวเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐแล้ว ยังกลายมาเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำจากรัฐเองเสียอีก

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่นักข่าวพลเมืองถ่ายทอดออกมาให้สังคมได้รับรู้ ช่วยให้เราได้เห็นว่าประเทศนี้ รัฐบาลนี้ ล้มเหลวในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไร ความกล้าหาญของพวกเขาช่วยเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนภายนอกที่ชุมนุม ได้เห็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องเห็น นั่นคือความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชนภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และระบอบปรสิต ดังนั้น การหาเรื่องจับนักข่าวเหล่านี้จึงไม่อาจหาเหตุผลอื่นใดได้เลย นอกจากเพราะฝ่ายรัฐต้องการปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ให้เห็นความอำมหิตป่าเถื่อนที่ฝ่ายตนได้กระทำต่อประชาชน จึงต้องทำลายผู้ที่จะมาเปิดโปงการกระทำเหล่านั้น นั่นหมายความว่ารัฐบาลยังคงยืนยันที่จะใช้ความรุนแรงในการกดหัวผู้เห็นต่างไม่ให้เงยหน้าขึ้นมาท้าทายต่อไป

"เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลจะมีสติสำนึกได้เสียที ว่าทุกวันนี้มีผู้คนต่อต้านพวกท่านกันมากมายแบบไม่ต้องมีใครชักนำ ถึงขนาดนี้แล้วจะยอมรับผิดแล้วออกไปแต่โดยดี หรือจะยังดื้อด้าน ยึดติดอยู่แต่กับการกดหัวและปิดหูปิดตา ราดน้ำมันลงบนกองไฟต่อไปอีก" นายรังสิมันต์ กล่าว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top